foto1
foto1
foto1
foto1
foto1

Kamson BKK Update!!

หมวดปรีชาญาณ

wisdom books

Bible Diary 2019

IMG resize 2019

บทอ่านและบทมิสซา

ordomissae

พันธสัญญาใหม่

spd 20110902115342 b

บทเพลงศักดิ์สิทธิ์

angels-5b

เอกสารฉลอง 350 ปี

350

พระวาจาประจำวัน

word of God 2

เว็บไซต์คาทอลิก

bkk


sathukarnlogo


haab


becthailand


santikham


pope report-francis


bannerpope


cc_link2011


0002


thaicatholicbible


mass


bnbec


facebook

สถิติเยี่ยมชม (เริ่ม 22-02-2012)

วันนี้
เมื่อวาน
สัปดาห์นี้
เดือนนี้
เดือนที่แล้ว
ทั้งหมด
6430
13029
19459
139506
512389
14962684
Your IP: 3.229.122.219
2019-12-09 10:22

สถานะการเยี่ยมชม

มี 276 ผู้มาเยือน และ ไม่มีสมาชิกออนไลน์ ออนไลน์

ความรัก
114 17664    ความรักเป็นผลจากความเชื่ออันจริงใจซึ่งบังเกิดขึ้นในจิตใจของผู้เชื่อในเรื่องดังกล่าว เปาโลบอกไว้อย่างชัดเจนว่า “เรื่องสำคัญก็คือมีความเชื่อที่แสดงออกเป็นการกระทำอาศัยความรัก” (กาลาเทีย 5:6) และ “ความรักซึ่งเกิดจากความเชื่อแท้จริง” ( 1 ทิโมธี 1:5 ) อย่างนี้แหละคือความรัก แต่เราไม่สามรถหาถ้อยคำมาพูดอธิบายความรักให้สมบูรณ์แบบได้ ดังนั้นถ้ามีใครถามว่า “ความรักคืออะไร” คำตอบจึงควรจะเป็นอย่างนี้ว่า “จงมองดูพระเยซู จงมองดูชีวิตและความตายของพระเยซู สิ่งที่เราเห็นจากพระเยซู นั่นแหละคือความรัก” ความรักแท้จริง คือการมีใจเป็นหนึ่งเดียวกับพระทัยของพระเจ้าผู้ทรงรักโดยไม่มีขอบเขตจำกัด พระคัมภีร์บอกเราว่า “ถ้าพระเจ้าทรงรักเราเช่นนี้ เราก็ควรจะรักกันด้วย” (1ยอห์น 4:11) ความรักคือการแสดงออกด้วยความจริงใจ ด้วยการปฏิบัติ ไม่ใช่ด้วยคำพูดแต่อย่างเดียว คนที่มีความรักแท้จะยอมเสียสละตนเองเพื่อคนอื่นได้แต่โดยดี ความรักอย่างที่พระเยซูทรงสั่งสอนเป็นความรักที่ไม่มีเงื่อนไขใด ๆ แม้แต่กับคนที่เป็นศัตรู คนที่มีความรักแท้จะยอมเสียสละตนเองเพื่อคนอื่นได้แต่โดยดี คนที่มีความรักเช่นนี้แม้ถูกทรมานก็ยังคงรักผู้ที่ทรมานตน ไม่เกลียดชังเขาแต่สวดภาวนาและพยายามทุกวิถีทางให้ศัตรูได้เริ่มต้นชีวิตใหม่

มนุษย์ไม่สามารถบำรุงเลี้ยงความรักอย่างพระเยซูนี้ให้เติบโตด้วยตนเองได้ ต้องพึ่งและรับจากพระจิต โดยการทรงนำของพระจิตเราจึงเชื่อว่าพระเยซู “ทรงรักข้าพเจ้าและได้ทรงมอบพระองค์เพื่อข้าพเจ้า” (กาลาเทีย 2:20) และเพราะเราเชื่อว่า พระเยซูทรงรักทุกคนด้วยความรักเช่นนั้น เราจึงสามารถเข้าใจได้ว่ามนุษย์ทุกคนเป็นพี่น้องกับเราผู้ซึ่งพระเยซูทรงเสียสละชีวิตให้ (1 โครินทร์ 8:11)
เราเริ่มรู้จักรักนี้อย่างแท้จริงเมื่อ “พระจิตเจ้าซึ่งพระเจ้าประทานให้เรา ได้หลั่งความรักของพระเจ้าลงในดวงใจของเรา” (โรม 5:5) คนที่ยังไม่ได้รับการนำของพระจิตมักจะอิจฉา เกลียดชัง อยากแก้แค้นคนอื่นๆ หรือมักจะใช้คนอื่นเพื่อผลประโยชน์และความสุขของตนเอง ต่อเมื่อพระวิญญาณของพระเจ้าเข้าสู่จิตใจอย่างลึกซึ้งแล้วเท่านั้น มนุษย์จึงจะสามารถรักอย่างที่พระเยซูทรงรักได้ เปาโลแสดงความรักเช่นนี้ไว้อย่างงดงามกว่าใคร ว่า “ความรักย่อมอดทน มีใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ไม่อิจฉา ไม่โอ้อวดตนเอง ไม่จองหอง ไม่หยาบคาย ไม่เห็นแก่ตัว ความรักไม่ฉุนเฉียวไม่จดจำความผิดที่ได้รับ ไม่ยินดีในความชั่ว แต่ร่วมยินดีในความถูกต้อง ความรักให้อภัยทุกอย่าง เชื่อทุกอย่าง หวังทุกอย่าง อดทนทุกอย่างความรักไม่มีสิ้นสุด” (1โครินท์ 13:4-8)
    “ฝ่ายผลของพระวิญญาณนั้น คือความรัก ความปลาบปลื้มใจ สันติสุข ความอดกลั้นใจ ความปรานี ความดี ความสัตย์ซื่อ ความสุภาพอ่อนน้อม การรู้จักบังคับตน” (กาลาเทีย 5:222-23) เพราะฉะนั้นถ้าเรามีความรักแท้จริงเราจะสามารถรักษาพระบัญญัติทุกข้อของพระเจ้าได้ด้วยความยินดี เปาโลบอกว่า “พระบัญญัติกล่าวว่า อย่าผิดประเวณี อย่าฆ่าคน อย่าลักขโมย อย่าโลภ พระบัญญัติอื่นๆ ทั้งหมดก็รวมอยู่ในพระบัญญัติข้อนี้ ที่ว่า “ท่านจงรักเพื่อนมนุษย์เหมือนรักตัวเอง” (โรม 13:9) พระบัญญัติสิบประการ แสดงถึงความรักและแนวทางการปฏิบัติด้วยความรักซึ่งไม่มีความสัมพันธ์ใดยิ่งใหญ่เท่า และความรักนั้นไม่บังคับหรือฝืนใจมนุษย์เลย ความรักทำให้มนุษย์ยอมเป็นผู้รับใช้ที่รับใช้ด้วยความรัก และนี่แหละคือมนุษย์ที่มีอิสรภาพอย่างแท้จริง ความรักทำให้เกิดทุกข์ แต่มีความปิติยินดีด้วย และไม่มีความยินดีใดยิ่งใหญ่ไปกว่าความยินดีที่เกิดจากความรัก
    ความรักทำให้มนุษย์ไม่ยอมแพ้ ไม่มีพลังใดยิ่งใหญ่กว่าความรัก สิ่งที่เราแสวงหาคือความรัก เพราะมีแต่ความรักเท่านั้นที่ดำรงอยู่นิรันดร