^Back To Top

  • 1 1
    .
  • 2 2
    .
  • 3 3
    .
  • 4 4
    .
  • 5 5
    .

kamsonbkk.com

วันฉลองนักบุญทั้งหลาย

วันฉลองนักบุญทั้งหลาย
วิวรณ์ 7:2-4, 9-14; ยอห์น 3:1-3; มัทธิว 5:1-12

บทรำพึงที่ 1
นักบุญหมายถึงใคร?
นักบุญหมายถึงมนุษย์ธรรมดาที่ตอบรับคำเชิญของพระเยซูเจ้าอย่างจริงจัง ให้เขารักกันและกัน เหมือนดังที่พระองค์ทรงรักเรา

    เมื่อเราคิดถึงนักบุญทั้งหลาย เรามักคิดถึงคนอย่างนักบุญอิกญาซีโอแห่งโลโยลา เขาเกิดมาในสมัยที่โคลัมบัสค้นพบทวีปอเมริกา

    เมื่อเขาเป็นวัยรุ่น อิกญาซีโอกำพร้าทั้งพ่อและแม่ และเริ่มต้นชีวิตทางโลกด้วยการเป็นมหาดเล็กในราชสำนักของพระเจ้าเฟอร์ดินานด์ และพระราชินีอิสซาเบลลา ผู้ให้เงินสนับสนุนการเดินทางของโคลัมบัส

    หลังจากอิกญาซีโออายุได้ 20 ปี เขาเข้ารับราชการเป็นทหาร เขาได้รับบาดเจ็บสาหัสจากการสู้รบ และได้กลับใจระหว่างพักรักษาตัว หลังจากหายดีแล้ว อิกญาซีโอออกเดินทางแสวงบุญ คืนหนึ่งเขาพบขอทานคนหนึ่ง เขาถอดเสื้อผ้าขุนนางของเขาออก และขอแลกกับเสื้อผ้าขาด ๆ ของขอทานคนนั้น หลังจากนั้นเขาอธิษฐานภาวนาตลอดคืนเบื้องหน้าสักการสถานของแม่พระ

    ในที่สุด อิกญาซีโอได้เข้าไปพักอาศัยในถ้ำข้างภูเขา เขาใช้เวลานานหลายชั่วโมงในแต่ละวันสวดภาวนาและใช้โทษบาป

    ประสบการณ์นี้เป็นต้นกำเนิดของแรงบันดาลใจที่ชักนำให้เขาก่อตั้งคณะนักบวช เป็นคณะนักบวชชายที่อุทิศตนรับใช้พระเยซูเจ้า เหมือนกับอัครสาวกสิบสองคนอุทิศตนรับใช้พระเยซูเจ้า อิกญาซีโอเรียกคณะนักบวชของเขาว่าสมาคมของพระเยซูเจ้า หรือเยสุอิต คณะนี้มีสมาชิกทั่วโลกมากกว่า 20,000 คน และบริหารงานในโรงเรียนมัธยมปลายมากกว่า 50 แห่ง รวมทั้งมหาวิทยาลัยเกือบ 30 แห่ง เฉพาะในสหรัฐอเมริกาเท่านั้น

    นักบุญอิกญาซีโอ สรุปจิตตารมณ์ของเขาไว้อย่างงดงามในบทภาวนาวอนขอความใจกว้างดังนี้

    “พระเจ้าข้า โปรดทรงสอนข้าพเจ้าให้เป็นคนใจกว้าง
    โปรดทรงสอนข้าพเจ้าให้รับใช้พระองค์อย่างที่พระองค์สมควรได้รับ
    ให้ข้าพเจ้ารู้จักให้ โดยไม่คำนึงถึงความเหนื่อยยาก
    ให้ข้าพเจ้าต่อสู้ โดยไม่สนใจบาดแผล
    ให้ข้าพเจ้าตรากตรำ โดยไม่แสวงหาการพักผ่อน
    ให้ข้าพเจ้าทำงานหนัก โดยไม่ร้องขอบำเหน็จรางวัล
    ยกเว้นสิ่งเดียว คือ ให้ข้าพเจ้ารู้ว่าข้าพเจ้ากำลังทำตามพระประสงค์ของพระองค์”
    บุคคลอย่างนักบุญอิกญาซีโอนี้เองที่เรายกย่องในวันนี้ แต่จำเป็นต้องเตือนด้วยว่าวีรกรรมและความสำเร็จของบุคคลอย่างนักบุญอิกญาซีโอนี้ สามารถบดบังคุณสมบัติที่แท้จริงของนักบุญได้

    นักบุญเป็นมนุษย์คนหนึ่งเหมือนพวกเรา เพียงแต่เขาใจกว้างและยอมให้พระหรรษทานของพระเจ้าทำงานในตัวเขา นักบุญเตือนใจเราว่าพระหรรษทานของพระเจ้าสามารถทำอัศจรรย์ในตัวเราได้ ถ้าเรายินยอม

    นักบุญเป็นตัวอย่างที่แสดงให้เราเห็นว่าพระอานุภาพของพระเจ้าทำงานในชีวิตของมนุษย์ทั้งหลายอย่างไร – มนุษย์อย่างคุณและผม

    คำว่า “นักบุญ (saint)” มาจากคำภาษาละตินว่า sanctus แปลว่า “ศักดิ์สิทธิ์” เมื่อแปลตามตัวอักษรคำว่า saint จึงแปลว่า “ผู้ศักดิ์สิทธิ์” และเตือนให้เราระลึกถึงพระบัญชาที่พระเจ้าประทานแก่ประชากรของพระองค์ ว่า “จงปฏิบัติตนเป็นผู้ศักดิ์สิทธิ์ เพราะเราเป็นผู้ศักดิ์สิทธิ์” (ลนต 11:44)

    คริสตชนยุคแรกเรียกกันและกัน เหมือนที่นักบุญเปาโลเรียกพวกเขา ว่า “ผู้ศักดิ์สิทธิ์” พันธสัญญาใหม่ใช้คำนี้ในความหมายนี้มากกว่า 60 ครั้ง แต่เมื่อเวลาผ่านไป คำว่า “นักบุญ” ได้ถูกสงวนไว้สำหรับคริสตชนที่เป็นมรณสักขี หรือเคยดำเนินชีวิตอย่างศักดิ์สิทธิ์

    ในยุคแรก ๆ บุคคลหนึ่งจะได้ชื่อว่าเป็นนักบุญ เมื่อคริสตชนทั่วไปยกย่องเขาเช่นนั้น เพราะได้เห็นเขาพลีชีวิตเป็นมรณสักขี หรือได้เห็นวิถีชีวิตอันศักดิ์สิทธิ์ของเขา

    ต่อมา ตั้งแต่ประมาณ ค.ศ. 1000 เป็นต้นมา พระสันตะปาปายอห์นที่ 15 ทรงกำหนดวิธีการสำหรับการประกาศว่าบุคคลหนึ่งเป็นนักบุญ คือ กระบวนการแต่งตั้งนักบุญ (canonization) ซึ่งประกอบด้วยการสอบสวนชีวิตทุกด้านของบุคคลนั้นอย่างเข้มงวด

    ในปัจจุบัน พระศาสนจักรรับรองชายและหญิงจำนวนมากว่าเป็น “นักบุญ” โดยชีวิตของคนเหล่านี้เป็นภาพสะท้อนความศักดิ์สิทธิ์ของพระเจ้าได้เป็นพิเศษ คนกลุ่มนี้เองที่เราให้เกียรติในวันนี้

    คนเหล่านี้เป็นมนุษย์ธรรมดาเหมือนเรา แต่เขาทำสิ่งธรรมดาด้วยวิธีที่ไม่ธรรมดา

    เขาเป็นมนุษย์ธรรมดาเหมือนเรา แต่เขาตอบรับคำเชิญของพระเยซูเจ้าให้รักเพื่อนมนุษย์ เหมือนกับที่พระองค์ทรงรักเรา

    เขาทำให้เราระลึกเสมอว่า พระหรรษทานของพระเจ้าสามารถทำอัศจรรย์ในตัวเรา ถ้าเรายินยอม

    เราจะสรุปจิตตารมณ์ของวันฉลองนี้ด้วยบทภาวนาที่มาจากบทเริ่มขอบพระคุณ (Preface) ในพิธีมิสซาสำหรับชายและหญิงผู้ศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย ซึ่งภาวนาต่อพระเจ้า ดังนี้

    ข้าแต่พระบิดา พระองค์ทรงได้รับพระสิริรุ่งโรจน์ในตัวผู้ศักดิ์สิทธิ์ของพระองค์
    เพราะสิริรุ่งโรจน์ของเขาคือพระพรสูงสุดของพระองค์
    อาศัยชีวิตของเขาบนโลกนี้ พระองค์ทรงประทานแบบอย่างแก่เรา
    อาศัยความสนิทสัมพันธ์ของเรากับพวกเขา พระองค์ทรงประทานมิตรภาพของเขาเหล่านั้นแก่เรา
    อาศัยคำภาวนาเพื่อพระศาสนจักรของเขา พระองค์ประทานพละกำลังและความคุ้มครองแก่เรา
    กลุ่มพยานผู้ยิ่งใหญ่นี้ กระตุ้นให้เรามุ่งหน้าไปสู่ชัยชนะ
    เพื่อรับรางวัลแห่งสิริรุ่งโรจน์นิรันดรร่วมกับเขา

บทรำพึงที่ 2
มัทธิว 5:1-12

    ความสุขแท้ หรือบุญลาภเหล่านี้คือเพชรน้ำหนึ่งอย่างแท้จริง เพราะถือได้ว่าเป็นหนึ่งในขุมทรัพย์อันบริสุทธิ์ที่สุด ซึ่งมนุษย์เก็บรักษาไว้ในความทรงจำมานานหลายศตวรรษ

    เราสามารถเข้าใจความสุขแท้เหล่านี้ได้หลายทาง และเราได้อธิบายไว้ครั้งหนึ่งแล้วในวันอาทิตย์สัปดาห์ที่สี่ในเทศกาลธรรมดา - ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับการวิเคราะห์พระคัมภีร์ ... ในวันฉลองนักบุญทั้งหลายนี้ ขอให้เราเพ่งพินิจความสุขแท้เหล่านี้อีกครั้งหนึ่ง และครั้งนี้ ให้เราพิจารณาจากมุมมองฝ่ายจิตเพียงด้านเดียว...

พระเยซูเจ้าทอดพระเนตรเห็นประชาชนมากมาย จึงเสด็จขึ้นบนภูเขา เมื่อประทับแล้ว บรรดาศิษย์เข้ามาห้อมล้อมพระองค์ พระองค์ทรงเริ่มตรัสสอน...

    พระเยซูเจ้าทรงนำเราไปยังที่สูง ขึ้นไปบนยอดของเทือกเขา...

    “ความสุข” ที่พระองค์จะตรัสถึงนี้ เหมือนกับทางเดินขึ้นภูเขา เราต้องปีนป่ายด้วยความยากลำบาก และด้วยความพยายามมาก ถ้าเราต้องการค้นพบความยินดีจากการมองเห็นทัศนียภาพกว้างใหญ่...

    แม้ว่าขึ้นไปอยู่บนที่สูงเช่นนั้นแล้ว แต่ยังหาความวิเวกไม่ได้ “ประชาชน” ที่มาชุมนุมกันบนเทือกเขานี้ เป็นกลุ่มคนที่ไม่มีความสุข เขา “เจ็บป่วยด้วยโรคต่าง ... ถูกความทุกข์เบียดเบียน” (มธ 4:23)...

    วันฉลองนักบุญทั้งหลายเป็นวันฉลองอันน่ายินดีโดยมีความทุกข์ยากเป็นฉากหลัง เป็นคำเชิญไปสู่สวรรค์โดยมีความตายเป็นฉากหลัง ... พระเยซูเจ้าทรงเสนอความสุขแท้ให้แก่ประชาชนที่ต้องทนอยู่กับความทุกข์ยากและตกต่ำ พระองค์ทรงเชิญชวนพวกเขาให้เอาชนะความทุกข์ยากของเขา และทำให้ความทุกข์ยากเหล่านั้นกลายเป็นสิ่งประเสริฐ “ผู้ไม่มีความสุข ย่อมมีความสุข!...
... ว่า “ผู้มีใจยากจน ย่อมเป็นสุข เพราะอาณาจักรสวรรค์เป็นของเขา”

    เราควรเข้าใจให้ถูกต้องว่าความทุกข์ยากของประชาชนเหล่านั้นไม่ใช่สิ่งดี! แต่ความทุกข์ยากกำลังนำพวกเขาไปสู่จุดหมายปลายทางที่ดี ... เมื่อพวกเขาไม่มีเงินทองให้พึ่งพาอาศัย เขาย่อมต้องพึ่งพาพระเจ้า ... มนุษย์ไม่มีความสุขกับการขาดแคลนไปหมดทุกสิ่งทุกอย่าง “การเป็นคนยากจนไม่น่าสนใจ คนจนทุกคนเห็นด้วยกับความจริงข้อนี้ สิ่งที่น่าสนใจคือการได้ครอบครองอาณาจักรสวรรค์” (มาเดอเลน เดลเบรล)...

    ความยากจนไม่ “ดี” และเราไม่ควรเข้าใจความคิดของพระเยซูเจ้าผิดไป ถ้าความยากจนเป็นสิ่งดี เราจะช่วยเหลือคนจนให้ต่อสู้กับความยากจนไปทำไม? ... แต่พระเยซูเจ้าไม่เคยหยุดช่วยเหลือบุคคลที่ตกทุกข์ได้ยาก ไม่ว่าจะเป็นคนป่วย คนที่กำลังเดือดร้อน คนหิวโหย คนที่ถูกเหยียดหยาม คนบาป! ... พระเยซูเจ้าทรงกำลังบอกเขาว่า “ท่านเป็นสุข – เป็นสุขมิใช่เพราะท่านยากจน หรือไม่มีความสุข ... แต่ท่านเป็นสุข เพราะพระเจ้าทรงรักท่าน”...

    ความสุขแท้ข้อแรกนี้เป็นการสรุปความสุขแท้ข้ออื่น ๆ ทุกข้อ ... บรรดาปิตาจารย์ในพระศาสนจักรในอดีตเข้าใจ – ด้วยสหัชญาณฝ่ายจิต มากกว่าด้วยการใคร่ครวญด้วยเหตุผล – ว่า “การมีใจยากจน” เป็นรากฐานหนึ่งที่สำคัญที่สุดของชีวิตคริสตชนทุกคน ... นี่ไม่ใช่ทัศนคติต่อเงินทอง แต่เป็นสถานะพื้นฐานที่ทำให้บุคคลหนึ่งพร้อมจะต้อนรับพระอาณาจักรของพระเจ้า มัทธิวคิดว่าควรระบุประเด็นนี้ให้ชัดเจน – เขาจึงเติมคำว่า “ใจ” เข้าไปในตัวบทเดิมที่กล่าวเพียงว่า “ท่านทั้งหลายที่ยากจน ย่อมเป็นสุข” (ลก 6:20) พระเยซูเจ้าคงตรัสเพียงคำว่า “ยากจน” เพื่อให้เข้าใจตามธรรมประเพณีของพระคัมภีร์ คือในหนังสือประกาศก และบทสดุดี คำว่า anawim หมายถึง “ชนชั้นทางสังคมที่ถูกกดขี่ และไม่มีสิ่งใดเป็นของตนเอง” (อสย 11:4, 14:32, 29:19, 41:17, 54:6, 57:15, 19, 61:1-3; อมส 2:6-7, 5:10-11, 8:4; มคา 2:1-2, 3:3-4, 6:12; ยรม 22:16;  สดด 9:13, 19, 10:9, 12, 14:6, 18:28, 22:5, 27, 25:9, 34:37, 35:10 เป็นต้น) นานมาแล้วที่คำว่า “ยากจน” มีความหมายทางศาสนา ดังนั้น anawim หรือคนยากจน จึงหมายถึงคนทั้งหลายที่ความทุกข์ร้อนของเขากระตุ้นให้เขา “หันมาหาพระเจ้า เพราะเขาไม่อาจพึ่งพิงสิ่งใดบนโลกนี้ได้” ... ตามความหมายนี้ บ่อยครั้งที่คำว่า “ยากจน” ถูกใช้ควบคู่กับคำว่า “ชอบธรรม” (อมส 2:6; อสย 11:4)...

    “ผู้มีใจยากจน” – ขอให้เราพยายามอธิบายความคิดนี้ด้วยสำนวนต่าง ๆ กัน

-    ผู้ที่ขาดบางสิ่งบางอย่าง ผู้ที่ไม่พึงพอใจกับตนเอง...
-    มนุษย์ที่แสวงหาความครบครัน ความสำเร็จ มนุษย์ผู้ปรารถนาความศักดิ์สิทธิ์...
-    มนุษย์ผู้รู้ตัวว่าตนเองขัดสน และรู้ว่าเขาต้องเป็นฝ่ายขอรับทุกสิ่งทุกอย่าง...
-    มนุษย์ที่ไม่พึงพอใจกับโลกนี้ แต่ปรารถนาพระเจ้า...
-    สุดท้ายคือ มนุษย์ผู้รู้สึกว่าตนเอง “ยากไร้” ที่สุด ... สิ่งที่เขายากไร้ขัดสน คือ พระเจ้า!

“ผู้มีใจอ่อนโยน ย่อมเป็นสุข เพราะเขาจะได้รับแผ่นดินเป็นมรดก”

    ใจอ่อนโยน มีความหมายที่เพี้ยนเพียงเล็กน้อยไปจาก “ใจยากจน” หมายถึง ความถ่อมตนของคนยากจน ที่ปฏิเสธความก้าวร้าวทุกรูปแบบ ... เพราะเขารู้จากประสบการณ์ว่าความรุนแรงสร้างความเจ็บปวดได้มากมายอย่างไร เพราะเขาเองก็เป็นเหยื่อของความรุนแรง เขาจึงกลายเป็นผู้ที่ไม่นิยมความรุนแรง เป็นผู้มีใจอ่อนโยน...

    ขอให้เราอย่าลืมว่า “ความสุขแท้” นี้คือความสุขแท้ของพระเจ้า และของพระเยซูเจ้า และเปิดเผยคุณลักษณะของพระเจ้า และสิ่งที่เป็นความยินดีของพระเจ้า ... ซึ่งเราก็ต้องรู้อยู่บ้าง เพราะเราถูกสร้างขึ้นมา “ตามภาพลักษณ์ของพระเจ้า”...

    พระเจ้าทรงมีพระทัยอ่อนโยนแน่นอน พระองค์ไม่ได้เป็นเพียงพระผู้สร้างโลกผู้ทรงสรรพานุภาพ อย่างที่มนุษย์คิดว่าพระองค์ทรงเป็น พระองค์ไม่ใช่ผู้ที่ชอบใช้อำนาจ ที่คิดแต่จะทำลายศัตรูของพระองค์ให้พินาศย่อยยับ ... พระองค์ทรง “มีใจอ่อนโยนและถ่อมตน” (มธ 11:29) ... พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าผู้ยอมถูกตรึงกางเขน  ผู้ทรงเดิมพันทุกสิ่งทุกอย่างแลกกับความรัก เพื่อแก้ปัญหาที่เกิดจากความชั่ว พระองค์ไม่มีวันกระทำความชั่ว โดยอ้างว่าพระองค์ทรงกำลังทำลายความชั่ว ... พระองค์ทรงมีพระทัยอ่อนโยน...

“ผู้เป็นทุกข์โศกเศร้า ย่อมเป็นสุข เพราะเขาจะได้รับการปลอบโยน”

    พระเยซูเจ้ากำลังตรัสถึงประสบการณ์ที่เราทุกคนต้องเคยผ่านในวันใดวันหนึ่ง ... เราเคยเจ็บปวดทรมานอย่างหนัก และความเจ็บปวดของเราไม่ได้สลายไปราวกับร่ายมนตร์ – แต่เราพบ “ความหมาย” ในความทุกข์ยากนั้น ... ความทุกข์ยากครั้งนั้นได้รับการส่องสว่างจากภายใน ด้วยแสงแห่งความรัก...

    “ความชั่ว” ยังคงเป็นสิ่งเร้นลับที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ที่เราไม่อาจเข้าใจด้วยเหตุผล และทดสอบความเชื่อของเรา ทำให้เราถามว่า ทำไมจึงเป็นเช่นนี้ พระเจ้าข้า?...

    แต่การปฏิเสธพระเจ้าเนื่องจากความชั่ว กลับจะทำให้โลกนี้ไม่มีเหตุผลมากขึ้นไปอีก ถ้าพระเจ้าไม่มีอยู่จริง เราย่อมมั่นใจได้ว่าความชั่วและความตายจะต้องชนะในที่สุด ... แต่ถ้าเราเชื่อในความรักที่แข็งแกร่งกว่าบาปและความตาย ถ้าเช่นนั้น เราย่อมมีความหวังได้ตั้งแต่วันนี้! ผู้ที่ตระหนักเช่นนี้ได้ย่อมเป็นสุข!

    ในวันนี้ ขณะที่ข้าพเจ้าอยู่ท่ามกลางความทุกข์ยาก “ข้าพเจ้าเป็นสุขตามความหมายที่พระเยซูเจ้าทรงบอกข้าพเจ้าหรือเปล่า?” ... ข้าพเจ้าเป็นสุขแม้ว่าข้าพเจ้ากำลังล้มเหลว กำลังร้องไห้ และไม่ว่าสิ่งใดจะทำให้ข้าพเจ้าท้อถอยหรือเปล่า?...

    เราจะเป็นสุขได้อย่างไรในสถานการณ์ที่เจ็บปวดเหล่านั้น? ... เราเป็นสุขได้ด้วยการฟังพระเยซูเจ้า ผู้ทรงบอกความหมายแท้จริงของการมีชีวิตของเรา ความหมายนั้นคือพระเจ้า!...

“ผู้หิวกระหายความชอบธรรม ย่อมเป็นสุข เพราะเขาจะอิ่ม”

    ความปรารถนาแรงกล้า ... ความหิว ความกระหาย ... ความไม่พึงพอใจ...

    ขอให้เราอย่าพึงพอใจง่าย ๆ กับความสุขสำราญเล็กน้อย ... ขอให้เราต่อสู้เพื่อความชอบธรรม คือต่อสู้เพื่อ “ความศักดิ์สิทธิ์” – เพื่อให้เราสามารถตอบสนองพระประสงค์ของพระเจ้าด้วยความรัก และด้วยทั้งตัวตนของเรา...

“ผู้มีใจเมตตา ย่อมเป็นสุข เพราะเขาจะได้รับพระเมตตา”

    การแสดงความเมตตา และการให้อภัย คือหนึ่งในความยินดีของพระเจ้า ... ความยินดีของบิดาที่บุตรของเขาหายไป และกลับมาพบกันอีกครั้งหนึ่ง ... ความยินดีของผู้ที่ยังทำดีต่อไปต่อบุคคลที่ทำร้ายเขา ... พระเจ้าตรัสว่า “จงรักศัตรูของท่าน”...

    ความยินดีจากการให้อภัยนี้มีอุปสรรคเพียงอย่างเดียว คือการไม่ยอมให้อภัย ... แต่เราไม่ควรคิดว่าพระเจ้าทรงเกลียดชังมนุษย์คนใดที่ไม่ยอมรับความเมตตาของพระองค์ ... เปล่าเลย พระเจ้ายังทรงรักเขาต่อไป – แต่ทรงพบว่าพระองค์ต้องเผชิญหน้ากับสถานการณ์ที่เป็นเหมือน “นรก” แท้ เมื่อมนุษย์คนหนึ่งไม่ยอมรู้ร้อนรู้หนาวกับความรักนิรันดรของพระองค์...

“ผู้มีใจบริสุทธิ์ ย่อมเป็นสุข เพราะเขาจะได้เห็นพระเจ้า”

    ในที่นี้ พระเยซูเจ้าไม่ได้ตรัสถึงความบริสุทธิ์ตามบทบัญญัติของชาวยิว และไม่ได้ตรัสถึงพฤติกรรมทางเพศที่เป็นข้อห้ามในทุกยุคสมัย ... แต่พระองค์กำลังตรัสถึง “ใจที่บริสุทธิ์” ความคิดที่ซื่อตรง และวิญญาณซื่อ ๆ สามารถ “เห็นพระเจ้า” ได้ไม่ว่าเขาจะอยู่ที่ใด และเมื่อใดก็ตามที่พระเจ้าประทานเครื่องหมายอย่างหนึ่งแก่เรา

    ในเพลงซาโลมอน เจ้าบ่าวจำเจ้าสาวของเขาได้เมื่อเห็นลำคอและเส้นผมของนาง (4:1-9) ... ใจที่บริสุทธิ์ย่อมเข้าถึงพระเจ้าได้ ... เขาพบพระเจ้าผู้ซ่อนอยู่เบื้องหลังเครื่องหมายของพระองค์ ... อย่าถามว่าเขาเห็นได้อย่างไร หรือทำไมเขาจึงเห็นพระองค์ เพราะนี่เป็นเรื่องของความรัก – และความรักเป็นเรื่องที่เรารู้สึก ... หรือไม่รู้สึก!

“ผู้สร้างสันติ ย่อมเป็นสุข เพราะเขาจะได้ชื่อว่าเป็นบุตรของพระเจ้า”

    พระคัมภีร์บางฉบับแปลข้อความนี้ว่า “ผู้รักสันติย่อมเป็นสุข” – แต่คำแปลเช่นนี้กำกวม เพราะมนุษย์ “ผู้รักสันติ” อาจเป็นเพียงคนขลาด ที่พยายามไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับความขัดแย้งใด ๆ เพื่อเขาจะได้อยู่อย่างสงบ...

    ตรงกันข้ามกับ “ผู้สร้างสันติ” ซึ่งต้องยืนหยัดท่ามกลางการเผชิญหน้าและสงคราม ... เขาจะอยู่ที่ใจกลางความขัดแย้ง อยู่ตรงกลางระหว่างสองฝ่ายที่ขัดแย้ง บางครั้งเขาเองก็โดนลูกหลงขณะที่กำลังพยายาม “สร้าง” สันติ – ขณะที่กำลังสร้างความปรองดอง กำลังประสานความสัมพันธ์ที่ร้าวฉาน และเอกภาพที่แตกแยก...

    นี่คือหนึ่งในความยินดีของพระเจ้าอีกเช่นกัน...
“ผู้ถูกเบียดเบียนข่มเหงเพราะความชอบธรรม ย่อมเป็นสุข เพราะอาณาจักรสวรรค์เป็นของเขา ท่านทั้งหลายย่อมเป็นสุข เมื่อถูกดูหมิ่น ข่มเหง และใส่ร้ายต่าง ๆ นานาเพราะเรา จงชื่นชมยินดีเถิด เพราะบำเหน็จรางวัลของท่านในสวรรค์นั้นยิ่งใหญ่นัก”
 
    “ผู้ถูกเบียดเบียนข่มเหง” ก็คือ “คนยากจน” ประเภทหนึ่ง ... หมายถึงชายหญิงที่ได้รับการปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรม และถูกทำร้าย ... บุคคลที่ตกเป็นเหยื่อของความรุนแรงและความโหดเหี้ยม ... น้อยคนที่จงรักภักดีต่อพระเยซูเจ้าได้โดยไม่ต้องได้รับผลอันเจ็บปวด “เพราะพระองค์”...

    วันฉลองนักบุญทั้งหลาย! รายชื่อนักบุญที่ปรากฏในปฏิทินอาจทำให้เราเข้าใจผิด เพราะคิดว่าความศักดิ์สิทธิ์เป็นความสามารถพิเศษที่มีอยู่ในตัวของมรณสักขี ฤษี นักพรต หรือผู้ถือพรหมจรรย์เท่านั้น ... แต่ในความเป็นจริง “นักบุญทั้งหลาย” คือ “ประชาชนจำนวนมหาศาล”!

    ท่านทั้งหลายที่ไม่มีทางเป็นคนดังบนจอโทรทัศน์ ... ท่านทั้งหลายที่เป็นคนยากจน เป็นผู้ถูกกดขี่ ผู้ได้รับความทุกข์ยาก ผู้มีฐานะต่ำต้อย ผู้ถูกเหยียดหยาม ... ท่านทั้งหลายที่เป็นมนุษย์เดินดินธรรมดา ... การผจญภัยอันยิ่งใหญ่ที่สุดกำลังรออยู่ข้างหน้าท่านแล้ว คือ ความสุขแท้ที่พระเยซูเจ้ากำลังประกาศแก่ท่าน...

ค้นหา

Pope Report คำสอน บทเทศน์

pope report francis

ถ่ายทอดสด พิธีบูชาขอบพระคุณ

MASS Header re

Kamson BKK Update!!

หมวดปรีชาญาณ

wisdom books

Bible Diary 2020

img007 resize

บทอ่านและบทมิสซา

ordomissae

พันธสัญญาใหม่

spd 20110902115342 b

บทเพลงศักดิ์สิทธิ์

angels-5b

สถิติเยี่ยมชม (เริ่ม 22-02-2012)

วันนี้
เมื่อวาน
สัปดาห์นี้
เดือนนี้
เดือนที่แล้ว
ทั้งหมด
5863
12666
71904
394911
423502
17878176
Your IP: 18.204.227.117
2020-05-29 11:18

สถานะการเยี่ยมชม

มี 334 ผู้มาเยือน และ ไม่มีสมาชิกออนไลน์ ออนไลน์

 

แผนกคริสตศาสนธรรม อัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ
122/8 อาคารแม่พระรับเกียรติยกขึ้นสวรรค์ ซ.นนทรี 14 ถ.นนทรี แขวงช่องนนทรี เขตยานนาวา กรุงเทพฯ 10120
โทร. 095-953-3070,  02-681-3850   Email: ccbkk@catholic.or.th   Line_ID: kamsonbkk