^Back To Top

  • 1 1
    .
  • 2 2
    .
  • 3 3
    .
  • 4 4
    .
  • 5 5
    .

kamsonbkk.com

วันอาทิตย์ที่ 28 เทศกาลธรรมดา

วันอาทิตย์ที่ 28 เทศกาลธรรมดา
ปรีชาญาณ 7:7-11; ฮีบรู 4:12-13; มาระโก 10:17-27

บทรำพึงที่ 1
ทางเลือก
“มีทางสายหนึ่งรออยู่เบื้องหน้ามนุษย์ทุกคน ทางหนึ่งจะนำเขาขึ้นที่สูง ทางหนึ่งทอดตัวตามพื้นราบ และทางหนึ่งจะนำเขาลงที่ต่ำ”

    เมื่อหลายปีก่อน เซอร์ เคนเนธ คล๊าก แห่งประเทศอังกฤษ ได้ผลิตรายการโทรทัศน์ชื่อ “Civilization (อารยธรรม)” ซึ่งเป็นรายการที่ผลิตขึ้นอย่างประณีต และทำให้ทุกครอบครัวในโลกรู้จักชื่อของเขา

    ต่อมา คล๊าก ได้พิมพ์อัตชีวประวัติของเขา ซึ่งเขาแบ่งออกเป็นสองเล่ม ในเล่มแรกเขาระบุชัดว่าเขาเป็นนักมนุษย์นิยมผู้ฝักใฝ่ทางโลก แต่ไม่ได้หมายความว่าเขาเหยียดหยามหรือไม่สนใจศาสนา ตรงกันข้าม เขาพูดถึงศาสนาในแง่ที่งดงามมาก

    ในหนังสือเล่มที่สอง ซึ่งใช้ชื่อว่า “The Other Half: A Self-portrait (อีกครึ่งหนึ่งของตัวตน: ภาพวาดของตนเอง) คล๊าก บรรยายประสบการณ์ทางศาสนาที่เกิดขึ้นกับเขาในวัดซานโลเรนโซ ในประเทศอิตาลี เขาเขียนว่า “ระหว่างสองสามนาที ทั้งตัวตนของผมสว่างไสวด้วยความยินดีอย่างหนึ่งที่เหมือนมาจากสวรรค์ และเข้มข้นมากกว่าทุกสิ่งที่ผมเคยรู้จักมาก่อน”

    คล๊ากกล่าวว่าประสบการณ์นั้นทำให้เขาประหลาดใจมาก เพราะเขาไม่ใช่บุคคลที่เหมาะสมที่จะได้รับประสบการณ์อันงดงามเช่นนั้น เขาไม่สามารถเข้าใจได้ว่าเหตุใดเขาจึงได้รับประสบการณ์นั้น

    ขณะที่เขาไตร่ตรองประสบการณ์นั้น คล๊ากเผชิญหน้ากับคำถามที่ตอบได้ยาก เขาควรทำอย่างไรกับประสบการณ์นั้น? เขาไม่ใช่คนเคร่งศาสนาในลักษณะที่คนทั่วไปเข้าใจ และถ้าเขาจะกลายเป็นคนเคร่งศาสนาไปในทันทีทันใด ครอบครัวและมิตรสหายของเขาจะต้องคิดว่าเขากำลังเสียสติ ดังนั้นเขาจึงเลือกที่จะไม่ทำอะไรเลย เขาหันหลังให้ประสบการณ์นั้น เขากล่าวถึงการตัดสินใจของเขาว่า “ผมคิดว่าผมทำถูกต้องแล้ว ผมฝังตัวอยู่ในโลกลึกเกินกว่าจะเปลี่ยนทิศทางได้ แต่ผมก็มั่นใจว่า ‘นิ้วพระหัตถ์ของพระเจ้าสัมผัสตัวผม’ และแม้ว่าประสบการณ์นั้นได้เลือนหายไปจากความทรงจำ แต่มันยังช่วยให้ผมเข้าใจความยินดีของนักบุญทั้งหลายได้”

    เรื่องของเซอร์ เคนเนธ คล๊าก มีส่วนคล้ายกับเรื่องของเศรษฐีหนุ่มในพระวรสารวันนี้ เซอร์เคนเนธเป็นคนดีมาตลอดชีวิตเหมือนเศรษฐีหนุ่มคนนี้

    เหมือนกับเศรษฐีหนุ่ม วันหนึ่งเขารู้สึกว่าตนเองถูกดึงดูดไปหาพระเจ้าอย่างแรงกล้าและไม่คาดคิด เหมือนกับเศรษฐีหนุ่ม คล๊ากมีประสบการณ์ที่ทำให้เขาต้องตัดสินใจอย่างยากลำบาก ว่าเขาควรทำอย่างไรกับประสบการณ์นี้ เหมือนกับเศรษฐีหนุ่ม เขาใคร่ครวญว่าเขาจะต้องยอมสละอะไรบ้าง ถ้าเขาเลือกที่จะตอบสนองต่อพระหรรษทานพิเศษนั้น และเหมือนกับเศรษฐีหนุ่ม ในที่สุด คล๊าก เลือกที่จะปฏิเสธพระหรรษทานนั้น เขาหันหลังให้พระหรรษทานนั้น

    ปฏิกิริยาของเศรษฐีหนุ่ม และของเซอร์เคนเนธ คล๊าก เตือนเราให้ระลึกถึงอุปมาของพระเยซูเจ้าเรื่องผู้หว่าน และเตือนเราโดยเฉพาะให้คิดถึงเมล็ดพืชที่ตกลงบนทางเดิน

    พระเยซูเจ้าทรงอธิบายว่าเมล็ดพืชบนทางเดิน หมายถึงคนทั้งหลายที่รับพระวาจาของพระเจ้าไว้แล้ว แต่ปีศาจมาขโมยพระวาจานั้นไปก่อนที่จะงอกรากในชีวิตของเขา (มก 4:15)

    ทั้งสองเรื่องนี้เตือนให้เรานึกถึงคำพูดของนักบุญออกัสตินอีกด้วย เขามีประสบการณ์เหมือนกับชายทั้งสองคนในสองเรื่องนี้ แตกต่างกันที่นักบุญออกัสตินตอบรับ เขาบันทึกว่า “การมองเห็นดินแดนแห่งสันติสุขจากเทือกเขาที่ปกคลุมด้วยแมกไม้ แตกต่างโดยสิ้นเชิงจากการเดินย่ำบนถนนไปสู่ดินแดนนี้”

    ทั้งสองเรื่องนี้เป็นเรื่องใกล้ตัวเรา เป็นเรื่องที่เราสามารถเข้าใจได้ เป็นเรื่องของบุคคลที่ต้องต่อสู้เพื่อเลือกว่าสิ่งใดสำคัญที่สุดสำหรับเขา เหมือนกับเรา

    สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับเซอร์ เคนเนธ คล๊าก ดูเหมือนจะเป็นความคิดว่า ครอบครัวและมิตรสหายของเขาจะคิดอย่างไรกับเขา และความผูกพันของเขาต่อโลก และสิ่งนี้สำคัญยิ่งกว่ากระแสเรียกจากพระคริสตเจ้าให้เขามาหาพระองค์ และติดตามพระองค์

    ในทำนองเดียวกัน สิ่งสำคัญสำหรับเศรษฐีในพระวรสารคือทรัพย์สมบัติและค่านิยมของโลกนี้ ซึ่งสำคัญกว่าคำเชิญของพระเยซูเจ้าให้เขาติดตามพระองค์อย่างใกล้ชิดมากขึ้น

    ชายทั้งสองคนนี้เลือกความสุขสำราญที่ไม่ยั่งยืนของโลกนี้ มากกว่าขุมทรัพย์นิรันดรของโลกหน้า

    ขอให้เราย้อนกลับมาพิจารณาตัวเรา อะไรคือสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับเรา? ความสุขสำราญของโลกนี้สำคัญสำหรับชีวิตของเรา มากกว่าขุมทรัพย์ของโลกหน้าหรือเปล่า? ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง เราจะเปลี่ยนสถานการณ์นี้ได้อย่างไร? ทำอย่างไรเราจึงจะไม่ลงเอยในลักษณะเดียวกับชายสองคนในสองเรื่องนี้?

    คำตอบสำหรับคำถามสำคัญนี้อยู่ในบทอ่านที่หนึ่ง และที่สองของวันนี้ บทอ่านที่หนึ่งกล่าวว่า “ข้าพเจ้าภาวนา และได้รับความสุขุม ข้าพเจ้าวอนขอ และจิตแห่งปรีชาญาณก็เสด็จมาหาข้าพเจ้า” ดังนั้น สิ่งแรกที่เราสามารถทำได้ก็คือภาวนาและวอนขอความสุขุมและปรีชาญาณ เพื่อให้เห็นความเขลาในการเลือกความสุขสำราญที่ไม่ยั่งยืนของโลกนี้ มากกว่าเลือกขุมทรัพย์ของโลกหน้า

    บทอ่านที่สองสรุปด้วยการเตือนใจเราว่า วันหนึ่ง เราจะต้องรายงานผลการดำเนินชีวิตของเราต่อพระเจ้า ดังนั้น สิ่งที่สองที่เราสามารถทำได้ก็คือ รำพึงตามความจริงที่ว่าพระเจ้าจะทรงให้เรารับผิดชอบการตัดสินใจของเรา อาจกล่าวได้ว่า เรากำลังต้องตัดสินใจเลือกเหมือนกับชายสองคนในสองเรื่องนี้ต้องตัดสินใจ และการตัดสินใจของเราจะเป็นปัจจัยกำหนดไม่เพียงความสุขในชีวิตนี้ แต่รวมถึงความสุขในชีวิตหน้าอีกด้วย

    เราจะสรุปบทรำพึงนี้ด้วยบทกวีบทหนึ่ง ซึ่งย่อความเกี่ยวกับทางเลือกที่มนุษย์ทุกคนที่พระเจ้าทรงสร้างขึ้นมา จำเป็นต้องเลือก เราเคยได้ยินบทกวีนี้มาก่อน แต่ควรได้ยินซ้ำอีกหลาย ๆ ครั้ง

    มีทางสายหนึ่งรออยู่เบื้องหน้ามนุษย์ทุกคน
    ทางหนึ่งจะนำเขาขึ้นที่สูง ทางหนึ่งทอดตัวตามพื้นราบ และทางหนึ่งจะนำเขาลงที่ต่ำ
   
    วิญญาณที่สูงส่งย่อมเลือกทางที่นำเขาไปสู่ที่สูง
    และวิญญาณที่ต่ำช้าย่อมเลือกทางที่นำเขาลงสู่ที่ต่ำ
    ส่วนคนที่เหลือจะเร่ร่อนไปมาระหว่างสองทางนี้
    บนที่ราบที่มืดมัวด้วยหมอก

    แต่มีทางสายหนึ่งรออยู่เบื้องหน้ามนุษย์ทุกคน
    ทางหนึ่งจะนำเขาขึ้นที่สูง ทางหนึ่งทอดตัวตามพื้นราบ และทางหนึ่งจะนำเขาลงที่ต่ำ
    และทุกคนต้องตัดสินใจเลือก
    ว่าวิญญาณของเขาจะเดินบนทางสายใด
     
บทรำพึงที่ 2
มาระโก 10:17-30

ขณะที่พระองค์กำลังทรงพระดำเนินอยู่ระหว่างทาง ชายคนหนึ่งรีบเข้ามาคุกเข่าลง ทูลถามว่า “พระอาจารย์ผู้ทรงความดี ข้าพเจ้าต้องทำอะไรเพื่อจะได้ชีวิตนิรันดร”

    เหตุการณ์นี้เป็นฉากที่น่าประทับใจ ชายคนหนึ่งมีความปรารถนามากมาย เขาวิ่งเข้ามา ... คุกเข่าลงแทบพระบาทของพระเยซูเจ้า ... และถามพระองค์

    เราอดแปลกใจไม่ได้ เมื่อเรารู้ว่าชายคนนี้เป็นใคร (จากคำบอกเล่าต่อจากนี้) นี่คือบุคคลที่มีทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตที่อำนวยความสุขให้แก่เขาได้ เขามีทุกสิ่งทุกอย่างที่ทำให้คนทั่วไปมีความสุขได้ เขาร่ำรวย เขามี “ทรัพย์สมบัติมากมาย” และเขาดำเนินชีวิตอย่างดีด้วย เขา “ปฏิบัติตามบทบัญญัติเหล่านี้ทุกข้อมาตั้งแต่เป็นเด็กแล้ว” ... เขาต้องมีชื่อเสียงดีในกลุ่มคนที่รู้จักเขา ชีวิตของเขายังขาดสิ่งใดอีกหรือ? เขายังต้องการอะไรมากกว่านี้? ทำไมเขาจึง “ปรารถนา” สิ่งอื่นอีก?...

พระเยซูเจ้าตรัสกับเขาว่า “ทำไมเรียกเราว่าผู้ทรงความดี ไม่มีใครทรงความดีนอกจากพระเจ้าเท่านั้น”
    คำตอบของพระองค์ฟังดูเฉียบขาด ชายคนนี้ชอบใช้ “สมญา” คนทั่วไปเรียกพระเยซูเจ้าว่า “พระอาจารย์” แต่ชายคนนี้เรียกพระองค์มากกว่านั้น เขาคงคุ้นเคยกับการคบหาสมาคมกับบุคคลสำคัญทั้งหลาย เขาจึงเติมคำว่า “ผู้ทรงความดี” แต่พระเยซูเจ้าไม่พอพระทัยถ้อยคำที่ยกยอเกินไปเช่นนี้ พระองค์ไม่ทรงโปรดสมญาหรูหรา และพอพระทัยคำพูดที่เรียบง่ายมากกว่า...

    นอกจากนี้ เราได้ยินพระเยซูเจ้าอ้างถึงพระเจ้าเสมอ อันที่จริง พระดำรัสนี้น่าแปลกใจ เพราะฟังดูเหมือนว่าพระองค์ไม่ทรงสนใจว่าพระองค์ทรงเป็น “พระเจ้า” พระองค์ทรงปฏิเสธสมญาว่า “ผู้ทรงความดี” นี่ไม่ใช่ครั้งเดียวที่พระเยซูเจ้าทรงประกาศว่าพระองค์ทรง “ด้อยกว่า” พระบิดา ทรงด้อยกว่า “พระเจ้า” ครั้งหนึ่งพระองค์ถึงกับกล้าตรัสว่า “เรื่องวันและเวลา (ของการพิพากษาครั้งสุดท้าย) ไม่มีใครรู้เลย ... แม้แต่พระบุตร นอกจากพระบิดาเพียงพระองค์เดียว” (มก 13:32)

    พระเยซูเจ้าตรัสว่า พระเจ้าเท่านั้นทรงความดี ข้าพเจ้ายึดเอาประโยคนี้เป็นจุดเริ่มต้นของการรำพึงภาวนาของข้าพเจ้า

“ท่านรู้จักบทบัญญัติแล้ว คือ อย่าฆ่าคน อย่าล่วงประเวณี อย่าลักขโมย อย่าเป็นพยานเท็จ อย่าฉ้อโกง จงนับถือบิดามารดา”

    บทบัญญัติเหล่านี้ และการเรียงลำดับบทบัญญัติ ทำให้เราประหลาดใจ ก่อนอื่น พระเยซูเจ้าไม่ได้ทรงเอ่ยถึงบทบัญญัติ “อันดับหนึ่ง” – คือบทบัญญัติเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของเรากับพระเจ้า ราวกับพระองค์ทรงต้องการบอกเราว่า เราจะพิสูจน์ความรักของเราต่อพระเจ้าได้ด้วยความรักที่เราแสดงต่อเพื่อมนุษย์  เราจงยอมรับเถิดว่า เรามักคิดว่าการปฏิบัติ “หน้าที่ทางศาสนา” ของเราเป็นหนทางที่จะทำให้เราได้รับชีวิตนิรันดร ครั้งนี้เป็นอีกครั้งหนึ่งที่พระเยซูเจ้าทรงเตือนเราให้ระลึกถึงความสัมพันธ์ของเรากับเพื่อนมนุษย์

    นอกจากนี้ พระเยซูเจ้าทรงเติมบทบัญญัติอีกข้อหนึ่ง เข้าไปในบัญญัติสิบประการที่ชาวยิวทั่วไปยึดถือ – และเป็นบทบัญญัติที่สำคัญด้วย คือ “อย่าฉ้อโกงผู้ใด” – ราวกับว่าบทบัญญัติข้อนี้รวมความหมายของบทบัญญัติอื่นทุกข้อ เราสังเกตด้วยว่าพระองค์ตรัสถึง “หน้าที่ต่อบิดามารดา” เป็นประการสุดท้าย บทบัญญัติประการที่สี่กลายเป็นข้อสุดท้าย เหมือนกับว่าพระเยซูเจ้าทรงต้องการกล่าวถึงบทบัญญัติที่เป็นการประจญสำหรับเศรษฐีหนุ่มผู้นี้โดยเฉพาะ กล่าวคือ อย่าลักขโมย อย่าทำร้ายผู้อื่น – อย่าแสวงหาความร่ำรวยด้วยวิธีการที่ไม่ถูกต้อง 

ชายผู้นั้นทูลว่า “พระอาจารย์ ข้าพเจ้าได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติเหล่านี้ทุกข้อมาตั้งแต่เป็นเด็กแล้ว”

    ชายคนนี้จึงเป็นคนดีมีคุณธรรม เขาปฏิบัติตามบทบัญญัติเสมอ พระเยซูเจ้าไม่ทรงสงสัยเลยว่าเขาไม่ได้พูดจากใจจริง ดังนั้นเราน่าจะคาดหมายว่าเรื่องจะจบลงเพียงเท่านี้ นี่คือบุคคลที่สมควรได้รับ “ชีวิตนิรันดร” แน่นอน

    แต่ขอให้เราฟังเรื่องนี้ต่อไป

พระเยซูเจ้าทอดพระเนตรเขาด้วยพระทัยเอ็นดู...
    สายพระเนตรของพระเยซูเจ้า! ข้าพเจ้าพยายามนึกภาพนี้ในจินตนาการ พระเนตรที่แสดงความรัก!  พระเยซูเจ้าผู้ทรงเปี่ยมด้วยความรัก พระเยซูเจ้าทรงตื้นตันพระทัย...

... ตรัสกับเขาว่า “ท่านยังขาดสิ่งหนึ่ง จงไปขายทุกสิ่งที่มี มอบเงินให้คนยากจน และท่านจะมีขุมทรัพย์ในสวรรค์ แล้วจงติดตามเรามาเถิด”

    ดูเหมือนว่าการเป็นคนซื่อสัตย์ และการปฏิบัติตามบทบัญญัติทุกข้อ ก็ยังไม่พอ! เราคงคิดว่าชายคนนี้เป็นคนดีพร้อม และไร้ที่ติ แต่บัดนี้ บทบัญญัติข้อใหม่นี้จะตีแผ่บุคลิกภาพลึก ๆ ของเขา กล่าวคือ ท่านเป็นอิสระ หรือเป็นทาส? ท่านมีทัศนคติอย่างไรต่อเงินทอง ต่อสมบัติของโลกนี้?...

    น่าแปลกที่เรายังแปลกใจเมื่อได้ยินพระเยซูเจ้าทรงเรียกร้องเช่นนี้! อันที่จริง พระเยซูเจ้าทรงเรียกร้องเช่นนี้เสมอ เมื่อพระองค์ทรงเรียกศิษย์ครั้งแรก พระองค์ก็ทรงเรียกเช่นนี้ “จงตามเรามาเถิด ... เขาทั้งสองก็ละทิ้งบิดาของตนไว้ในเรือกับลูกจ้าง แล้วตามพระองค์ไปทันที” (มก 1:18-19) นี่คือคำสั่งแรกที่พระองค์ทรงสั่งศิษย์ของพระองค์ เมื่อทรงส่งเขาออกไปปฏิบัติพันธกิจ “ทรงกำชับเขามิให้นำสิ่งใดไปด้วย นอกจากไม้เท้าเท่านั้น ไม่ให้มีอาหาร ไม่ให้มีย่าม ไม่ให้มีเศษเงินใส่ไถ้” (มก 6:8) หลังจากทรงประกาศเรื่องพระทรมาน พระองค์ตรัสต่อไปทันทีว่า “ถ้าผู้ใดอยากติดตามเรา ก็ให้เขาเลิกนึกถึงตนเอง” (มก 8:34)

    อันที่จริง พระเยซูเจ้าไม่เคยตรัสเป็นอื่นเลย พระองค์ไม่เคยเปลี่ยนความคิดของพระองค์! พระองค์ทรงเรียกร้องให้ประชาชนเลือกอย่างสุดตัว พระองค์ทรงร้องขอ “ทุกสิ่งทุกอย่าง” ... เพื่อติดตามพระองค์เราต้องสละสิ่งอื่น ๆ ทั้งหมด...

    ช่างเป็นข้อเรียกร้องที่ไร้ขอบเขตจริง ๆ! พระวรสารไม่ใช่ตำราสำหรับการดำเนินชีวิตอย่างดีเงียบ ๆ – แต่เรียกร้องให้ออกผจญภัยและยอมเสี่ยง ให้สละทุกสิ่งได้ ... เป็นข้อเรียกร้องที่เหลือเชื่อของพระเยซูเจ้า

เมื่อได้ฟังพระวาจานี้ ชายผู้นั้นหน้าสลดลง เพราะเขามีทรัพย์สมบัติมากมาย

    เราจงอย่ากล่าวหาชายคนนี้เลย เขาไม่ได้ต่างจากเรา เราเองก็ต้องการเป็นบุคคลที่ดีพร้อม ปรารถนาชีวิตนิรันดร – แต่เรายังไม่พร้อมจะสละทุกสิ่งทุกอย่างเหมือนกัน ไม่ใช่หรือ?...

    คำบอกเล่านี้เตือนใจเราว่า เราเองก็กำลังปฏิเสธกระแสเรียกจากพระเจ้าเช่นเดียวกัน – กระแสเรียกที่จะเป็นต้นกำเนิดของความยินดีสำหรับเรา แม้ว่าเรียกร้องให้เราปฏิเสธตนเองก่อน

    ความเศร้าใจของชายคนนี้มีนัยสำคัญ เขารวยมาก “เขามีทรัพย์มากมาย” แม้ว่าเขามีทรัพย์มากมายเช่นนี้ เขาก็ยังไม่มีความสุข เขาคือภาพลักษณ์ของคนทั้งหลายที่ร่ำรวยและมีกินมีใช้อย่างล้นเหลือ โดยเฉพาะประชาชนในประเทศตะวันตก แต่ยังรวมถึงประชาชนในส่วนอื่น ๆ ของโลกด้วย...

    ขอให้เราเจาะลึก และกล้าพินิจพิเคราะห์ความกระอักกระอ่วนใจที่แสดงออกมาทางใบหน้าของเขาเถิด นี่ไม่ใช่เครื่องหมายเล็กน้อยเลยที่แสดงว่าจิตใจของเขาได้สัมผัสกับพระหรรษทานแล้ว จนถึงเวลานั้น เขาไม่รู้ตัวว่าเขายังขาดบางสิ่งที่จำเป็น เขาคิดว่าทรัพย์สินควรทำให้เขาพึงพอใจได้แล้ว บัดนี้ เขารู้แล้วว่าเขาถูกสร้างขึ้นมาเพื่อสิ่งอื่น...

    พระเจ้าข้า ขอให้โอกาสอันน่าเศร้าในชีวิตของเราบังเกิดผลดี ช่วยปลุกเราให้หลุดพ้นจากภาพลวงตา หรือตื่นจากการหลับใหล และรู้ตัวว่าเราถูกสร้างขึ้นมาเพื่อพระองค์! หัวใจของเรา และความปรารถนาของเรา กว้างใหญ่เกินกว่าจะถมให้เต็มได้ด้วยสมบัติที่มีข้อจำกัดของโลกนี้ “โปรดเสด็จมาเถิด พระเจ้าข้า พระองค์เท่านั้นทรงตอบสนองความปรารถนาล้ำลึกที่สุดของเราได้!” 

พระเยซูเจ้าทอดพระเนตรโดยรอบแล้วตรัสกับบรรดาศิษย์

    มาระโกชี้ให้เราเห็นอีกครั้งหนึ่งว่าพระเยซูเจ้าทรงมองดูประชาชนอย่างไร พระเยซูเจ้าทรงกำลังมองดูข้าพเจ้า ... พระองค์ทรงกำลังมองดูบุคคลที่ข้าพเจ้ารัก ... พระองค์ทรงมองโลกซึ่งเป็นที่พักอาศัยของข้าพเจ้า ... พระองค์ทรงกำลังมองประชาชนในซุปเปอร์มาร์เก็ต ... และมวลชนในชุมชนแออัด...

    และพระองค์มิได้ทรงมองดูอย่างไม่สนใจใยดี พระองค์เริ่มตรัสว่า...

“ยากจริงหนอที่คนมั่งมีจะเข้าสู่พระอาณาจักรของพระเจ้า”

    พระเยซูเจ้าทรงประณามอำนาจที่น่ากลัวของเงินอีกครั้งหนึ่ง เราพบคำเตือนนี้ตลอดคำสั่งสอนของพระเยซูเจ้า

-    “ท่านทั้งหลายจะปรนนิบัติรับใช้พระเจ้า และเงินทองพร้อมกันไม่ได้” (ลก 16:13)
-    เศรษฐีไม่อาจมองสถานการณ์ของเขาอย่างสมดุล และคิดว่าเขาสามารถอยู่ได้โดยปราศจากพระเจ้า (ลก 12:16-20)
-    หัวใจของเศรษฐีกระด้างมากขึ้นทีละน้อย จนกระทั่งเขามองไม่เห็นพี่น้องชายหญิงที่กำลังทุกข์ทรมานใกล้ตัวของเขา (ลก 16:19-31)
-    ความร่ำรวยขัดขวางไม่ให้พระวาจาของพระเจ้าเจริญงอกงามในใจของมนุษย์ (มธ 13:22)

    เราจงย้ำอีกครั้งหนึ่งว่า เราไม่ควรประณามผู้อื่นเท่านั้น แต่เราควรยอมรับว่าเราเองก็ “ร่ำรวย” ในบางด้าน – เราร่ำรวยเมื่อเปรียบเทียบตัวเรากับคนมากมายรอบตัวเรา ... ถ้าเราเปรียบเทียบว่าเราหาเงินได้เท่าไร และเพื่อนมนุษย์จำนวนมากของเราหาเงินได้เท่าไร...

บรรดาศิษย์แปลกใจกับพระวาจานี้

    ความแปลกใจของบรรดาศิษย์มีความหมายพิเศษ ชาวยิวเชื่อว่าความร่ำรวยเป็นเครื่องหมายที่แสดงว่าพระเจ้าทรงโปรดปรานเขา เป็นแผนการของพระเจ้ามิใช่หรือว่าจะทรงมอบหมายให้มนุษย์ปกครองโลกนี้ เพื่อพัฒนาและทำให้ทรัพยากรมีคุณค่าเต็มที่ (ปฐก 1:27-31) แต่เราต้องยอมรับว่าเราไม่ยอมรับพระวาจาเหล่านี้ของพระคริสตเจ้า ซึ่งเป็นคำสั่งสอนทางจริยธรรมที่ปฏิวัติความคิดสำหรับสังคมในศตวรรษที่ 20

-    เราทำงานเพื่อ “หาเงิน” ให้ได้มากที่สุดไม่ใช่หรือ?
-    เราต้องการให้ลูก ๆ ของเราทำงานในอาชีพที่สร้างความร่ำรวยได้จริงไม่ใช่หรือ?
-    เราได้ยินคำโฆษณากรอกหูเราอยู่ทุกวันให้เราบริโภคให้มากขึ้น และบอกเราว่า “ยิ่งมีมากเท่าไร ก็ยิ่งมีความสุขมากขึ้นเท่านั้น” ไม่ใช่หรือ?...

พระเยซูเจ้าจึงตรัสอีกว่า “ลูกเอ๋ย ยากจริงหนอที่จะเข้าสู่พระอาณาจักรของพระเจ้า อูฐจะลอดรูเข็มยังง่ายกว่าคนมั่งมีเข้าสู่พระอาณาจักรของพระเจ้า”

    แทนที่จะลดความรุนแรงของคำพูด พระเยซูเจ้ากลับทรงเน้นย้ำด้วยภาพลักษณ์ที่ไม่อาจลืมได้ง่าย พระเยซูเจ้าทรงเป็นนักเทศน์ที่ใช้ลีลาการพูดที่สะดุดหู และเข้าใจง่าย ขอให้เราอย่าเจือจางพระวาจาของพระองค์ ด้วยการอ้างว่าพระองค์ตรัสเป็นภาษาปฏิทัศน์ (paradoxical language)

    พระเยซูเจ้าทรงบอกเราอย่างชัดถ้อยชัดคำว่า ความร่ำรวยและความรอดไม่อาจไปด้วยกันได้ เราต้องเลือกขุมทรัพย์อย่างใดอย่างหนึ่งในสองอย่างนี้ – เราจะเลือกขุมทรัพย์ของโลกนี้ หรือขุมทรัพย์ในสวรรค์...

    พระเยซูเจ้าไม่ทรงปฏิเสธว่าเงินทองเป็นของจำเป็น พระองค์ทรงยอมรับว่าเงินสามารถรับใช้เราได้...

    แต่พระองค์ไม่ทรงยอมรับความคิดที่ให้เงินมีอำนาจเหนือเรา ความคิดที่เรายอมเป็นทาสของเงิน

บรรดาศิษย์ยิ่งประหลาดใจมากขึ้น พูดกันว่า “ดังนี้ ใครเล่าจะรอดพ้นได้” พระเยซูเจ้าทอดพระเนตรบรรดาศิษย์แล้วตรัสว่า “สำหรับมนุษย์เป็นไปไม่ได้ แต่สำหรับพระเจ้าเป็นเช่นนั้นได้ เพราะพระองค์ทรงทำได้ทุกสิ่ง”

    เป็นครั้งที่สามในหน้าเดียวกัน ที่มาระโกย้ำว่า พระเยซูเจ้าทอดพระเนตรประชาชน!

    พระเยซูเจ้าทรงอ้างวลีในพระคัมภีร์ ที่กล่าวแก่อับราฮัม (ปฐก 18:14) แม้ว่านางซาราห์อยู่ในวัยชรา และสภาพร่างกายของนางไม่สามารถมีบุตรได้ เพราะ “พระเจ้าทรงทำได้ทุกสิ่ง” ทูตสวรรค์กาเบรียลย้ำคำเดียวกันนี้กับพระนางมารีย์ (ลก 1:37) หลังจากพระเยซูเจ้าทรงประณามทัศนคติอยากได้อยากมีของเราอย่างรุนแรงแล้ว พระองค์ทรงเปิดทางให้เรามีความหวังใหม่...

    “ข้าแต่พระเจ้าแห่งเอกภพ พระองค์ทรงกำลังขอให้เราทำสิ่งที่ไม่อาจเป็นไปได้! โปรดเสด็จมาและปลดปล่อยเราเถิด เมื่อนั้น เราจะยื่นมือออกไปหาพระองค์ แบมือออก และรับจากพระองค์ สิ่งที่เรายังขาดแคลนในความรัก”

ค้นหา

Pope Report คำสอน บทเทศน์

pope report francis

ถ่ายทอดสด พิธีบูชาขอบพระคุณ

MASS Header re

Kamson BKK Update!!

หมวดปรีชาญาณ

wisdom books

Bible Diary 2020

img007 resize

บทอ่านและบทมิสซา

ordomissae

พันธสัญญาใหม่

spd 20110902115342 b

บทเพลงศักดิ์สิทธิ์

angels-5b

สถิติเยี่ยมชม (เริ่ม 22-02-2012)

วันนี้
เมื่อวาน
สัปดาห์นี้
เดือนนี้
เดือนที่แล้ว
ทั้งหมด
5984
12666
72025
395032
423502
17878297
Your IP: 18.204.227.117
2020-05-29 11:36

สถานะการเยี่ยมชม

มี 452 ผู้มาเยือน และ ไม่มีสมาชิกออนไลน์ ออนไลน์

 

แผนกคริสตศาสนธรรม อัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ
122/8 อาคารแม่พระรับเกียรติยกขึ้นสวรรค์ ซ.นนทรี 14 ถ.นนทรี แขวงช่องนนทรี เขตยานนาวา กรุงเทพฯ 10120
โทร. 095-953-3070,  02-681-3850   Email: ccbkk@catholic.or.th   Line_ID: kamsonbkk