^Back To Top

  • 1 1
    .
  • 2 2
    .
  • 3 3
    .
  • 4 4
    .
  • 5 5
    .

kamsonbkk.com

วันอาทิตย์ที่ 7 เทศกาลธรรมดา

วันอาทิตย์ที่ 7 เทศกาลธรรมดา
เลวีนิติ 19:1-2, 17-18; 1 โครินธ์ 3:16-23; มัทธิว 5:38-48

บทรำพึงที่ 1
คำขอร้องของเจอรี่
สิ่งสำคัญที่ช่วยให้เรารักศัตรูคือการวอนขอพระหรรษทานให้เราทำเช่นนั้นได้ ให้เราภาวนาอุทิศให้พวกเขา และให้เรามองเห็นเขาอย่างที่พระเจ้าทรงมองเห็นเขา

    เมื่อหลายปีก่อน นิตยสารนิวสวีกเสนอบทความหนึ่งที่น่าประทับใจมาก สิ่งแรกที่ดึงดูดความสนใจให้อ่านบทความนี้คือภาพถ่ายประกอบเรื่อง เป็นภาพของเด็กชายสามคนอายุ 7-11 ปี ที่กำลังคุกเข่าอยู่ที่ม้านั่งแถวหน้าสุดในวัด ใต้ภาพมีคำบรรยายว่า “ผู้ที่ถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง”

    บทความนี้เล่าว่าเด็กชายคนโตชื่อเจอรี่ มักเปิดวิทยุทันทีที่เขาตื่นขึ้นในเวลาเช้า เขาชอบฟังข่าวขณะที่แต่งตัวไปโรงเรียน เช้าวันนั้น เขาได้ยินข่าวร้าย ใครคนหนึ่งได้ซ่อนระเบิดไว้บนเครื่องบินของสายการบินยูไนเต็ดแอร์ไลน์ เที่ยวบินที่ 629 เครื่องบินระเบิดกลางอากาศเหนือรัฐโคโลราโด มีผู้เสียชีวิต 44 คน

    เจอรี่ แต่งตัวจนเสร็จ และลงบันใดมาข้างล่าง เขาเห็นยายของเขายืนอยู่ที่เชิงบันใดพร้อมกับพระสงฆ์เจ้าอาวาส

    เจอรี่ มองคนทั้งสอง และพูดว่า “พ่อกับแม่ของผมอยู่บนเครื่องบินลำนั้นใช่ไหมครับ” เจอรี่ เข้าใจถูกแล้ว

    ต่อมาในวันเดียวกัน นักเรียนในโรงเรียนเซนต์กาเบรียล ซึ่งเป็นโรงเรียนของเจอรี่และน้องชายทั้งสอง ได้ขอให้คุณพ่อเจ้าอาวาสจัดสวดภาวนาเพื่อเพื่อนร่วมชั้นเรียนทั้งสามของเขา คุณพ่อถามเจอรี่ว่ายินดีให้ทำเช่นนั้นหรือไม่ เจอรี่ตอบรับ แล้วเขาก็เสริมขึ้นว่า “เราจะภาวนาให้คนที่ฆ่าพ่อ และแม่ของผมด้วยได้ไหมครับ”

    บทความนี้ช่วยให้เราเข้าใจบทบัญญัติของพระเยซูเจ้าในพระวรสารวันนี้ได้มากขึ้น เมื่อพระองค์ตรัสว่า “ท่านทั้งหลายได้ยินคำกล่าวว่า จงรักเพื่อนบ้าน จงเกลียดศัตรู แต่เรากล่าวแก่ท่านว่า จงรักศัตรู จงอธิษฐานภาวนาให้ผู้ที่เบียดเบียนท่าน”

    ข้าพเจ้าคิดว่าบทความนี้น่าสนใจเพราะวีรบุรุษในเรื่องนี้เป็นเด็กคนหนึ่ง เด็ก ๆ ดูเหมือนจะเข้าใจคำสอนยาก ๆ ของพระเยซูเจ้าได้ดีกว่าผู้ใหญ่

    อาจเป็นเพราะเหตุนี้ พระเยซูเจ้าจึงตรัสว่า “ถ้าท่านไม่กลับเป็นเหมือนเด็กเล็ก ๆ ท่านจะเข้าอาณาจักรสวรรค์ไม่ได้เลย” (มธ 18:3)

    นี่คือคำถามที่เราทุกคนต้องตอบโดยไม่หลบเลี่ยง หรือหลอกตนเอง เราจะทำอย่างไรถ้าเรารู้สึกว่าเราไม่มีทางรักศัตรูได้เลย? เราจะทำอย่างไร ถ้าเรารู้สึกว่าเราไม่สามารถภาวนาเพื่อใครบางคนที่เคยทำให้เราเจ็บใจมาก? เราจะทำอย่างไร ถ้าเรารู้สึกว่าเราไม่สามารถให้อภัยใครบางคนได้?

    มีสามทางที่เราทำได้ ทางแรกคือวอนขอพระหรรษทานเพื่อให้เราให้อภัยบุคคลนั้นได้

    ระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 คอรี่ เทน บูม เป็นเชลยในค่ายกักกันของนาซีที่เมืองราเวนสบรูก หลังสงคราม เธอเดินทางไปทั่วยุโรป และจัดบรรยายเรียกร้องให้พลเมืองในประเทศคู่สงครามให้อภัยกันสำหรับอาชญากรรมสงคราม

    คืนหนึ่งหลังจากการบรรยายในเมืองมิวนิค ประเทศเยอรมนี ชายคนหนึ่งเดินเข้ามาหาเธอ และยื่นมือให้ในลักษณะที่ขอคืนดี เมื่อคอรี่เห็นว่าเขาเป็นใคร เธอถึงกับช็อก เขาเป็นหนึ่งในกลุ่มทหารยามประจำค่ายกักกันที่เธอถูกขัง ซึ่งพวกเชลยเกลียดที่สุด

    คอรี่ยืนตัวแข็ง ไม่ว่าจะพยายามสักเท่าไร เธอก็ไม่สามารถยื่นมือออกไปจับมือเขาได้ เธอเริ่มภาวนาว่า “พระเยซูเจ้า ลูกไม่สามารถให้อภัยชายคนนี้ได้ โปรดช่วยให้ลูกให้อภัยเขาด้วยเถิด”

    ขณะนั้นเอง มีพลังอันเร้นลับบางอย่างช่วยให้เธอยื่นมือออกไปจับมือชายคนนั้น และให้อภัยเขาอย่างจริงใจ เหตุการณ์นี้สอนคอรี่ให้เข้าใจความจริงที่สำคัญที่สุดข้อหนึ่ง พระเยซูเจ้า ผู้ทรงบัญชาให้เรารักศัตรูของเรา จะประทานพระหรรษทานที่ช่วยเราให้ปฏิบัติตามคำบัญชาของพระองค์ด้วย สิ่งเดียวที่เราต้องทำก็คือวอนขอ

    ทางที่สองที่เราทำได้ นอกจากวอนขอพระหรรษทานให้เราสามารถให้อภัยศัตรูของเรา ก็คือ เราสามารถภาวนาเพื่อศัตรูคนนั้นได้ เราสามารถทำอย่างที่พระเยซูเจ้าทรงกระทำบนไม้กางเขน เมื่อพระองค์ทรงภาวนาเพื่อผู้ที่ประหารพระองค์ว่า “พระบิดาเจ้าข้า โปรดอภัยความผิดแก่เขาเถิด เพราะเขาไม่รู้ว่ากำลังทำอะไร”

    คนที่เคยภาวนาเพื่อศัตรูของตนยืนยันว่ามีสิ่งที่แปลกประหลาดเกิดขึ้นระหว่างที่เขาภาวนาเพื่อศัตรู คนหนึ่งบรรยายว่า “เมื่อผมต้องการเปลี่ยนทัศนคติด้านลบต่อใครบางคน สิ่งเดียวที่ผมต้องทำคือเริ่มสวดภาวนาเพื่อเขา หลังจากภาวนาได้ประมาณหนึ่งสัปดาห์ ทัศนคติของผมต่อคนเหล่านั้นเริ่มเปลี่ยนไป ผมไม่รู้ว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร แต่มันเกิดขึ้นจริง”

    ทางที่สามที่เราสามารถทำได้ นอกจากการภาวนาวอนขอพระหรรษทานที่ช่วยเราให้อภัยผู้อื่น และนอกจากสวดภาวนาเพื่อสวัสดิภาพของบุคคลนั้นแล้ว เรายังสามารถพยายามมองบุคคลนั้นในแง่มุมอื่น ดังที่ใครคนหนึ่งเคยบรรยายไว้ว่า “ถ้าเราสามารถเข้าไปอยู่ในหัวใจของศัตรูของเรา และดำเนินชีวิตภายในหัวใจนั้น เราจะพบความเจ็บปวด และความเศร้าในที่นั้นมากพอที่เราจะขจัดความเป็นปฏิปักษ์ต่อบุคคลนั้นออกไปจากใจของเราได้ตลอดชีวิตของเรา”

    เมื่อนั้น เราจะมองเห็นคนทั้งหลายมิใช่ในฐานะศัตรู แต่ในฐานะมนุษย์ เราจะมองเห็นว่าเขาเป็นบุตรชายหญิงของพระบิดาของเราในสวรรค์ เราจะมองเห็นว่าเขาเป็นพี่น้องชายหญิงของเรา ผู้มีบทเพลงพิเศษที่เขาต้องขับร้อง มีกิจการแห่งความรักที่เขาต้องกระทำ และมีสารพิเศษของตนเองที่เขาต้องประกาศต่อโลก ... ไม่ต่างจากเราเลย

    เราจะมองเห็นเขาอย่างที่พระเจ้าทรงมองเห็นเขา เมื่อพระองค์ทรงสร้างเขา เราจะมองเห็นเขาอย่างที่พระเยซูเจ้าทรงมองเห็นเขา เมื่อพระองค์สิ้นพระชนม์บนไม้กางเขนเพื่อเขา

    ดังนั้น ถ้าเรารู้สึกว่าเราไม่สามารถรักศัตรูของเรา เราสามารถทำได้สามสิ่ง

    สิ่งแรกคือ วอนขอพระหรรษทานให้เรารักเขา
    สิ่งที่สองคือ เราสามารถภาวนาเพื่อสวัสดิภาพของเขา
    สิ่งที่สามคือ เราสามารถพยายามมองเขาในแง่มุมใหม่ เราสามารถพยายามมองว่าเขาเป็นมนุษย์เหมือนกับเรา พระเจ้าทรงรักเขามากพอจะสร้างเขาขึ้นมา และเป็นผู้ที่พระเยซูเจ้าทรงรักมากพอจะยอมสิ้นพระชนม์เพื่อเขา

    เราจะสรุปบทรำพึงด้วยบทภาวนา

    พระเจ้าข้า โปรดทรงช่วยเราให้รักบุคคลที่เรารักได้ยาก
    โปรดประทานพระหรรษทานแก่เขา
    โปรดทรงช่วยเขาให้เปลี่ยนไปเป็นบุคคลที่พระองค์ทรงต้องการให้เขาเป็น เมื่อพระองค์ทรงสร้างเขา
    โปรดทรงช่วยเราให้มองเห็นเขาผ่านสายพระเนตรของพระองค์
    ให้เรามองเห็นเขาอย่างที่เขาเป็นจริง
    คือเป็นพี่น้องชายหญิงของเรา และมิใช่ศัตรูของเรา

บทรำพึงที่ 2
มัทธิว 5:38-48

“ท่านทั้งหลายได้ยินคำกล่าวว่า ... แต่เรากล่าวแก่ท่านว่า ...”

    บทอ่านนี้ต่อเนื่องจากบทเทศน์บนภูเขา และเป็นบทบัญญัติที่ห้าในหกบท ที่พระเยซูเจ้าทรงแย้ง หรือถ้าจะพูดให้ถูกคือ ทรงทำให้บทบัญญัติเดิมนั้นสมบูรณ์ พระดำรัสของพระองค์มีพลังอย่างไม่น่าเชื่อ เมื่อทรงใช้รูปประโยคแบบกสานต์ (passive) ... ท่านทั้งหลายได้ยินคำกล่าวว่า ... เพื่อเลี่ยงการเอ่ยชื่อ...

    “ท่านทั้งหลายได้ยินว่า” ทำให้คิดถึงการประกาศธรรมบัญญัติระหว่างการอธิษฐานภาวนาในศาลาธรรม พระเยซูเจ้าทรงกล้าโต้แย้งธรรมบัญญัติคัมภีร์โทราห์ ด้วยพระดำรัสของพระองค์เอง...

    ไม่เคยมีประกาศกคนใดเคยพูดในลักษณะนี้ บทบาทของประกาศกคือถ่ายทอด หรืออธิบายความหมายของสารของพระเจ้า ... “พระเจ้าตรัสดังนี้”…

    บุคคลที่พูดเหมือนกับพระเยซูเจ้าตรัสจะต้องเป็นบ้า ... หรือเป็นพระเจ้า!...

    “พระเจ้าตรัสดังนี้ ... แต่เราบอกท่านดังนี้” ... เราจึงเข้าใจได้ว่าทำไมพระองค์จึงทรงถูกกล่าวหาว่าทรงดูหมิ่นพระเจ้า

    แต่ข้อความที่ตรัสต่อจากนั้นแสดงให้เห็นได้ชัดเจนว่าเป็นคำสั่งสอนของพระเจ้าอย่างแท้จริง...

“ท่านเคยได้ยินเขากล่าวว่า ‘ตาต่อตา ฟันต่อฟัน’ แต่เรากล่าวแก่ท่านทั้งหลายว่าอย่าโต้ตอบคนชั่ว”

    คนยุคปัจจุบันเข้าใจความหมายของ “กฎการแก้แค้น” นี้ผิดไปมาก  บทบัญญัติของโมเสส ซึ่งเป็นบทบัญญัติของพระเจ้า ประกาศใช้กฎหมายเช่นนี้ได้อย่างไร? อันที่จริง บทบัญญัตินี้นับว่าก้าวมาไกลมากแล้วจากการใช้สัญชาตญาณการแก้แค้นซึ่งเป็นนิสัยของมนุษย์ แม้ว่ากฎการแก้แค้นนี้เป็นธรรมเนียมปฏิบัติในดินแดนตะวันออกยุคโบราณ (เช่นประมวลกฎหมายของฮัมมูราบี) และมีจุดมุ่งหมายเพื่อป้องกันไม่ให้ทำการแก้แค้นเกินขอบเขต มนุษย์ที่ถูกทำร้ายก่อนมักต้องการแก้แค้นให้หนักยิ่งกว่าที่ตนเองได้รับ ดังที่เราเห็นได้จากบทเพลงของลาเมค “ถ้ากาอินจะถูกแก้แค้นเป็นเจ็ดเท่า ลาเมคจะถูกแก้แค้นเป็นเจ็ดสิบเจ็ดเท่า” (ปฐก 4:24) ดังนั้น ธรรมบัญญัติจึงมีจุดมุ่งหมายเพื่อระงับความรุนแรง โดยระบุว่าบุคคลหนึ่งสามารถแก้แค้นผู้ที่ทำให้เขาเจ็บปวดได้เท่ากับที่เขาได้รับเท่านั้น (อพย 21:24, ลนต 24:20, ฉธบ 19:21)

    ธรรมบัญญัติข้อนี้ดูเหมือนว่าล้าสมัยสำหรับคนยุคปัจจุบัน และเหมาะสมสำหรับยุคที่สถานการณ์แตกต่างจากยุคของเราเท่านั้น แต่อนิจจา กฎการแก้แค้นไม่อาจทำให้มนุษย์พึงพอใจได้ ... อันที่จริง มีการต่อสู้มากมายทางสังคม การต่อสู้ระหว่างชาติต่าง ๆ หรือการต่อสู้ทางเชื้อชาติที่ไม่ใช้กฎการแก้แค้น แต่ใช้วิธี “เพิ่มความรุนแรง”

    มนุษย์แข่งขันกันเป็นคนที่แข็งแรงกว่า ... ต้องการตอบโต้ให้หนักยิ่งกว่าความเจ็บปวดที่ตนเองได้รับ เราชอบพูดถึง “การถ่วงดุลอำนาจ” แต่ในความเป็นจริง สัญชาตญาณเถื่อนของคนสมัยโบราณยังทำงานอยู่ในตัวเรา

    แต่พระเยซูเจ้าทรงกล้าเชิญชวนมนุษย์ให้มีความรักอันครบครัน พระองค์ทรงบอกเราว่าเราไม่ควรแก้แค้นเลย เราไม่ควร “โต้ตอบ” คนชั่ว ... และเนื่องจากพระองค์ทรงเป็นผู้เทศน์สอนที่เข้าใจความเป็นจริง พระองค์จึงทรงยกสี่ตัวอย่างดังนี้

“ผู้ใดตบแก้มขวาของท่าน จงหันแก้มซ้ายให้เขาด้วย
ผู้ใดอยากฟ้องท่านที่ศาล เพื่อจะได้เสื้อยาวของท่าน ก็จงแถมเสื้อคลุมให้เขาด้วย
ผู้ใดจะเกณฑ์ให้ท่านเดินไปกับเขาหนึ่งหลัก จงไปกับเขาสองหลักเถิด
ผู้ใดขออะไรจากท่าน ก็จงให้ อย่าหันหลังให้ผู้ที่มาขอยืมสิ่งใดจากท่าน”

    พระวรสารไม่เคยเสนอ ... ไม่ว่าในที่นี้หรือที่ใด ... สูตรสำเร็จของศีลธรรม แต่ระบุเป็นจิตตารมณ์มากกว่าเป็นกฎ ... พระเยซูเจ้าเองก็ไม่ทรงหันแก้มอีกข้างหนึ่งให้ เมื่อคนรับใช้ของมหาสมณะตบพระพักตร์พระองค์ แต่ทรงรักษาศักดิ์ศรีของพระองค์ และตรัสว่า “ท่านตบหน้าเราทำไม” (ยน 18:23) ... นอกจากนี้ เราไม่มีสิทธิจะอ้างพระดำรัสเหล่านี้ของพระเยซูเจ้าเพื่อส่งเสริมความอยุติธรรม ข้อความเหล่านี้ไม่ใช่กฎหมายที่ใช้บังคับในสังคมโลก ถ้าเราใช้กฎข้อนี้ทางสังคมโลก ย่อมเป็นการกระตุ้นให้คนอยากขอทาน และส่งเสริมความรุนแรง และอาชญากรรม และเป็นข้ออ้างไม่ให้คนชั่วได้รับโทษ...

    พระเยซูเจ้าไม่ทรงต้องการส่งเสริมการกดขี่ ด้วยการขอให้คนอ่อนแอยอมรับชะตากรรมของตน ... เปล่าเลย ในบางกรณี ศิษย์แท้ของพระเยซูเจ้าจำเป็นต้องลุกขึ้นสู้ เพราะการยอมรับความอยุติธรรม โดยเฉพาะความอยุติธรรมที่กระทำต่อผู้อื่น เป็นสิ่งที่ตรงกันข้ามกับจิตตารมณ์ของพระเยซูเจ้าโดยสิ้นเชิง...

    เมื่อเราเข้าใจได้เช่นนี้แล้ว เราต้องยอมให้พระเยซูเจ้าทรงท้าทายเรา ... เราทุกคนต้องเอาชนะสัญชาตญาณการแก้แค้นที่ฝังอยู่ในตัวเราให้ได้...

    เราไม่อาจเอาชนะความชั่วด้วยการโต้ตอบด้วยความรุนแรงระดับเท่าเทียมกัน เมื่อเราตอบแทนความชั่วด้วยความชั่ว เราจะก้าวเข้าสู่วังวนความชั่วอย่างดื้อรั้น เพราะความชั่วร้ายที่เราตกเป็นเหยื่อนั้นเป็นเพียงศัตรูภายนอกตัวเรา แต่เมื่อเราแก้แค้น ความชั่วชนะอีกครั้งหนึ่ง เพราะมันเข้ามาอยู่ในหัวใจของเราแล้ว ... พระเยซูเจ้าทรงต้องการชี้ให้มนุษยชาติมองเห็นอีกทางเลือกหนึ่ง คือให้เอาชนะความชั่วด้วยความดี ให้ตอบสนองความเกลียดชังด้วยความรัก...

“ท่านทั้งหลายได้ยินคำกล่าวว่า จงรักเพื่อนบ้าน จงเกลียดศัตรู”

    ถ้าเรามองหากฎข้อนี้ในพระคัมภีร์ เราจะหาไม่พบ อันที่จริง พระเยซูเจ้ากำลังตรัสถึงทัศนคติของคนส่วนใหญ่ ซึ่งแสดงความรู้สึกออกมาในบทสดุดีหลายข้อที่ “สาปแช่ง” และแสดงความเกลียดชังบาป จนแทบทำให้มีเหตุผลที่จะทำ “สงครามศักดิ์สิทธิ์” ... “ข้าแต่พระเจ้า ข้าพเจ้าอยากให้พระองค์สังหารคนชั่วเสีย ... ข้าพเจ้ามิได้เกลียดผู้ที่เกลียดพระองค์หรือ ... ข้าพเจ้าเกลียดเขาเข้ากระดูกดำ และนับเขาเป็นศัตรูของข้าพเจ้า” (สดด 139:19-21) ... เอกสารกุมรานระบุกฎว่า “ท่านจงเกลียดบุตรแห่งความมืด”...

    แต่เราต้องตระหนักว่าผู้ที่เราจำเป็นต้อง “เกลียด” ไม่ใช่ศัตรูส่วนตัวของเรา แต่เป็น “ศัตรูของพระเจ้า” กล่าวคือศัตรูของกลุ่มศาสนาที่เป็น “บุตรแห่งแสงสว่าง” ... ดังนั้น “ความเกลียด” นี้จึงหมายถึงการไม่ยอมรับลัทธิความเชื่อของพวกเขา ... ให้เราเกลียดบาป มิใช่เกลียดคนบาป

“แต่เรากล่าวแก่ท่านว่า จงรักศัตรู จงอธิษฐานภาวนาให้ผู้ที่เบียดเบียนท่าน เพื่อท่านจะได้เป็นบุตรของพระบิดาเจ้าสวรรค์ พระองค์โปรดให้ดวงอาทิตย์ของพระองค์ขึ้นเหนือคนดีและคนชั่ว โปรดให้ฝนตกเหนือคนชอบธรรม และคนอธรรม”

    นี่คือข้อความที่ทำให้พระวรสารเป็นสิ่งแปลกใหม่ ก่อนสมัยของพระเยซูเจ้า มนุษย์ภาวนา “สาปแช่ง” ศัตรูของตน (สดด 17:13, 28:4, 69:23, 29 เป็นต้น) แต่บัดนี้ เราต้องภาวนา “เพื่อ” เขา คือภาวนาวอนขอให้เขากลับใจ...
    แต่เราต้องระวัง เราไม่สามารถดำเนินชีวิตตามพระวรสารได้ด้วยกำลังของมนุษย์ เพื่อจะปฏิบัติอย่างที่พระเยซูเจ้าทรงขอให้เราปฏิบัติ เราจำเป็นต้องมีกำลังเหนือมนุษย์ ถ้าพระเยซูเจ้าทรงบอกให้เรารักศัตรูของเรา นั่นเป็นเพราะพระเจ้าทรงรักเราเช่นนี้ก่อน ... เราควรอ่านข้อความที่นักบุญเปาโลเขียนถึงชาวโรมอีกครั้งหนึ่งว่า “ยากที่จะหาคนที่ยอมตายเพื่อคนชอบธรรม บางครั้งอาจจะมีคนยอมตายแทนคนดีจริง ๆ ได้ แต่พระเจ้าทรงพิสูจน์ว่าทรงรักเรา เพราะพระคริสตเจ้าสิ้นพระชนม์เพื่อเรา ขณะที่เรายังเป็นคนบาป” (รม 5:7-8)…

    เมื่อเราต้องแสดงความรัก ซึ่งทำได้ยากมาก หรืออาจถึงกับเป็นไปไม่ได้เลย เราไม่สามารถคิดในระดับของจิตวิทยา หรือจริยธรรม หรือสังคม แต่เราต้องไปอยู่เบื้องหน้าไม้กางเขน “ข้าแต่พระเยซูเจ้า พระบุตรของพระบิดา พระองค์ทรงต้องการประทานสิ่งดีแก่ผู้ที่ประสงค์ร้ายต่อพระองค์ ... พระองค์ทรงยอมรับความเจ็บปวดทรมาน และสิ้นพระชนม์เพื่อผู้ที่เป็นสาเหตุให้พระองค์ทรงเจ็บปวดทรมาน และสิ้นพระชนม์” ... ความรักศัตรูต้องมาจากพระเจ้าเท่านั้น ... นี่คือสิ่งที่พระเจ้าทรงกระทำตลอดเวลาเมื่อพระองค์ “ทรงโปรดให้ดวงอาทิตย์ขึ้นเหนือทั้งทุ่งนาของพวกอเทวนิยมที่เบียดเบียนผู้อื่น และเหนือสวนของภคินีคาเมไลท์”...

    ท่านสงสัยใช่ไหมว่าท่านจะรักคนที่ไม่รักท่านได้อย่างไร...

    พระเจ้าทรงรักท่านอย่างไร ... ด้วยการให้อภัยท่านทุกครั้ง ... พระเยซูเจ้าทรงกล้าเรียกร้องให้เรารักศัตรูด้วยความรัก “ที่เป็นไปไม่ได้” นี้ เพราะพระองค์ทรงแสดงให้เราเห็นเป็นตัวอย่างก่อน “พระบิดาเจ้าข้า โปรดอภัยความผิดแก่เขาเถิด เพราะเขาไม่รู้ว่ากำลังทำอะไร” (ลก 23:34)...

“ถ้าท่านรักแต่คนที่รักท่าน ท่านจะได้บำเหน็จรางวัลอะไรเล่า บรรดาคนเก็บภาษีมิได้ทำเช่นนี้ดอกหรือ ถ้าท่านทักทายแต่พี่น้องของท่านเท่านั้น ท่านทำอะไรพิเศษเล่า คนต่างศาสนามิได้ทำเช่นนี้ดอกหรือ”

    พระเยซูเจ้าเคยบอกเราแล้วว่าเราต้องเป็น “เกลือดองแผ่นดิน และเป็นแสงสว่างส่องโลก” ดังนั้น พระองค์ทรงเชิญชวนเราให้รับเอาพฤติกรรมใหม่ ซึ่งตรงกันข้ามกับพฤติกรรมของมนุษย์อื่น และเป็นพฤติกรรมที่เป็นไปไม่ได้ ถ้าพูดตามประสามนุษย์ ... เพื่อเลียนแบบพระเจ้า เราต้องพยายามรักโดยไม่หวังความรักตอบแทน “ฉันรักคุณเพราะคุณรักฉัน ฉันทักทายคุณเพราะคุณทักทายฉัน” ... พระเยซูเจ้าทรงบอกเราว่า ผู้ไม่มีความเชื่อก็ทำเช่นนี้ ... แต่เมื่อพระเจ้าทรงไม่ได้รับความรัก พระองค์ยังคงทำอย่างที่พระองค์ตัดสินใจจะทำต่อไป คือทรงรักอย่างปราศจากเงื่อนไข...

    พระเยซูเจ้าทรงบอกเราว่า ความรักต้องไม่ถูกลดคุณค่าให้เหลือเพียงระดับความรู้สึก ความดึงดูดใจ ประสาทสัมผัส และอารมณ์ ... พระองค์ไม่ได้บอกว่าความรักเช่นนั้นเป็นความรักที่ชั่ว เราย่อมต้องการความรักประเภทนี้ ใครบ้างอยู่ได้โดยปราศจากความรู้สึกอ่อนโยนต่อกัน ... แต่พระเยซูเจ้าทรงบอกเราว่าเราไม่ควรรักแต่ในระดับนี้เท่านั้น...

    ถูกแล้ว พระเยซูเจ้าทรงบอกให้เรารักศัตรูของเรา … แต่เรามักหาทางหลีกเลี่ยงเสมอ และอาจบอกว่า “แต่ฉันไม่มีศัตรู” ... ก่อนอื่น เราควรยอมรับความสว่างจากพระเยซูเจ้า และเห็นว่าชีวิตมนุษย์ต้องพบกับความขัดแย้งอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ... ลึก ๆ ในใจ เรารู้สึกว่าทุกคนที่ไม่เหมือนเรา กำลังทำร้ายเรา เขากำลังตั้งคำถามกับเรา และอยากกำจัดเราให้พ้นทาง ... เขากำลังทำให้ฉันประหม่า และ “ฆ่า” ฉัน ... วิธีพูดเช่นนี้ ... พฤติกรรมเช่นนี้ ทำให้ฉันอารมณ์เสีย...
    จงอย่ารอจนถึงวันพรุ่งนี้ ... ท่านควรหยุดรำพึงสักครู่ และทำอย่างที่พระเยซูเจ้าทรงบอกให้ท่านทำ คือภาวนาเพื่อบุคคลที่ทำให้ท่านไม่สบายใจ คนที่เคยทำร้ายท่าน คนที่ท่านไม่ชอบหน้า และคนที่ไม่ชอบหน้าท่าน...

ฉะนั้น ท่านจงเป็นคนดีอย่างสมบูรณ์ ดังที่พระบิดาเจ้าสวรรค์ของท่านทรงความดีอย่างสมบูรณ์เถิด”

    เมื่อเรารักคนที่ไม่ชอบเรา ... เรากำลังเลียนแบบพระเจ้า ... การทำดีต่อบุคคลที่ทำร้ายเรา เป็นการกระทำของพระเจ้า...

    “การเป็นคริสตชน” หมายถึงอะไร ... การเป็นคริสตชนไม่ได้หมายความว่าเราบรรลุถึงเป้าหมายสูงสุดคือมีความรักต่อคนทั้งโลก แต่หมายความว่าเราต้องพยายามไปให้ถึงเป้าหมายนี้ด้วยการออกแรงพยายามทุกวัน และไม่ใช่หลักศีลธรรมที่คนอารมณ์อ่อนไหวใช้หลอกตนเอง…

    เราเป็นบุตรของพระบิดาผู้ทรงเมตตาทั้งคนดีและคนชั่ว ... เมื่อทรงถูกตรึงบนไม้กางเขน พระเยซูเจ้าทรงต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งสิทธิที่จะเรียกร้องเช่นนี้ ... พระองค์ทรงถูกตบหน้า ... เสื้อของพระองค์ถูกกระชากออกจากพระกาย ... ทรงถูกตัดสินอย่างอยุติธรรม ... ทรงเดินอย่างเหน็ดเหนื่อยและเจ็บปวดไปตามทางสู่เขากัลวารีโอ ... พระองค์ทรงเป็น “ผู้ถูกตรึงกางเขนผู้ปราศจากความเกลียด”...

ค้นหา

Pope Report คำสอน บทเทศน์

pope report francis

ถ่ายทอดสด พิธีบูชาขอบพระคุณ

MASS Header re

Kamson BKK Update!!

หมวดปรีชาญาณ

wisdom books

Bible Diary 2020

img007 resize

บทอ่านและบทมิสซา

ordomissae

พันธสัญญาใหม่

spd 20110902115342 b

บทเพลงศักดิ์สิทธิ์

angels-5b

สถิติเยี่ยมชม (เริ่ม 22-02-2012)

วันนี้
เมื่อวาน
สัปดาห์นี้
เดือนนี้
เดือนที่แล้ว
ทั้งหมด
8307
7926
67129
57160
420929
17961354
Your IP: 18.204.227.117
2020-06-06 21:02

สถานะการเยี่ยมชม

มี 183 ผู้มาเยือน และ ไม่มีสมาชิกออนไลน์ ออนไลน์

 

แผนกคริสตศาสนธรรม อัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ
122/8 อาคารแม่พระรับเกียรติยกขึ้นสวรรค์ ซ.นนทรี 14 ถ.นนทรี แขวงช่องนนทรี เขตยานนาวา กรุงเทพฯ 10120
โทร. 095-953-3070,  02-681-3850   Email: ccbkk@catholic.or.th   Line_ID: kamsonbkk