foto1
foto1
foto1
foto1
foto1

God is Love...

Catechetical Center of Bangkok

9. อิสอัค เอซาว และยาโคบ
    อิสอัคได้รับมรดกทั้งหมดจากอับราฮัมซึ่งรวมถึงฝูงสัตว์เลี้ยง คนใช้และผู้รับใช้ของอับราฮัม    นอกจากนั้นอิสอัคยังได้รับพระพรของพระเจ้ามาเป็นของเขาด้วย    และโดยที่เรเบคาห์ภรรยาของเขาเป็นหมัน    อิสอัคจึงภาวนาของพระเจ้า พระเจ้าได้ฟังคำภาวนาของเขา    ดังนั้นเรเบคาห์จึงตั้งครรภ์และคลอดบุตรเป็นชายฝาแฝด    ซึ่งมีลักษณะแตกต่างกันนับตั้งแต่วาระแรกที่คลอดออกมา      คนแรกที่ออกมามีผิวแดงมีขนปกคลุมอยู่ทั้งตัว จึงได้ชื่อว่าเอซาว  หลังจากนั้นน้องชายของเขาก็ออกมา มือของเขาจับส้นเท้าของเอซาวไว้แน่น จึงได้ชื่อว่ายาโคบ    เอซาวเติบโตขึ้นเป็นนายพรานที่ชำนาญ ใช้ชีวิตอยู่ในท้องทุ่ง ส่วนยาโคบเป็นคนสงบเสงี่ยมชอบอยู่ในกระโจม  อิสอัครักเอซาวมากกว่ายาโคบ เพราะชอบกินเนื้อสัตว์ที่เอซาวล่ามาให้ แต่เรเบคาห์รักยาโคบมากกว่าเอซาว
    วันหนึ่ง ขณะที่ยาโคบกำลังปรุงอาหารอยู่ เอซาวกลับเข้ามาจากท้องทุ่ง เขากำลังหิวจัด  จึงพูดกับยาโคบว่า "ขอแกงสีแดงนั้นกินบ้างซิ ฉันหิวจะตายอยู่แล้ว" (เพราะเหตุนี้เขาจึงได้ชื่อว่าเอโดม ที่เป็นการเล่นคำสำหรับการที่เอซาวได้กินแกงถั่วสีแดง)  ยาโคบตอบว่า "จงขายสิทธิ์บุตรคนแรกให้ฉันก่อนซิ"  เอซาวตอบว่า "เอาไปเลย ฉันหิวจะตายอยู่แล้ว สิทธิ์นั้นจะมีประโยชน์อะไร"      ยาโคบพูดว่า "จงสาบานมาก่อนซิ" เอซาวจึงสาบาน แล้วขายสิทธิ์บุตรคนแรกของตนแก่ยาโคบยาโคบจึงให้ขนมปังและแกงถั่วแก่เอซาว เอซาวกินดื่ม แล้วก็ลุกออกไป ไม่สนใจสิทธิ์บุตรคนแรกของตนเลย
เมื่ออิสอัคชรามาก และตามืดมัวจนมองไม่เห็น วันหนึ่งเขาพูดกับเอซาวว่า "ดูซิ พ่อแก่แล้ว ไม่รู้ว่าจะตายเมื่อไร จงเอาอาวุธของลูก คือ แล่งลูกศรและคันธนูออกไปในท้องทุ่ง ล่าสัตว์มาให้พ่อ และทำอาหารอร่อย ๆ ให้พ่อกิน พ่อจะได้อวยพรลูกก่อนที่พ่อจะตาย"
นางเรเบคาห์ได้ยินสิ่งที่อิสอัคพูด นางต้องการเก็บพรนั้นไว้ให้ยาโคบ ดังนั้น นางจึงพูดกับยาโคบว่า “จงไปที่ฝูงสัตว์ เลือกลูกแพะอ้วนพีมาสองตัว แม่จะทำอาหารอร่อย ๆ อย่างที่พ่อชอบ  ลูกจะได้เอาไปให้พ่อ แล้วพ่อจะได้อวยพรลูกก่อนที่พ่อจะตาย"    นางเตรียมอาหารอร่อยอย่างที่อิสอัคชอบ  แล้วนางเรเบคาห์ก็เอาเสื้อตัวดีที่สุดของเอซาวบุตรคนโต เป็นเสื้อที่นางเก็บไว้ในบ้านมาให้ยาโคบบุตรคนเล็กสวม  เอาหนังแพะมาคลุมแขนและคอส่วนที่เกลี้ยงของเขา  แล้วส่งเขาไปพบอิสอัค
อิสอัคได้ยินเสียงฝีเท้าเขาถามว่า “เจ้าเป็นใคร?”    ยาโคบตอบไปว่า “ลูกคือเอซาว บุตรคนโตของพ่อ ลูกทำตามที่พ่อสั่งลูกแล้ว เชิญลุกขึ้นนั่งกินเนื้อที่ลูกล่ามาได้เถิด เพื่อพ่อจะได้อวยพรลูก"    อิสอัคยื่นแขนของเขาออกไปจับแขนของลูกชาย เขาจับถูกหนังแพะที่หุ้มหลอกไว้ อิสอัคจึงได้อวยพรให้ยาโคบว่า
“ดูซิ กลิ่นลูกชายของข้า เป็นเหมือนกลิ่นทุ่งนาซึ่งองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงอวยพร    ขอพระเจ้าประทานน้ำค้างจากฟ้าและความอุดมสมบูรณ์ของแผ่นดินทั้งข้าวสาลีและเหล้าองุ่นใหม่แก่ลูกอย่างมาก”
“ขอให้ชนชาติทั้งหลายรับใช้ลูก  ขอให้ประชาชาติทั้งหลายกราบไหว้ลูก  ขอให้ลูกเป็นนายเหนือพี่น้อง ขอให้บุตรของมารดาของลูก กราบไหว้ลูก  ผู้ใดสาปแช่งลูกให้ผู้นั้นถูกสาปแช่งด้วย  ผู้ใดอวยพรลูกให้ผู้นั้นได้รับพรด้วย”
หลังจากนั้นไม่นาน เอซาวก็กลับมาจากการล่าสัตว์ เขาได้นำเนื้อย่างมาให้แก่บิดาและขอให้บิดาของเขาอวยพรให้แก่เขา อิสอัคจึงรู้ว่ายาโคบบุตรชายของเขาได้หลอกเขา แต่เขาไม่สามารถจะเอาพรที่ให้ยาโคบกลับคืนมาได้    เอซาวรู้สึกโกรธและพูดกับตนเองว่า เมื่ออิสอัคบิดาของเราตาย เราจะฆ่ายาโคบเสีย    เรเบคาห์ได้ยินเรื่องนี้ จึงได้บอกแก่ยาโคบว่า จงหนีไปอยู่กับลาบันลุงของเจ้าที่เมืองฮาราน จงคอยอยู่ที่นั่นจนกว่าเอเซาวจะลืมเรื่องความโกรธของเขาดังนั้น ยาโคบจึงไปอยู่กับลาบัน เขาทำงานเป็นคนเลี้ยงแกะให้กับลาบัน แต่เขาก็มีฝูงแกะของเขาเองด้วย   ต่อมายาโคบก็ได้แต่งานและมีบุตรหลายคน
    หลังจากนั้นอีก 20 ปี ยาโคบก็กลับไปที่เมืองคานาอันพร้อมกับทุกคนในครอบครัวของเขา    ระหว่างทางเขาได้พักค้างคืนใกล้กับแม่น้ำยับบอก เขาได้ส่งสัมภาระของเขาทั้งหมดไปยังอีกฟากหนึ่งของแม่น้ำและอยู่ตามลำพัง    คืนนั้นมีบุรุษผู้หนึ่งมาปล้ำอยู่กับเขาจนรุ่งสาง หลังจากเลิกต่อสู้แล้วชายผู้นั้นก็ให้พรแก่ยาโคบและพูดกับเขาว่า "ท่านจะไม่ชื่อยาโคบอีก แต่ชื่ออิสราเอล เพราะท่านได้ต่อสู้กับพระเจ้าและกับมนุษย์ แล้วท่านก็ชนะ"
    ยาโคบทำไมตรีกับเอซาวพี่ชายของเขา เขาอาศัยอยู่ในเมืองคานาอันและมีบุตรชาย 12 คน คือ รูเบน สิเมโอน เลวี ยูดาห์ อิสสาคาร์ เศบูลุน  โยเซฟ เบนยามิน  ดาน นัฟทาลี กาดและอาเชอร์    คนทั้งหมดนี้เป็นบรรพบุรุษของชาวอิสราเอล (ปฐก 25-35)