foto1
foto1
foto1
foto1
foto1

God is Love...

Catechetical Center of Bangkok

Kamson on Live

YouTube CCBKK Channel

youtube ccbkk

Kamson BKK Update!!

หมวดปรีชาญาณ

wisdom books

Bible Diary 2020

img007 resize

บทอ่านและบทมิสซา

ordomissae

พันธสัญญาใหม่

spd 20110902115342 b

บทเพลงศักดิ์สิทธิ์

angels-5b

สถิติเยี่ยมชม (เริ่ม 22-02-2012)

วันนี้
เมื่อวาน
สัปดาห์นี้
เดือนนี้
เดือนที่แล้ว
ทั้งหมด
6995
20240
78468
113020
330048
18347262
Your IP: 18.207.240.230
2020-07-11 16:54

สถานะการเยี่ยมชม

มี 305 ผู้มาเยือน และ ไม่มีสมาชิกออนไลน์ ออนไลน์

วันฉลองครอบครัวศักดิ์สิทธิ์
บุตรสิรา 3:2-7, 12-14; โคโลสี 3:12-21; มัทธิว 2:13-15, 19-23

บทรำพึงที่ 1
พยายามมากขึ้นสักนิด!
สิ่งสำคัญในการดำเนินชีวิตตามกระแสเรียกของเราในครอบครัว คือ พยายามทำให้มากกว่าที่เราคิดว่าสามารถทำได้สักนิดหนึ่งในแต่ละวัน

    ในประเทศเยอรมนี มีเมืองหนึ่งชื่อไวน์สเบิร์ก ที่นอกเมืองมีเนินเขาสูงลูกหนึ่ง บนยอดเนินนี้เป็นที่ตั้งของป้อมโบราณ ชาวเมืองไวน์สเบิร์ก มีตำนานที่น่าสนใจเกี่ยวกับป้อมแห่งนั้น และเนินเขาลูกนั้น

    ย้อนกลับไปเมื่อศตวรรษที่ 15 ในยุคที่มนุษย์ยกย่องความกล้าหาญและเกียรติยศ เนินเขานี้เคยถูกศัตรูโอบล้อมไม่ให้ชาวเมืองออกมาจากป้อมได้ จากนั้น ผู้บัญชาการกองทัพศัตรูได้ส่งสารไปยังป้อม และบอกว่าเขาจะยอมปล่อยสตรี และเด็กออกมาจากป้อมโดยไม่ทำร้าย ก่อนที่เขาจะเริ่มโจมตีป้อม

    หลังจากการเจรจาต่อรอง ผู้บัญชาการกองทัพศัตรูรับประกันด้วยเกียรติของเขาว่าเขาจะยอมให้สตรีแต่ละคนนำสิ่งของมีค่าที่สุดของนางติดตัวไปด้วย ถ้านางสามารถแบกสิ่งของนั้นไปได้

    คุณคงพอจะเดาได้ว่ากองทัพศัตรูตกตลึงและประหลาดใจมากเพียงไร เมื่ออีกไม่กี่นาทีต่อมา เขาเห็นพวกสตรีเดินออกมาจากป้อม แต่ละคนแบกสามีของนางไว้บนหลัง

    ข้าพเจ้าชอบตำนานนี้ มิใช่เพราะมีการหักมุมอย่างสร้างสรรค์ แต่เพราะความจริงอันเป็นนิรันดรของเรื่องนี้ด้วย

    สิ่งมีค่าที่สุดของภรรยาคือสามีของนาง และสิ่งมีค่าที่สุดของสามีก็คือภรรยาของเขา หรืออาจกล่าวได้ว่าสิ่งมีค่าที่สุดที่สามีและภรรยาครอบครองอยู่ก็คือกันและกัน เขารักกันอย่างไร เขาก็จะรักบุตรของเขาด้วย และบุตรของเขาก็จะรักเขาอย่างเท่าเทียมกัน

    แต่การเป็นบิดาที่ดี หรือมารดาที่ดี หรือบุตรที่ดี ไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่เราต้องใช้ความพยายามสร้างขึ้นมา คอลัมนิสต์ชื่อ ซิดนีย์ แฮริส คิดเช่นนี้เมื่อเขาพูดว่าการมีลูกไม่ได้ทำให้หญิงคนหนึ่งเป็นมารดา เหมือนกับที่การมีเปียโนไม่ทำให้เธอกลายเป็นนักดนตรี

    และพระสันตะปาปายอห์น ที่ 23 ก็ทรงคิดเช่นนี้เมื่อพระองค์ตรัสถึงบิดาทั้งหลายว่า “การที่พ่อคนหนึ่งมีลูกย่อมง่ายกว่าการที่ลูก ๆ จะมีพ่อ”

    ทั้งหมดนี้นำเรามาสู่การฉลองครอบครัวศักดิ์สิทธิ์ซึ่งเราเฉลิมฉลองกันวันนี้ และถือว่าเป็นหนึ่งในวันฉลองสำคัญที่สุดของปีทีเดียว เพราะนี่คือวันฉลองที่เข้าถึงหัวใจของชีวิตประจำวัน และเข้าถึงหัวใจของพระประสงค์ของพระเจ้าสำหรับร้อยละ 95 ของประชากรในโลกนี้ ทั้งนี้เพราะพระประสงค์ของพระเจ้าสำหรับผู้ใหญ่ส่วนใหญ่ในปัจจุบันไม่ใช่กระแสเรียกที่ลึกลับแปลกประหลาด มิใช่กระแสเรียกให้ทำสิ่งที่อันตรายหรือยากเย็น มิใช่กระแสเรียกให้เขาอาสาสมัครทำงานในโครงการช่วยเหลือสังคม และมิใช่กระแสเรียกให้เขาทำหน้าที่ผู้อ่านพระคัมภีร์ หรือผู้ถวายมิสซาเพื่อสัตบุรุษในเขตวัด

    แต่กระแสเรียกอันดับแรกคือให้เขาเป็นบิดาที่ดี มารดาที่ดี เป็นบุตรหรือธิดาที่ดี นี่คือกระแสเรียกอันดับแรกสำหรับพวกเราส่วนใหญ่ในพระศาสนจักร และถ้าเราไม่ปฏิบัติตามกระแสเรียกนี้ เราก็ละเลยกระแสเรียกอันดับแรกของเรา นี่คือเหตุผลที่ทำให้การฉลองในวันนี้สำคัญมาก วันฉลองนี้นำเราย้อนกลับมาสู่พื้นฐานของชีวิตคริสตชน นำเราย้อนกลับมาสู่หัวใจของความศักดิ์สิทธิแท้ นั่นคือ การเลียนแบบครอบครัวศักดิ์สิทธิ์ การเป็นบิดาให้เหมือนกับที่โยเซฟเป็น การเป็นมารดาให้เหมือนกับที่พระนางมารีย์ทรงเป็น และการเป็นบุตร หรือธิดาอย่างที่พระเยซูเจ้าทรงเป็น

    เมื่อข้าพเจ้าคิดว่าครอบครัวศักดิ์สิทธิ์จะแนะนำอะไร ถ้าเราขอคำแนะนำว่า ทำอย่างไรเราจึงจะเป็นคนที่ดีกว่าเดิมได้ ข้าพเจ้าคิดถึงหนังสือ USA Today ฉบับวันที่ 22 ธันวาคม 1987

    ในหน้าแรกของหนังสือฉบับนี้เป็นภาพ 4 สี ของ เลดี้เบิร์ด จอห์นสัน ภรรยาของประธานาธิบดี ลินดอน จอห์นสัน วันนั้นเป็นวันคล้ายวันเกิดปีที่ 75 ของเธอ และภาพนั้นถ่ายไว้ขณะที่เธออยู่ที่ฟาร์มปศุสัตว์ของเธอในรัฐเท็กซัส และกำลังถือช่อดอกไม้สีเหลืองที่ขึ้นตามหนองน้ำ

    บทความนั้นบอกว่าเธอยังคงได้รับการยึดถือเป็นต้นแบบของสตรีหมายเลขหนึ่งสมัยใหม่ในทำเนียบขาว เมื่อนักข่าวที่สัมภาษณ์ถามว่าเธอมีคำแนะนำอะไรจะมอบให้แก่ประชาชนในวันครบรอบวันเกิด 75 ปี ของเธอหรือไม่ เลดี้เบิร์ด ตอบว่า “มีซิ” แล้วเธอก็เสริมว่า “ในแต่ละวัน ให้ทำมากกว่าที่คุณคิดว่าคุณสามารถทำได้สักนิดหนึ่ง”

    ข้าพเจ้าชอบคำแนะนำนั้น ข้าพเจ้าคิดว่านี่อาจเป็นคำแนะนำที่ครอบครัวศักดิ์สิทธิ์จะมอบให้แก่เรา ถ้าเราขอคำแนะนำว่าทำอย่างไรเราจึงจะเป็นคนดีกว่าเดิมได้ ครอบครัวศักดิ์สิทธิ์คงจะตอบว่า

    ในแต่ละวัน จงทำให้มากกว่าที่ท่านคิดว่าท่านทำได้สักนิดหนึ่ง
    ในแต่ละวัน จงรักให้มากกว่าที่ท่านคิดว่าท่านสามารถรักได้สักนิดหนึ่ง
    ในแต่ละวัน จงให้อภัยมากกว่าที่ท่านคิดว่าท่านสามารถให้อภัยได้สักนิดหนึ่ง
    ในแต่ละวัน ให้ยื่นมือไปหาคนที่กำลังเป็นทุกข์ให้มากกว่าที่ท่านคิดว่าท่านสามารถทำได้สักนิดหนึ่ง
    ในแต่ละวัน ให้เสียสละเพื่อผู้อื่นให้มากกว่าที่ท่านคิดว่าท่านสามารถเสียสละได้สักนิดหนึ่ง
    ในแต่ละวัน จงให้กำลังใจกันและกันให้มากกว่าที่ท่านคิดว่าท่านสามารถทำได้สักนิดหนึ่ง

    ถ้าเราแต่ละคนในวันนี้กำหนดข้อตั้งใจสำหรับปีใหม่ไว้เช่นนี้ ก็จะเป็นหนึ่งในของขวัญอันวิเศษสุดที่เราสามารถมอบให้แก่กันและกันได้

    เราจะสรุปบทรำพึงนี้ด้วยคำภาวนาต่อไปนี้

พระเจ้าข้า โปรดทรงช่วยเราให้ตระหนักว่าสิ่งมีค่าที่สุดที่เรามีก็คือกันและกัน
โปรดทรงช่วยเราให้เข้าใจว่าการเป็นมารดา บิดา บุตร หรือธิดาไม่ใช่เรื่องง่าย
และเราต้องออกแรงพยายาม
โปรดทรงช่วยเราให้กำหนดข้อตั้งใจสำหรับปีใหม่นี้
คือในแต่ละวัน ให้เราทำให้มากกว่าที่เราคิดว่าเราทำได้สักเล็กน้อย

ถ้าเราทำเช่นนี้
เมื่อชีวิตของเราบนโลกนี้สิ้นสุดลง
เราจะเข้าไปใกล้พระบัลลังก์ของพระองค์ในสวรรค์
ได้ใกล้ชิดมากกว่าที่เราคิดว่าเราสามารถทำได้สักเล็กน้อย

บทรำพึงที่ 2
มัทธิว 2:13-22

เมื่อบรรดาโหราจารย์กลับไปแล้ว ...

    ถ้าท่านมีพระคัมภีร์อยู่ในบ้าน และท่านกำลังกระหายความรู้ฝ่ายจิต ให้อ่านทบทวน “บทปฐมวัยของพระเยซูเจ้า” ในพระวรสารของนักบุญมัทธิว โดยพยายามมองเหตุการณ์จากมุมมองของมัทธิวและผู้อ่านกลุ่มแรก ท่านจะเห็นได้ว่ามีข้อคิดทางเทววิทยามากมายซ่อนอยู่ในคำบอกเล่านี้

-    ในการลำดับพระวงศ์ของพระเยซูเจ้า มัทธิวเรียกพระเยซูเจ้าว่า “โอรสของกษัตริย์ดาวิด” และ “ผู้ทรงสืบตระกูลมาจากอับราฮัม”
-    ในการแจ้งสารแก่โยเซฟ  เด็กคนเดียวกันนี้เริ่มต้นทำให้คำสัญญาต่าง ๆ ที่พระเจ้าตรัสผ่านประกาศก “กลายเป็นความจริง” และถูกเปิดเผยว่าเป็น “พระเจ้าทรงช่วยให้รอดพ้น” และ “พระเจ้าสถิตกับเรา”
-    ต่อจากนั้น มัทธิวเล่าเรื่องการมาเยือนของโหราจารย์ ... ไม่มีการเอ่ยถึงคนเลี้ยงแกะชาวยิว ... แม้ว่าได้รับคำเตือนแล้วว่าอะไรกำลังเกิดขึ้นที่ชานเมือง (เบธเลเฮม อยู่ห่างไปเพียง 8 กม.) แต่คนในกรุงเยรูซาเล็มก็ไม่เคลื่อนไหว ... ในขณะที่คนต่างชาติเดินทางมาจากแดนไกลทางทิศตะวันออก มาคุกเข่าเบื้องหน้าทารกน้อย ซึ่งบัดนี้ถูกเรียกว่า “ผู้นำอิสราเอล ประชากรของเรา”...

ทูตสวรรค์ขององค์พระผู้เป็นเจ้ามาเข้าฝันโยเซฟ...
    ในบทอ่านวันนี้ เราพบชื่อของโยเซฟถึงสี่ครั้ง โดยที่ไม่เอ่ยชื่อบุคคลอื่นเลย โยเซฟคือบุคคลสำคัญในคำบอกเล่านี้ ในฐานะหัวหน้าครอบครัว เขาเป็นผู้รับผิดชอบ “คนกลุ่มเล็กนี้” ซึ่งพระวรสารกล่าวถึงโดยไม่ระบุชื่อว่า “พระกุมาร และพระมารดา”

    เราสังเกตด้วยว่า ในพระวรสารหน้านี้  - ซึ่งให้ความสำคัญกับโยเซฟมาก - แต่โยเซฟไม่เอ่ยคำพูดใดเลยแม้แต่คำเดียว เขายืนอยู่ด้านหน้าบนเวที สารจากสวรรค์ก็ส่งถึงเขา เขาไม่พูด ... แต่เขาลงมือทำ...

จงลุกขึ้น พาพระกุมาร และพระมารดาหนีไปประเทศอียิปต์

    นักวิชาการชาวฮีบรูทุกคนจำคำพูดนี้ได้เพราะเห็นคำนี้บ่อยมากในพระคัมภีร์ “Koum - จงลุกขึ้น” ... นี่คือคำสั่งสำหรับกระแสเรียกของทุกคน อับราฮัม (ปฐก 13:17) เอลียาห์ (1 พกษ 19:5) คนรักในเพลงซาโลมอน (2:10) โยนาห์ (1:2) เยรูซาเล็ม (อสย 60:1) ดาเนียล (10:11) ... เราพบคำว่า “ลุกขึ้น” ได้ทั่วพระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาใหม่ด้วยเช่นกัน เช่น มัทธิว 2:13, 2:20, 9:5, 17:7, 26:46; มาระโก 10:49; ลูกา 17:19, 22:46; ยอห์น 5:8; กิจการอัครสาวก 3:6, 8:26, 9:11, 9:34, 9:40, 12:17, 14:10...

    ถ้าข้าพเจ้ารับฟัง ข้าพเจ้าก็จะได้ยินพระเจ้าตรัสกับข้าพเจ้าเช่นกันว่า “จงลุกขึ้น”...

    พระเจ้าทรงต้องการให้มนุษย์ยืนขึ้น ... พระเจ้าทรงกระตุ้นให้มนุษย์ลงมือทำงาน...

    ในชีวิตครอบครัวซึ่งเราเฉลิมฉลองกันวันนี้ มีหลายครั้งเพียงใดที่เราอยากยอมแพ้ อยากหยุดต่อสู้ หนีไปให้พ้น หรือ “ปลง” ... แต่เสียงของพระเจ้าที่ดังออกมาจากส่วนลึกของความทุกข์ และท่ามกลางสถานการณ์คับขันที่กดดันเราอยู่ในขณะนั้น ย้ำกับเราว่า “ยืนขึ้น ... ลุกขึ้น”...

    บางครั้งเราเห็นภาพของ “ครอบครัวศักดิ์สิทธิ์” ที่ดูเหมือนเคลือบด้วยน้ำตาล ดังนั้นจึงไม่ใช่สภาพที่แท้จริง ... เราเห็นภาพครอบครัวศักดิ์สิทธิ์แวดล้อมด้วยคนเลี้ยงแกะผู้อ่อนโยนและลูกแกะของเขา ... ภาพเหล่านี้ทำให้เราเข้าใจผิดว่า “คอกสัตว์ซึ่งเป็นที่ประสูติของพระเจ้า” เป็นสถานที่อันอบอุ่นและน่าสบาย! ... และเราคิดว่า “เทพนิยาย” เช่นนี้เหมาะสำหรับเด็กเล็ก ๆ แล้ว...

    แต่นั่นไม่ใช่พระคริสตสมภพที่แท้ คงน่าเสียดายมากถ้ารางหญ้าของพระกุมารเป็นเพียงภาพ “อดีต” ทั้งที่เป็นความหวังสำหรับ “ปัจจุบัน” และ “อนาคต” ในเวลาเดียวกัน...

    ท่านลืมไปแล้วหรือว่า “ครอบครัว” ที่ท่านเพ่งพินิจด้วยความรู้สึกอ่อนโยนนี้ กำลังจะต้องหลบหนีไปต่างแดนในไม่ช้านี้ ถ้าท่านลืมนึกถึงเรื่องนี้ ท่านก็กำลังสร้าง “ครอบครัวศักดิ์สิทธิ์” ที่ห่างไกลความเป็นจริง ... และเป็นไปได้ที่ท่านอาจพูดว่า “บ้านของเราไม่ใช่อย่างนั้น บ้านเรา ครอบครัวเรา ต้องดำรงชีวิตท่ามกลางปัญหาต่าง ๆ มากมาย ทั้งเรื่องสุขภาพ ความขัดแย้ง เงินทอง ปัญหาในการปรับตัวเข้าหากัน เราพูดกันไม่รู้เรื่อง...”

    ทั้งท่านที่เป็นคู่สมรสหนุ่มสาว ... และท่านที่เลยวัยหนุ่มสาวแล้ว ... ข้าพเจ้ารับรองกับท่านได้ว่าท่านสามารถมองเห็นสภาพแท้จริงของครอบครัวของโยเซฟ “พระกุมารและพระมารดา” ได้แน่นอน ครอบครัวนี้เหมือนกับทุกครอบครัวที่ต้องเผชิญกับการพลัดพราก และความทุกข์ใจ และถูกพัดพาเข้าสู่วังวนของประวัติศาสตร์ ... ทำให้เราระลึกถึงประโยคเด็ดของ ชาร์ลส์ เปกุย ว่า “บิดาและมารดาของครอบครัว ... คือนักผจญภัยผู้ยิ่งใหญ่ของโลกสมัยใหม่”...

และจงอยู่ที่นั่นจนกว่าเราจะบอกท่าน เพราะกษัตริย์เฮโรดกำลังสืบหาพระกุมารเพื่อจะประหารชีวิต”

    สถานการณ์ที่แท้จริงเป็นเช่นนี้ คู่สมรสหนุ่มสาวคู่นี้ไม่มีทั้งบ้านและที่พักอาศัย ... สภาพของเขาไม่ต่างจากชะตากรรมอันน่าเศร้าของผู้ลี้ภัย ... ของผู้ที่ถูกขับไล่ และต้องหนีไปในดินแดนที่เขาไม่รู้จัก ... เขาถูกขับไล่ออกจากบ้านของตนเพราะภัยสงคราม ความอดอยาก ไม่มีงานทำ หรือลัทธินิยมที่กดขี่ ... เช่น เยาวชนจากเวียตนาม จากเลบานอน กัมพูชา อัฟกานิสถาน และสถานที่อื่น ๆ ... ทั้งหมดนี้เป็นภาพที่รบกวนจิตใจของเรา...

    รางหญ้าปีนี้ไม่สวยงามเลย! ลองคิดดูเถิดว่า ถ้าปีนี้วัดของเราเกิดความคิดที่จะสร้างถ้ำพระกุมารด้วยไม้ไผ่ผุ ๆ ... หรือด้วยผ้าใบสำหรับใช้ทำเต็นท์ในค่ายผู้ลี้ภัย ... หรือด้วยแผ่นไม้ที่ชวนให้คิดถึงที่พักอาศัยของเหยื่อภัยแผ่นดินไหว – และเขาวางพระกุมารบนฟาง ... หมายถึงฟางจริง ๆ ... ท่านจะรู้สึกอย่างไร

    กษัตริย์เฮโรด กำลังสืบหาพระกุมารเพื่อจะประหารชีวิต”...

    เขาต้องการประหารพระกุมาร ... ในวันนี้...

โยเซฟจึงลุกขึ้นพาพระกุมาร และพระมารดา ออกเดินทางไปประเทศอียิปต์ในคืนนั้น

    เพื่อเน้นย้ำว่าโยเซฟนบนอบอย่างสมบูรณ์ ข้อความนี้จึงใช้คำพูดเหมือนกับข้อความของสารที่ได้รับจากสวรรค์ทุกประการ

    เขาออกเดินทางกลางดึก!...

    เขาออกเดินทางด้วยความเชื่อ ... พระกุมารซึ่งเป็นพระผู้ไถ่จำเป็นต้องได้รับการช่วยให้รอดพ้นด้วยหรือ? ... พระองค์ได้รับการประกาศชื่อว่าเป็น “พระเจ้าทรงช่วยให้รอดพ้น” และ “พระเจ้าสถิตกับเรา” และบัดนี้ พระองค์ทรงต้องการความคุ้มครองหรือ ... นี่คือความจริงที่ขัดแย้งกันในตัวของพระเจ้าผู้ทรงยอมมอบพระองค์เองไว้ในมือของเรา พระเจ้าไม่ทรงปกป้องพระองค์เอง พระเจ้าทรงจำเป็นต้องได้รับการช่วยเหลือให้รอดพ้นจากอันตราย...
    ความเชื่อ ... กลางดึก ... พระเจ้าในมือของผู้มีความเชื่อ...

และอยู่ที่นั่นจนกระทั่งกษัตริย์เฮโรดสิ้นพระชนม์ ทั้งนี้เพื่อให้พระดำรัสขององค์พระผู้เป็นเจ้าที่ตรัสทางประกาศกเป็นความจริงว่า “เราเรียกบุตรของเรามาจากประเทศอียิปต์”

    ท่ามกลางกลิ่นอายของความตายซึ่งแผ่ซ่านไปทั่ว “ความรอดพ้น” ลุกขึ้น พระเจ้าตรัสว่า “บุตรของเรา”

    ท่ามกลางเหตุการณ์ที่โหดร้ายที่เกิดขึ้นกับครอบครัวนี้ แสงสว่างของพระเจ้าส่องสว่างสถานการณ์ แผนการของพระเจ้าถูกเปิดเผยโดยคำทำนายของประกาศก ... ใบหน้าที่ซ่อนอยู่เต็มไปด้วยความหวัง ... ในเวลาที่โยเซฟต้อง “ออกเดินทาง” พระวรสารยกข้อความจากพระคัมภีร์ ซึ่งกล่าวถึง “การกลับมา” ... พระวรสารกล่าวถึงการถูกเนรเทศไปต่างแดนเพียงเพื่อจะกล่าวถึงการอพยพ (exodus) ... กล่าวถึงความตายเพียงเพื่อจะเปิดเผยถึงชีวิต...

    ในชีวิตของท่านก็เช่นกัน ท่านได้รับเชิญให้เห็น “หน้าที่ซ่อนอยู่” ในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับท่าน

    ทุกครอบครัวต้องเผชิญหน้ากับภาวะขาดความมั่นคงปลอดภัย เป็นธรรมดาที่เราแสวงหาความมั่นคงปลอดภัย ... อันที่จริง พระเจ้าก็ทรงบัญชาให้โยเซฟทำเช่นนั้น แต่ไม่ควรหรือที่เราจะใคร่ครวญให้มากขึ้น – อาศัยความเข้าใจที่ได้รับจากพระคัมภีร์ – ว่าสิ่งที่เรากำลังแสวงหานั้นคงทนถาวรหรือไม่ ... และใคร่ครวญเรื่องการดำเนินชีวิตตามพระวรสาร การปฏิบัติตามพระประสงค์ของพระเจ้า การยืนหยัดมั่นคงและซื่อสัตย์ในทุกสิ่งที่พระเจ้าทรงร้องขอจากเรา ... เพราะคริสตชนแต่ละคน แต่ละครอบครัว สามารถช่วยให้ส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ศักดิ์สิทธิ์ และแผนการอันเร้นลับของพระเจ้า สำเร็จลุล่วงไปได้ มิใช่ด้วยการหลีกหนีสถานการณ์จริงของเรา แม้ว่าอาจเป็นสถานการณ์ที่ยากหรือมีความเสี่ยง ... แต่ด้วยการค้นพบโฉมหน้าที่ซ่อนอยู่ในสถานการณ์นั้น ๆ ซึ่งความเชื่อเปิดเผยแก่เรา

หลังจากกษัตริย์เฮโรดสิ้นพระชนม์ ทูตสวรรค์ขององค์พระผู้เป็นเจ้ามาเข้าฝันโยเซฟในประเทศอียิปต์ กล่าวว่า “จงลุกขึ้น พาพระกุมารและพระมารดากลับไปแผ่นดินอิสราเอล เพราะผู้ที่ต้องการฆ่าพระกุมารตายแล้ว” โยเซฟจึงลุกขึ้น พาพระกุมารและพระมารดากลับไปแผ่นดินอิสราเอล...

    “ผู้ที่ต้องการฆ่าพระกุมารตายแล้ว” ... “ผู้ที่ต้องการฆ่า” เขียนในรูปพหูพจน์ ทั้งที่ก่อนหน้านี้ พระคัมภีร์ระบุชื่อกษัตริย์เฮโรดเพียงคนเดียว ... แต่มัทธิวกำลังคิดถึงเหตุการณ์ในพระคัมภีร์ และเรียบเรียงคำบอกเล่าทั้งฉบับให้เหมือนกับคำบอกเล่าชะตากรรมของโมเสส ผู้ที่ฟาโรห์ “พยายามประหาร” (อพย 2:15) ผู้หนีไปยังต่างแดน และกลับมาเมื่อ “ทุกคนที่ต้องการฆ่าเขาก็ตายหมดแล้ว” (อพย 4:19-20)

    ผู้มีความรู้ชาวยิวในศาลาธรรม จะใช้วิธีที่เรียกกันว่า midrash ประกอบด้วยการเทียบเคียงข้อความในพระคัมภีร์กับเหตุการณ์จริง เพื่อแสดงว่าแผนการของพระเจ้ายังดำเนินอยู่อย่างต่อเนื่อง พระเยซูเจ้าทรงทำให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำร้อยประวัติศาสตร์ของชนชาติอิสราเอล กล่าวคือ ทรราชคนหนึ่งต้องการยับยั้งโมเสสคนใหม่นี้ ซึ่งพระเจ้าทรงส่งมาช่วยประชากรของพระองค์ ... ทรราชคนนี้เริ่มประหารเด็ก ๆ (อพย 1:16) ... แต่เขาไม่อาจต่อต้านบุคคลที่พระเจ้าทรงปกป้อง ผู้ที่จะกลายเป็นพระผู้ไถ่ของประชากรของพระองค์ ... และนำทางประชากรทั้งมวลเข้าสู่ดินแดนแห่งพันธสัญญา...

    วันนี้ ประวัติศาสตร์นี้ก็ยังดำเนินต่อไป ... ไม่มีสิ่งใดเป็นไปไม่ได้สำหรับพระเจ้า ... พระองค์ยังคงขีดเส้นตรงผ่านเส้นโค้งของเรา ... แผนการของพระองค์ดำเนินต่อไปไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม...

แต่เมื่อรู้ว่าอารเคลาอัส ขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์ในแคว้นยูเดียสืบต่อจากกษัตริย์เฮโรด พระบิดา โยเซฟก็กลัวที่จะไปที่นั่น และเมื่อพระเจ้าทรงเตือนเขาในความฝัน เขาจึงกลับไปยังแคว้นกาลิลี ไปอาศัยอยู่ในเมืองหนึ่งชื่อนาซาเร็ธ ทั้งนี้เพื่อให้พระดำรัสที่ตรัสทางประกาศกเป็นความจริงว่า “พระองค์จะได้รับพระนามว่าชาวนาซาเร็ธ”

    ข้อความนี้บอกเราอย่างชัดเจนว่าโยเซฟตั้งใจแต่แรกว่าจะกลับไปแคว้นยูเดีย แต่ผู้ที่ต้องการประหารพระกุมารยังไม่ตายทั้งหมด ... นอกจากนี้ วันหนึ่ง พระเยซูเจ้าจะเสด็จกลับมายังแคว้นยูเดียจริง ๆ ... เพื่อจะทรงถูกประหารที่นั่น พระทรมานได้ถูกร่างไว้ให้เห็นได้คร่าว ๆ แล้วตั้งแต่จุดจบของการเดินทางครั้งนี้ ... ความตายปรากฏให้เห็นอยู่เสมอ ... พระวรสารประจำวันนี้เต็มไปด้วยเรื่องราวของความตาย...

    ดังนั้น เพราะความจำเป็น พระเยซูเจ้าจึงเสด็จไปอาศัยอยู่ในแคว้นกาลิลี ซึ่งเป็นแผ่นดินที่ประชากรครึ่งหนึ่งเป็นคนต่างศาสนา และห่างไกลจากแผ่นดินศักดิ์สิทธิ์ของกรุงเยรูซาเล็ม ... สำหรับมัทธิว คำว่า “แคว้นกาลิลีแห่งบรรดาประชาชาติ” (มธ 4:12-16) เป็นสัญลักษณ์แทนคนทั้งโลก ที่ซึ่งพระเยซูเจ้าจะทรงเทศน์สอน และจะทรงสำแดงพระองค์หลังจากทรงกลับคืนพระชนมชีพ และจะเป็นสถานที่เริ่มต้นพันธกิจของพระองค์...

    ท่านเองก็กำลังอยู่ใน “แคว้นกาลิลี” ใหม่ ไม่ใช่หรือ

สมโภชพระนางมารีย์ พระชนนีพระเป็นเจ้า
กันดารวิถี 6:22-27; กาลาเทีย 4:4-7; ลูกา 2:16-21

บทรำพึงที่ 1
ดอกบัว
พระศาสนจักรสอนเราว่าพระนางมารีย์ทรงปฏิสนธิโดยปราศจากบาป พระนางเป็นพรหมจารีตลอดชีวิต และได้รับเกียรติยกขึ้นสวรรค์ทั้งร่างกายและวิญญาณ และสมควรได้รับสมญานามว่าพระชนนีพระเป็นเจ้า

    พระสงฆ์คนหนึ่งจัดเข้าเงียบให้นักเรียนในวิทยาลัยแห่งหนึ่งในชิคาโก บ่ายวันหนึ่ง นักเรียนคนหนึ่งเข้ามาคุยกับพระสงฆ์ในห้องของเขา คำสนทนาหันไปสู่เรื่องของพระนางมารีย์ พระมารดาของพระเยซูเจ้า นักเรียนคนนี้หันไปถามพระสงฆ์ว่า “คุณพ่ออยากจะฟังบทกลอนที่ผมแต่งเกี่ยวกับพระนางมารีย์ไหมครับ” พระสงฆ์ตอบว่า “อยากซิ”

    นักเรียนคนนั้นพลิกสมุดบันทึกเล่มเล็กของเขา และอ่านบทกลอนที่มีข้อความดังนี้

    วันนี้ ฉันเห็นบัวดอกหนึ่งในสระน้ำ
    สีเหลืองของมันสวยที่สุดเท่าที่ฉันเคยเห็น
        ดอกบัวนั้นเป็นสิ่งมีค่าเลิศล้ำ
        แต่มันไม่สนใจว่าจะมีใครสังเกตเห็นความงามอันตื่นตาของมันหรือไม่
    ฉันนั่งอยู่ที่นั่น
    เฝ้ามองมันคลี่กลีบของมันอย่างไร้เสียง
    ฉันคิดถึงพระนางมารีย์ ผู้ทรงอุ้มพระเยซูเจ้าไว้ในครรภ์
        พระนางเองก็เป็นสิ่งมีค่าเลิศล้ำ
        พระนางเช่นกันที่ไม่สนใจว่าใครจะเห็นความงามอันตื่นตาของพระนางหรือไม่
    แต่สำหรับผู้ที่สังเกต พระนางจะบอกความลับอย่างหนึ่ง
    ความงามของพระนางไม่ได้เกิดจากตัวพระนาง
    แต่เกิดจากชีวิตของพระเยซูเจ้า
    ที่กำลังคลี่บานอย่างไร้เสียงภายในตัวพระนาง

    บทกลอนนี้ย้ำถึงเหตุผลที่เราเฉลิมฉลองวันสมโภชนี้ เราไม่ได้เทิดเกียรติพระนางมารีย์ตามลำพัง แต่เราเทิดเกียรติพระนางเพราะพระนางได้รับเลือกให้เป็นพระมารดาของพระเยซูเจ้า พระบุตรของพระเจ้า

    ไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่คำสอนอย่างเป็นทางการของพระศาสนจักรเกี่ยวกับพระนางมารีย์สามารถสรุปได้ด้วยคำนิยามสี่ข้อ
    ข้อที่หนึ่ง    พระนางปราศจากบาป
    ข้อที่สอง    พระนางทรงเป็นพรหมจารี
    ข้อที่สาม    พระนางทรงได้รับเกียรติยกขึ้นสวรรค์พร้อมทั้งร่างกาย และ
    ข้อที่สี่        พระนางทรงเป็นพระมารดาของพระเจ้า

    คำสอนข้อสุดท้ายเป็นข้อหลัก ส่วนอีกสามข้อ – การปฏิสนธินิรมลของพระนาง สภาวะปราศจากบาปและการเป็นพรหมจารีนิรันดรของพระนาง และการได้รับเกียรติยกขึ้นสวรรค์ของพระนาง – ล้วนแตกยอดออกมาจากความจริงที่ว่าพระนางทรงได้รับเลือกให้เป็นพระมารดาของพระเจ้า

    คำอธิบายสั้น ๆ จะช่วยให้เข้าใจได้ว่าเป็นเช่นนี้ได้อย่างไร

    ข้อแรก พระนางมารีย์ทรงปฏิสนธินิรมลโดยไม่มีบาปเพราะเหตุผลประการเดียว คือ เพื่อเตรียมพระนางให้เป็นมารดาของพระบุตรของพระเจ้า

    ข้อสอง พระนางมารีย์ทรงเป็นพรหมจารีเพราะเหตุผลประการเดียว คือ เพื่อให้พระนางเป็นภาชนะที่พิเศษกว่าภาชนะใด ๆ ที่จะรองรับขุมทรัพย์ล้ำค่า คือพระกายของพระเยซูเจ้า พระนางมารีย์ปฏิสนธิขุมทรัพย์ล้ำค่านี้มิใช่ด้วยการแทรกแซงของมนุษย์ แต่ด้วยการแทรกแซงของพระเจ้า พระนางปฏิสนธิพระเยซูเจ้าด้วยพระอานุภาพของพระจิตเจ้า

    ข้อสุดท้าย พระนางมารีย์ทรงได้รับเกียรติยกขึ้นสวรรค์ทั้งร่างกายเพราะเหตุผลประการเดียว คือ เพราะพระนางปราศจากบาป และเพราะพระนางปราศจากบาป พระนางจึงไม่ต้องรับโทษที่เกิดจากบาป คือความตายของร่างกาย และการเน่าเปื่อย

    ดังนั้น การปฏิสนธิ การเป็นพรหมจารี และการได้รับเกียรติยกขึ้นสวรรค์ของพระนางมารีย์ จึงเกี่ยวข้องกับความจริงที่ว่าพระนางทรงเป็นพระมารดาของพระเจ้า เหมือนกับที่นักเรียนคนนั้นกล่าวไว้ในบทกลอน ความงามของพระนางมารีย์ไม่ได้เกิดจากตัวพระนางเอง แต่เกิดจากชีวิตของพระเยซูเจ้าที่พระนางโอบอุ้มไว้ในพระครรภ์

    แต่คงไม่ถูกต้องถ้าเราหยุดคิดอยู่ที่เพียงจุดนี้ เราต้องพิจารณาต่อไปและบอกว่าพระนางมารีย์ทรงร่วมมืออย่างเต็มที่กับพระพรของพระเจ้า วิธีหนึ่งที่พระนางทำเช่นนี้คือด้วยชีวิตภาวนาของพระนาง ขอให้เราพิจารณาตัวอย่างต่อไปนี้

    เมื่อทูตสวรรค์แจ้งข่าวแก่พระนางมารีย์ว่าพระนางจะตั้งครรภ์ด้วยเดชะพระจิตเจ้า พระนางมารีย์ตอบสนองด้วยการภาวนา บทภาวนาของพระนางเป็นบทภาวนาแห่งการยอมรับพระประสงค์ของพระเจ้า พระนางตรัสตอบทูตสวรรค์ว่า “ขอให้เป็นไปกับข้าพเจ้าตามวาจาของท่านเถิด” (ลก 1:38)

    เมื่อพระนางมารีย์เสด็จเยี่ยมนางเอลีซาเบธ ญาติของพระนาง และได้ยินว่าเมื่อพระนางเข้าไปใกล้ ๆ บุตรในครรภ์ของนางเอลีซาเบธ “ดิ้นด้วยความยินดี” พระนางมารีย์ตอบสนองด้วยการภาวนา บทภาวนาของพระนางเป็นการสรรเสริญพระเจ้า พระนางภาวนาว่า
    วิญญาณข้าพเจ้าประกาศความยิ่งใหญ่ของพระเจ้า...
    พระนามของพระองค์ศักดิ์สิทธิ์...
    พระองค์ทรงช่วยเหลืออิสราเอล ผู้รับใช้พระองค์
    โดยทรงระลึกถึงพระกรุณา
    ดังที่ทรงสัญญาไว้แก่บรรพบุรุษของเรา
    แก่อับราฮัม และบุตรหลานตลอดไป” (ลก 1:46, 49, 54-55)

    เมื่อคนเลี้ยงแกะบอกพระนางมารีย์และโยเซฟ ว่าทูตสวรรค์บอกอะไรพวกเขาเกี่ยวกับการประสูติของพระเยซูเจ้า พระนางมารีย์ตอบสนองด้วยการภาวนา บทภาวนาของพระนางเป็นการเพ่งพินิจ ลูกาบอกเราในพระวรสารวันนี้ว่า “พระนางมารีย์ทรงเก็บเรื่องทั้งหมดเหล่านี้ไว้ในพระทัย และยังทรงคำนึงถึงอยู่” (ลก 2:19)

    เมื่อพระเยซูเจ้าตรัสกับพระนางมารีย์ในพระวิหารว่า “พ่อแม่ไม่รู้หรือว่าลูกต้องอยู่ในบ้านของพระบิดาของลูก” (ลก 2:49) พระนางมารีย์ตอบสนองด้วยการภาวนา การภาวนาของพระนางเป็นการเพ่งพินิจอีกเช่นกัน ลูกาบอกเราว่าพระนาง “ทรงเก็บเรื่องทั้งหมดเหล่านี้ไว้ในพระทัย” (ลก 2:51)

    ท้ายที่สุด เมื่อพระนางมารีย์ทรงสังเกตว่าคู่สมรสหนุ่มสาวที่หมู่บ้านคานาไม่มีเหล้าองุ่นเหลือสำหรับเลี้ยงแขกในงานสมรส พระนางตอบสนองด้วยการภาวนา การภาวนาของพระนางเป็นบทภาวนาวิงวอนขอให้พระเยซูเจ้าทรงช่วยเหลือคู่สมรสมิให้ต้องอับอาย (ยน 2:3)

    ตัวอย่างของการภาวนาของพระนางมารีย์ ทำให้เราเข้าใจว่าพระนางทรงร่วมมือกับพระพรของพระเจ้าอย่างไร

    คำสอนสำหรับวันฉลองนี้เห็นได้ชัดเจน เราควรเลียนแบบพระนางมารีย์ และร่วมมือกับพระพรของพระเจ้าเหมือนที่พระนางทรงกระทำ

    พระเจ้าประทานสุขภาพแก่เรา
    พระเจ้าประทานอิสรภาพแก่เรา
    พระเจ้าประทานความสามารถพิเศษแก่เรา
    พระเจ้าประทานมิตรสหายแก่เรา
    พระเจ้าประทานความเชื่อแก่เรา
    พระเจ้าประทานคำสัญญาจะให้ชีวิตนิรันดรแก่เรา

    พระนางมารีย์ตอบสนองอย่างใจกว้างต่อพระพรที่พระเจ้าประทานให้พระนางอย่างไร เราก็ควรตอบสนองอย่างใจกว้างต่อพระพรที่พระเจ้าประทานให้เราอย่างนั้น

    ถ้าเรายังไม่รู้ว่าจะกำหนดปณิธานอะไรสำหรับปีใหม่นี้ สิ่งดีที่สุดที่เราทำได้คือตั้งใจว่าจะเลียนแบบนิสัยรักการภาวนาของพระนางมารีย์ระหว่างปีนี้

    ข้าพเจ้าขอสรุปบทรำพึงนี้ ด้วยบทอวยพรของอาโรน ซึ่งมีอายุมากกว่า 4,000 ปี และอยู่ในบทอ่านที่หนึ่งของวันนี้ว่า

    ขอพระเจ้าทรงอวยพรท่าน และพิทักษ์รักษาท่าน
    ขอพระเจ้าทรงสำแดงพระพักตร์แจ่มใสต่อท่าน และโปรดปรานท่าน
    ขอพระเจ้าทรงผินพระพักตร์มายังท่าน และประทานสันติแก่ท่านด้วยเทอญ

บทรำพึงที่ 2
อัฐมวารพระคริสตสมภพ
ลูกา 2:16-21

    แปดวันหลังจากวันพระคริสตสมภพ คือ วันที่ 1 มกราคม เมื่อเราอวยพรปีใหม่ให้แก่กัน พระศาสนจักรเฉลิมฉลอง “พระนางมารีย์พระชนนีพระเป็นเจ้า” และเชิญชวนเราให้ไตร่ตรองธรรมล้ำลึกของพระคริสตเจ้าในระดับลึกมากขึ้น เพราะทุกครั้งที่พระศาสนจักรกล่าวถึงพระนางมารีย์ พระศาสนจักรต้องการบอกบางสิ่งบางอย่างแก่เราเกี่ยวกับพระเยซูเจ้า

    เมื่อเราสวดบทวันทามารีย์ว่า “สันตะมารีย์ พระมารดาพระเจ้า” เราตระหนักถึงความสำคัญของคำยืนยันของเราหรือเปล่า ... “สิ่งสร้าง” หนึ่งจะเป็น “พระมารดา” ของ “พระเจ้า” ได้หรือ ... เป็นไปได้หรือที่พระเจ้าจะ “มาบังเกิดจากหญิงผู้หนึ่ง” เหมือนกับที่นักบุญเปาโลบอกเราในบทอ่านที่สองของวันสมโภชนี้ (กท 4:4)...

เมื่อคนเลี้ยงแกะไปถึงเบธเลเฮม เขาพบพระนางมารีย์ โยเซฟ และพระกุมาร...

    คนเลี้ยงแกะซื่อ ๆ ที่เลี้ยงแกะอยู่บนเนินเขาใกล้เมืองเบธเลเฮม รีบไปพิสูจน์ว่าข้อความที่ทูตสวรรค์บอกพวกเขาเป็นความจริงหรือไม่ “พระผู้ไถ่ประสูติเพื่อท่านแล้ว พระองค์คือพระคริสต์ องค์พระผู้เป็นเจ้า” ... พวกเขา “รีบไป” และพบเด็กน้อยที่ได้รับสมญานามอันทรงเกียรติถึงสามนาม นั่นคือ “พระผู้ไถ่ ... พระคริสต์ ... องค์พระผู้เป็นเจ้า”...

    สิ่งที่น่าสะดุดใจยิ่งกว่า คือ ผู้นิพนธ์พระวรสารดูเหมือนว่ามองข้ามความสำคัญของพระกุมาร เขาเอ่ยถึงพระองค์เป็นลำดับสุดท้าย และยังเอ่ยถึงโยเซฟ ซึ่งเป็นเพียงมนุษย์คนหนึ่ง เป็นอันดับสอง ... ในยุคนั้นสตรีไม่มีคุณค่าตามกฎหมาย “เขาพบพระนางมารีย์” นี่คือการพลิกผันทรรศนะราวกับเป็นการปฏิวัติย่อย ๆ ครั้งหนึ่งทีเดียว ทั้งในแง่เทววิทยาและความคิดเห็นประสามนุษย์

    มารีย์ “พระชนนีพระเป็นเจ้า”! สภาสังคายนาที่เอเฟซัสเพิ่งจะมอบสมญานามนี้แก่พระนางเมื่อ ค.ศ. 431 แต่ผู้มีความศรัทธากล้าเรียกพระนางมารีย์ว่าพระชนนีพระเป็นเจ้า (theotokos) มาแล้วตั้งแต่ต้น ... และเมื่อบรรดาพระสังฆราชในยุคนั้นยอมรับสมญานามนี้อย่างเป็นทางการ คนทั้งเมืองเอเฟซัสก็เฉลิมฉลองอย่างยินดีด้วยการแห่คบเพลิงไปตามถนน...

    สิ่งที่นักเทววิทยาเสาะหาด้วยสติปัญญามานานถึง 4 ศตวรรษ เป็นสิ่งที่บุคคลที่รับฟังพระวรสารด้วยใจซื่อ รับไว้เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตตนโดยไม่มีใครบีบบังคับ ... สภาสังคายนาเพียงแต่ระบุอย่างเป็นทางการ - ด้วยภาษาที่กระชับและชัดเจน - สิ่งที่ผู้เขียนพระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาใหม่ได้เสนอไว้ในพระวรสาร อันที่จริง ต้องใช้เวลาอีก 20 ปีหลังจากนั้น ก่อนที่สภาสังคายนาคาลซีดอน (ค.ศ. 451) จะนิยามคำอธิบายทางเทววิทยาเกี่ยวกับธรรมล้ำลึกของพระเยซูเจ้าจนสมบูรณ์ โดยระบุเป็นข้อคำสอนซึ่งเป็นที่รู้จักกันมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของสภาสังคายนา ว่า “ดังนั้น เราจึงเจริญรอยตามปิตาจารย์ศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย และสั่งสอนอย่างเป็นเอกฉันท์ว่า พระบุตร และพระเยซูคริสตเจ้า องค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา ทรงเป็นพระบุคคลหนึ่งเดียวกัน ทรงเป็นพระเจ้าแท้และมนุษย์แท้ สมบูรณ์ในพระเทวภาพและสมบูรณ์ในพระมนุษยภาพ ทรงประกอบด้วยวิญญาณและร่างกายที่รู้จักเหตุและผล ในพระเทวภาพ ทรงร่วมพระธรรมชาติเดียวกันกับพระบิดา และในพระมนุษยภาพ ทรงร่วมธรรมชาติเดียวกับเรา ‘ทุกอย่างเหมือนกับเรายกเว้นบาป’ (ฮบ 4:15) ในพระเทวภาพ ทรงบังเกิดจากพระบิดาก่อนกาลเวลา และในพระมนุษยภาพ ทรงบังเกิดในกาลเวลาเมื่อไม่นานมานี้เพื่อเรา และเพื่อความรอดพ้นของเรา จากพระนางพรหมจารีมารีย์ พระชนนีพระเป็นเจ้า ... เราประกาศยืนยันว่าพระคริสตเจ้าทรงเป็นพระบุตร องค์พระผู้เป็นเจ้า ทรงเป็นพระเอกบุตร ผู้ทรงมีสองพระธรรมชาติซึ่งไม่ปะปนกัน ไม่มีวันเปลี่ยนแปลง ไม่อาจแบ่งและแยกจากกันได้”...

    นี่คือบัตรประจำตัวที่ชัดเจนและน่าพิศวงของพระเยซูชาวนาซาเร็ธ ... และของพระนางมารีย์ พระมารดาของพระองค์...

เขาพบพระนางมารีย์ โยเซฟ และพระกุมาร ซึ่งบรรทมอยู่ในรางหญ้า

    หลังจากได้ฟังคำนิยามความเชื่อของเราแล้ว เราต้องย้อนกลับไปพิจารณาถ้อยคำเหล่านี้ ... ถูกแล้ว เรากำลังเผชิญหน้ากับหนึ่งในสองด้านของพระเยซูเจ้า คือพระมนุษยชาติแท้ของพระองค์...

    คนเลี้ยงแกะคาดหมายว่าจะพบ “พระผู้ไถ่ พระคริสต์ องค์พระผู้เป็นเจ้า” (ลก 2:11) และเขาพบเพียงเด็กน้อยผู้นอนอยู่ในรางหญ้าภายในคอกสัตว์) รางหญ้าสำหรับใส่อาหารเลี้ยงสัตว์ ... ทารกคนหนึ่งที่กำลังนอนบนฟาง ... ตั้งแต่ต้น พระเจ้าทรงเผยพระองค์ว่าทรงแตกต่างจากที่เราคาดหมายจากพระองค์ ... พระองค์ทรงแสดงพระองค์ในสภาพมนุษย์มาตั้งแต่ต้น จนหลายคนจำพระองค์ไม่ได้ เพราะทรงซ่อนพระองค์อย่างมิดชิดท่ามกลางมนุษยชาติ...

    พระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาใหม่บอกเราอย่างชัดเจนมาตั้งแต่แรกแล้วว่าพันธสัญญาที่กระทำขึ้นระหว่างพระเจ้าและมนุษย์จะลึกล้ำเพียงใด จะเป็นหนึ่งเดียวกันโดยไม่มีทางแบ่งแยก – ไม่ปะปนกัน และไม่อาจแบ่งหรือแยกออกจากกันได้...

    ในการเผยแสดงนี้มีเมล็ดพันธุ์แห่งทัศนคติทางศาสนาอันลึกล้ำ กล่าวคือ เราไม่อาจเหยียดหยามวัตถุ หรือร่างกายได้อีกต่อไป นับจากวันที่พระเจ้าทรง “รับธรรมชาติมนุษย์ในครรภ์ของพระนางพรหมจารีมารีย์” ... ไม่มีสิ่งใดเป็น “เรื่องทางโลก (profane)” อีกต่อไป ทุกสิ่งทุกอย่างกลายเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ (sacred) พระองค์ทรงเป็นทั้งมนุษย์อย่างสมบูรณ์ และเป็นพระเจ้าอย่างสมบูรณ์ ต้องเจริญเติบโตเป็นเวลาเก้าเดือนภายในครรภ์มารดา ต้องเกิดมา ต้องนอนหลับ กิน และดื่ม ต้องหัดเดิน หัดอ่านเขียน เล่นกับเพื่อน ๆ พูดในสถานที่สาธารณะ รักเพื่อนของตน รักษาโรคให้ผู้ป่วย ตื่นแต่เช้าเพื่ออธิษฐานภาวนา ต้องทนรับความเจ็บปวดทรมาน และต้องตาย ... นี่คือความเป็นจริงของมนุษย์และพระเจ้า นี่คือความเป็นจริงอันศักดิ์สิทธิ์...

    และพระนางมารีย์ พระชนนีพระเป็นเจ้า ทรงเป็นผู้ค้ำประกันการสนิทเป็นหนึ่งเดียวของพระเจ้า และมนุษย์ที่ไม่อาจแยกออกจากกันได้นี้ในพระบุคคลที่พิเศษของพระเยซูเจ้า...

เมื่อคนเลี้ยงแกะเห็น ก็เล่าเรื่องที่เขาได้ยินมาเกี่ยวกับพระกุมาร

    ข้อความที่เขาได้ยินมาคือ “พระผู้ไถ่ประสูติเพื่อท่านแล้ว พระองค์คือพระคริสต์ องค์พระผู้เป็นเจ้า” พวกเขามาบอกสารของเขา ถ้อยคำที่เขาได้ยินมา...

    จิตรกรทุกยุคสมัยได้ตีความพระวรสารหน้านี้ออกมาเป็นภาพของ “การนมัสการของคนเลี้ยงแกะ” ... อันที่จริง คนเลี้ยงแกะเป็นฝ่ายมอบ “บทเทศน์” แก่พระนางมารีย์มากกว่า พวกเขาถ่ายทอด “พระวรสาร” หรือ “ข่าวดี” ที่เขาได้ยินมาให้แก่พระนาง...

    บัดนี้ ในประโยคนี้ เราได้เห็นด้านที่สองของพระเยซูเจ้า คือพระเทวภาพแท้ของพระองค์ “เกี่ยวกับเด็กคนนี้ ทูตสวรรค์บอกเราว่าเขาเป็นพระคริสต์ และองค์พระผู้เป็นเจ้า” นี่เป็นการประกาศยืนยันความเชื่อ ดังนั้นการนมัสการจึงอยู่ไม่ไกลนัก จิตรกรและภาพเขียนของเขาไม่ได้บอกอะไรที่ผิด...

ทุกคนที่ได้ยินต่างประหลาดใจในเรื่องที่คนเลี้ยงแกะเล่าให้ฟัง ส่วนพระนางมารีย์ทรงเก็บเรื่องทั้งหมดเหล่านี้ไว้ในพระทัย และยังทรงคำนึงถึงอยู่

    เราต้องเห็นความแตกต่างที่ลูกาชี้ให้เห็น ระหว่างทัศนคติของคนทั่วไป และทัศนคติของพระนางมารีย์ ... เขาเน้นย้ำทัศนคติของพระนางมาโดยตลอด พระนางไม่ได้เพียงแต่ประหลาดใจ แต่พระนางยัง “คำนึงถึง” พระนางรำพึงไตร่ตรองอีกด้วย ... แม้ว่าพระนางไม่ได้เข้าใจธรรมล้ำลึกที่กำลังเกิดขึ้นกับพระนางมากไปกว่าที่คนเลี้ยงแกะเข้าใจ แต่ในส่วนลึกของหัวใจ พระนางยังย้ำคำตอบรับด้วยความเชื่อที่พระนางเคยยอมรับตั้งแต่ก่อนที่บุตรคนนี้จะบังเกิดมา ... ลูกาย้ำครั้งแล้วครั้งเล่าถึงความยิ่งใหญ่ของพระนางมารีย์...

คนเลี้ยงแกะกลับไป โดยถวายพระพรและสรรเสริญพระเจ้าในเรื่องต่าง ๆ ที่พวกเขาได้ยินและได้เห็น ตามที่ทูตสวรรค์บอกไว้

    เรามักจะลดคุณค่าของธรรมล้ำลึกของพระเยซูเจ้า โดยทำให้กลายเป็นเรื่องง่าย ๆ บางครั้ง เราทำให้พระองค์ทรงเป็นมนุษย์ธรรมดาคนหนึ่ง โดยมองว่าพระองค์ทรงเป็นบุคคลอัจฉริยะ ... หรือบางครั้ง เราก็มองแต่ในแง่จิตวิญญาณ โดยไม่ยอมมองเห็นความอ่อนแอตามธรรมชาติมนุษย์ในตัวพระองค์ ... แต่คนเลี้ยงแกะซื่อ ๆ เหล่านี้ “ได้เห็น และได้ยินข่าวสารที่แปลกประหลาด” และเขาก็ไม่ยอมหยุดอยู่แต่ในระดับที่ตามองเห็น เขา “ถวายพระพร และสรรเสริญพระเจ้า”...

เมื่อครบแปดวัน ถึงเวลาที่พระกุมารจะต้องทรงเข้าสุหนัต เขาถวายพระนามพระองค์ว่า เยซู...

    เด็กน้อยแห่งเบธเลเฮม แท้จริงแล้วเป็นเพียงมนุษย์ตัวเล็ก ๆ คนหนึ่งที่เกิดมาในชุมชนที่มีธรรมเนียม วัฒนธรรม และประเพณี ... พระองค์เป็นเด็กเพศชายซึ่งต้องทำเครื่องหมายบนเนื้อหนังอันเป็นเอกลักษณ์ของชายทุกคนของชนชาติของพระองค์ นี่คือความเป็นมนุษย์อย่างแท้จริงซึ่งเราต้องยอมรับ...
    แต่พระนามของเด็กน้อยคนนี้ทำให้เกิดคำถามใหม่ ๆ เกี่ยวกับตัวตนของพระองค์ ทำไมสวรรค์จึงเจาะจงให้เรียกพระองค์ว่า “พระเจ้าทรงช่วยให้รอดพ้น (God-Saves)” หรือ Yeshoua หรือเยซู ... ทำไม...

เขาถวายพระนามพระองค์ว่าเยซู เป็นพระนามที่ทูตสวรรค์ให้ไว้ก่อนที่พระองค์จะทรงปฏิสนธิในพระครรภ์ของพระมารดา

    การตั้งชื่อนี้เป็นอีกโอกาสหนึ่งที่ลูกาจะใช้เน้นย้ำถึงความสำคัญของพระนางมารีย์ ลูกาเน้นความจริงว่าพระมารดาของพระองค์ได้รับชื่อของพระบุตรของพระนางตั้งแต่ “ก่อนที่พระองค์จะทรงปฏิสนธิในพระครรภ์”...

    ตามธรรมประเพณีอันยาวนานในพระศาสนจักร สภาสังคายนาวาติกันครั้งที่ 2 เสนอว่าพระนางมารีย์ทรงเป็น “ต้นแบบของพระศาสนจักร” ทรงเป็น “ผู้มีความเชื่อคนแรก” ... ในพระวรสารตอนนี้ เราตระหนักว่าพระนางทรงเป็นบุคคลแรกที่ต้อนรับพระวาจาของพระเจ้า และไตร่ตรองพระวาจานี้ในใจ – และพระนางทรงเป็นบุคคลแรกที่ประกาศยืนยันความเชื่ออันเป็นสาระสำคัญของศาสนาของเรา คือ พระเจ้าทรงช่วยให้รอดพ้น...

    ในวันแรกของปีใหม่นี้ พระนางมารีย์ทรงเตือนเราให้คิดถึงสิ่งใหม่ ๆ ทั้งปวงในความเชื่อคริสตชน สิ่งที่เป็นต้นตำรับในความเชื่อของคริสตชน คือ เราไม่ได้เชื่อในพระเจ้าเท่านั้น มนุษย์ส่วนใหญ่ก็เชื่อในพระเจ้า โดยเฉพาะศาสนิกชนของศาสนาสำคัญต่าง ๆ ของโลก เช่น ศาสนายูดาย อิสลาม และความเชื่อของผู้ที่นับถือผี...    แต่เอกลักษณ์ของคริสตชน คือ เขาเชื่อว่าพระเจ้าเสด็จมารับสภาพมนุษย์ในองค์พระเยซูคริสตเจ้า... และความศรัทธาแท้ต่อพระนางมารีย์ เตือนใจเราให้ระลึกถึงความจริงข้อนี้...

 

แผนกคริสตศาสนธรรม อัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ
122/8 อาคารแม่พระรับเกียรติยกขึ้นสวรรค์ ซ.นนทรี 14 ถ.นนทรี แขวงช่องนนทรี เขตยานนาวา กรุงเทพฯ 10120
โทร. 095-953-3070,  02-681-3850   Email: ccbkk@catholic.or.th   Line_ID: kamsonbkk