foto1
foto1
foto1
foto1
foto1

Catechetical Center of Bangkok

Kamson on Live

YouTube CCBKK Channel

youtube ccbkk

Kamson BKK Update!!

หมวดปรีชาญาณ

wisdom books

Bible Diary 2020

img007 resize

บทอ่านและบทมิสซา

ordomissae

พันธสัญญาใหม่

spd 20110902115342 b

บทเพลงศักดิ์สิทธิ์

angels-5b

สถิติเยี่ยมชม (เริ่ม 22-02-2012)

วันนี้
เมื่อวาน
สัปดาห์นี้
เดือนนี้
เดือนที่แล้ว
ทั้งหมด
708
9125
708
35260
330048
18269502
Your IP: 3.233.229.90
2020-07-05 02:11

สถานะการเยี่ยมชม

มี 408 ผู้มาเยือน และ ไม่มีสมาชิกออนไลน์ ออนไลน์

การแต่งงานของคริสตชน
    ศีลศักดิ์สิทธิ์ทุกชนิดล้วนเป็นสัญลักษณ์ของความรักและมิตรภาพจากพระเจ้า โดยศีลศํกดิ์สิทธิ์เหล่านี้ยังเป็นการฉลองการประทับอยู่ของพระเจ้าอย่างต่อเนื่องกับพวกเราในการดำเนินชีวิตตามปกติของเรา   การแต่งงานของคริสตชนที่ถูกจัดขึ้นในรูปศีลศักดิ์สิทธิ์แห่งการสมรส (ศีลสมรส) เป็นศีลศักดิ์สิทธิ์แห่งมิตรภาพ  คริสตชนที่แต่งงานอย่างถูกต้องตามกฎของพระเจ้าก็เป็นเครื่องหมายแสดงความรักของพระเจ้าที่มีอยู่ในความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์, ในมิตรภาพ, ในการให้กำเนิดชีวิต, และในชีวิตครอบครัว

ศีลสมรสคืออะไร
(CCC 1601; 1660)
    ในพิธีศีลสมรส ชายและหญิงที่ได้รับศีลล้างบาปแล้วให้คำปฏิญาณว่าพวกเขาจะรักเดียวใจเดียวและใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันอย่างมั่นคง  การอยู่ร่วมกันนี้ต้องมีความรัก, การให้ความเคารพกัน,  การดูแลเอาใจใส่, และข้อผูกมัดที่จะต้องร่วมกันดูแลครอบครัวหนึ่งในกรณีที่พระเจ้าประทานบุตรแก่พวกเขา
    การแต่งงานของคริสตชน เป็นเครื่องหมายพิเศษที่แสดงถึงการทำงานของพระเจ้าที่มีอยู่ตลอดเป็นปกติ  การแต่งงานอย่างถูกต้องถือเป็นพันธสัญญาศักดิ์สิทธิ์เกี่ยวข้องกับ 3 บุคคล  คู่สมรสได้มาใช้ชีวิตร่วมกันโดยพระเยซูคริสตเจ้าผู้ทรงสัญญาว่าจะอวยพร, สนับสนุน, และยินดีในชีวิตคู่ของพวกเขา
    ในข้อสัญญาการแต่งงานของคริสตชน  สามีและภรรยาเต็มใจที่จะอยู่ร่วมกันตลอดชีวิต  ข้อสัญญาของพวกเขาเป็นข้อผูกมัดให้มีรักเดียว

พันธสัญญาเดิมเปิดเผยเกี่ยวกับการแต่งงานว่าอย่างไร?
(CCC 1602-1608)
    ในหนังสือปฐมกาล พระเจ้าทรงเปิดเผยความจริงที่ลึกซึ้งสองประการเกี่ยวกับจุดมุ่งหมายของการแต่งงานกับประชากรชาวยิว   ประการแรก การแต่งงานคือการมีส่วนร่วมในงานสร้างสรรค์ของพระเจ้า ในการนำชีวิตใหม่มาสู่โลกมนุษย์   ประการที่สอง การแต่งงานมุ่งที่จะปรับปรุง, ยกย่อง, และเพิ่มพูนความรักระหว่างภรรยาและสามีให้มากขึ้น  หนังสือปฐมกาลบอกเราว่า พระเจ้าทรงทำให้เกิดการแต่งงานและเพศหญิงชาย ทั้งยังทรงประกาศว่าสิ่งเหล่านี้ดี

พันธสัญญาใหม่เปิดเผยเกี่ยวกับการแต่งงานว่าอย่างไร?
(CCC 1613-1616; 1659)
    พันธสัญญาใหม่เปิดเผยให้เข้าใจธรรมชาติของการแต่งงานอย่างลึกซึ้งมากขึ้น   การเสด็จไปร่วมงานแต่งงานที่เมืองคานาของพระเยซูเจ้า เน้นให้เห็นข้อดีของการแต่งงาน   เมื่อพระเยซูเจ้าทรงสอนอย่างชัดเจนเกี่ยวกับการแต่งงาน  พระองค์ทรงยืนยันอีกครั้งถึงพระประสงค์เริ่มแรกของพระบิดาว่า การแต่งงานต้องเป็นความสัมพันธ์แบบรักเดียวใจเดียวอย่างมั่นคง  “ทุกคนที่หย่าร้างภรรยาและแต่งงานใหม่ก็ทำผิดประเวณี และผู้ที่แต่งงานกับหญิงที่หย่าร้างแล้ว ก็ทำผิดประเวณีด้วย”  (ลก 16:18)
    การอยู่รวมกันของสามีภรรยาก็เหมือนกับการรวมเป็นหนึ่งเดียวของพระคริสตเจ้ากับพระศาสนจักรของพระองค์  การแต่งงานเป็นสัญญาหนึ่ง ซึ่งเป็นข้อผูกพันอย่างสมบูรณ์ตลอดชีวิตอันสะท้อนให้เห็นความรักของพระคริสตเจ้าที่มีต่อพระศาสนจักรของพระองค์

การเตรียมตัวอย่างดีสำหรับการแต่งงานของคริสตชนเป็นอย่างไร?
(CCC1632-1637)
    การเตรียมตัวสำหรับการแต่งงานของคริสตชน ในแทบทุกสังฆมณฑลมีนโยบายให้คู่แต่งงานที่หมั้นหมายกันแล้วเข้ารับการอบรมก่อนแต่งงาน  ผู้ให้การอบรมของพระศาสนจักรเหล่านี้ จะให้โอกาสคู่แต่งงานได้ศึกษาเกี่ยวกับข้อผูกมัดที่ศักดิ์สิทธิ์ของการแต่งงาน และเรียนรู้เกี่ยวกับความเป็นจริงในชีวิตสมรสจากผู้ที่แต่งงานแล้วหลายๆ คู่  บางครั้งอาจมีผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับการวางแผนครอบครัว หรือความสัมพันธ์อันใกล้ชิดในครอบครัว มาพูดคุยกับคู่แต่งงาน  ในการพูดคุยกันมีหลายหัวข้อได้แก่ เรื่องความรักและความสัมพันธ์อันใกล้ชิด, การสร้างครอบครัว, บทบาทของชีวิตศรัทธาในการแต่งงาน, และการวางแผนสำหรับพิธีสมรสที่จะจัดขึ้น

สิ่งจำเป็นสำหรับการแต่งงานคืออะไร?
(CCC 1625-1631; 1662)
    ในการประกอบพิธีศีลสมรสอย่างถูกต้อง คู่สมรสต้องมีความเป็นผู้ใหญ่, เป็นโสด, ไม่มีความเกี่ยวดองกันทางสายเลือดหรือทางการแต่งงาน และตัดสินใจแต่งงานอย่างอิสระ  พวกเขาต้องตั้งใจมอบตนทำตามพันธสัญญาแห่งรักตลอดชีวิต  นอกจากนี้พวกเขาต้องสามารถมีส่วนร่วมทางเพศได้ เนื่องจากการมีเพศสัมพันธ์เป็นสัญลักษณ์ของความรักกันและชีวิตสมรส, อีกทั้งเป็นการแสดงออกอย่างชัดเจนถึงความรักกันและกันระหว่างสามีภรรยา  สุดท้ายคือคู่สมรสต้องเปิดรับการสร้างครอบครัวที่มีบุตรซึ่งพระเจ้าประทานแก่เขา

การประกอบพิธีศีลสมรสทำอย่างไร?
(CCC 1621-1624; 1663)
    การแต่งงานของคริสตชนโดยทั่วไป ถ้าคู่สมรสเป็นคาทอลิกทั้งคู่ จะประกอบพิธีสมรสระหว่างพิธีมิสซา  คู่บ่าวสาวในฐานะศาสนบริกรผู้ได้รับพระหรรษทานของพระคริสตเจ้าให้ศีลศักดิ์สิทธิ์แห่งการสมรสแก่กัน  พวกเขาต้องแสดงความยินยอมของพวกเขาซึ่งเป็นปัจจัยที่จำเป็นสำหรับการทำให้การแต่งงานเกิดขึ้นจริง โดยการแลกเปลี่ยนคำสัญญาต่อหน้าพระสงฆ์, พยานสองคน, และสัตบุรุษที่มาชุมนุมกัน   พระสงฆ์ในฐานะพยานที่เป็นทางการของพระศาสนจักรเสกแหวนและบอกคู่สมรสสวมแหวนให้กัน เพื่อให้เป็นเครื่องหมายแสดงความซื่อสัตย์และความรักที่ไม่มีวันสิ้นสุด
    การประกอบพิธีสมรสเป็นปัจจัยสำคัญเพียงอย่างเดียวในศีลศักดิ์สิทธิ์  ศีลศักดิ์สิทธิ์แห่งการสมรสยังคงมีผลต่อไปเนิ่นนานตลอดเวลาที่ผู้เป็นสามีและภรรยาได้สานความสัมพันธ์ระหว่างกันและกับพระเจ้า   องค์พระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงกลับคืนพระชนมชีพทรงสัญญาว่าจะอยู่กับคู่สมรส เพื่อดูแลพวกเขาไปตลอดชีวิตของพวกเขา
ศีลศักดิ์สิทธิ์แห่งการสมรสให้พระหรรษทานแก่คู่บ่าวสาวเพื่อให้รักกันและกัน ด้วยความรักอย่างที่พระคริสตเจ้าทรงรักพระศาสนจักรของพระองค์   ดังนั้นพระหรรษทานจากศีลศักดิ์สิทธิ์จึงทำให้ความรักตามแบบมนุษย์ของสามีภรรยาสมบูรณ์ ทำให้ความเป็นหนึ่งเดียวที่ไม่อาจแยกกันได้ของพวกเขามั่นคง และชำระพวกเขาให้บริสุทธิ์ในการเดินทางสู่ชีวิตนิรันดร์
                            -หนังสือคำสอนพระศาสนจักรคาทอลิก, ข้อ 1661

ทำไมการแต่งงานของคริสตชนจึงคงอยู่ตลอดไป?
(CCC 1646-1651; 1665)
    การแต่งงานของคริสตชนเป็นความรับผิดชอบถาวรประการหนึ่ง  เพราะว่ามันเป็นวิธีที่ดีเลิศสำหรับการนำพระคริสตเจ้ามาสู่โลกและการส่งต่อความเชื่อของคริสตชน นี่เป็นเรื่องจริงอย่างแน่นอนสำหรับเด็กๆ ซึ่งเป็นผลมาจากการแต่งงาน  พวกเขาต้องการความรักที่มั่นคงและลดทอนความกังวลจากชีวิตสมรสที่เข้มแข็งเพื่อการพัฒนาทัศนคติที่ดีในการใช้ชีวิตและความเชื่อในพระเจ้า
    แต่ความสัมพันธ์ระหว่างสามีภรรยาที่มีความซื่อสัตย์เป็นเครื่องหมายชัดเจนที่บอกความจริงอื่นๆด้วย  สามีภรรยาที่เป็นคริสตชนบอกเป็นนัยถึงความล้ำลึกแห่งความรักของพระเจ้าที่ทำงานในชีวิตปกติ  ความซื่อสัตย์และความรักที่มอบให้แต่เพียงผู้เดียวของพวกเขาเป็นเครื่องหมายที่พิเศษซึ่งแสดงให้เห็นสังคมซึ่งมีความซื่อสัตย์และความรักที่ไม่สิ้นสุดของพระเจ้าสำหรับประชากรของพระองค์
    พระเยซูเจ้าทรงเน้นย้ำถึงความเกี่ยวพันของคู่สมรสที่มีอยู่ถาวรว่า
“ท่านไม่ได้อ่านพระคัมภีร์หรือว่าเมื่อแรกนั้นพระผู้สร้างทรงสร้างมนุษย์ให้เป็นชายและหญิง และตรัสว่า ดังนี้ ‘ชายจะละบิดามารดาไปสนิทอยู่กับภรรยาของตน และชายหญิงจะเป็นเนื้อเดียวกัน’ ดังนี้เขาจะไม่เป็นสองอีกต่อไป แต่เป็นเนื้อเดียวกัน ฉะนั้น สิ่งที่พระเจ้าทรงรวมกันไว้ มนุษย์อย่าได้แยกเลย”
                                        มธ 19: 4-6
    ข้อตกลงที่ทำร่วมกันระหว่างคาทอลิกที่แต่งงานกันอย่างถูกต้องจะสิ้นสุดลงได้เฉพาะเมื่อคนใดคนหนึ่งเสียชีวิตเท่านั้น  ในสถานการณ์พิเศษ คู่สมรสบางคู่อาจต้องแยกกันอยู่เพราะคำนึงถึงผลดีของบุตร และของสามีหรือภรรยา   แม้ว่าผู้มีอำนาจหน้าที่ทางบ้านเมืองจะสามารถยกเลิกการแต่งงานที่ถูกต้องได้ตามกฎหมาย (ที่เรียกตามภาษากฎหมายว่าการหย่าร้าง) รัฐก็ไม่มีอำนาจยกเลิกการแต่งงานที่ถูกต้องของคริสตชน
    พระคริสตเจ้าทรงเรียกร้องให้บรรดาสาวกของพระองค์มีบรรทัดฐานสูง  พระศาสนจักรสนับสนุนให้บุคคลที่ต้องทนทุกข์เพราะการสมรสที่แตกสลายกลับมารับศีลศักดิ์สิทธิ์ต่อเนื่องและคงอยู่ใกล้ชิดกับกลุ่มคริสตชน  พระเจ้าทรงสัญญาในลักษณะที่พิเศษว่าจะทรงอวยพรแก่ผู้ที่ทนทุกข์ทรมานถึงที่สุด  บรรดาคริสตชนที่อยู่ในกลุ่มเดียวกันก็ควรช่วยเหลือพี่น้องชายหญิงที่ตกอยู่ในสภาพนั้นและสวดภาวนาให้พวกเขา

การประกาศเป็นโมฆะคืออะไร?
(CCC 1629)
    การประกาศเป็นโมฆะ คือ การประกาศอย่างเป็นทางการของพระศาสนจักรว่า การแต่งงานของคริสตชนคู่หนึ่งซึ่งชอบด้วยกฎหมายนั้นแท้จริงแล้วไม่ถูกต้อง  คู่สมรสยังไม่มีความสมบูรณ์ทางด้านจิตใจเมื่อพวกเขาเข้าสู่การสมรส, หรือยังขาดความเข้าใจที่ถูกต้องถึงจุดประสงค์ของข้อตกลงร่วมกันในการแต่งงาน  หนึ่งในสองคนหรือทั้งคู่อาจไม่มีเสรีภาพในการยินยอมแท้จริงให้มีการแต่งงาน  บางทีฝ่ายหนึ่งหรือทั้งคู่อาจไม่เคยมุ่งหวังการมีบุตร หรือไม่สามารถมีเพศสัมพันธ์ได้
    การแต่งงานที่ล้มเหลวอาจจะไม่ได้เริ่มต้นด้วยการแต่งงานของคริสตชนที่ถูกต้อง  ในกรณีเหล่านี้ คู่สมรสควรยอมรับสถานภาพของพวกเขาต่อศาลการสมรสของสังฆมณฑล (The diocesan marriage tribunal) เพื่อจะได้มีการสอบสวนและการตัดสิน  ถ้าผลปรากฏว่าการแต่งงานนั้นไม่ถูกต้องตั้งแต่แรก ทั้งสองฝ่ายก็จะเป็นอิสระ และสามารถเข้าสู่การแต่งงานของคริสตชนที่ถูกต้องได้ในอนาคต

พระศาสนจักรสอนเกี่ยวกับการรับผิดชอบเรื่องเพศร่วมกันอย่างไร?
(CCC 2360-2365; 2397)
    สังคมคาทอลิกยกย่องความรักระหว่างคู่สมรสว่าเป็นของขวัญที่ยิ่งใหญ่จากพระเจ้า  เพศสัมพันธ์เป็นวิธีการแสดงความรักอย่างลึกซึ้งและเป็นพันธะระหว่างชายและหญิง  จุดประสงค์ของมันในแผนการของพระเจ้ามีสองขั้นคือ ขั้นการรวมกัน (unitive) ซึ่งเป็นการผูกมัดชายและหญิงเข้าด้วยกันในฐานะคู่ชีวิต และขั้นการให้กำเนิด (procreative) ซึ่งเป็นการมีส่วนร่วมในงานสร้างสรรค์ของพระเจ้าที่นำชีวิตใหม่มาสู่โลก
    การมีเพศสัมพันธ์ (รวมถึงกิจกรรมทุกอย่างที่นำไปสู่การมีเพศสัมพันธ์) ในฐานะที่เป็นสัญลักษณ์ของความรักระหว่างชายหนึ่งและหญิงหนึ่ง แสดงถึงพันธะอย่างสมบูรณ์โดยปราศจากข้อสงสัยใดของความรัก   พระศาสนจักรเชื่อมั่นว่าพันธะที่สมบูรณ์นี้จะเกิดขึ้นได้เฉพาะเมื่อชายหญิงคู่หนึ่งได้ปฏิญาณว่าจะอุทิศตัวเองเพื่อกันและกันตลอดชีวิต นั่นคือในการแต่งงาน

พระศาสนจักรสอนเกี่ยวกับการเป็นชู้อย่างไร?
(CCC 2380-2381; 2400)
    ความสัมพันธ์ทางเพศเป็นเครื่องแสดงการให้อย่างสมบูรณ์และการรับอย่างสมบูรณ์  การยุ่งกับความสัมพันธ์ทางเพศนอกการสมรสเป็นการใช้เครื่องหมายที่แสดงความรักของมนุษย์ได้อย่างสมบูรณ์ไปในทางที่ผิด  ดังนั้น การเป็นชู้ ซึ่งหมายถึงการมีความสัมพันธ์ทางเพศระหว่างบุคคลที่แต่งงานแล้วกับบุคคลอื่นที่ไม่ใช่คู่สมรสของเขาหรือเธอ จึงเป็นการแตกแยกที่รุนแรงในความรักอย่างสมบูรณ์แบบของคู่สมรสคริสตชน  การเป็นชู้ถือเป็นความล้มเหลวในการทำตามข้อตกลงพื้นฐานร่วมกันของคู่สมรส  มันเป็นการคุกคามความมั่นคงแท้จริงของครอบครัว

พระศาสนจักรสอนเกี่ยวกับการผิดประเวณีอย่างไร?
(CCC 2353)
    การผิดประเวณี คือ การมีความสัมพันธ์ทางเพศระหว่างผู้ที่ยังไม่ได้แต่งงาน มันเป็นสิ่งที่ผิดเพราะบ่อยครั้งมันเป็นการหาประโยชน์จากคนอื่น หรือเป็นการปล่อยตัวปล่อยใจไปกับแรงกระตุ้นจากความเห็นแก่ตัวโดยเอาความรักมาเป็นเครื่องบังหน้า  พระเจ้าทรงประสงค์ให้การร่วมเพศเป็นการแสดงออกถึงความรักและความรับผิดชอบที่สมบูรณ์ โดยที่ความรักและความรับผิดชอบแบบที่ว่านี้มีอยู่เฉพาะในสถานภาพการสมรสเท่านั้น

พระศาสนจักรสอนเกี่ยวกับการสำเร็จความใคร่อย่างไร?
(CCC 2352)
    พระศาสนจักรสอนว่าการสำเร็จความใคร่ หรือการแสวงหาความสนุกทางเพศด้วยตัวเองนั้นเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง เพราะมันเป็นการใช้พลังทางเพศในทางที่ผิดไปจากจุดประสงค์ตามแผนการของพระเจ้า คือให้ใช้ความสัมพันธ์ทางเพศกับผู้อื่นและใช้นำชีวิตใหม่มาสู่โลก

พระศาสนจักรสอนเกี่ยวกับการมีเพศสัมพันธ์กับเพศเดียวกันอย่างไร?
(CCC 2357-2359)
    พระศาสนจักรแบ่งแยกระหว่างภาวะรักร่วมเพศกับการมีเพศสัมพันธ์กับเพศเดียวกัน  การมีเพศสัมพันธ์กับเพศเดียวกันเป็นสภาพที่เกิดขึ้นเมื่อความต้องการทางเพศของบุคคลหนึ่งมุ่งไปยังคนที่มีเพศเดียวกันมากกว่าเพศตรงข้าม  ถ้าบุคคลที่มีความโน้มเอียงไปทางรักร่วมเพศไม่เลือกภาวะรักร่วมเพศของพวกเขา พวกเขาก็สมควรได้รับความเคารพ, ความเห็นใจ, และความไวต่อความรู้สึกของพวกเขา  แต่กลับมีการแบ่งแยกอย่างไม่เป็นธรรมสำหรับพวกเขาโดยถือว่าพวกเขาไม่ใช่คริสตชน   อย่างไรก็ตามพระศาสนจักรสอนว่า การมีเพศสัมพันธ์กับเพศเดียวกันเป็นความผิดปกติแท้จริงและขัดกับกฎธรรมชาติ  การกระทำเช่นนั้นทำลายแผนการของพระเจ้าในเรื่องการผูกพันระหว่างชายกับหญิงอย่างรุนแรง และไม่เปิดให้กับการให้กำเนิดชีวิต  ดังนั้นจึงเป็นการกระทำที่ไม่ได้รับการเห็นชอบ

พระศาสนจักรสอนเกี่ยวกับการวางแผนครอบครัวอย่างไร?
(CCC 2366-2369; 2398)
    การคุมกำเนิดพูดถึงการจำกัดจำนวนเด็กๆที่คู่สมรสจะให้เกิดมาบนโลกโดยการคิดอย่างรอบคอบ  บรรดาพ่อแม่ที่เป็นคริสตชนถูกขอให้วางแผนขนาดของครอบครัวด้วยความรับผิดชอบ สุขภาพกายและจิตใจ,  ฐานะการเงินของครอบครัว, และการดำรงชีวิตอย่างดีโดยรวมที่ต้องเกี่ยวข้องกับท้องถิ่นและโลก เป็นบางส่วนของตัวประกอบในการตัดสินใจเกี่ยวกับขนาดครอบครัวของสามีภรรยา  พระศาสนจักรสอนว่าหลักการที่ถูกต้องก็คือ คู่สมรสที่เป็นคาทอลิกมีสิทธิและหน้าที่ที่จะใช้วิธีการคุมกำเนิดแบบธรรมชาติ

การคุมกำเนิดแบบธรรมชาติคืออะไร?
(CCC 2369-2370)
    การบังคับใจตนเองไม่ให้มีเพศสัมพันธ์ในบางครั้งบางคราวและวิธีการวางแผนครอบครัวแบบธรรมชาติ ล้วนเป็นวิธีการคุมกำเนิดที่ถูกต้องตามศีลธรรม  เพราะเป็นการปฏิบัติอย่างกลมกลืนกับกระบวนการต่างๆของร่างกายที่เป็นปกติตามธรรมชาติ  หน่วยงานที่เกี่ยวกับชีวิตครอบครัวหรือศาสนบริการในเกือบทุกสังฆมณฑลสนับสนุนการจัดห้องเรียนเพื่อช่วยอบรมคู่สมรสให้เข้าใจวิธีเหล่านี้

พระศาสนจักรสอนเกี่ยวกับการคุมกำเนิดแบบไม่เป็นไปตามธรรมชาติอย่างไร?
(CCC 2370; 2399)
    คำสอนพระศาสนจักรระบุว่า วิธีการคุมกำเนิดที่ไม่เป็นไปตามธรรมชาติ ขัดแย้งกับพระประสงค์ของพระเจ้า  คำสอนนี้ตั้งอยู่บนเจตคติของคาทอลิกที่ว่าการแต่งงานมีจุดประสงค์ 2 ประการที่เกิดขึ้นพร้อมกัน นั่นคือ การให้กำเนิด (และอบรมเลี้ยงดู) บุตร กับความรักและความพอใจซึ่งกันและกันของคู่สมรส   คำสอนพระศาสนจักรอย่างเป็นทางการยังคงสอนว่า วิธีการใดที่ไม่เป็นไปตามธรรมชาติซึ่งถูกใช้ขัดขวางกระบวนการก่อกำเนิดอันเป็นธรรมชาติก็ต่อต้านธรรมชาติแท้ของการแต่งงาน
    บางครั้งคนเราก็ไม่เป็นไปตามที่คาดหวังแม้ว่าจะมีความพยายามอย่างหนักที่จะให้ทุกอย่างเป็นไปตามอุดมคติ  บรรดาพระสังฆราชจึงแนะนำว่าเราต้องไม่ไปตัดสินความรู้สึกผิดชอบชั่วดีของคู่สมรสที่ไม่สามารถทำตามคำสอนของพระศาสนจักร  การตัดสินทางด้านศีลธรรมเป็นหน้าที่ของพระเจ้า  คู่สมรสต้องทำตามความรู้สึกผิดชอบของพวกเขาในเรื่องที่เกี่ยวกับคำสอนพระศาสนจักรและปัญหาด้านศีลธรรมทุกเรื่อง  แต่พวกเขาก็ยังมีความรู้สึกได้ว่าต้องพัฒนามโนธรรมให้ดีด้วย

 

แผนกคริสตศาสนธรรม อัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ
122/8 อาคารแม่พระรับเกียรติยกขึ้นสวรรค์ ซ.นนทรี 14 ถ.นนทรี แขวงช่องนนทรี เขตยานนาวา กรุงเทพฯ 10120
โทร. 095-953-3070,  02-681-3850   Email: ccbkk@catholic.or.th   Line_ID: kamsonbkk