แผนกคริสตศาสนธรรม  อัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ

CATECHETICAL CENTER OF BANGKOK ARCHDIOCESE

thzh-CNenfritjako

adam

 

อิสรภาพไม่ใช่สิทธิที่จะเลือกระหว่างความดีหรือความชั่ว เพราะในเมื่อความเป็นแก่นของความเป็นมนุษย์ที่ถือกําเนิดมาจากพระเจ้าผู้ทรงเป็นองค์ความดี อิสรภาพจึงเป็นสิทธิที่จะเลือกความดีตามการชี้นําของเหตุผลและใจชี้บอกความดีที่มนุษย์ สามารถเลือกได้ด้วยใจอิสระนั้น ประกอบด้วยความดีที่พระเจ้าทรงกําหนด และความดีที่มนุษย์ยกย่องให้เป็นความดี ซึ่งอาจจะสอดคล้องกับความดีที่พระเจ้าทรงกําหนด หรืออาจตรงกันข้ามกับสิ่งที่พระองค์ทรงชี้บอก ทุกครั้งที่มนุษย์ใช้อิสรภาพในการเลือก จึงเป็นการเลือกความดีเป็นหลัก ส่วนความดีที่มนุษย์เลือกนั้นอาจเป็นความดีในตัวเองหรือเป็นความดีที่มนุษย์คิด หรือเห็นว่าดีในขณะนั้น ความดีที่มนุษย์ยกย่องนั้น หลายครั้งก็เป็นความชั่วที่มนุษย์เห็นเป็นแง่ดีหรือผลประโยชน์อย่างใดอย่างหนึ่งในขณะนั้น ซึ่งอาจเกิดจากการรู้เท่าไม่ถึงการณ์ การหลงผิด หรือความเขลาเบาปัญญานั่นเอง

 

เมื่อมนุษย์ห่างพระเจ้าไป นอกจากไม่พบและไม่เห็นศักดิ์ศรีของตนแล้ว เขายังมองไม่เห็นศักดิ์ศรี ในคนอื่นด้วย มนุษย์จึงไม่ลังเลที่จะมองคนอื่นแค่ผลประโยชน์ที่พึงได้ และหาประโยชน์จากคนอื่นโดยไม่คํานึงถึงความผิด ความถูก

 

ใครที่ไม่เคารพพระเจ้า ไม่ช้าก็จะหมดความเคารพต่อตนเองและต่อผู้อื่นด้วย การกดขี่ การเอารัดเอาเปรียบ การทะเลาะเบาะแว้ง สงคราม ฯลฯ จึงเกิดจากการที่มนุษย์ห่างจากพระเจ้าหรือปฏิเสธพระเจ้า การใช้อิสรภาพในทางที่ผิด ทําให้ศักดิ์ศรี ของมนุษย์ลดลงและหมดสิ้นไปในที่สุด พร้อมกันนั้น พระพรและพระหรรษทานที่พระเจ้าประทานให้ ก็ถูกนําไปใช้ในทางที่ผิดและไม่เห็นคุณค่า คนที่ทําบาป จึงตกอยู่ในสภาพขัดสน อ่อนแอ และหมดสภาพ

 

ความรักของบิดายิ่งใหญ่เกินกว่าที่จะปล่อยให้ท่าทีและพฤติกรรมของลูกเป็นเงื่อนไข

 

และนั่นคือท่าทีของพระเจ้า มนุษย์ทําบาป และทิ้งพระเจ้าไป แต่พระองค์ทรงติดตามเขาไปทุกแห่งทุกหนด้วยความรักและเป็นห่วง และถึงแม้มนุษย์ยืนยันจะทิ้งพระองค์ไป แต่พระองค์ไม่สามารถทิ้งมนุษย์ผู้เป็นลูกของพระองค์ไปอย่างเด็ดขาด

 

หลายครั้ง มนุษย์อาจไม่ต้องการพระเจ้า และทําเหมือนกับว่าอยู่ได้โดยไม่ต้องมีพระองค์ แต่ในความรักอันยิ่งใหญ่ของพระองค์ พระเจ้าทรงต้องการมนุษย์และไม่อาจอยู่ได้โดยไม่มีมนุษย์ หลังจากที่ได้ทรงสร้างมนุษย์มาและให้ความรักที่ไร้ขอบเขตแก่มนุษย์

 

มนุษย์อาจดําเนินชีวิตแต่ละวันโดยไม่คิดถึงพระเจ้า แต่พระองค์ทรงนึกถึงมนุษย์อยู่ตลอดเวลา มนุษย์อาจไม่ได้สวดขอความช่วยเหลือจากพระเจ้าเลย แต่พระเจ้าประทานทุกอย่างที่ดีและจําเป็นสําหรับมนุษย์อยู่เสมอ ถ้าพระเจ้าจะประทานเฉพาะในสิ่งที่มนุษย์วอนขอ มนุษย์ก็คงไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้อย่างที่เป็นอยู่เดี๋ยวนี้

 

ความรักคือการยืนหยัด แม้มีการเปลี่ยนแปลง ในท่าที่และพฤติกรรม ความรักก็ยังคงยืนยันที่จะรักต่อไปอย่างไม่เปลี่ยนแปลง เพราะความรักเข้าถึงแก่นแห่งความเป็นคน จึงไม่ขึ้นอยู่กับองค์ประกอบภายนอก ไม่ว่าจะรูปร่างหน้าตาหรือพฤติกรรมที่แสดงออก

 

ในบทสดุดี มีการยืนยันท่าทีของพระเจ้า “พระองค์ได้ทรงยกโทษบาปของประชากรของพระองค์และทรงให้อภัยความผิดทุกอย่างของพวกเขา” (สดด 85:2) และ “พระองค์ไม่ทรงลงโทษเรา ตามที่เราสมจะได้รับ หรือปฏิบัติกับเราตามบาปและ ความผิดของเรา” (สดด 103:10)

 

นอกจากทรงพร้อมจะยกโทษให้ลูกของพระองค์ที่ทําผิดแล้ว ความรู้สึกดีๆ ที่พระองค์ทรงมีต่อลูกของพระองค์ก็ยังคงเส้นคงวา

 

เทพเจ้าใดเล่าเป็นเหมือนพระองค์ ผู้ทรงให้อภัยความผิด และทรงมองข้ามการล่วงละเมิดแก่ผู้ที่เหลืออยู่เป็นมรดกของพระองค์ พระองค์ไม่ทรงรักษาพระพิโรธไว้ตลอดไป แต่พอพระทัยแสดงความรักมั่นคง ขอพระองค์ทรงพระเมตตา ต่อข้าพเจ้าทั้งหลายอีกครั้งหนึ่ง โปรดทรงเหยียบย้ำความผิดของข้าพเจ้าทั้งหลาย พระองค์จะทรงเหวี่ยงบาปของข้าพเจ้าทั้งหลายลงไปในทะเลลึก (มคา 7:18-19)

 

ความรักมั่นคงของพระองค์ ดํารงเป็นนิจนิรันดร์

 

บาปและผลของบาปส่งผลต่อคนบาปทั้งด้าน ร่างกายและจิตใจ แต่มีอย่างหนึ่งที่บาปเปลี่ยนแปลง ไม่ได้คือการเป็นลูกของพระเจ้า แม้เขาจะทําผิดหนัก แต่ก็เป็นลูกของพระที่ผิดพลาด ถึงแม้ชีวิตเขาจะ ล้มเหลว แต่ก็เป็นลูกของพระที่ล้มเหลว ดังนั้น ทุกครั้ง ที่ลูกของพระองค์สํานึกผิด พระองค์ก็ทรงพร้อมที่จะ คืนศักดิ์ศรีแห่งการเป็นบุตรคืนให้เขาเหมือนเดิม

 

ในบทสดุดี มีการยืนยันท่าทีของพระเจ้า “พระองค์ได้ทรงยกโทษบาปของประชากรของ พระองค์และทรงให้อภัยความผิดทุกอย่างของพวกเขา” (สดด 85:2) และ “พระองค์ไม่ทรงลงโทษเรา ตามที่เราสมจะได้รับ หรือปฏิบัติกับเราตามบาปและ ความผิดของเรา” (สดด 103:10)

 

นอกจากทรงพร้อมจะยกโทษให้ลูกของพระองค์ที่ทําผิดแล้ว ความรู้สึกดีๆ ที่พระองค์ทรงมีต่อลูกของพระองค์ก็ยังคงเส้นคงวา

 

เทพเจ้าใดเล่าเป็นเหมือนพระองค์ ผู้ทรงให้อภัยความผิด และทรงมองข้ามการล่วงละเมิด แก่ผู้ที่เหลืออยู่เป็นมรดกของพระองค์ พระองค์ไม่ทรงรักษาพระพิโรธไว้ตลอดไป แต่พอพระทัยแสดงความรักมั่นคง ขอพระองค์ทรงพระเมตตา ต่อข้าพเจ้าทั้งหลายอีกครั้งหนึ่ง โปรดทรงเหยียบย้ำความผิดของข้าพเจ้าทั้งหลาย พระองค์จะทรงเหวี่ยงบาปของข้าพเจ้าทั้งหลายลงไปในทะเลลึก (มคา 7:18-19)

 

 

ที่มา: นิตยสารแม่พระยุคใหม่ หน้า 24-25 ฉบับที่ 239 ปีที่ 40 กันยายน- ตุลาคม 2021