แผนกคริสตศาสนธรรม  อัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ

CATECHETICAL CENTER OF BANGKOK ARCHDIOCESE

thzh-CNenfritjako

    (คำว่า “สับบาโต” มีความหมายว่า “พักผ่อน” “พระเจ้าทรงอวยพรวันที่เจ็ดและทรงทำให้วันนั้นเป็นวันศักดิ์สิทธิ์  เพราะในวันนั้น พระองค์ทรงพักจากงานทั้งปวงที่ทรงกระทำในการเนรมิตสร้าง” (ปฐก 2:2) ในข้อโต้แย้งเรื่องการถือวันสับบาโตระหว่างพระเยซูเจ้ากับพวกฟาริสี พระเยซูเจ้าทรงถามพวกเขาว่า “ในวันสับบาโตนั้นควรทำความดีหรือความชั่ว? ควรจะช่วยชีวิตหรือปล่อยให้ตายไป?” (มก 3:4) และเรื่องเล่าต่อไปนี้ คงจะเป็นคำตอบที่ดี)

    ในหมู่บ้านเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง มีชายสามคนเป็นเพื่อนกัน คนหนึ่งเป็นมุสลิม อีกคนหนึ่งนับถือศาสนายิว และคนสุดท้ายเป็นคริสตชน เพื่อนที่เป็นมุสลิมถือวันศุกร์เป็นวันนมัสการพระเจ้า ขณะที่ชาวยิวถือวันเสาร์เป็นวันสับบาโต และคริสตชนถือวันอาทิตย์เป็นวันพระเจ้า
    เย็นวันศุกร์วันหนึ่งเวลาประมาณเที่ยง หลังจากที่เพื่อนชาวยิวและคริสตชนเสร็จจากการไถพื้นที่เพาะปลูกของเขา ขณะที่เขากำลังรับประทานอาหารเที่ยง     เพื่อนที่เป็นคริสตชนสังเกตเห็นว่าทุ่งนาของเพื่อนมุสลิมยังไถไม่เสร็จ เขาคิดในใจว่า “ถ้าขืนปล่อยให้ทุ่งนาของเพื่อนมุสลิมยังไถไม่เสร็จอยู่อย่างนี้ บางทีพรุ่งนี้ฝนอาจจะตก และการเพาะปลูกของเพื่อนก็จะเกิดความเสียหาย เอาอย่างนี้ก็แล้วกันฉันจะช่วยไถที่นาให้เขาสักหน่อย มันคงจะช่วยเขาได้มากทีเดียว” เขาทำตามที่เขาคิด และเพื่อนชาวยิวก็คิดและทำในลักษณะเดียวกัน โดยที่เขาทั้งสองไม่ได้ปรึกษากันและไม่รู้ด้วยซ้ำไปว่าอีกฝ่ายหนึ่งก็ทำเหมือนอย่างที่ตนทำ ดังนั้นงานที่ค้างอยู่ของเพื่อนมุสลิมจึงสำเร็จสมบูรณ์
    ในวันรุ่งขึ้นเมื่อเพื่อนมุสลิมเห็นงานของเขาเสร็จเรียบร้อยแล้ว เขาดีใจมากและกล่าวว่า     “ฉันมั่นใจว่าพระเจ้าได้ส่งทูตสวรรค์ของพระองค์มาทำงานในทุ่งนาของฉันเพราะฉันได้ถือวันของพระองค์อย่างดี”
    เดือนต่อมาเมื่อถึงฤดูเก็บเกี่ยว พืชผลในท้องทุ่งของเพื่อนทั้งสามต่างผลิดอกออกผลมากมาย ในวันอาทิตย์วันหนึ่ง      ขณะที่เพื่อนชาวยิวและมุสลิมกำลังเก็บเกี่ยวพืชผลของเขา เพื่อนที่เป็นคริสตชนไปที่โบสถ์เพื่อฉลองวันพระเจ้า ขณะที่กำลังเกี่ยวข้าวอยู่นั้น เพื่อนชาวยิวสังเกตที่ทุ่งนาของเพื่อนคริสตชน เขาเห็นว่ารวงข้าวสุกและพร้อมที่จะเก็บเกี่ยวแล้ว เขาคิดในใจว่า “ถ้าฉันไม่ช่วยเกี่ยวข้าวในวันนี้ เพื่อนคริสตชนจะต้องสูญเสียผลผลิตไปส่วนหนึ่งอย่างแน่นอน”        ดังนั้นเขาจึงตั้งใจที่จะช่วยเกี่ยวข้าวในนาของเพื่อนคริสตชนจนมืด และเพื่อมุสลิมก็คิดและทำเช่นเดียวกับเขา ในที่สุดพวกเขาเกี่ยวข้าวที่เหลืออยู่จนเสร็จ
    ในวันจันทร์เมื่อเพื่อนคริสตชนมาที่ทุ่งนาของตน เขาพบว่าข้าวในทุ่งนาของเขาได้รับการเกี่ยวและเมล็ดข้าวก็กองไว้อย่างมีระเบียบเรียบร้อย เขาคิดว่า “โอ้ ขอบคุณพระเจ้า ที่ทรงใช้ทูตสวรรค์ของพระองค์มาช่วยลูก ในขณะที่ลูกหยุดพักในวันของพระองค์”
    เมื่อถึงช่วงนวดข้าวเพื่อนมุสลิมและคริสตชนกำลังทำงาน     ในขณะที่เพื่อนชาวยิวอยู่ที่บ้านเพื่อถือวันสับบาโตเป็นวันศักดิ์สิทธิ์  ในขณะที่นวดข้าวเสร็จ เพื่อนมุสลิมมองไปที่ทุ่งนาของเพื่อนชาวยิว และคิดในใจว่า “ถ้าเพื่อนของฉันไม่นวดข้าวให้เสร็จในวันนี้ บางทีฝนจะตกและเขาจะต้องเสียผลผลิตที่เหลือของเขาทั้งหมด บ่ายนี้ฉันจะไปช่วยนวดข้าวที่เหลือดีกว่า” และเขาก็เริ่มทำตามที่เขาคิด และโดยไม่ได้นัดหมายเพื่อนคริสตชนก็คิดและทำเช่นเดียวกัน เขาแยกกันทำโดยไม่รู้ว่าอีกฝ่ายหนึ่งทำ และในที่สุดเขาก็นวดข้าวของเพื่อนชาวยิวที่เหลืออยู่จนเสร็จ
    เมื่อวันสับบาโตจบลงแล้ว เพื่อนชาวยิวได้มาที่ทุ่งนาของตนและพบว่างานของเขาเสร็จเรียบร้อยแล้ว เขายกสายตาขึ้นสู่เบื้องบน ภาวนาว่า “ข้าแต่พระเจ้า ลูกขอถวายพรแด่พระองค์  พระองค์ทรงส่งทูตสวรรค์ของพระองค์มาช่วยลูก ในขณะที่ลูกนมัสการพระองค์ในวันของพระองค์”

ชวนคิดสะกิดใจ
ภาษาที่สากลที่สุด เข้าใจง่ายที่สุด และน่าประทับใจที่สุดน่าจะเป็น “ภาษาแห่งความรัก” มันเป็นภาษาที่ไม่ยุ่งยากแก่การจำเพราะใช้คำพูดน้อย แต่มันเป็นภาษาที่มีคุณค่าและต้องออกแรงสูงเพราะภาษานี้ใช้กิจการเป็นตัวสื่อสาร แต่ภาษานี้มันทำให้โลกน่าอยู่ และความแตกต่างของเราก็ไม่เป็นอุปสรรคในการใช้ภาษานี้ คุณว่าจริงใหม?