foto1
foto1
foto1
foto1
foto1

Kamson BKK Update!!

หมวดปรีชาญาณ

wisdom books

Bible Diary 2019

IMG resize 2019

บทอ่านและบทมิสซา

ordomissae

พันธสัญญาใหม่

spd 20110902115342 b

บทเพลงศักดิ์สิทธิ์

angels-5b

เอกสารฉลอง 350 ปี

350

พระวาจาประจำวัน

word of God 2

เว็บไซต์คาทอลิก

bkk


sathukarnlogo


haab


becthailand


santikham


pope report-francis


bannerpope


cc_link2011


0002


thaicatholicbible


mass


bnbec


facebook

สถิติเยี่ยมชม (เริ่ม 22-02-2012)

วันนี้
เมื่อวาน
สัปดาห์นี้
เดือนนี้
เดือนที่แล้ว
ทั้งหมด
2542
18258
86476
370230
436281
14681019
Your IP: 18.207.132.114
2019-11-22 05:31

สถานะการเยี่ยมชม

มี 110 ผู้มาเยือน และ ไม่มีสมาชิกออนไลน์ ออนไลน์

20120621cnsbr110441

ปีแห่งความเชื่อ
11 ตุลาคม 2012 – 24 พฤศจิกายน 2013

ตราสัญลักษณ์ประกอบด้วยพื้นที่สี่เหลี่ยมจัตุรัสซึ่งด้านในประกอบด้วยเรือบนเกลียวคลื่นหมายถึง “พระศาสนจักรได้แล่นเรือออกไปเพื่อประกาศข่าวดี” โดยมีเสากระโดงเรือเป็นรูปกางเขน และมีใบเรือที่แสดงถึงเครื่องหมายที่ทรงพลัง  ซึ่งประกอบด้วยอักษรสัญลักษณ์ที่หมายถึงพระเยซูคริสตเจ้า คือ IHS พื้นหลังของใบเรือเป็นรูปดวงอาทิตย์  ที่เชื่อมโยงกับอักษรสัญลักษณ์ IHS หมายถึง “ศีลมหาสนิท เป็นศูนย์กลางของชีวิตและความเชื่อของคริสตชน”

2012-2013
The boat = The Church    The mast = The Cross      The Trigram of Christ  = IHS     The sun = The Eucharist
เรือ = พระศาสนจักร     เสากระโดงเรือ = กางเขน     อักษรสัญลักษณ์ 3 ตัว  = IHS    ดวงอาทิตย์ = ศีลมหาสนิท

หมายเหตุ : ตัวอักษร IHS , IHC เป็นอักษรสามตัวแรกของคำว่า Ihsus หรือ Ihcuc อันเป็นพระนามของพระเยซูในภาษากรีก พยัญชนะ S และ C ใช้แทนกันได้ในภาษากรีก IHS และ IHC มักถูกเข้าใจสับสนกับวลีภาษาละตินว่า  “In hocsigno”  (มีความหมายว่า  “ด้วยเครื่องหมายนี้”) อันมีที่มาจากตำนานว่า ก่อนที่จักรพรรดิคอนสแตนติน จะทรงกลับใจมานับถือศาสนาคริสต์ ทรงพระสุบินเห็นธงจารึกข้อความ “In hoc signo vinces” (มีความหมายว่า “ด้วยเครื่องหมายนี้จะทรงประสบชัยชนะ”) หลังจากชนะสงครามแล้วจึงทรงยอมนับถือศาสนาคริสต์ ยิ่งไปกว่านั้น อักษร IHS และ IHC ยังมักถูกตีความผิดๆ ว่าเป็นตัวย่อของวลีในภาษาละตินว่า “Iesus Hominum Salvator” (มีความหมายว่า “เยซูพระมหาไถ่แห่งมวลมนุษย์) (ข้อมูลส่วนนี้อ้างอิงจาก Website : หอจดหมายเหตุอัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ)

ด้วยพระดำรัสในสมณลิขิตเรื่อง “Porta Fidei” ของสมเด็จพระสันตะปาปาเบเนดิกต์ที่ 16 ได้ประกาศอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม ค.ศ.2011 เกี่ยวกับการประกาศ “ปีแห่งความเชื่อ” ซึ่งจะเริ่มอย่างเป็นทางการในวันที่ 11 ตุลาคม ค.ศ. 2012 เพื่อเป็นโอกาสครบ 50 ปี ของการเปิดสภาสังคายนาวาติกันที่ 2 และจะปิดปีแห่งความเชื่ออย่างเป็นทางการในวันที่ 24 พฤศจิกายน ค.ศ. 2013 เพื่อร่วมกันเฉลิมฉลองการเป็นกษัตริย์แห่งสากลจักรวาลของพระเยซูคริสตเจ้า

การเริ่มปีแห่งความเชื่อเป็นการฉลองสองเหตุการณ์สำคัญในชีวิตพระศาสนจักร คือ 50 ปี ที่บุญราศีสมเด็จพระสันตะปาปายอห์นที่ 23 เปิดสภาสังคายนาวาติกันที่ 2 (11 ตุลาคม 1962) และครบรอบ 20 ปี ที่บุญราศีสมเด็จพระสันตะปาปายอห์น ปอล ที่ 2 ได้ประกาศรับรองหนังสือคำสอนพระศาสนจักรคาทอลิก (11 ตุลาคม 1992)

ประตูแห่งความเชื่อเปิดอยู่เสมอสำหรับเรา พร้อมที่จะนำเราไปสู่ชีวิตแห่งความเป็นหนึ่งเดียวกันกับพระเจ้า ซึ่งโดยอาศัยศีลล้างบาปนี้เราสามารถเรียกพระเจ้าว่า “พระบิดา” โดยอาศัยความเชื่อ “แม่พระน้อมรับคำพูดของทูตสวรรค์” และโดยอาศัยความเชื่อ “อัครสาวกเดินทางไปทั่วโลกเพื่อประกาศพระนามของพระเยซูคริสตเจ้า และโดยอาศัยความเชื่อคริสตชนก็ต้องเป็นประจักษ์พยานแห่งความรักด้วยชีวิตในการดำเนินชีวิตติดตามพระ เพราะว่า “เธอเป็นสุขที่เชื่อว่า พระวาจาที่พระเจ้าตรัสแก่เธอไว้จะเป็นจริง” (ลก 1:14)

 ตราสัญลักษณ์ปีแห่งความเชื่อ
(จากลอสแซร์วาตอเร โรมาโน ฉบับที่ 26 วันพุธที่ 27 มิถุนายน 2012 หน้า 3)

 

  • เราต้องเคลื่อนไหวไปให้ไกลเกินกว่าความยากจนฝ่ายจิตของโลก ซึ่งไม่สามารถรับรู้ได้อีกต่อไปถึงการประทับอยู่ของพระเจ้า ปีแห่งความเชื่อ ซึ่งสมเด็จพระสันตะปาปาเบเนดิกต์ ที่ 16 ทรงกำหนดขึ้นตั้งแต่วันที่ 11 ตุลาคม 2012 ถึงวันที่ 24 พฤศจิกายน 2013 นั้น ก็เพื่อผู้ปรารถนาใฝ่หาพระเจ้า
  • เมื่อเช้าวันพฤหัสบดีที่ 21 มิถุนายน 2012 พระอัครสังฆราชรีโน ฟิซิเชลลา ประธานสมณเพื่อส่งเสริมงานประกาศข่าวดีใหม่ ได้ชี้แจงเรื่องวาระแห่งพระหรรษทานนี้ที่สำนักงานข่าววาติกัน ท่านชี้แจ้งว่าปีแห่งความเชื่อ “มุ่งเพื่อค้ำจุนความเชื่อของผู้มีความเชื่อมากมายที่ไม่เลิกมอบชีวิตของตนไว้แด่องค์พระผู้เป็นเจ้าด้วยความเชื่อมั่นกล้าหาญ ทั้งๆ ที่ต้องมีภาระหนักกับชีวิตประจำวัน” ถึงแม้ว่าในโลกนี้การเป็นพยานความเชื่อไม่ค่อยเป็นข่าวขึ้นมาก็ตาม แต่พระอัครสังฆราชฟิซิเชลลาเน้นว่า “การเป็นพยานความเชื่อนี้มีคุณค่าสูงยิ่งในสายพระเนตรของพระเจ้าผู้สูงสุด”
  • สิ่งท้าทายเวลานี้ก็คือ การรื้อฟื้นความหมายที่สูญไปนั้นให้กลับมาใหม่ในโลกนี้ ที่เต็มไปด้วยวิกฤติทั่วไปไม่เว้นแม้กระทั่งในเรื่องความเชื่อเอง พระอัครสังฆราชฟิซิเชลลา ไม่ลังเลใจเลยที่จะกล่าวว่า “โลกียนิยมได้เข้ามาจู่โจมเรามนุษย์หลายสิบปีแล้ว ภายใต้ชื่อ “การเป็นตัวของตนเอง” ที่เรียกร้องให้ตนเองเป็นอิสระพ้นจากการอยู่ใต้อำนาจที่มีการไขแสดงใดๆ ทั้งสิ้นและต้องการจัดการวางแผนของตนเอง สำหรับการเจริญชีวิตอยู่ในโลกราวกับว่าพระเจ้าไม่มีอยู่จริง” เรื่องนี้กลายเป็นวิกฤติด้านมานุษยวิทยา ซึ่งปล่อยมนุษย์ไว้กับตัวเขาเอง ทำให้มนุษย์ “รู้สึกสับสนว้าวุ่น โดดเดี่ยวเดียวดาย ต้องแล้วแต่ความกรุณาจากพลังอำนาจ ซึ่งเขาเองไม่เคยรู้จักหน้าตาเลยว่าเป็นเช่นไร และไม่มีจุดหมายกับชีวิตของตนด้วย”
  • ฉะนั้นเราต้องไปให้ไกลเกินกว่านี้ โดยบ่งบอกอย่างเด่นชัดด้วยตราสัญลักษณ์ปีแห่งความเชื่อนี้ ให้ความหมายกับเหตุการณ์ต่างๆ ที่วางแผนไว้ ตราสัญลักษณ์นี้เป็นภาพคลาสสิกของพระศาสนจักร โดยแทนด้วยรูปเรือที่กำลังแล่นใบไปบนระลอกคลื่น เสากระโดงเรือเป็นรูปไม้กางเขน ซึ่งแขวนตัวอักษรสามตัว IHS ที่หมายถึงพระคริสต์แขวนไว้รับกับดวงอาทิตย์ ซึ่งรวมกับอักษรสามตัวนั้นเกิดเป็นสัญลักษณ์บ่งบอกถึงศีลมหาสนิท