foto1
foto1
foto1
foto1
foto1

God is Love...

Catechetical Center of Bangkok

YouTube CCBKK Channel

youtube ccbkk

Kamson BKK Update!!

หมวดปรีชาญาณ

wisdom books

Bible Diary 2020

img007 resize

บทอ่านและบทมิสซา

ordomissae

พันธสัญญาใหม่

spd 20110902115342 b

บทเพลงศักดิ์สิทธิ์

angels-5b

สถิติเยี่ยมชม (เริ่ม 22-02-2012)

วันนี้
เมื่อวาน
สัปดาห์นี้
เดือนนี้
เดือนที่แล้ว
ทั้งหมด
8554
9629
47867
82419
330048
18316661
Your IP: 3.228.21.204
2020-07-09 17:11

สถานะการเยี่ยมชม

มี 111 ผู้มาเยือน และ ไม่มีสมาชิกออนไลน์ ออนไลน์

เทววิทยาและหลักความเชื่อ (Theology – Dogma)
พัฒนาการของเทววิทยาเกิดจากความพยายามที่จะอธิบายหลักความเชื่อ โดยอาศัยเหตุผล โดยถือว่า “ความเชื่อ” (Faith) และ “เหตุผล” (Reason) เป็นสิ่งที่เสริมกันได้ อย่างไรก็ดี ในศตวรรษแรกๆ นี้ เทววิทยาเป็นการไตร่ตรองประสบการณ์ชีวิตของผู้ที่เชื่อ เป็นปรีชาญาณ (Wisdom) ซึ่ง “เหตุผล” อาจช่วยให้เข้าถึงได้แต่เพียงขั้นต้นเท่านั้น แต่เนื่องจากยังไม่มีใครบอกได้ว่า “หลักเหตุผล” ใดช่วยเสริมและ  “หลักเหตุผลใด” ขัดแย้ง จึงเกิดความขัดแย้งระหว่างผู้ที่พยายามพัฒนาแนวคิดทางเทววิทยา โดยอาศัยปรัชญาแนวต่างๆ เข้ามาช่วย สำนักสำคัญที่อันติโอคและที่อเล็กซานเดรียต่างก็มีแนวคิด และการตีความของตนเอง

ประเพณีศาสนาคริสต์ถือว่าความเชื่อไม่เป็นแต่เพียงความรู้สึกไว้วางใจในพระเจ้า แต่เป็นการยอมมอบถวายตนเอง รับสัจธรรมที่พระองค์ทรงเปิดเผยโดยไม่มีเงื่อนไข การเปิดเผยของพระองค์ดำเนินมานับแต่แรกเริ่มดังที่ปรากฏในพระคัมภีร์ไบเบิล ซึ่งสมบูรณ์ในการปรากฏมาของพระเยซูคริสต์ แต่กระนั้นก็ดี  พระศาสนจักรซึ่งพระเยซูคริสต์ได้ทรงตั้งขึ้นและมอบหมายหน้าที่ในการประกาศสัจ-ธรรมนี้ ก็มีหน้าที่ “ถ่ายทอด” ให้เหมาะสมกับสภาพการณ์ ทั้งนี้โดยเชื่อว่าพระจิตของพระเจ้าทรงนำพระศาสนจักรมิให้ผิดพลาดได้
พัฒนาการของเทววิทยา และหลักความเชื่อเกิดจากความพยายามตีความประการหนึ่ง และจากการตอบโต้การโจมตีและเพื่อแก้ไขความผิด (Heresy) อีกประการหนึ่ง หลักความเชื่อ (Dogma) หมายถึง ใจความแห่งความเชื่อซึ่งได้รับการบัญญัติขึ้นมาเป็นรูปแบบโดยอาศัยแนวคิดนามธรรม ซึ่งพระศาสนจักรประกาศให้ทุกคนเชื่อ
“รูปแบบโดยอาศัยแนวคิดนามธรรม” หมายถึงรูปแบบที่ใช้ภาษาปรัชญาเป็นหลัก โดยนำเอาสัจธรรมที่มีอยู่แล้วในพระคัมภีร์ไบเบิล ซึ่งใช้ภาษาเรียบง่ายไม่ซับซ้อนมาให้ความหมายด้วยภาษาปรัชญา เพื่อให้เกิดความชัดเจนและลึกซึ้งยิ่งขึ้น ตัวอย่างเช่น ในพันธสัญญาใหม่พูดถึงพระบิดาซึ่งเป็นพระเจ้า และพระบุตร ซึ่งเป็นพระเจ้าด้วยในเวลาเดียวกัน ก็มีการใช้ศัพท์ที่เป็นนามธรรมภาษากรีกว่า “Logos” ซึ่งแปลว่าคำพูด พระวาจา เพื่อหมายความว่าพระเยซูทรงเป็นพระวาจาของพระเจ้า พระเจ้าตรัสกับมนุษย์ทางพระเยซูคริสต์ผู้ทรงเป็นพระเจ้าด้วย เซนต์ยอห์นซึ่งถือว่าเป็นนักเทววิทยาด้วยได้เป็นผู้เริ่มใช้คำนี้ในพระวรสาร และจดหมายของท่านแล้ว ต่อมาได้มีการพัฒนาแนวคิดนี้เพื่อตอบคำสอนที่พระศาสนจักรเห็นว่าผิด โดยเฉพาะในสังคายนาเมืองนิเชอา (325) ซึ่งได้ประกาศว่า พระบุตร (พระเยซูคริสต์) ทรงเป็น Homoousis (ภาษากรีก แปลว่า ทรงมีธรรมชาติเดียวกับพระ-บิดา)
เทววิทยาได้พัฒนาเข้าสู่ความเป็น “ศาสตร์” ด้วยการหาอรรถาธิบายเกี่ยวกับหลักความเชื่อต่างๆ ซึ่งค่อยๆ ทวีมากขึ้น โดยเฉพาะในระยะ 7 ศตวรรษแรก ซึ่งส่วนใหญ่จะเกี่ยวกับหลักความ-เชื่อที่ว่าด้วยพระตรีเอกภาพ (Trinity) และที่เกี่ยวกับพระคริสต์ (Christology)

 

แผนกคริสตศาสนธรรม อัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ
122/8 อาคารแม่พระรับเกียรติยกขึ้นสวรรค์ ซ.นนทรี 14 ถ.นนทรี แขวงช่องนนทรี เขตยานนาวา กรุงเทพฯ 10120
โทร. 095-953-3070,  02-681-3850   Email: ccbkk@catholic.or.th   Line_ID: kamsonbkk