^Back To Top

  • 1 1
    “ท่านทั้งหลายเป็นจดหมายจากพระคริสตเจ้า เป็นจดหมายที่เราเขียน มิได้เขียนด้วยน้ำหมึก แต่เขียนด้วยพระจิตของพระเจ้าผู้ทรงชีวิต มิได้ถูกจารึกไว้บนแผ่นศิลา แต่จารึกไว้ในดวงใจของมนุษย์ ดุจจารึกบนแผ่นศิลา” (2คร. 3:3)
  • 2 2
    “ท่านทั้งหลายเป็นจดหมายจากพระคริสตเจ้า เป็นจดหมายที่เราเขียน มิได้เขียนด้วยน้ำหมึก แต่เขียนด้วยพระจิตของพระเจ้าผู้ทรงชีวิต มิได้ถูกจารึกไว้บนแผ่นศิลา แต่จารึกไว้ในดวงใจของมนุษย์ ดุจจารึกบนแผ่นศิลา” (2คร. 3:3)
  • 3 3
    “ท่านทั้งหลายเป็นจดหมายจากพระคริสตเจ้า เป็นจดหมายที่เราเขียน มิได้เขียนด้วยน้ำหมึก แต่เขียนด้วยพระจิตของพระเจ้าผู้ทรงชีวิต มิได้ถูกจารึกไว้บนแผ่นศิลา แต่จารึกไว้ในดวงใจของมนุษย์ ดุจจารึกบนแผ่นศิลา” (2คร. 3:3)
  • 4 4
    “ท่านทั้งหลายเป็นจดหมายจากพระคริสตเจ้า เป็นจดหมายที่เราเขียน มิได้เขียนด้วยน้ำหมึก แต่เขียนด้วยพระจิตของพระเจ้าผู้ทรงชีวิต มิได้ถูกจารึกไว้บนแผ่นศิลา แต่จารึกไว้ในดวงใจของมนุษย์ ดุจจารึกบนแผ่นศิลา” (2คร. 3:3)
  • 5 5
    “ท่านทั้งหลายเป็นจดหมายจากพระคริสตเจ้า เป็นจดหมายที่เราเขียน มิได้เขียนด้วยน้ำหมึก แต่เขียนด้วยพระจิตของพระเจ้าผู้ทรงชีวิต มิได้ถูกจารึกไว้บนแผ่นศิลา แต่จารึกไว้ในดวงใจของมนุษย์ ดุจจารึกบนแผ่นศิลา” (2คร. 3:3)

www.kamsonbkk.com

บทที่ 2 : ทำให้เขาอิ่มเอิบ - เราสอนเพื่ออะไร?

4บทที่ 2 : ทำให้เขาอิ่มเอิบ - เราสอนเพื่ออะไร?
หากเรามองดูผู้คนในยุคนี้และยุคก่อนๆ ที่ผ่านมานั้นจะพบว่า ในบางช่วงคนเราก็แสวงหาการกินดีอยู่ดี ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของยุควัตถุนิยม แต่อีกบางช่วงก็จะสลับไปแสวงหาชีวิตที่เรียบง่ายหรือพอเพียงมากขึ้น แต่ไม่ว่าในแบบใดก็ตามล้วนแสดงให้เห็นว่ามนุษย์ย่อมแสวงหาบางสิ่งที่อยู่เหนือชีวิต ที่ลึกกว่าชีวิตตามธรรมชาติที่เป็นอยู่     

ครูคำสอนคือผู้เติมเต็มความหิวโหยทางจิตใจ
สิ่งหนึ่งที่ต้องเกิดขึ้นในกระบวนการสอนคำสอนก็คือ การสร้างประสบการณ์ซึ่งสามารถกระตุ้น หล่อเลี้ยงและท้าทายความเชื่อ ครูคำสอนสอนเพราะเขาเชื่อในพระเจ้า ไว้ใจในพระองค์และในงานสร้างของพระองค์ เขาไว้ใจในตนเอง ในผู้อื่นและในสิ่งสร้าง พระเจ้าทรงแสดงถึงความรักใจดีและความซื่อสัตย์ของพระองค์แก่เราผ่านทางพระเยซูคริสตเจ้า นี่แหละคือหัวใจและวิญญาณของศาสนาคริสต์

เราไม่สามารถทำให้ความเชื่อเกิดขึ้นในผู้อื่นได้ แต่เราสามารถสร้างสรรค์ประสบการณ์ที่เหมาะสมเพื่อให้ความเชื่อเติบโตขึ้นได้ ดังนี้ ผู้เรียนจะสามารถเสริมความสัมพันธ์แห่งความไว้วางใจในพระเจ้าให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นใน 4 ประเด็นคือ
1.    ความเชื่อในพระเจ้าคือพื้นฐานของความไว้วางใจ
2.    ความสัมพันธ์ที่มั่นคงของเรากับพระเจ้าจะนำเราสู่ความสัมพันธ์แห่งความเชื่อกับผู้อื่น
3.    การรับใช้พระเจ้าด้วยชีวิตที่เป็นประจักษ์พยานจะทำให้เราใช้เวลาและพละกำลังอย่างคุ้มค่า
4.    การตระหนักถึงความลึกล้ำของพระเจ้าจะสร้างสำนึกถึงว่าเราสามารถรู้จักพระเจ้าได้บางส่วนเท่านั้นและไม่สามารถควบคุมพระองค์ได้  
นี่คือ 4 ประเด็นหลักที่บ่งบอกว่าเราจะเป็นเครื่องมือของพระเจ้าที่จะช่วยเลี้ยงดูผู้หิวโหยด้านจิตใจด้วยธรรมล้ำลึกของพระเจ้า (เทียบ 1คร. 4:1)

เลี้ยงดูผู้หิวโหยด้วยการดูแลเอาใจใส่
ในระหว่างครูคำสอนกับผู้เรียนนั้นมีความสัมพันธ์หนึ่งเป็นพื้นฐานคือ การดูแลเอาใจใส่ ฝ่ายหนึ่งคือผู้ให้การดูแล และอีกฝ่ายหนึ่งเป็นผู้รับการดูแล ซึ่งทั้งหมดนี้อยู่ในกระบวนการจัดการเรียนการสอน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้เรียนที่อยู่ในวัยเยาว์ เพราะเป็นวัยที่ต้องการการอยู่ร่วมกันและการยืนยันจากผู้อื่น ประสบการณ์เชิงบวกนี้จะช่วยให้พวกเขาเติบโตได้อย่างสมบูรณ์ขึ้น การให้การดูแลผู้เรียนด้วยความเคารพเขาจะทำให้การเรียนคำสอนเป็นช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยความหวังและความงดงาม 
ดูแลเอาใจใส่ด้วยการอบรม
จิตวิทยาสอนว่า เด็กๆ จะเรียนรู้อาศัยการซึมซับจากประสบการณ์มากกว่าจากการฟังเท่านั้น ในด้านคำสอนมิติของการเป็นประจักษ์พยานจึงมีความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ เราจึงควรกำหนดรูปแบบแนวทางของการให้การดูแลเอาใจใส่ในชีวิตของเราด้วย อาศัยการทำให้ผู้เรียนรู้สึกชื่นชมยินดีและเห็นคุณค่าของการทำบางสิ่งที่แบบซ้ำๆ ซึ่งเป็นประสบการณ์พื้นฐานของมนุษย์ เช่น ความหิว ความเหน็ดเหนื่อย ความสุขใจ การเริ่มต้นวันใหม่ ฯลฯ เราต้องอบรมให้เด็กๆ รู้จักเฉลิมฉลองจังหวะชีวิตที่ธรรมดาด้วยความชื่นชมยินดีและความสุขใจ เช่นนี้เราก็กำลังสอนให้พวกเขารู้จักวิธีเจริญชีวิตอย่างคุ้มค่าและอย่างดีในความเชื่อ   
ใครเป็นผู้เรียกเราให้สอน
ใครเป็นผู้ที่เรียกเราให้เข้ามาสู่งานสอนคำสอน อาจจะเป็นคุณพ่อเจ้าอาวาส ผู้อำนวยการโรงเรียน... แน่นอนเป็นพระจิตเจ้าที่ทรงเรียกเราแต่ละคนมา ที่สำคัญคือศาสนบริการงานคำสอนนี้ไม่ใช่งานส่วนบุคคล ครูคำสอนถูกเรียกมาทำงานนี้โดยทางหมู่คณะคริสตชนซึ่งเป็นประชากรของพระเจ้า ให้มาอบรมสมาชิกที่ต้องการการเรียนรู้ การอบรม และการเปลี่ยนแปลงชีวิต เหตุนี้จึงต้องมีสมาชิกบางคนทำหน้าที่เป็นเครื่องมือในการให้ความรู้ ให้การอบรม และช่วยเหลือในกระบวนการเปลี่ยนแปลงชีวิตนี้   
ครูคำสอนจึงเป็นบุคคลที่พระเยซูเจ้าตรัสถึงว่า “มิใช่ท่านทั้งหลายได้เลือกเรา แต่เราได้เลือกท่าน มอบภารกิจให้ท่านไปทำจนเกิดผล และผลของท่านจะคงอยู่” (ยน. 15:16)
การเรียกนี้จึงเกิดขึ้นในหมู่คณะประชากรของพระเจ้าอยู่เสมอ ครูคำสอนจึงเป็นผู้ที่เลี้ยงดูผู้หิวโหยด้านจิตใจด้วยการสรรเสริญพระเจ้าด้วยสิ้นสุดจิตใจของเขา และด้วยการบอกให้ทุกคนทราบถึงพระราชกิจมหัศจรรย์ที่พระเจ้าได้ทรงกระทำ (เทียบ สดด. 9:1)

------------------------------------------------------------
+ คำถามเพื่อการไตร่ตรอง
+ อะไรคือความโหยหาด้านจิตใจที่คุณพบในผู้เรียนของคุณ?
+ คุณได้พยายามที่จะบรรเทาความโหยหาเหล่านั้นอย่างไร?
+ แล้วอะไรคือความโหยหาในจิตใจของตัวคุณเอง?
+ คุณได้ดูแลเลี้ยงความโหยหานั้นอย่างไร?

หมวดปรีชาญาณ

wisdom books

Bible Diary 2020

img007 resize

บทอ่านและบทมิสซา

ordomissae

พันธสัญญาใหม่

spd 20110902115342 b

บทเพลงศักดิ์สิทธิ์

angels-5b

เอกสารฉลอง 350 ปี

350

พระวาจาประจำวัน

word of God 2

เว็บไซต์คาทอลิก

bkk


sathukarnlogo


haab


becthailand


santikham


pope report-francis


bannerpope


cc_link2011


0002


thaicatholicbible


mass


bnbec


facebook

สถิติเยี่ยมชม (เริ่ม 22-02-2012)

วันนี้
เมื่อวาน
สัปดาห์นี้
เดือนนี้
เดือนที่แล้ว
ทั้งหมด
4318
11704
16022
347187
816522
16583554
Your IP: 3.229.118.253
2020-02-24 09:51

สถานะการเยี่ยมชม

มี 105 ผู้มาเยือน และ ไม่มีสมาชิกออนไลน์ ออนไลน์

 

แผนกคริสตศาสนธรรม อัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ
122/8 อาคารแม่พระรับเกียรติยกขึ้นสวรรค์ ซ.นนทรี 14 ถ.นนทรี แขวงช่องนนทรี เขตยานนาวา กรุงเทพฯ 10120
โทร. 095-953-3070,  02-681-3850   Email: ccbkk@catholic.or.th   Line_ID: kamsonbkk