foto1
foto1
foto1
foto1
foto1

God is Love...

Catechetical Center of Bangkok

III. ยูดาส มัคคาบีเป็นผู้นำ
(166-160 ก.ค.ศ.)

บทประพันธ์ชมเชยยูดาส มัคคาบี
3 1ยูดาส บุตรของมัทธาธีอัส เรียกกันอีกชื่อหนึ่งว่า “มัคคาบี” ขึ้นเป็นผู้นำชาวยิวแทนบิดา 2พี่น้องทั้งหมด รวมทั้งผู้ที่เคยร่วมมือกับบิดา สนับสนุนช่วยเหลือเขาและเต็มใจทำสงครามกับศัตรูเพื่ออิสราเอล
    3เขาทำให้ประชากรมีเกียรติยิ่งขึ้น
    เขาสวมเสื้อเกราะเหมือนยักษ์
    มีอาวุธพร้อมเพื่อออกศึก
    4เขาองอาจเหมือนราชสีห์ในกิจการที่ทำ
    เหมือนสิงห์หนุ่มคำรามใส่เหยื่อ
    5เขาไล่ล่าคนอธรรมจนพบ
    เผาผลาญคนที่ทำให้ประชากรปั่นป่วน
    6บรรดาคนอธรรมตกใจกลัวเพราะหวาดเกรงเขา
    ผู้กระทำความชั่วทุกคนต้องสะดุ้งกลัว
    การต่อสู้เพื่ออิสรภาพประสบความสำเร็จเมื่อเขาเป็นผู้นำ
    7เขาทำให้กษัตริย์หลายองค์ต้องลำบาก
    การงานของเขานำความยินดีมาให้แก่ยาโคบ
    ทุกคนที่ระลึกถึงเขาจะสรรเสริญเขาตลอดไป
    8เขาผ่านไปตามเมืองต่างๆของยูดาห์
    ขับไล่คนอธรรมออกไปจากที่นั่น
    ทำให้พระพิโรธหันไปจากอิสราเอล
    9เขามีชื่อเสียงโด่งดังไปจนสุดปลายแผ่นดิน
    เขารวบรวมผู้ที่กระจัดกระจายให้มาอยู่ด้วยกันอีก

ชัยชนะครั้งแรกของยูดาส a
    10อปอลโลเนียสbระดมพลชนต่างชาติและกำลังพลยิ่งใหญ่จากแคว้นสะมาเรียมาสู้รบกับอิสราเอล 11เมื่อยูดาสรู้ข่าวนี้ เขาก็ออกไปต่อสู้ มีชัยชนะ และฆ่าอปอลโลเนียส ทหารจำนวนมากบาดเจ็บและเสียชีวิต ผู้รอดตายก็หลบหนีไป 12ชาวอิสราเอลยึดข้าวของทั้งหมด     ส่วนยูดาสเก็บดาบของอปอลโลเนียสไว้ และนำมาใช้ในการรบทุกครั้งตลอดชีวิต
    13เมื่อเสรอนผู้บัญชาการกองทัพซีเรียรู้ว่ายูดาสรวบรวมกองทัพ ที่ประกอบด้วยผู้มีความเชื่อต่อพระเจ้าและนักรบชำนาญศึก 14เขาคิดว่า “ฉันจะหาชื่อเสียงใส่ตนและจะได้รับเกียรติไปทั่วอาณาจักร ฉันจะต่อสู้กับยูดาสและพวกที่ลบหลู่พระบัญชาของกษัตริย์”
    15คนอธรรมกลุ่มใหญ่มารวมกับเขา ออกเดินทางเพื่อช่วยเขาแก้แค้นชาวอิสราเอล 16เขาไปถึงทางขึ้นไปสู่เมืองเบธโฮโรน ยูดาสก็ยกกำลังพลจำนวนน้อยออกมาเผชิญหน้ากับเขา 17เมื่อทหารอิสราเอลเห็นกองทัพใหญ่มุ่งหน้ามารบกับตน ก็พูดกับยูดาสว่า “พวกเรามีไม่กี่คน จะไปรบกับกองทัพใหญ่ขนาดนี้ได้อย่างไร ยิ่งกว่านั้น วันนี้พวกเราก็เหนื่อยและยังไม่ได้กินอาหารเลย”
    18ยูดาสแย้งว่า “เป็นการง่ายที่คนจำนวนน้อยจะชนะคนจำนวนมาก เพราะสำหรับสวรรค์c การจะช่วยให้รอดพ้นด้วยคนจำนวนมากหรือคนจำนวนน้อยย่อมไม่แตกต่างกัน 19ชัยชนะในการทำสงครามไม่ได้ขึ้นอยู่กับขนาดของกองทัพ แต่พลังมาจากสวรรค์ 20คนเหล่านี้มาสู้กับเราด้วยความเย่อหยิ่งและความชั่วร้ายอย่างมาก เพื่อจะทำลายพวกเราพร้อมกับบุตรภรรยา และเพื่อปล้นพวกเรา 21แต่เราต่อสู้เพื่อชีวิตและขนบธรรมเนียมของเรา 22พระเจ้าจะทรงบดขยี้เขาให้ยับเยินต่อหน้าเรา ท่านทั้งหลายอย่ากลัวเขาเลย”d
    23เมื่อยูดาสพูดจบ เขาก็วิ่งเข้าไปโจมตีทันที เสรอนกับกองทัพแตกกระจายไปต่อหน้า 24ยูดาสกับทหารไล่เสรอนตามทางลงจากเมืองเบธโฮโรนไปสู่ที่ราบ ทหารของเสรอนเสียชีวิตในครั้งนั้นประมาณแปดร้อยคน ส่วนผู้ที่รอดตายหนีไปในแผ่นดินของชาวฟีลิสเตียe 25ยูดาสและญาติพี่น้องเริ่มเป็นที่เกรงขาม ชนชาติต่างๆที่อยู่โดยรอบต่างหวาดกลัว 26ชื่อเสียงของยูดาสเลื่องลือไปจนถึงกษัตริย์อันทิโอคัส และชนชาติต่างๆล้วนพูดถึงการต่อสู้ของยูดาส

กษัตริย์อันทิโอคัสทรงทำสงครามกับเปอร์เซียf – ทรงแต่งตั้งลีเซียสเป็นผู้สำเร็จราชการ
    27เมื่อกษัตริย์อันทิโอคัสทรงทราบเหตุการณ์นี้ ก็กริ้วอย่างยิ่ง รับสั่งให้ระดมกำลังพลทั้งหมดในราชอาณาจักรเป็นกองทัพที่เข้มแข็งมาก 28ทรงเบิกเงินในท้องพระคลังจ่ายค่าจ้างให้ทหารหนึ่งปี ทรงสั่งให้เตรียมพร้อม 29พระองค์ทรงเห็นว่าเงินในท้องพระคลังเหลือน้อยมาก  และภาษีอากรจากแคว้นต่างๆก็น้อยลงเนื่องจากความแตกแยกและความเสียหายที่ทรงก่อให้เกิดในแผ่นดิน เพราะทรงลบล้างขนบธรรมเนียมที่ถือกันมาแต่ดั้งเดิม 30ดังที่เคยเกิดขึ้นมามากกว่าหนึ่งครั้งแล้ว พระองค์ทรงเกรงว่าจะไม่มีเงินเพียงพอสำหรับใช้จ่าย และไม่มีเงินให้เป็นบำเหน็จอย่างไม่จำกัดดังที่ทรงเคยทำมามากกว่ากษัตริย์องค์ก่อนๆ 31พระองค์ทรงกังวลจนต้องตัดสินพระทัยเสด็จไปเปอร์เซียเพื่อรับบรรณาการจากแคว้นเหล่านั้นให้ได้เงินจำนวนมาก 32ทรงมอบหมายให้ลีเซียส เชื้อพระวงศ์ผู้มีเกียรติ ให้ดูแลราชการตั้งแต่แม่น้ำยูเฟรติสไปจนถึงชายแดนอียิปต์g 33ทรงมอบภารกิจให้อบรมดูแลอันทิโอคัสh พระโอรส จนกว่าจะเสด็จกลับมา 34พระองค์ทรงมอบกองทัพครึ่งหนึ่งและช้างไว้ให้ลีเซียส ทั้งรับสั่งถึงสิ่งต่างๆที่ทรงปรารถนาให้เขาทำ ส่วนชาวเมืองยูเดียและกรุงเยรูซาเล็มนั้น 35ทรงรับสั่งให้ลีเซียสยกทัพไปทำลายล้างกำลังพลของอิสราเอล และกลุ่มชนที่เหลือในกรุงเยรูซาเล็มให้สูญไปจากความทรงจำของทุกคนในแผ่นดิน 36ทรงสั่งให้นำชนต่างชาติมาอาศัยอยู่ในเขตแดนของอิสราเอล และจัดแบ่งดินแดนi ของเขาด้วย
    37ปีหนึ่งร้อยสี่สิบเจ็ด กษัตริย์ทรงยกกองทัพอีกครึ่งหนึ่งออกจากเมืองอันทิโอก ซึ่งเป็นเมืองหลวงของราชอาณาจักร ทรงข้ามแม่น้ำยูเฟรติส เดินทางมุ่งไปสู่แคว้นทางเหนือj

กอร์เกียสและนิคาโนร์นำกองทัพซีเรียเข้าโจมตีแคว้นยูเดีย
    38ลีเซียสเลือกโทเลมีบุตรของโดริเมเนส นิคาโนร์กับกอร์เกียส ทั้งสามคนนี้เป็นผู้มีอำนาจในหมู่พระสหายของกษัตริย์k 39และส่งสามคนนี้พร้อมกับทหารสี่หมื่นคน ทหารม้าเจ็ดพันคน เข้าทำลายแคว้นยูเดียตามพระบัญชาของกษัตริย์ 40คนเหล่านี้ออกเดินทางพร้อมกับกำลังพลทั้งหมด มาตั้งค่ายอยู่ในที่ราบใกล้เมืองเอมมาอุส 41 กำลังพลของซีเรียmและกำลังพลจากดินแดนชนต่างชาติมาสมทบกับเขาด้วย เมื่อบรรดาพ่อค้าในแคว้นนั้นได้ยินข่าวก็มาที่ค่าย นำเงินทองจำนวนมากพร้อมกับโซ่ตรวนl เพื่อซื้อชาวอิสราเอลไปเป็นทาส
    42ยูดาสกับญาติพี่น้องเห็นว่าสถานการณ์เลวลง มีกองทัพมาตั้งค่ายอยู่ในเขตแดนของตน และรู้ว่ากษัตริย์มีรับสั่งให้ทำลายประชากรของตนทั้งหมด 43จึงปรึกษากันว่า “พวกเราจงช่วยประชากรให้พ้นจากหายนะ จงออกรบเพื่อประชากรของเราและเพื่อพระวิหารเถิด”
    44ทุกคนมาชุมนุมกันเตรียมทำสงคราม และอธิษฐานวอนขอพระเมตตาและพระกรุณา
    45”กรุงเยรูซาเล็มร้างไปเหมือนถิ่นทุรกันดาร
    ไม่มีชาวเมืองแม้แต่คนเดียวเข้าหรือออกจากเมือง
    พระวิหารถูกเหยียบย่ำ
    ชนชาติอื่นอยู่ในป้อมอาครา
    ชนต่างชาติพักอาศัยอยู่ที่นั่น
    ความชื่นชมสูญสิ้นไปจากยาโคบ
    ไม่มีเสียงขลุ่ยและเสียงพิณอีกต่อไป”

ชาวยิวรวมพลที่เมืองมิสปาห์
    46ชาวยิวทุกคนไปรวมกันที่เมืองมิสปาห์nใกล้กรุงเยรูซาเล็ม เพราะตั้งแต่สมัยโบราณเมืองมิสปาห์เป็นที่ที่ชาวอิสราเอลไปอธิษฐานภาวนา 47วันนั้นเขาจำศีลอดอาหารและสวมเสื้อผ้ากระสอบ โปรยขี้เถ้าบนศีรษะและฉีกเสื้อผ้าแสดงความทุกข์ 48เขาคลี่ม้วนธรรมบัญญัติอ่านเพื่อเรียนรู้ว่าจะต้องทำอย่างไร เช่นเดียวกับที่ชนต่างชาติแสวงหาคำตอบจากรูปของเทพเจ้าของตนo 49ชาวยิวนำอาภรณ์ของสมณะ ผลิตผลแรก และหนึ่งในสิบของผลิตผลทั้งหมด เขาเรียกพวกนาศีร์ที่ปฏิบัติตามคำปฏิญาณเรียบร้อยแล้วpมาด้วย 50แล้วร้องเสียงดังทูลสวรรค์ว่า “ข้าพเจ้าทั้งหลายจะต้องทำอย่างไรกับสิ่งเหล่านี้ จะนำคนเหล่านี้ไปที่ไหนเล่า 51เพราะพระวิหารของพระองค์ถูกเหยียบย่ำจนมีมลทิน บรรดาสมณะของพระองค์ต่างโศกเศร้าและถูกสบประมาท 52บัดนี้ ชนต่างชาติรวมกำลังกันจะทำลายข้าพเจ้าทั้งหลาย พระองค์ทรงทราบว่าเขากำลังคิดจะทำร้ายข้าพเจ้าทั้งหลายอย่างไร 53ข้าพเจ้าทั้งหลายจะต้านทานพวกเขาได้อย่างไร ถ้าพระองค์ไม่ทรงช่วยเหลือ” 54แล้วชาวอิสราเอลก็เป่าแตร โห่ร้องเสียงดัง
    55ต่อมา ยูดาสแต่งตั้งหัวหน้าของประชากรให้เป็นผู้บังคับบัญชาคนจำนวนพัน จำนวนร้อย จำนวนห้าสิบ และจำนวนสิบคนq 56เขาบอกคนที่กำลังสร้างบ้าน คนที่เพิ่งแต่งงาน คนที่ปลูกสวนองุ่น และคนที่กลัว ให้กลับไปบ้านตามที่ธรรมบัญญัติอนุญาต 57แล้วจึงยกกองทัพไปตั้งค่ายอยู่ทางใต้ของเมืองเอมมาอุส
    58ยูดาสพูดปลุกใจว่า “ท่านทั้งหลายจงคาดอาวุธและเป็นคนเข้มแข็งเถิด จงเตรียมพร้อมตั้งแต่เช้าตรู่เพื่อเข้าสู้รบกับชนต่างชาติเหล่านี้ที่รวมกำลังกันมาทำลายพวกเราและพระวิหารของเรา 59ตายในสนามรบดีกว่าเห็นความพินาศของชาติและของพระวิหารของเรา 60พระเจ้าบนสวรรค์ทรงประสงค์สิ่งใด พระองค์ก็จะทรงกระทำสิ่งนั้น”

การรบที่เมืองเอมมาอุส
4   1กอร์เกียสยกกองทัพทหารราบห้าพันคน ทหารม้าหนึ่งพันคนออกไปจากค่ายในเวลากลางคืน 2เพื่อเข้าจู่โจมค่ายชาวยิวโดยไม่ทันให้รู้ตัว ทหารจากป้อมอาคราเป็นผู้นำทาง   3เมื่อยูดาสรู้ เขากับทหารชำนาญศึกก็ยกกำลังพลออกมาโจมตีกองทัพของกษัตริย์ที่เมืองเอมมาอุส 4ขณะที่กำลังพลเหล่านี้ยังกระจัดกระจายอยู่นอกค่าย 5คืนนั้น กอร์เกียสมาถึงค่ายของยูดาส ไม่พบใครเลย จึงออกไปค้นหาตามภูเขา คิดว่า “ชาวยิวหนีพวกเราไปแล้ว”
    6รุ่งเช้า ยูดาสก็ออกมาในที่ราบกับทหารสามพันคน เขามีเสื้อเกราะและดาบไม่เพียงพอ 7เขาเห็นกองทัพชนต่างชาติเข้มแข็ง มีเสื้อเกราะ ทหารม้าล้อมรอบ ทุกคนล้วนเป็นทหารชำนาญศึก 8ยูดาสปลุกใจทหารaของตนว่า “อย่ากลัวกำลังพลจำนวนมากของเขาเลย อย่ากลัวการโจมตีของเขา 9จงระลึกว่าบรรพบุรุษของเราได้รับความรอดพ้นในทะเลแดงอย่างไรเมื่อพระเจ้าฟาโรห์ทรงยกทัพไล่ตามไป 10บัดนี้ พวกเราจงร้องขอต่อสวรรค์เถิด ขอให้พระเจ้าโปรดปราน ทรงระลึกถึงพันธสัญญาที่ทรงกระทำกับบรรพบุรุษของเรา และทรงทำลายกองทัพที่อยู่ต่อหน้าเราในวันนี้ 11ชนชาติทั้งหลายจะได้รู้ว่าอิสราเอลมีผู้ทรงกอบกู้และช่วยให้รอดพ้น”
    12เมื่อทหารต่างชาติมองเห็นชาวยิวเข้ามาหาตน 13ก็ออกมาจากค่ายจะเข้าสู้รบ ทหารของยูดาสเป่าแตร 14และเข้าต่อสู้กัน ทหารต่างชาติปราชัยวิ่งหนีไปทางที่ราบ 15ทหารที่หนีไม่ทันถูกฟันด้วยดาบตายสิ้น ชาวยิวไล่ตามทหารต่างชาติไปจนถึงเมืองเกเซอร์b และที่ราบของแคว้นอีดูเมอา เมืองอาโซตัสและเมืองยัมเนีย ฆ่าศัตรูได้ประมาณสามพันคน
    16เมื่อยูดาสกับกองทัพกลับจากการไล่ตามกองทัพชนต่างชาติแล้ว 17เขาบอกทหารว่า “อย่ามัวโลภของของเชลย เพราะการสู้รบยังคอยอยู่ข้างหน้าเรา 18กอร์เกียสกับกองทัพยังอยู่บนภูเขาใกล้ๆ   จงยืนหยัดต่อต้านศัตรูและเข้าสู้รบกับเขา แล้วจึงไปเก็บของของเชลยอย่างปลอดภัย”
    19เมื่อยูดาสพูดจบ ชาวยิวก็เห็นกองทัพของข้าศึกส่วนหนึ่งกำลังมองลงมาจากภูเขา 20ข้าศึกเห็นว่ากองทัพของตนหนีไปและค่ายก็ถูกเผา ควันที่เขาเห็นบอกให้รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น 21เมื่อเห็นเช่นนี้ เขากลัวมาก และเห็นกองทัพของยูดาสตั้งอยู่ในที่ราบ เตรียมพร้อมจะเข้าโจมตี 22ทุกคนต่างหนีไปสู่แผ่นดินของชาวฟีลิสเตีย
    23ยูดาสกลับไปปล้นค่าย รวบรวมเงินทองจำนวนมาก ผ้าสีม่วง สีม่วงแดงc และทรัพย์สินอื่นๆมากมาย 24ขณะที่กลับไป ชาวยิวทุกคนร้องเพลงถวายพระพรพระเจ้าว่า
    “พระองค์พระทัยดี ความรักมั่นคงของพระองค์ดำรงอยู่เป็นนิตย์”d    
    25วันนั้น ชาวอิสราเอลได้รับการกอบกู้ยิ่งใหญ่ 26ทหารต่างชาติที่หนีไปได้มาพบลีเซียสและเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นe 27เมื่อลีเซียสรู้เรื่องก็ตกใจและท้อใจ เพราะเหตุการณ์ในอิสราเอลไม่เป็นไปดังที่เขาต้องการ และไม่เป็นไปตามพระบัญชาของกษัตริย์

ลีเซียสยกทัพมารบกับอิสราเอล
    28ปีต่อมา ลีเซียสระดมกำลังทหารที่คัดเลือกเป็นพิเศษหกหมื่นคน และทหารม้าห้าพันคน เพื่อทำสงครามกับชาวยิว 29เขามาถึงแคว้นอีดูเมอาก็ตั้งค่ายที่เมืองเบธซูร์f ยูดาสยกกำลังพลหนึ่งหมื่นคนออกมาเผชิญหน้า 30เมื่อเห็นว่าข้าศึกมีกำลังพลเข้มแข็ง จึงอธิษฐานว่า
    “ข้าแต่พระผู้ช่วยอิสราเอลให้รอดพ้น ขอถวายพระพรแด่พระองค์ พระองค์ทรงทำลายการโจมตีของผู้ทรงอำนาจด้วยมือของดาวิด ผู้รับใช้ของพระองค์  ทรงมอบกองทัพของชาวฟีลิสเตียไว้ในเงื้อมมือของโยนาธาน โอรสของกษัตริย์ซาอูล และในเงื้อมมือของผู้ถืออาวุธของเขา 31โปรดทรงมอบกองทัพนี้ไว้ในมือของอิสราเอลประชากรของพระองค์เช่นเดียวกัน ขอทรงทำให้ศัตรูต้องอับอายเพราะสูญเสียทั้งทหารราบและทหารม้า 32โปรดทรงบันดาลให้เขาหวาดกลัว ให้พลังที่ห้าวหาญของเขาต้องอ่อนแอ ให้เขาต้องสั่นสะเทือนเมื่อปราชัย 33ขอให้เขาล้มลงเพราะคมดาบของผู้ที่รักพระองค์ ทุกคนที่รู้จักพระนามของพระองค์จะได้ขับร้องบทเพลงสรรเสริญพระองค์”
    34แล้วทั้งสองฝ่ายก็สู้รบกัน ทหารของลีเซียสล้มตายถึงห้าพันคนในการประจัญบาน 35เมื่อลีเซียสเห็นว่ากำลังพลของตนต้องล่าถอย ส่วนกำลังพลของยูดาสกล้าหาญยิ่งๆขึ้น เพราะเขาพร้อมที่จะมีชีวิตหรือไม่ก็ตายอย่างกล้าหาญ ลีเซียสจึงถอยทัพกลับไปเมืองอันทิโอกg รวบรวมทหารจ้างจำนวนมากขึ้น เพื่อจะยกทัพมาจู่โจมแคว้นยูเดียอีกครั้งหนึ่ง

ยูดาสชำระและถวายพระวิหาร h
    36ยูดาสกับญาติพี่น้องปรึกษากันว่า “ศัตรูของเราถูกบดขยี้แล้ว เราจงไปชำระพระวิหารให้หมดมลทินเถิด จะได้ถวายแด่พระเจ้าอีก” 37คนทั้งกองทัพมาชุมนุมกัน แล้วขึ้นไปที่เนินเขาเนินเขาศิโยน 38เขาพบพระวิหารถูกทิ้งร้าง พระแท่นบูชาถูกลบหลู่จนเสื่อมความศักดิ์สิทธิ์ บานประตูถูกเผา หญ้าขึ้นรกลานพระวิหาร ราวกับว่าที่นั่นเป็นป่าหรือเป็นภูเขา ห้องสมณะถูกทำลาย 39ทุกคนจึงฉีกเสื้อผ้า ร้องไห้เสียงดัง โปรยขี้เถ้าบนศีรษะด้วยความโศกเศร้า 40ซบหน้าลงกับพื้นดิน เมื่อเสียงแตรสัญญาณดังขึ้น ทุกคนโห่ร้องวอนขอพระเจ้า
    41ยูดาสสั่งทหารของตนให้เข้าโจมตีศัตรูที่อยู่ในป้อมอาครา ขณะที่เขากำลังชำระพระวิหารให้หมดมลทิน 42เขาเลือกสมณะที่ปฏิบัติตามธรรมบัญญัติอย่างเคร่งครัดไม่มีที่ติ 43ให้ชำระพระวิหาร และขนก้อนหินที่นำมาใช้สร้างแท่นบูชาเทพเจ้าiไปไว้ ณ สถานที่ที่มีมลทิน 44เขาปรึกษากันว่าควรทำอย่างไรกับพระแท่นถวายเครื่องเผาบูชาที่ถูกลบหลู่จนเสื่อมความศักดิ์สิทธิ์ 45แล้วตกลงกันว่าควรรื้อทิ้งทั้งหมด เพื่อมิให้เป็นที่อับอายสำหรับตน เพราะชนต่างชาติได้ทำให้เป็นมลทิน เขาจึงรื้อพระแท่นบูชา 46ขนก้อนหินไปวางไว้ในที่เหมาะสมบนภูเขาที่ตั้งพระวิหารจนกว่าประกาศกjจะมาบอกว่าควรทำอย่างไรกับก้อนหินเหล่านั้น 47แล้วเขานำหินที่ยังไม่สกัดตามที่ธรรมบัญญัติกำหนดไว้ มาสร้างพระแท่นบูชาใหม่เหมือนพระแท่นบูชาเดิม 48ทั้งยังบูรณะพระวิหารภายนอกและภายใน และถวายลานพระวิหารแด่พระเจ้า 49เขาทำภาชนะศักดิ์สิทธิ์ขึ้นใหม่ นำคันประทีป แท่นบูชาเผากำยาน และโต๊ะตั้งขนมปังถวายเข้ามาไว้ในพระวิหาร 50แล้วเขาเผากำยานบนพระแท่น จุดตะเกียงบนคันประทีป ทำให้พระวิหารสว่างไสว 51เขานำขนมปังตั้งถวายมาวางไว้บนโต๊ะ และแขวนม่าน งานทั้งหมดที่เขาตั้งใจจะทำก็เสร็จบริบูรณ์
    52ชาวอิสราเอลลุกขึ้นตั้งแต่เช้าตรู่วันที่ยี่สิบห้า เดือนเก้า ซึ่งเป็นเดือนคิสเลฟ ปีหนึ่งร้อยสี่สิบแปดของศักราชกรีกk 53เขาทั้งหลายมาถวายเครื่องบูชาตามธรรมบัญญัติบนพระแท่นเครื่องเผาบูชาที่เพิ่งสร้างใหม่ 54ในวันครบรอบปีที่ชนต่างชาติทำให้พระแท่นเป็นมลทิน เขาถวายพระแท่นบูชาใหม่แด่พระเจ้าด้วยการขับร้อง ดีดพิณ เป่าขลุ่ยและตีฉาบ 55ประชากรทุกคนกราบลงหน้าจรดพื้น นมัสการสรรเสริญพระเจ้าผู้ประทานความสำเร็จ
    56เขาฉลองการถวายพระแท่นบูชาเป็นเวลาแปดวัน ถวายเครื่องเผาบูชาด้วยความชื่นชม ทั้งยังถวายบูชาขอบพระคุณและสรรเสริญ 57เขาตกแต่งด้านหน้าพระวิหารด้วยมงกุฎทองคำและโล่เล็กๆ ซ่อมแซมประตูและห้องสมณะ ติดบานประตูใหม่ 58ประชากรทุกคนมีความยินดียิ่งเพราะความอับอายที่ชนต่างชาตินำมาให้นั้นถูกลบล้างไปแล้ว 59ยูดาสกับญาติพี่น้องและชาวอิสราเอลที่มาชุมนุมกัน กำหนดให้ทุกคนเฉลิมฉลองการถวายพระวิหาร ด้วยความยินดีตลอดเวลาแปดวันเป็นประจำทุกปี เริ่มตั้งแต่วันที่ยี่สิบห้า เดือนคิสเลฟl
    60ครั้งนั้น เขาสร้างกำแพงสูงและหอแข็งแรงล้อมเนินเขาเนินเขาศิโยน เพื่อป้องกันมิให้ชนต่างชาติกลับมาย่ำยีอีก 61ยูดาสยังจัดกองทหารไว้ประจำที่นั่นเพื่อป้องกัน เขาสร้างป้อมปราการไว้ที่เมืองเบธซูร์ด้วย         เพื่อประชากรจะได้มีที่ป้องกันการโจมตีจากแคว้นอีดูเมอา

ยูดาสยกทัพโจมตีชาวเอโดมและชาวอัมโมน a
5 1เมื่อชนต่างชาติที่อยู่โดยรอบได้ยินว่าชาวอิสราเอลสร้างพระแท่นบูชาขึ้นใหม่ และบูรณะพระวิหารให้เหมือนเดิม ก็โกรธมาก 2จึงตกลงกันว่าจะทำลายเผ่าพันธุ์ของยาโคบที่อยู่ในหมู่ของเขาให้หมดสิ้น เขาเริ่มฆ่าและกำจัดประชากรอิสราเอล 3ยูดาสจึงยกทัพไปทำสงครามกับเผ่าพันธุ์ของเอซาวในแคว้นอีดูเมอา และในแคว้นอาคราบัทตาb คนเหล่านี้ล้อมชาวอิสราเอลไว้ ยูดาสจึงตอบโต้อย่างหนัก มีชัยชนะและยึดของเชลยจากเขา 4ยูดาสระลึกถึงความชั่วร้ายของเผ่าพันธุ์ของเบอันc ซึ่งเป็นเหมือนกับดักและหินขวางทางให้ชาวอิสราเอลสะดุด คอยดักซุ่มตามถนนอยู่เสมอ 5ยูดาสบีบบังคับคนเหล่านั้นให้ต้องหลบอยู่แต่ในหอคอย ล้อมเขาไว้ สาบานจะทำลายล้างเขา จึงจุดไฟเผาหอคอย คลอกทุกคน ที่อยู่ในนั้น 6แล้วยกทัพข้ามไปโจมตีชาวอัมโมน ได้เห็นว่าชาวอัมโมนมีกองทัพใหญ่โตเข้มแข็ง มีทิโมธีเป็นผู้นำทัพ 7ยูดาสเข้าโจมตีหลายครั้ง จนชาวอัมโมนถูกทำลายล้าง 8ยูดาสยังยึดเมืองยาเซอร์และหมู่บ้านต่างๆโดยรอบด้วย แล้วจึงยกทัพกลับไปยังแคว้นยูเดีย

การเตรียมทัพไปโจมตีแคว้นกาลิลีและแคว้นกีเลอาด
        9ชนต่างชาติ ที่อยู่ในแคว้นกีเลอาดd รวมกันเข้าโจมตีชาวอิสราเอลที่อยู่ในเขตแดนของตนเพื่อทำลายล้าง ชาวอิสราเอลหลบหนีไปอยู่ในป้อมปราการที่เมืองดาเธมา 10และส่งจดหมายไปถึงยูดาสและญาติพี่น้องมีความว่า “ชนต่างชาติที่อยู่โดยรอบรวมกำลังมาโจมตีเพื่อทำลายล้างพวกเรา 11คนเหล่านี้กำลังเตรียมจะมายึดป้อมปราการที่เราหนีมาหลบอยู่ ทิโมธีเป็นแม่ทัพของเขา 12ขอท่านยกทัพมาช่วยพวกเราให้พ้นจากเงื้อมมือของเขาโดยเร็วเถิด เพราะพวกเราหลายคนตายไปแล้ว 13พี่น้องทั้งหมดของพวกเราที่อยู่ในเขตแดนของโทบีอัสe ก็ถูกฆ่าตาย เขาจับบุตรภรรยาไปเป็นทาส และยึดทรัพย์สินไปด้วย เขาฆ่าคนของพวกเราตายที่นั่นราวหนึ่งพันคน”
    14ขณะที่กำลังอ่านจดหมายนี้อยู่ ทันใดนั้นผู้ถือสารอีกกลุ่มหนึ่งจากแคว้นกาลิลี สวมเสื้อผ้าฉีกขาด ก็เข้ามาแจ้งข่าวคล้ายๆกันว่า 15ชาวเมืองโทเลมีf ไทระ และไซดอน และชนต่างชาติที่อยู่ในแคว้นกาลิลีรวมกำลังกันจะทำลายล้างพวกเรา 16เมื่อยูดาสและประชากรได้ยินเรื่องนี้ ก็เรียกคนทั้งปวงมาประชุมกันเพื่อตัดสินว่าจะช่วยพี่น้องที่กำลังลำบากและถูกชนต่างชาติโจมตีได้อย่างไร
    17ยูดาสบอกสิโมนพี่ชายว่า “จงเลือกทหารบางคน รีบไปช่วยเหลือพี่น้องของพวกเราในแคว้นกาลิลี ส่วนฉันกับโยนาธานน้องชายจะไปยังแคว้นกีเลอาด” 18ยูดาสมอบหมายให้โยเซฟบุตรของเศคารยาห์ และอาซาริยาห์หัวหน้าประชากร พร้อมกับกองทัพที่เหลือให้อยู่เฝ้าแคว้นยูเดียไว้ 19สั่งว่า “จงดูแลประชากรเหล่านี้ไว้ให้ดี อย่าออกไปสู้รบกับชนต่างชาติจนกว่าพวกเราจะกลับมา” 20สิโมนได้รับทหารสามพันคน เพื่อไปทำสงครามที่แคว้นกาลิลี ส่วนยูดาสได้รับทหารแปดพันคนมุ่งไปแคว้นกีเลอาด
    21สิโมนไปที่แคว้นกาลิลี ทำสงครามกับชนต่างชาติหลายครั้ง กองทัพข้าศึกถูกโจมตีแตกยับเยิน 22เขาขับไล่ข้าศึกไปจนถึงประตูเมืองโทเลมี ทหารข้าศึกเสียชีวิตประมาณสามพันคน สิโมนยึดของเชลยของข้าศึก 23และนำชาวยิวที่อยู่ในแคว้นกาลิลีและอาร์บัทตาg พร้อมกับบุตรภรรยาและข้าวของทั้งหมดกลับมายังแคว้นยูเดียด้วยความยินดียิ่ง
    24ส่วนยูดาสมัคคาบี กับโยนาธานน้องชาย ข้ามแม่น้ำจอร์แดน เดินทัพฝ่าถิ่นทุรกันดารไปเป็นเวลาสามวัน 25แล้วพบชาวนาบาเทียh ซึ่งต้อนรับพวกเขาอย่างสันติ ทั้งยังเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแก่ชาวยิวในแคว้นกีเลอาดให้ฟังด้วยว่า  26“ชาวยิวจำนวนมากถูกล้อมอยู่ในเมืองโบสราห์i โบสอร์ อาเลมา คัสโฟ มาเก็ด และคาร์นาอิมi เมืองเหล่านี้เป็นเมืองใหญ่มีป้อมปราการแน่นหนา 27ชาวยิวอีกจำนวนหนึ่งถูกล้อมอยู่ในเมืองอื่นๆของแคว้นกีเลอาด พรุ่งนี้เป็นวันที่ข้าศึกวางแผนจะโจมตีป้อมปราการ จะยึดและทำลายผู้คนทั้งหมดนี้ภายในวันเดียว”
    28ทันใดนั้น ยูดาสก็ยกทัพกลับมา ข้ามถิ่นทุรกันดารตรงไปยังเมืองโบสราห์ และยึดเมืองได้ ฆ่าฟันผู้ชายชาวเมืองทั้งหมด ริบข้าวของแล้วจุดไฟเผาเมือง 29คืนนั้น ยูดาสยกทัพจากที่นั่นไปยังป้อมปราการที่เมืองดาเธมาj 30รุ่งเช้า เขาเห็นคนจำนวนมากนับไม่ถ้วน กำลังนำบันไดและอุปกรณ์สงครามเข้ายึดป้อมปราการ และกำลังโจมตีคนในป้อม 31เมื่อยูดาสเห็นว่าการสู้รบเริ่มขึ้นแล้ว เสียงแตรศึกและเสียงโห่ร้องดังก้องไปถึงท้องฟ้า 32จึงบอกทหารในกองทัพว่า “จงสู้รบเพื่อพี่น้องของพวกเราในวันนี้เถิด” 33ยูดาสจัดทหารเป็นสามกลุ่ม เข้าโจมตีศัตรูทางด้านหลัง เป่าแตรและร้องตะโกนวอนขอพระเจ้า   34เมื่อกองทัพของทิโมธีรู้ว่าเป็นมัคคาบี ก็หนีไปต่อหน้าเขา ยูดาสตามโจมตีอย่างหนักหน่วง วันนั้น ข้าศึกเสียชีวิตประมาณแปดพันคน 35แล้วยูดาสก็มุ่งไปโจมตีเมืองอาเลมาk และยึดเมืองได้ เขาฆ่าชายทุกคน ปล้นและเผาเมือง 36จากนั้น เขาเคลื่อนทัพต่อไป ยึดเมืองคัสโฟ มาเก็ด โบสอร์ และเมืองอื่นๆในแคว้นกีเลอาด
    37หลังเหตุการณ์นี้ ทิโมธีระดมกองทัพอีกกองทัพหนึ่ง ตั้งค่ายอยู่อีกฟากหนึ่งของลำธาร ตรงข้ามกับเมืองราโฟน 38ยูดาสส่งคนไปสอดแนมค่าย คนสอดแนมกลับมารายงานว่า “ชนต่างชาติที่อยู่รอบพวกเรามารวมกำลังกับทิโมธีเป็นกองทัพใหญ่มาก 39ทั้งยังจ้างชาวอาหรับเป็นกองหนุน คนเหล่านี้ตั้งค่ายอยู่อีกฟากหนึ่งของลำธาร เตรียมจะเข้าโจมตีท่าน” ยูดาสจึงยกทัพไปสู้รบกับคนเหล่านั้น
    40ขณะที่ยูดาสยกกองทัพไปถึงลำธาร ทิโมธีพูดกับบรรดาผู้บัญชาการกองทัพของตนว่า “ถ้าเขาข้ามมาโจมตีพวกเราก่อน เราจะต้านเขาไม่ได้ เขาจะชนะเราแน่ๆ 41แต่ถ้าเขากลัวพวกเราและตั้งค่ายอยู่อีกฟากหนึ่งของแม่น้ำ พวกเราจะข้ามไปเอาชนะเขา”
    42แต่เมื่อยูดาสมาถึงแม่น้ำ เขาจัดให้ผู้บังคับบัญชาlกำลังพลอยู่ริมแม่น้ำ สั่งว่า “อย่าให้ผู้ใดอยู่ในค่าย แต่ทุกคนต้องออกรบ” 43ยูดาสข้ามไปโจมตีศัตรูเป็นคนแรก กำลังพลทั้งหลายตามเขาไป ชนต่างชาติถูกโจมตียับเยิน ต่างทิ้งอาวุธ หนีไปสู่วิหารที่เมืองคาร์นาอิมm 44ชาวยิวยึดเมืองนั้นได้ จุดไฟเผาวิหารกับทุกคนที่อยู่ที่นั่น     เมืองคาร์นาอิมก็พ่ายแพ้ ไม่มีผู้ใดต่อต้านยูดาสได้อีก
    45ยูดาสเรียกชาวอิสราเอลทุกคนที่อยู่ในแคว้นกีเลอาดมาชุมนุมกัน ทั้งผู้ใหญ่และผู้น้อยพร้อมกับบุตรภรรยา และเก็บข้าวของ นำเขากลับไปยังแผ่นดินยูดาห์เป็นขบวนใหญ่ 46เขามาถึงเมืองเอโฟรน ซึ่งเป็นเมืองใหญ่มีป้อมปราการแข็งแรง ตั้งอยู่บนเส้นทางที่ไม่อาจเลี่ยงได้ ไม่ว่าจะอ้อมไปทางขวาหรือทางซ้าย เขาจะต้องเดินทัพฝ่ากลางเมือง 47คนในเมืองปิดทางเข้าเมือง นำก้อนหินใหญ่มาขวางกั้นประตูไว้ 48ยูดาสจึงส่งสารไปเจรจาสันติภาพว่า “เราต้องการจะเดินทางผ่านแผ่นดินของท่านกลับไปสู่แผ่นดินของเรา จะไม่มีผู้ใดทำร้ายท่าน เราเพียงเดินทัพผ่านไปเท่านั้น” แต่ชาวเมืองก็ไม่ยอมเปิดประตูให้
    49ยูดาสสั่งให้ประกาศไปทั่วค่ายให้ทุกคนหยุดอยู่ในที่ของตน 50ทหารทุกคนก็หยุดและเข้าโจมตีเมืองตลอดวันตลอดคืน เมืองก็ตกอยู่ในมือของยูดาส 51เขาฆ่าชายทุกคน จุดไฟเผาเมือง ยึดของเชลยและเดินผ่านเมืองข้ามศพไป 52ชาวอิสราเอลเดินข้ามแม่น้ำจอร์แดนไปสู่ที่ราบกว้างใหญ่หน้าเมืองเบธชาน 53ยูดาสคอยรวบรวมผู้ที่เดินล้าหลัง และให้กำลังใจประชากรไปตลอดทาง จนกระทั่งไปถึงแผ่นดินยูดาห์ 54เขาขึ้นเนินเขาเนินเขาศิโยนด้วยความปีติยินดี และถวายเครื่องเผาบูชาn เพราะเขากลับมาอย่างปลอดภัย ไม่มีผู้ใดเสียชีวิตเลย

โยเซฟและอาซาริยาห์พ่ายแพ้
    55ขณะที่ยูดาสและโยนาธานอยู่ในแคว้นกีเลอาด และสิโมนพี่ชายอยู่หน้าเมืองโทเลมีในแคว้นกาลิลีนั้น 56โยเซฟบุตรของเศคารยาห์ และอาซาริยาห์ ผู้บังคับบัญชากองทัพ ได้ยินเรื่องความกล้าหาญและการสู้รบของคนเหล่านี้ 57จึงพูดกันว่า “เราจงหาชื่อเสียงใส่ตน ออกไปสู้รบกับชนต่างชาติที่อยู่โดยรอบเถิด” 58เขาจึงสั่งทหารจากกองทัพของตนให้เคลื่อนกำลังไปโจมตีเมืองยัมเนียo    59แต่กอร์เกียสpนำทหารออกจากเมืองมาเผชิญหน้าเพื่อสู้รบด้วย      60โยเซฟและอาซาริยาห์พ่ายแพ้ ถูกไล่ตามไปจนถึงชายแดนของแคว้นยูเดีย ทหารชาวอิสราเอลเสียชีวิตในวันนั้นประมาณสองพันคน 61ประชากรพ่ายแพ้อย่างหนัก เพราะไม่เชื่อฟังยูดาสและญาติพี่น้อง คิดว่าตนจะแสดงความกล้าหาญได้เหมือนกัน 62แต่เขาไม่อยู่ในตระกูลของผู้ที่ได้รับมอบหมายให้กอบกู้ชาวอิสราเอล

ชัยชนะในแคว้นอีดูเมอาและฟีลิสเตีย
    63ยูดาสผู้กล้าหาญและญาติพี่น้องได้รับเกียรติอย่างสูงในหมู่ประชากรอิสราเอล และชนต่างชาติทั้งมวลที่ได้ยินชื่อเสียงของเขา 64ทุกคนเข้ามาห้อมล้อมและยกย่องสรรเสริญเขา
    65ยูดาสและญาติพี่น้องยกทัพไปโจมตีเผ่าพันธุ์ของเอซาวในดินแดนทางภาคใต้ ยึดเมืองเฮโบรนและหมู่บ้านต่างๆโดยรอบ ทำลายป้อมปราการและเผาหอคอยรอบเมือง 66แล้วออกเดินทางไปยังแผ่นดินของชาวฟีลิสเตีย ผ่านเมืองมาริสาq 67ในวันนั้น สมณะบางคนออกไปสู้รบโดยประมาท เพราะต้องการแสดงความกล้าหาญ จึงถูกฆ่า  68แล้วยูดาสก็เปลี่ยนเส้นทางยกทัพไปเมืองอาโซตัสrในแผ่นดินของชาวฟีลิสเตีย ทำลายแท่นบูชาและเผารูปเคารพของเทพเจ้า ยึดของเชลยจากเมืองต่างๆ แล้วกลับไปแผ่นดินยูดาห์

วาระสุดท้ายของกษัตริย์อันทิโอคัสเอปีฟาเนส a
6       1ขณะที่กษัตริย์อันทิโอคัสทรงผ่านดินแดนทางเหนือ   ทรงทราบว่าในเปอร์เซียมีเมืองชื่อเอลีมาอิสb เป็นเมืองมั่งคั่ง มีเงินทองมาก 2วิหารcในเมืองนั้นก็ร่ำรวยมาก มีหมวกเกราะทองคำ เกราะอก และเครื่องอาวุธที่พระเจ้าอเล็กซานเดอร์ทรงทิ้งไว้ พระเจ้าอเล็กซานเดอร์ทรงเป็นโอรสพระเจ้าฟิลิป กษัตริย์แห่งมาซิโดเนีย ทรงปกครองชาวกรีกเป็นพระองค์แรก 3กษัตริย์อันทิโอคัสจึงเสด็จไปที่นั่นเพื่อยึดและปล้นเมือง แต่ทรงทำไม่สำเร็จ เพราะชาวเมืองรู้แผนการของพระองค์เสียก่อน 4จึงจับอาวุธต่อต้านพระองค์จนต้องทรงหนีและถอยทัพมุ่งกลับไปกรุงบาบิโลนด้วยความเศร้าโศกอย่างยิ่ง
5ขณะที่กษัตริย์อันทิโอคัสยังประทับอยู่ที่เปอร์เซีย มีผู้นำข่าวมาทูลพระองค์ว่ากองทัพที่ทรงส่งไปบุกแคว้นยูดาห์ถูกโจมตียับเยิน 6กองทัพเข้มแข็งที่ลีเซียสยกไปก็ถูกชาวอิสราเอลตีกลับ ชาวอิสราเอลเข้มแข็งมากขึ้นเพราะอาวุธ ผู้คนและข้าวของมากมายที่เป็นของเชลยจากค่ายต่างๆที่ได้ทำลาย 7ชาวอิสราเอลทำลายรูปเคารพน่าสะอิดสะเอียนที่พระองค์ทรงสร้างไว้บนพระแท่นบูชาที่กรุงเยรูซาเล็ม เขายังสร้างกำแพงสูงล้อมพระวิหารไว้ให้เหมือนเดิม และสร้างกำแพงล้อมเมืองเบธซูร์ เมืองหนึ่งของพระองค์ด้วย
8เมื่อกษัตริย์ทรงทราบข่าวนี้ ก็ตกพระทัยกลัวจนพระกายสั่นเทา ทรงล้มลงบนพระที่ และประชวรเพราะความเศร้าโศกที่เหตุการณ์ไม่เป็นไปตามพระประสงค์d 9ทรงมีความทุกข์ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทรงอยู่ในสภาพเช่นนี้หลายวัน ทรงคิดว่าจะสิ้นพระชนม์ 10จึงทรงเรียกพระสหายทั้งหลายมา ตรัสว่า “เรานอนไม่หลับเลยเพราะจิตใจเป็นกังวลมาก 11เราคิดว่า ในการปกครองเราเคยทำดีและเป็นที่รักของประชาชนอย่างมาก เหตุใดเราจึงต้องรับความทุกข์ยากและวุ่นวายใจเช่นนี้ 12บัดนี้ เราระลึกได้ถึงความชั่วร้ายที่เราได้ทำที่กรุงเยรูซาเล็ม เราขนภาชนะเงินทองทั้งหมดในเมืองนั้น เราส่งคนไปฆ่าชาวยูดาห์อย่างไร้เหตุผล 13เรายอมรับว่าสิ่งร้ายๆเหล่านี้เกิดขึ้นแก่เราก็เพราะเหตุนี้ บัดนี้เรากำลังจะตายอยู่ในต่างแดนe เพราะความทุกข์ใจยิ่งใหญ่”
อันทิโอคัสที่ 5 ขึ้นครองราชย์
    14กษัตริย์อันทิโอคัสทรงเรียกฟิลิปf พระสหายคนหนึ่ง มาเพื่อทรงแต่งตั้งเขาให้เป็นผู้ปกครองอาณาจักรทั้งหมดแทนพระองค์ 15ประทานมงกุฎ ฉลองพระองค์ และพระธำมรงค์ตรา รับสั่งให้ดูแลอันทิโอคัสพระโอรส เพื่ออบรมให้เป็นกษัตริย์ 16กษัตริย์อันทิโอคัส (เอปีฟาเนส) สิ้นพระชนม์ที่นั่นในปีหนึ่งร้อยสี่สิบเก้าของศักราชกรีกg
    17เมื่อลีเซียสรู้ว่ากษัตริย์สิ้นพระชนม์แล้ว ก็แต่งตั้งอันทิโอคัสพระโอรส ที่เขาเลี้ยงดูตั้งแต่ทรงพระเยาว์ ขึ้นเป็นกษัตริย์สืบต่อมา และถวายพระนามว่า “ยูปาตอร์”

ยูดาสมัคคาบีล้อมป้อมอาคราที่กรุงเยรูซาเล็ม
    18ผู้คนที่อยู่ในป้อมอาคราคอยขัดขวางชาวอิสราเอลรอบพระวิหาร มิให้ผ่านเข้าไป พยายามทำร้ายเขาอยู่เสมอ แต่สนับสนุนชนต่างชาติ 19ยูดาสคิดจะทำลายคนเหล่านี้ จึงรวบรวมประชากรทั้งหมดมาล้อมคนเหล่านี้ไว้ 20ในปีหนึ่งร้อยห้าสิบศักราชกรีกh ชาวอิสราเอลรวบรวมพลมาล้อมป้อมอาครา ยูดาสสั่งให้สร้างหอเคลื่อนที่และเครื่องยิง 21ผู้ที่ถูกล้อมบางคนหลบหนีไปได้ และร่วมกับชาวอิสราเอลผู้ทรยศบางคน 22ไปเฝ้ากษัตริย์ ทูลว่า “อีกนานเท่าใดพระองค์จึงจะประทานความเป็นธรรมและทรงแก้แค้นแทนญาติพี่น้องของพวกเรา 23พวกเรายินดีรับใช้พระราชบิดา ปฏิบัติตามพระบัญชาและเชื่อฟังพระราชกฤษฎีกา 24เพราะเหตุนี้ คนร่วมชาติจึงมาล้อมป้อมi และเป็นศัตรูกับพวกเรา เขาฆ่าคนของเราทุกคนที่เขาพบ แล้วปล้นทรัพย์สมบัติของเรา 25เขาไม่เพียงแต่โจมตีพวกเราเท่านั้น แต่ยังรุกรานดินแดนทั้งหมดของพระองค์jด้วย 26บัดนี้ พวกเขาล้อมป้อมอาคราที่กรุงเยรูซาเล็มเพื่อจะยึดเอาไว้ และยังได้เสริมกำลังป้องกันพระวิหารและเมืองเบธซูร์ด้วย 27ถ้าพระองค์ไม่ทรงรีบเสด็จไปปราบพวกเขา เขาจะทำสิ่งที่ร้ายแรงกว่านี้ จนพระองค์จะทรงยับยั้งเขาไม่ได้”

การรบที่เมืองเบธ-เศคารยาห์
    28เมื่อกษัตริย์ทรงได้ยินเช่นนี้ก็กริ้ว ตรัสเรียกkพระสหายทุกคน ผู้บัญชาการกองทัพ และผู้บัญชาการกองทหารม้ามาเฝ้า 29ทหารรับจ้างจากอาณาจักรอื่นๆ และจากเกาะต่างๆในทะเล ก็มาเสริมกำลังด้วย 30กองทัพของพระองค์มีกำลังพลทหารราบหนึ่งแสนคน ทหารม้าสองหมื่นคน และช้างศึกฝึกไว้อย่างดีสามสิบสองเชือก 31กองทัพเดินทางผ่านแคว้นอีดูเมอาl ไปตั้งค่ายอยู่หน้าเมืองเบธซูร์ เข้าโจมตีชาวอิสราเอลอยู่หลายวัน และสร้างเครื่องยิง แต่ชาวอิสราเอลตีฝ่าออกมาได้ เผาทำลายเครื่องยิงเหล่านี้ และสู้รบอย่างกล้าหาญ
    32แล้วยูดาสก็ยกทัพจากป้อมอาคราที่กรุงเยรูซาเล็มไปตั้งค่ายอยู่ที่เมืองเบธ-เศคารยาห์m หน้าค่ายของกษัตริย์ 33กษัตริย์ทรงตื่นบรรทมตั้งแต่เช้าตรู่ ทรงรีบเคลื่อนกำลังพลตามทางไปยังเมืองเบธ-เศคารยาห์ กำลังพลเตรียมพร้อมที่จะรบและเป่าแตร 34เขาให้ช้างดื่มน้ำองุ่นและน้ำต้นหม่อน เพื่อกระตุ้นให้มันต่อสู้ 35แบ่งช้างให้ไปอยู่กับกลุ่มทหารต่างๆ และแต่งตั้งทหารหนึ่งพันคนสวมเสื้อเกราะ สวมหมวกเกราะทองสัมฤทธิ์ เป็นทหารคุ้มกันช้างแต่ละเชือก และยังมีทหารม้าที่คัดเลือกแล้วคอยคุ้มกันช้างแต่ละเชือกอีกห้าร้อยคน 36ทหารม้าเหล่านี้จะอยู่เคียงข้างช้างทุกแห่ง ไม่ว่าช้างจะไปไหน เขาก็จะไปด้วย ไม่ทิ้งช้างเลย 37บนหลังช้างแต่ละเชือกมีหอไม้ปิดแข็งแรงใช้สายรัดผูกติดแน่น มีควาญช้างชาวอินเดียn และทหารสี่คนคอยต่อสู้อยู่บนหอ 38ทหารม้าที่เหลือตั้งอยู่ทั้งสองข้างของกองทัพ คอยก่อกวนศัตรูและปกป้องแนวทหารo 39แสงแดดส่องโล่ทองคำและโล่ทองสัมฤทธิ์p สะท้อนกระทบภูเขาเป็นประกายเหมือนไต้ที่ลุกโพลง 40กองทัพของกษัตริย์ส่วนหนึ่งตั้งแนวรบอยู่บนยอดเขา อีกส่วนหนึ่งอยู่บนที่ราบ เดินหน้าไปอย่างมั่นคงและเป็นระเบียบ 41ทุกคนที่ได้ยินเสียงกำลังพลจำนวนมาก เสียงย่ำเท้าของกองทัพ และเสียงอาวุธกระทบกัน ก็กลัวจนตัวสั่น เพราะกองทัพนั้นยิ่งใหญ่และเข้มแข็งมาก
    42ยูดาสยกทัพเข้าไปใกล้เพื่อสู้รบ ทหารของฝ่ายกษัตริย์เสียชีวิตหกร้อยคน 43เอเลอาซาร์ที่เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า “อวาราน” เห็นช้างเชือกหนึ่งสูงกว่าช้างเชือกอื่น มีเครื่องประดับของกษัตริย์คลุมอยู่ จึงคิดว่ากษัตริย์คงประทับอยู่บนช้างเชือกนั้น 44เขายอมพลีชีวิตq เพื่อช่วยประชากรให้รอดพ้น และเพื่อสร้างชื่อเสียงให้ตนตลอดไป 45เขาจึงวิ่งอย่างกล้าหาญเข้าไปกลางแนวทหาร ฟันทั้งด้านซ้ายและด้านขวา จนศัตรูต้องแยกกันเป็นสองฟาก 46แล้วเขาวิ่งไปใต้ท้องช้าง แทงท้องช้าง ช้างก็ทรุดลงบนพื้นดิน ทับเขาตายอยู่ตรงนั้น
    47เมื่อชาวยิวเห็นว่ากองทัพของกษัตริย์มีกำลังมาก และมีความกระตือรือร้นจะสู้รบ ก็ยกทัพถอยกลับไป

กองทัพซีเรียยึดเมืองเบธซูร์และล้อมเนินเขาเนินเขาศิโยน
    48กองทัพส่วนหนึ่งของกษัตริย์ขึ้นไปโจมตีชาวยิวที่กรุงเยรูซาเล็ม กษัตริย์จึงทรงตั้งค่ายเพื่อโจมตีแคว้นยูเดียและเนินเขาเนินเขาศิโยน 49พระองค์ทรงทำสัญญาสงบศึกกับชาวเมืองเบธซูร์ ซึ่งออกมานอกเมืองเพราะไม่มีเสบียงต่อต้านการล้อมของศัตรูอีกต่อไป เพราะปีนั้นเป็นปีสับบาโตr 50กษัตริย์ทรงยึดเมืองเบธซูร์ และทรงตั้งกองทหารไว้เฝ้าเมือง 51พระองค์ทรงล้อมพระวิหารอยู่หลายวัน ทรงตั้งหอเคลื่อนที่และเครื่องยิง ทั้งเครื่องยิงไฟ เครื่องยิงก้อนหิน เครื่องยิงลูกธนูและกระสุนs 52ชาวยิวก็สร้างเครื่องยิงด้วย เพื่อต่อสู้ต้านทานเครื่องยิงของศัตรูได้เป็นเวลานาน 53แต่ชาวยิวไม่มีอาหารในโรงเก็บt เพราะเป็นปีสับบาโต และผู้ลี้ภัยที่มายังแคว้นยูเดียเพื่อหลบหนีชนต่างชาติ กินอาหารที่เหลือจนหมด 54มีคนไม่กี่คนถูกทิ้งไว้ในพระวิหาร คนอื่นๆต่างกระจัดกระจายกันกลับไปยังที่อยู่ของตน เพราะขาดแคลนอาหารอย่างมาก

ชาวยิวได้รับอิสรภาพในการนับถือศาสนา
    55ก่อนสิ้นพระชนม์ กษัตริย์อันทิโอคัสทรงแต่งตั้งฟิลิปให้เป็นผู้ฝึกอบรมอันทิโอคัสพระโอรสขึ้นเป็นกษัตริย์ บัดนี้ลีเซียสรู้ว่าฟิลิป 56กลับมาจากแคว้นเปอร์เซียและแคว้นมีเดียพร้อมกับกองทัพที่ติดตามกษัตริย์ และกำลังหาทางจะยึดอำนาจ 57ลีเซียสจึงตั้งใจถอยทัพกลับโดยเร็ว ทูลกษัตริย์และบอกผู้บังคับบัญชากองทัพและบรรดาทหารว่า “กำลังของฝ่ายเราอ่อนแอลงทุกวัน เสบียงอาหารกำลังขาดแคลน สถานที่ที่พวกเรากำลังล้อมอยู่ก็แข็งแรง เรายังต้องดูแลกิจการของราชอาณาจักรอีกด้วย 58บัดนี้ เราจงเป็นมิตรกับคนเหล่านี้ และทำสัญญาสงบศึกกับเขาและกับชนชาติทั้งหมดของเขาเถิด 59เราจงอนุญาตให้เขาเป็นอิสระ ดำเนินชีวิตตามขนบธรรมเนียมของตนได้ดังแต่ก่อน เป็นเพราะเราห้ามเขาปฏิบัติตามขนบธรรมเนียมของตน เขาจึงโกรธและก่อเรื่องทั้งหมดนี้”u 60ข้อเสนอนี้เป็นที่พอพระทัยกษัตริย์ และพอใจผู้บังคับบัญชาทุกคน พระองค์ทรงส่งคนไปเจรจาสงบศึกกับชาวยิว เขาก็รับ 61กษัตริย์ทรงสาบานจะสงบศึกกับชาวยิวและผู้บังคับบัญชาก็สาบานเช่นเดียวกัน ชาวยิวจึงยอมออกจากป้อม 62แต่เมื่อกษัตริย์เสด็จขึ้นเนินเขาเนินเขาศิโยน ทอดพระเนตรเห็นว่าที่นั่นมีกำแพงป้องกันแน่นหนา พระองค์ก็ทรงละเมิดคำสาบาน รับสั่งให้ทำลายกำแพงที่ล้อมอยู่เสียv 63แล้วรีบเสด็จกลับกรุงอันทิโอก ทรงพบว่าฟิลิปได้ยึดครองเมืองนั้นแล้ว พระองค์ทรงรบกับเขา ทรงใช้กำลังชิงเอาเมืองกลับคืนมาได้

เดเมตรีอัสที่หนึ่งทรงขึ้นเป็นกษัตริย์
7     1ปีหนึ่งร้อยห้าสิบเอ็ด ศักราชกรีก เดเมตรีอัส โอรสของกษัตริย์เซเลวคัส หลบหนีจากกรุงโรม ลงเรือกับทหารบางคนไปถึงเมืองชายทะเลแห่งหนึ่ง และตั้งตนเป็นกษัตริย์ที่นั่นa 2เมื่อเสด็จเข้าไปในพระราชวังของบรรพบุรุษ ทหารก็จับกษัตริย์อันทิโอคัสและลีเซียสนำมามอบให้ 3เมื่อทรงทราบเรื่องก็ตรัสว่า “ไม่ต้องนำมาให้เราเห็นหน้า” 4พวกทหารจึงฆ่ากษัตริย์อันทิโอคัสและลีเซียส เดเมตรีอัสก็ขึ้นครองราชย์แทน
    5อัลชีมัสซึ่งปรารถนาจะได้ตำแหน่งมหาสมณะ นำชาวอิสราเอลอธรรมทุกคนที่ทรยศต่อพระเจ้าเข้าเฝ้ากษัตริย์ 6คนเหล่านี้กล่าวหาประชากรอิสราเอล ทูลกษัตริย์ว่า “ยูดาสและญาติพี่น้องได้ฆ่าพระสหายทุกคนของพระองค์ และขับไล่พวกเราออกจากแผ่นดินของเรา 7ขอพระองค์ทรงส่งผู้ที่ทรงไว้วางพระทัยให้ไปดูความพินาศทั้งปวงที่ยูดาสทำต่อพวกเรา และต่อเขตแดนของพระองค์ ขอทรงลงโทษคนเหล่านี้และทุกคนที่สนับสนุนเขาเถิด”

บัคคีเดสและอัลชีมัสโจมตีแคว้นยูเดีย
    8กษัตริย์ทรงเลือกบัคคีเดส พระสหายคนหนึ่ง ซึ่งปกครองดินแดนทางตะวันตกของแม่น้ำยูเฟรติสb และเป็นคนสำคัญในราชอาณาจักร ทั้งเป็นผู้ซื่อสัตย์ต่อพระองค์ 9ทรงส่งเขาพร้อมกับอัลชีมัสc ผู้ทรยศต่อพระเจ้า ที่กษัตริย์ทรงแต่งตั้งเป็นมหาสมณะ ทรงสั่งให้ไปแก้แค้นลงโทษชาวอิสราเอล 10ทั้งสองคนยกทัพใหญ่ไปยังแผ่นดินยูดาห์ แล้วส่งทูตไปลวงยูดาสและญาติพี่น้องขอเจรจาสันติภาพ 11แต่ยูดาสและญาติพี่น้องไม่ยอมเชื่อข้อเสนอ เพราะเห็นว่าเขามากันเป็นกองทัพใหญ่ 12ธรรมาจารย์dกลุ่มหนึ่งไปหาอัลชีมัสและบัคคีเดสเพื่อตกลงเงื่อนไขอย่างเป็นธรรม 13กลุ่มฮาสิดิมeเป็นชาวอิสราเอลกลุ่มแรกที่ทำสัญญาสันติภาพกับบัคคีเดสและอัลชีมัส 14พูดว่า “สมณะจากตระกูลอาโรนมากับกองทัพด้วย เขาคงจะไม่ทำร้ายพวกเรา”
    15อัลชีมัสพูดจากับคนเหล่านี้อย่างคนรักสันติและสาบานว่า “พวกเราจะไม่ทำร้ายท่านหรือเพื่อนของท่านเลย” 16กลุ่มฮาสิดิมก็เชื่อ แต่อัลชีมัสสั่งให้จับพวกฮาสิดิมหกสิบคนไปฆ่าในวันเดียว สมจริงตามข้อความในพระคัมภีร์f ว่า
17“เขาทิ้งร่างของบรรดาผู้ศักดิ์สิทธิ์
เขาทำให้เลือดไหลดังสายน้ำรอบกรุงเยรูซาเล็ม
ไม่มีผู้ใดฝังศพ”
18ประชากรทุกคนหวาดกลัวมาก พูดกันว่า “คนเหล่านี้ไร้สัจจะ ไม่มีความยุติธรรม เขาละเมิดข้อตกลงและคำสาบานที่เขาให้ไว้”
    19บัคคีเดสถอยทัพจากกรุงเยรูซาเล็ม ไปตั้งค่ายที่เมืองเบธ-ซาอิธ ส่งทหารไปจับคนหลายคนที่หนีมามอบตัว และประชากรบางคน ฆ่าเขาและโยนลงในบ่อใหญ่g 20มอบแคว้นนี้ให้อัลชีมัสปกครอง ทิ้งกองทัพส่วนหนึ่งให้อยู่ช่วยเขา แล้วบัคคีเดสก็กลับไปเฝ้ากษัตริย์
    21อัลชีมัสพยายามให้ประชากรรับว่าตนเป็นมหาสมณะ 22ทุกคนที่ข่มเหงประชากรก็มาเป็นพวกเดียวกับเขา และยึดครองแผ่นดินยูดาห์ ก่อให้เกิดภัยพิบัติอย่างใหญ่หลวงในอิสราเอล 23เมื่อยูดาสเห็นว่าอัลชีมัสกับพวกทำความชั่วร้ายต่อชาวอิสราเอลมากยิ่งกว่าที่ชนต่างชาติทำ 24เขาก็ไปทั่วเขตแดนยูเดีย แก้แค้นลงโทษผู้ทรยศเหล่านี้ และขัดขวางมิให้ออกไปก่อการร้ายตามชนบท

นิคาโนร์ยกทัพโจมตีแคว้นยูเดีย
    25เมื่ออัลชีมัสเห็นว่ายูดาสกับพวกมีกำลังมากขึ้น และตนต่อต้านไม่ได้ เขาก็กลับไปเฝ้ากษัตริย์ ทูลใส่ร้ายยูดาส 26กษัตริย์จึงทรงส่งนิคาโนร์ ผู้บัญชาการที่มีชื่อเสียงคนหนึ่งของพระองค์ ไปทำลายล้างประชากรอิสราเอล นิคาโนร์ผู้นี้เกลียดชังและเป็นศัตรูกับชาวอิสราเอล 27นิคาโนร์ยกทัพใหญ่มาที่กรุงเยรูซาเล็ม แล้วส่งสารไปหลอกลวงยูดาสและญาติพี่น้องว่าจะทำสัญญาสันติภาพ พูดว่า 28”เราอย่ามารบกันเลย ข้าพเจ้ากับทหารสองสามคนจะมาพบท่านอย่างสันติ” 29เขาก็ไปพบยูดาส ต่างก็ทักทายแสดงความเป็นมิตร แต่นิคาโนร์ได้เตรียมแผนการจะจับตัวยูดาส 30เมื่อยูดาสรู้ว่านิคาโนร์ทำกลลวงมาพบตน ก็ตกใจกลัวและไม่ยอมพบหน้าเขาอีก 31นิคาโนร์เข้าใจว่ายูดาสรู้แผนการของตนจึงยกทัพไปสู้รบกับยูดาสใกล้เมืองคาฟาร์-สะลามาh 32ทหารของนิคาโนร์เสียชีวิตประมาณห้าร้อยคน ส่วนคนอื่นหนีไปยังนครของดาวิด

คำขู่จะทำลายพระวิหาร
    33ต่อมา นิคาโนร์ขึ้นไปยังเนินเขาเนินเขาศิโยน สมณะและผู้อาวุโสบางคนของประชากรออกจากพระวิหารมาต้อนรับเขาอย่างเป็นมิตร และชี้ให้เขาดูเครื่องเผาบูชาที่ชาวอิสราเอลถวายพระเจ้าสำหรับกษัตริย์ 34แต่นิคาโนร์กลับเยาะเย้ย พูดจาอย่างยโส และหัวเราะใส่หน้า ทำให้บรรดาสมณะเป็นมลทินi 35นิคาร์โนร์สาบานอย่างโกรธแค้นว่า “ถ้าท่านทั้งหลายไม่ส่งตัวยูดาสและกองทัพของเขามาให้เราทันที เราจะเผาวิหารนี้ เมื่อเรามีชัยชนะกลับมา” แล้วเขาก็กลับไปอย่างโกรธแค้น
    36บรรดาสมณะกลับไปยืนอยู่หน้าพระแท่นบูชาของพระวิหาร ร้องไห้ ทูลพระเจ้าว่า    37”พระองค์jทรงเลือกพระวิหารนี้ให้เป็นสถานที่ที่ทุกคนจะเรียกขานพระนามของพระองค์ และเป็นบ้านที่ประชากรของพระองค์จะอธิษฐานภาวนาและวอนขอพระองค์ 38ขอทรงแก้แค้นลงโทษชายผู้นี้และกองทัพของเขา ให้เขาทั้งหลายเสียชีวิตด้วยคมดาบ โปรดทรงระลึกว่าเขาพูดดูหมิ่นพระองค์ อย่าให้เขามีชีวิตอยู่ต่อไปเลย”

วันปราชัยของนิคาโนร์ที่เมืองอาดาสา
39นิคาโนร์ออกจากกรุงเยรูซาเล็ม ไปตั้งค่ายที่เมืองเบธโฮโรน กองทัพซีเรียยกมาสมทบด้วย 40ส่วนยูดาสตั้งค่ายอยู่ที่เมืองอาดาสาkกับทหารสามพันคน ยูดาสอธิษฐานทูลพระเจ้าว่า 41”เมื่อผู้แทนของกษัตริย์lพูดดูหมิ่นพระองค์ ทูตสวรรค์ของพระองค์ลงมาประหารเขาจำนวนหนึ่งแสนแปดหมื่นห้าพันคน 42ขอพระองค์ทรงทำลายล้างกองทัพนี้ต่อหน้าข้าพเจ้าทั้งหลายในวันนี้เช่นเดียวกัน ทุกคนจะได้รู้ว่านิคาโนร์พูดดูหมิ่นพระวิหารของพระองค์ โปรดทรงตัดสินลงโทษเขาตามความชั่วร้ายของเขาเถิด”
43กองทัพทั้งสองฝ่ายสู้รบกันในวันที่สิบสาม เดือนอาดาร์ กองทัพของนิคาโนร์พ่ายแพ้ยับเยิน นิคาโนร์เป็นคนแรกที่เสียชีวิตในการรบครั้งนี้ 44เมื่อทหารของนิคาโนร์เห็นว่าเขาถูกฆ่าแล้ว ต่างก็ทิ้งอาวุธหลบหนีไป 45ชาวยิวไล่ตามทหารเหล่านั้นไปเป็นระยะทางหนึ่งวัน จากเมืองอาดาสาจนถึงเมืองเกเซอร์ พลางเป่าแตรเป็นสัญญาณขณะที่ไล่ตามไป 46ผู้คนออกมาจากหมู่บ้านต่างๆในบริเวณนั้นของแคว้นยูเดีย เพื่อล้อมทหารที่หลบหนีทำให้เขาต้องถอยกล้บและถูกฆ่า ทุกคนเสียชีวิต ไม่มีผู้ใดหนีรอดไปได้
47ชาวอิสราเอลริบของเชลยทั้งหมด ตัดศีรษะของนิคาโนร์และแขนขวาของเขาที่เคยชูขึ้นอย่างโอหัง นำมาแขวนประจานไว้ที่กรุงเยรูซาเล็ม 48ประชากรมีความยินดีอย่างยิ่งและฉลองวันนั้นเป็นวันแห่งความยินดียิ่งใหญ่ 49แล้วกำหนดให้วันที่สิบสามเดือนอาดาร์mเป็นวันฉลองประจำปี 50แผ่นดินยูดาห์จึงมีความสงบnอยู่ระยะหนึ่ง

คำยกย่องชาวโรมันa
 8       1ยูดาสได้ยินชื่อเสียงของชาวโรมันว่ามีกำลังทหารมาก และสนับสนุนทุกคนที่เข้ามาเป็นฝ่ายเดียวกับตน ชาวโรมันจะทำสัญญามิตรภาพกับทุกคนที่มาขอเป็นมิตรด้วย เขามีกำลังทหารมาก 2ยูดาสรู้เรื่องสงครามและความกล้าหาญที่ชาวโรมันสู้รบกับชาวโกลbจนมีชัยชนะแล้วบังคับชาวโกลให้ส่งเครื่องบรรณาการ 3ยูดาสยังรู้เรื่องที่ชาวโรมันยึดเหมืองเงินและเหมืองทองคำในแคว้นสเปน 4และยังรู้ว่าเขาเคยวางแผนและยึดครองดินแดนนั้นได้ทั้งหมด แม้ดินแดนนั้นอยู่ห่างไกลจากแผ่นดินของตนมากก็ตาม กษัตริย์บางองค์ที่เสด็จมาจากสุดปลายแผ่นดินเพื่อทำสงครามกับเขาต้องพ่ายแพ้ และถูกทำลายย่อยยับ ส่วนอีกบางองค์ต้องส่งเครื่องบรรณาการทุกปี 5ฟิลิปและเปอเซอัสc กษัตริย์แห่งมาซิโดเนีย และกษัตริย์อื่นๆที่ทรงเป็นกบฏต่อชาวโรมันมาทำสงคราม แต่ก็ต้องพ่ายแพ้และอยู่ใต้อำนาจด้วย 6อันทิโอคัสมหาราช กษัตริย์แห่งเอเซีย คู่ศึกที่มีช้างหนึ่งร้อยยี่สิบเชือก ทหารม้า รถศึก และกองทัพใหญ่ยิ่งเป็นกำลังรบ ก็พ่ายแพ้ 7ชาวโรมันจับพระองค์เป็นเชลยd แล้วบังคับให้พระองค์และผู้สืบราชสมบัติส่งเครื่องบรรณาการจำนวนมาก ส่งตัวประกัน และมอบดินแดนส่วนหนึ่ง 8คือแคว้นลีเซีย มีเซีย และลีเดีย ซึ่งเป็นดินแดนอุดมสมบูรณ์ที่สุดให้ตน ชาวโรมันถวายดินแดนเหล่านี้แด่กษัตริย์ยูเมเนส 9เมื่อชาวกรีกคิดจะยกทัพมาทำลาย 10ชาวโรมันรู้เรื่อง จึงส่งแม่ทัพเพียงคนเดียวยกทัพไปรบกับเขา ชาวกรีกบาดเจ็บและเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก เขาจับบุตรภรรยาของชาวกรีกไปเป็นเชลย ปล้นข้าวของ ยึดแผ่นดิน รื้อป้อมปราการ บังคับชาวกรีกให้เป็นทาสจนถึงทุกวันนี้e 11อาณาจักรอื่นๆ และเกาะทั้งหลายที่ต่อต้าน ชาวโรมันจะทำลาย บังคับให้เป็นทาส ส่วนผู้ที่เป็นมิตรและยอมขึ้นต่อเขา ชาวโรมันก็จะเป็นมิตรด้วย 12เขาบังคับกษัตริย์ทั้งใกล้และไกลให้อยู่ใต้อำนาจ ทุกคนที่ได้ยินชื่อเสียงของเขาต่างก็เกรงกลัว 13ผู้ใดที่เขาต้องการช่วยเหลือและให้เป็นกษัตริย์ ผู้นั้นก็ได้เป็นกษัตริย์ ผู้ใดที่เขาต้องการถอดจากราชสมบัติ ผู้นั้นก็จะถูกถอด อำนาจของเขายิ่งใหญ่มาก 14แม้ชาวโรมันประสบความสำเร็จเช่นนี้ ก็ไม่มีผู้ใดสวมมงกุฏกษัตริย์ ไม่มีผู้ใดสวมเสื้อคลุมสีม่วงแดงแสดงอำนาจ 15เขาตั้งวุฒิสภา ทุกวันสมาชิสภาสามร้อยยี่สิบคนจะมาประชุมปรึกษากันในเรื่องเกี่ยวกับบ้านเมือง เพื่อให้ทุกสิ่งดำเนินไปด้วยดี 16เขามอบอำนาจปกครองแก่ชายผู้หนึ่งf ให้ปกครองแผ่นดินทั้งหมดเป็นเวลาหนึ่งปี ทุกคนจะเชื่อฟังชายคนนั้นโดยไม่อิจฉาริษยา

ชาวยิวทำสนธิสัญญากับชาวโรมัน
17ยูดาสเลือกยูโพเลมัส บุตรของยอห์น บุตรของอัคโคส พร้อมกับยาโสน บุตรของเอเลอาซาร์ แล้วส่งไปกรุงโรมเพื่อทำสัญญามิตรภาพและสนธิสัญญาด้วยg 18โดยหวังจะปลดแอกของชาวกรีก เพราะเห็นชัดว่าอาณาจักรกรีกกำลังทำให้อิสราเอลตกเป็นทาส 19ทั้งสองคนเดินทางเป็นระยะทางไกลมาถึงกรุงโรม เข้าไปพูดในวุฒิสภาว่า 20”ยูดาส ซึ่งเรียกกันอีกชื่อหนึ่งว่า “มัคคาบี” ญาติพี่น้อง และประชากรชาวยิว ส่งเราทั้งสองคนมาทำสัญญามิตรภาพและสนธิสัญญากับท่านทั้งหลาย จะได้เป็นพันธมิตรและเป็นสหายกับท่าน”
21ข้อเสนอนี้ทำให้วุฒิสมาชิกพอใจ 22สารที่ชาวโรมันจารึกลงบนแผ่นทองสัมฤทธิ์ส่งไปกรุงเยรูซาเล็ม เพื่อให้ชาวยิวเก็บไว้เป็นหลักฐานแห่งมิตรภาพและสนธิสัญญา มีความว่าดังนี้
23”ขอให้ชาวโรมันและประชากรชาวยิวมีความสุขความเจริญตลอดไป ทั้งบนแผ่นดินและผืนน้ำ ขอคมดาบและศัตรูอยู่ห่างไกลจากเขา 24ถ้าเกิดสงครามกับกรุงโรมหรือกับพันธมิตรชาติใดที่อยู่ในอาณัติของจักรวรรดิโรมัน   25ประชากรชาวยิวเต็มใจช่วยสู้รบเคียงข้างตามแต่โอกาสจะเรียกร้อง 26และจะไม่ส่งอาหาร อาวุธ เงิน หรือเรือ แก่ศัตรูคู่สงคราม รัฐบาลโรมได้ตกลงเช่นนี้ และประชากรชาวยิวจะปฏิบัติตามข้อตกลงโดยไม่รับสิ่งใดเป็นค่าตอบแทน 27เช่นเดียวกัน ถ้าสงครามเกิดขึ้นกับชนชาติยิว กรุงโรมก็เต็มใจต่อสู้เคียงข้างตามแต่โอกาสจะเรียกร้อง 28และจะไม่ส่งอาหาร อาวุธ เงิน หรือเรือ แก่ศัตรูคู่สงคราม รัฐบาลโรมได้ตกลงเช่นนี้ และจะปฏิบัติตามข้อตกลงโดยไม่หลอกลวงเลย 29นี่เป็นข้อตกลงที่ชาวโรมันทำกับประชากรชาวยิว 30แต่ถ้าในภายหลังทั้งสองฝ่ายตกลงจะเพิ่มเติม หรือตัดข้อความใดออกก็ย่อมทำได้ และสิ่งที่เขาเพิ่มเติมหรือตัดออก ก็จะมีผลใช้บังคับh
31ส่วนเรื่องความชั่วร้ายที่กษัตริย์เดเมตรีอัสกระทำต่อชาวยิวนั้น พวกเราได้เขียนจดหมายไปทูลพระองค์ว่าดังนี้ “เหตุใดพระองค์จึงทรงทำให้แอกซึ่งชาวยิว สหายและพันธมิตรของเราต้องแบกนั้นหนักขึ้นเล่า 32ถ้าเขามาฟ้องร้องกล่าวหาพระองค์อีก พวกเราจะปกป้องสิทธิของเขาและจะทำสงครามกับพระองค์ทั้งทางบกและทางทะเล””

มรณกรรมของยูดาสในการรบที่เมืองเบธ-ซาอิธ a
  9  1เมื่อกษัตริย์เดเมตรีอัสทรงทราบว่านิคาโนร์เสียชีวิตในการรบ และกองทัพของเขาถูกทำลาย พระองค์ทรงส่งบัคคีเดส อัลชีมัส และกองทัพส่วนหนึ่งไปยังแผ่นดินยูดาห์อีก 2เขาเดินตามทางไปถึงแคว้นกาลิลี มาล้อมเมืองเมซาโลธb ใกล้เมืองอาร์เบลา แล้วยึดเมืองไว้ได้ ฆ่าผู้คนจำนวนมาก 3ในเดือนแรกของปีหนึ่งร้อยห้าสิบสองc ศักราชกรีก เขาตั้งค่ายหน้ากรุงเยรูซาเล็ม 4แล้วยกทัพไปยังเมืองเบเรอาd พร้อมกับทหารราบสองหมื่นคน และทหารม้าสองพันคน 5ยูดาสตั้งค่ายอยู่ที่เมืองเอลาสาe พร้อมกับทหารที่คัดเลือกแล้วสามพันคน 6เมื่อเห็นกองทัพข้าศึกมีจำนวนมาก ทหารของยูดาสมีความกลัวยิ่งนัก หลายคนหลบหนีไปจากค่าย เหลือทหารเพียงแปดร้อยคน
7เมื่อยูดาสเห็นว่ากองทัพของตนกำลังสลายตัวขณะที่การรบกำลังจะเริ่มอยู่แล้ว ก็รู้สึกเจ็บใจ เพราะไม่มีเวลาพอที่จะรวบรวมกำลังพลอีก 8แม้จะเศร้าใจ เขาก็ยังปลุกใจทหารที่เหลืออยู่ว่า “ลุกขึ้นเถิด พวกเราจงออกไปเผชิญหน้ากับศัตรู เราอาจจะสู้กับเขาได้”
9บรรดาทหารพยายามให้เขาเปลี่ยนความคิด พูดว่า “เราสู้ไม่ได้แน่ๆ เราจงเอาชีวิตรอดเถิด แล้วเราจะกลับมาต่อสู้พร้อมกับญาติพี่น้อง เวลานี้เรามีจำนวนน้อยเกินไป”  10แต่ยูดาสตอบว่า “เราจะไม่ทำดังนี้เป็นอันขาด เราจะไม่หนีข้าศึก ถ้าเราจะต้องตาย ก็ให้เราตายอย่างผู้กล้าหาญเพื่อญาติพี่น้องของเราเถิด อย่าให้เกียรติยศของเราต้องด่างพร้อยไปเลย”
11กองทัพข้าศึกออกมาจากค่าย เตรียมเข้าประจัญบาน กองทหารม้าแบ่งออกเป็นสองกอง ทหารยิงก้อนหินและทหารยิงธนูออกหน้า ส่วนทหารชำนาญศึกอยู่แนวหน้า บัคคีเดสอยู่ทางปีกขวา 12แถวทหารเดินหน้าระหว่างแถวทหารม้าทั้งสองแถว พลางเป่าแตร  ทหารฝ่ายยูดาสก็เป่าแตรด้วย 13เสียงของกองทัพทั้งสองทำให้แผ่นดินสั่นสะเทือน ทั้งสองฝ่ายสู้รบกันตั้งแต่เช้าจนค่ำ 14เมื่อเห็นว่าบัคคีเดสกับกำลังทัพส่วนที่แข็งแกร่งที่สุดอยู่ทางด้านขวา ยูดาสก็นำบรรดาทหารที่มีใจกล้าหาญทั้งหมด 15เข้าโจมตีปีกขวา แล้วไล่ตามไปจนถึงภูเขาฮาซาราf 16เมื่อทหารทางปีกซ้ายเห็นว่าปีกขวาพ่ายแพ้แล้ว จึงกลับมาไล่ตามยูดาสกับทหารของเขาทางด้านหลัง 17การต่อสู้หนักหน่วงขึ้น ทหารบาดเจ็บและเสียชีวิตเป็นจำนวนมากทั้งสองฝ่าย 18ยูดาสถูกฆ่า ทหารที่เหลือหนีไปได้

พิธีฝังศพของยูดาสมัคคาบี
    19โยนาธานพร้อมกับซีโมนนำศพของยูดาสพี่ชาย ไปฝังไว้ในที่ฝังศพของบรรพบุรุษที่เมืองโมดีน 20ชาวอิสราเอลทุกคนร่ำไห้ไว้ทุกข์ให้ยูดาสอย่างมาก คร่ำครวญอาลัยถึงเขาเป็นเวลาหลายวันว่า “ผู้กล้าหาญที่เคยช่วยอิสราเอลให้รอดพ้นเสียชีวิตไปได้อย่างไร”
    21กิจการอื่นๆของยูดาส การสงครามและวีรกรรมต่างๆที่เขาได้กระทำ และความยิ่งใหญ่ของเขา มิได้บันทึกไว้ เพราะมีจำนวนมากเหลือเกิน