^Back To Top

  • 1 1
    .
  • 2 2
    .
  • 3 3
    .
  • 4 4
    .
  • 5 5
    .

kamsonbkk.com

วันอาทิตย์ปัสกา

วันอาทิตย์ปัสกา
กิจการอัครสาวก 10:34, 37-43; โคโลสี 3:1-4; ยอห์น 20:1-9

บทรำพึงที่ 1
เรื่องเริ่มต้นที่คูหาฝังศพ
พระเยซูเจ้าทรงต้องการเนรมิตสร้างเราขึ้นมาใหม่

    นักโทษคนหนึ่งในเรือนจำที่ชิคาโก นั่งชมรายการทอล์กโชว์ทางโทรทัศน์ แขกรับเชิญในรายการวันนั้นชื่อ จี. กอร์ดอน ลิดดี้ เขาเป็นหนึ่งในกลุ่มบุคคลที่ถูกจำคุกในคดีวอเตอร์เกต ซึ่งทำให้ ริชาร์ด นิกสัน ต้องลาออกจากตำแหน่งประธานาธิบดี

    หัวข้อของรายการคือศาสนา ระหว่างดำเนินรายการ พิธีกรหันไปถามลิดดี้ ว่า “ทำไมคุณถึงมั่นใจถึงเพียงนี้ว่าพระเจ้าทรงสร้างคุณขึ้นมา”

    ลิดดี้ยิ้ม และตอบว่า “ไม่มีใครอื่น นอกจากพระเจ้าที่จะกล้าทำอย่างนั้น ไม่มีใครอื่นนอกจากพระเจ้าที่จะกล้าถึงขนาดที่สร้างมนุษย์อย่างผมขึ้นมา”

    ผู้ชมในห้องอัดรายการหัวเราะลั่น รวมทั้งพิธีกรด้วย และรวมทั้งนักโทษในเรือนจำชิคาโกคนนั้นด้วย

    เมื่อจบรายการ นักโทษคนนั้นเอนตัวลงนอนบนเตียงในห้องขังของเขา และเริ่มคิดว่า “พระเจ้าทรงสร้างผมขึ้นมาทำไม ทำไมพระเจ้าจึงสร้างมนุษย์คนหนึ่งที่จะจบชีวิตลงในห้องขังของเรือนจำ”

    ทำไมพระเจ้าจึงสร้างมนุษย์คนหนึ่งที่จะตายต่อความดีและความรัก และฝังตัวอยู่ในหลุมศพแห่งความชั่วและความเกลียดชัง ภายในห้องขังของเรือนจำ

    ในนาทีนั้นเองที่ความคิดแปลก ๆ ผุดขึ้นมาในใจของนักโทษคนนั้น เหตุการณ์ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์เริ่มต้นขึ้นในหลุมศพ หลุมศพที่ได้รับการคุ้มกันอย่างแน่นหนา เหมือนกับห้องขังของเขา

    เหตุการณ์นั้นคือการกลับคืนพระชนมชีพของพระเยซูเจ้า และเหตุการณ์นี้ได้กลายเป็นเหตุการณ์ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ ก็เพราะเหตุการณ์นี้ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในองค์พระเยซูเจ้า

    พระเยซูเจ้าไม่ได้ถูกฝังอยู่ในคูหาอีกต่อไป บัดนี้ พระองค์ทรงกลับคืนพระชนมชีพจากบรรดาผู้ตายแล้ว

    และเพราะพระเยซูเจ้าทรงได้รับการยกขึ้นสู่ชีวิตใหม่ โลกจึงได้รับชีวิตใหม่ด้วย เพราะชีวิตใหม่ที่พระเยซูเจ้าทรงได้รับมานี้ ทำให้พระองค์สามารถถ่ายทอดชีวิตใหม่นี้ให้แก่ผู้อื่นได้ด้วย

    เมื่อนั้นเองที่ความคิดแปลก ๆ ที่สองผุดขึ้นมาในใจของนักโทษคนนั้น

    เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับพระเยซูเจ้าในคูหาฝังศพในกรุงเยรูซาเล็ม สามารถเกิดขึ้นกับเขาในหลุมศพของเขาในชิคาโกได้เช่นกัน อาศัยชีวิตใหม่และอานุภาพของพระเยซูเจ้า เขาเองก็สามารถเกิดใหม่ได้ เขาสามารถได้รับการเนรมิตสร้างขึ้นมาใหม่ได้ เขาสามารถกลับคืนชีพได้

    ในนาทีนั้นเองที่เขาเริ่มเข้าใจความหมายแท้จริงของปัสกา ปัสกาหมายถึงการเกิดใหม่ หมายถึงการถูกเนรมิตสร้างขึ้นมาใหม่ หมายถึงการกลับคืนชีพจากบรรดาผู้ตาย และหมายถึงการกลายเป็นบุคคลใหม่

    ในนาทีนั้น เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับพระเยซูเจ้าในคูหาฝังศพ ก็เกิดขึ้นกับนักโทษในหลุมศพของเขา เขาได้เกิดใหม่ เขาถูกเนรมิตสร้างขึ้นมาใหม่ เขากลับคืนชีพจากบรรดาผู้ตาย และเขากลายเป็นบุคคลใหม่

    สิ่งที่เกิดขึ้นกับนักโทษในเรือนจำชิคาโก คือสิ่งที่พระเจ้าทรงต้องการให้เกิดขึ้นกับเรา ในเช้าวันนี้ พระเจ้าทรงต้องการเนรมิตสร้างเราขึ้นมาใหม่ เราทุกคนในวัดวันนี้รู้ว่าเราถูกฝังอยู่ในหลุมศพอย่างหนึ่ง เหมือนกับนักโทษคนนั้น อาจเป็นหลุมศพแห่งความแค้น เพราะเราเคยเจ็บปวดจากการกระทำของใครบางคน

    อาจเป็นหลุมศพแห่งความกลัวว่าชีวิตในอนาคตของเราจะเป็นอย่างไร

    อาจเป็นหลุมศพแห่งความสับสนเกี่ยวกับความเชื่อของเรา และเราไม่รู้ว่าจะขจัดความสับสนนี้ให้หมดไปได้อย่างไร

    หรืออาจเป็นหลุมศพแห่งความสิ้นหวังเกี่ยวกับสถานการณ์ที่ยากลำบากบางอย่างในชีวิต และเราไม่รู้ว่าควรทำอย่างไรต่อไป

    และนี่คือบทบาทของปัสกา

    พระเยซูเจ้าทรงใช้อานุภาพปัสกาของพระองค์ยกนักโทษในเรือนจำชิคาโกขึ้นมาจากหลุมศพของเขา พระองค์ทรงต้องการทำเช่นนี้เพื่อเราเหมือนกัน พระองค์ทรงต้องการยกเราขึ้นจากหลุมศพของเรา

    นี่คือข่าวดีของปัสกา นี่คือข่าวดีที่เราเฉลิมฉลองกันในมิสซาในเช้าวันนี้ นี่คือข่าวดีที่พระเยซูเจ้าทรงเสนอคำเชิญให้แก่เราแต่ละคน

    พระองค์ทรงเชิญเราให้เปิดใจยอมรับอานุภาพใหม่แห่งปัสกาของพระองค์ พระองค์ทรงเชิญเราให้ยินยอมให้พระองค์ทรงทำเพื่อเรา อย่างที่พระองค์ทรงทำเพื่อนักโทษในเรือนจำชิคาโกคนนั้น

    พระเยซูเจ้าทรงต้องการประทานพลังให้เราสามารถลุกขึ้นจากหลุมศพแห่งความมืด หลังจากความหวังของเราสูญสลายไปหมดแล้ว

    พระองค์ทรงต้องการประทานพลังให้เราสามารถลุกขึ้นจากหลุมศพแห่งความท้อแท้ หลังจากที่ความรักของเราถูกผลักไส

    พระองค์ทรงต้องการประทานพลังให้เราสามารถลุกขึ้นจากหลุมแห่งความคลางแคลงใจ หลังจากความเชื่อของเราถูกสั่นคลอน

    นี่คือข่าวดีของปัสกา ข่าวดีนี้บอกเราว่าพระเยซูเจ้าเสด็จออกมาจากคูหาฝังศพของพระองค์แล้ว และทรงต้องการช่วยเราให้ลุกขึ้นจากหลุมศพของเราเช่นกัน และบอกเราว่าพระองค์ทรงต้องการประทานพลังให้เราลุกขึ้นจากหลุมศพของเราได้

    ข่าวดีนี้บอกเราว่าไม่มีหลุมศพใดสามารถกักขังเราได้อีกต่อไป ไม่ว่าจะเป็นหลุมศพแห่งความสิ้นหวัง หรือหลุมศพแห่งความท้อแท้ หรือหลุมศพแห่งความคลางแคลงใจ และแม้แต่หลุมศพแห่งความตาย

    นี่คือข่าวดีของปัสกาที่บอกเราเกี่ยวกับการเกิดใหม่ การเนรมิตสร้างครั้งใหม่ การเปิดใจยินยอมให้พระเยซูเจ้าทรงกระทำเพื่อเรา อย่างที่พระองค์ได้กระทำเพื่อนักโทษในเรือนจำชิคาโก

    นี่คือข่าวดีของปัสกาที่เราเฉลิมฉลองกันในพิธีกรรมปัสกาในเช้าวันนี้

บทรำพึงที่ 2
ยอห์น 20:1-9

เช้าตรู่วันต้นสัปดาห์ ...

    พระวรสารทั้งสี่ฉบับให้ข้อมูลทางประวัติศาสตร์ตรงกันในประเด็นนี้

    ดังนั้น การกลับคืนพระชนมชีพจึงเกิดขึ้นในวันสับบาโตในเทศกาลปัสกาของชาวยิว ... นักบุญยอห์น ผู้มองเห็นความหมายเชิงสัญลักษณ์เสมอ มองว่า “วันต้นสัปดาห์” นี้เป็นจุดเริ่มต้นของโลกใหม่ – การเนรมิตสร้างครั้งใหม่ ... เป็นสัปดาห์แห่งปฐมกาลใหม่ ...

    มนุษย์มักยกเอาความทุกข์ทรมาน และความตายมาเป็นเหตุผลสนับสนุนความเชื่อว่าพระเจ้าไม่มีจริง เป็นไปได้อย่างไรที่พระเจ้าจะทรงสร้างโลกที่มีความทุกข์มากมายเช่นนี้ ... ถ้าเราไม่ยอมเชื่อว่าพระเยซูเจ้าทรงกลับคืนพระชนมชีพ เราก็ตอบคำถามข้อนี้ไม่ได้ ... ปิตาจารย์ของพระศาสนจักร – รวมถึงทุกคนที่ไตร่ตรองพระคัมภีร์อย่างลึกซึ้ง ... คิดว่าพระเจ้าคงไม่ “เนรมิตสร้างครั้งแรก” (ซึ่งรวมถึงสภาวะที่รู้จักตายของเราในปัจจุบัน) ถ้าพระองค์ไม่ทรงเห็นมาตลอดนิรันดร์กาลว่าจะต้องมี “การเนรมิตสร้างครั้งที่สอง” และด้วยการเนรมิตสร้างครั้งที่สองนี้เอง “จะไม่มีความตายอีกต่อไป จะไม่มีการคร่ำครวญ การร้องไห้ และความทุกข์อีกต่อไป เพราะโลกเดิมผ่านพ้นไปแล้ว” (วว 21:4) ...

ขณะที่ยังมืด มารีย์ ชาวมักดาลา ออกไปที่พระคูหา

    ผู้นิพนธ์พระวรสารทั้งสี่คน ให้ข้อมูลตรงกันอีกประเด็นหนึ่งคือ “สตรี” เป็นคนกลุ่มแรกที่ค้นพบ “เหตุการณ์” ... แต่ในธรรมประเพณีสายนี้ ยอห์นเลือกให้ความสนใจกับสตรีคนหนึ่งเท่านั้น คือ มารีย์ชาวมักดาลา เขาถึงกับบอกว่านางเป็นบุคคลแรกที่พระเยซูเจ้าทรงแสดงพระองค์ให้เห็น หลังจากทรงกลับคืนพระชนมชีพแล้ว (ยน 20:11-18)

นางเห็นหินถูกเคลื่อนออกไปจากพระคูหาแล้ว นางจึงวิ่งไปหาซีโมนเปโตร กับศิษย์อีกคนหนึ่งที่พระเยซูเจ้าทรงรัก

    นางวิ่ง : รายละเอียดนี้มีนัยสำคัญ

    นางยังไม่พบพระเยซูเจ้า ... นางยังไม่เชื่อ ... นางเพียงแต่ตกใจ และวิ่งไปบอกผู้นำที่รับผิดชอบ ...

    เราสังเกตเห็นฉายาที่มอบให้แก่ศิษย์ที่ไม่ระบุนามคนนี้ “ศิษย์ที่พระเยซูเจ้าทรงรัก” ธรรมประเพณีทุกสายยอมรับว่าศิษย์คนนี้คือยอห์น ผู้เขียนคำบอกเล่านี้ ในบรรดาอัครสาวกทั้งสิบสองคน ดูเหมือนว่าพระเยซูเจ้าทรงให้ความสนใจกับยอห์นมากเป็นพิเศษ – ซึ่งเป็นสาเหตุให้มีคนอิจฉาเขาอย่างแน่นอน ... รายละเอียดนี้มีนัยสำคัญดังที่เราจะเห็นต่อไป แต่เราจะพักประเด็นนี้ไว้ก่อนในเวลานี้ ...

นางบอกเขาว่า “เขานำองค์พระผู้เป็นเจ้าไปจากพระคูหาแล้ว พวกเราไม่รู้ว่าเขานำพระองค์ไปไว้ที่ไหน”

    ในยามฉุกละหุกเช่นนี้ มารีย์คิดได้เพียงอย่างเดียว ต้องมีคนมาขโมยพระศพ

    สถานการณ์นี้ช่างห่างไกลจาก “คำอธิบายตามหลักเหตุผล” ที่บางคนอ้างว่าบรรดาศิษย์ต้องการให้พระเยซูเจ้ากลับคืนพระชนมชีพมากจนพวกเขาเห็นภาพหลอน ... ตัวบทพระคัมภีร์บอกเล่าสถานการณ์ที่ตรงกันข้าม ...

    เห็นได้ชัดว่าคำบอกเล่านี้เขียนขึ้นในลักษณะที่ต้องการให้เราตระหนักว่า คูหาที่ว่างเปล่าไม่ใช่ “ข้อพิสูจน์” ที่สามารถนำเราไปสู่ความเชื่อได้ ... แต่ “คูหาที่ว่างเปล่า” อันโด่งดังนี้เป็นข้อท้าทาย – และเมื่อเผชิญหน้ากับข้อท้าทายนี้หลายคนสะดุดล้ม ในคำบอกเล่าเหตุการณ์นี้ปรากฏคำว่า “พระคูหา” ถึงเจ็ดครั้ง

เปโตรกับศิษย์คนนั้นจึงออกไป มุ่งไปยังพระคูหา ทั้งสองคนวิ่งไปด้วยกัน แต่ศิษย์คนนั้นวิ่งเร็วกว่าเปโตร จึงมาถึงพระคูหาก่อน

    ยอห์นจำเหตุการณ์ได้ดี เพราะเขาอยู่ที่นั่น!
    ถ้าจะอธิบายว่า ยอห์นวิ่งเร็วกว่าเพราะเขาหนุ่มกว่าเปโตร คงเป็นคำอธิบายที่ฟังไม่ขึ้น ... ยอห์นมองเหตุการณ์นี้ในเชิงสัญลักษณ์อีกครั้งหนึ่ง เป็นไปได้ที่เปโตรอาจถูกแซงหน้า เขาอาจวิ่งไม่ทันผู้อื่น ศิษย์ใจร้อนรนคนอื่น ๆ คงวิ่งแซงหน้าเขาได้แน่นอน ... ครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่ “คนที่สอง” แซงหน้า “คนแรก” (ยน 13:24, 18:12, 16, 21:20, 23) ... ทำไมยอห์น จึงย้ำความผิดปกตินี้ ...

เขาก้มลงมองเห็นผ้าพันพระศพวางอยู่บนพื้น แต่ไม่ได้เข้าไปข้างใน ซีโมนเปโตร ซึ่งตามไปติด ๆ ก็มาถึง เข้าไปในพระคูหา และเห็นผ้าพันพระศพวางอยู่ที่พื้น รวมทั้งผ้าพันพระเศียร ซึ่งไม่ได้วางอยู่กับผ้าพันพระศพ แต่พับแยกวางไว้อีกที่หนึ่ง

    ข้อความนี้ ซึ่งเขียนโดยยอห์นผู้เห็นสถานที่เกิดเหตุด้วยตาตนเอง อาจแปลให้ถูกต้องที่สุดได้ดังนี้ “เขาเห็นผ้าพันพระศพ ‘วางกองอยู่บนพื้น’ และผ้าชิ้นที่ใช้พันพระเศียร ไม่ได้กองรวมอยู่กับผ้าพันพระศพ แต่ม้วน และกองอยู่ที่เดิม”

    สรุปว่า ผ้าพันพระศพไม่ได้ถูกเคลื่อนย้ายด้วยมือใคร พระศพเพียงแต่หายไป และผ้าพันพระศพก็หล่นลงมากองอยู่บนพื้นในที่เดิม ... ยอห์นถึงกับย้ำว่า “ผ้าพันพระเศียร” – ซึ่งเป็นแถบผ้าที่ใช้พันรอบศีรษะและคาง เพื่อพยุงขากรรไกร ตามธรรมเนียมฝังศพของชาวยิว – ยังม้วนกองอยู่ที่เดิม ...

ศิษย์คนที่มาถึงพระคูหาก่อน ก็เข้าไปข้างในด้วย ...

    ผู้เขียนย้ำรายละเอียดนี้ ดังนั้นข้อความนี้จึงต้องมีนัยสำคัญ ...

เขาเห็น และมีความเชื่อ

    เปโตรยังไม่เข้าใจ เมื่อลูกาเล่าเหตุการณ์เดียวกันที่เปโตรไปที่คูหาฝังศพ เขาบอกว่าเปโตรสังเกตเห็นทุกสิ่งทุกอย่าง แต่เขากลับไป “และประหลาดใจในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น” (ลก 24:12) ...

-    มารีย์ ชาวมักดาลา เสนอคำอธิบายตามความคิดประสามนุษย์ “เขานำพระองค์ไปจากพระคูหาแล้ว”
-    เปโตรไม่เข้าใจอะไรเลย
-    แต่ยอห์นมองเห็นเหตุการณ์ชัดกว่า “เขาเห็น และมีความเชื่อ” ... เขาเห็นอะไร ... เขาเห็นอย่างที่เปโตรเห็น – แต่เปโตรไม่รู้ว่าควรตีความสิ่งที่เห็นอย่างไร...

    เพื่อจะเชื่อ จำเป็นต้องใช้ “ดวงตาของหัวใจ” – ดวงตาที่รัก ...

    บัดนี้ เราจึงเข้าใจแล้วว่าทำไมยอห์นจึงพูดอย่างชัดเจนว่า “ศิษย์ผู้ที่พระเยซูเจ้าทรงรัก” ความรักนี้ทำให้ยอห์นวิ่งเร็วกว่า – และเข้าใจก่อนผู้อื่น ... ขณะที่อยู่บนฝั่งทะเลสาบอีกเช่นกันที่ “ศิษย์ที่พระเยซูเจ้าทรงรัก” จะเป็นบุคคลแรกที่จำพระเยซูเจ้าได้ ... ก่อนที่เปโตรจะจำพระองค์ได้ (ยน 21:7)

    เราได้ยินอีกครั้งหนึ่งว่าความรักกระตุ้นความเชื่อ บุคคลที่ดำรงตำแหน่งผู้นำในพระศาสนจักรไม่ได้รับเอกสิทธิ์ในด้านนี้ ดังนั้น แทนที่เราจะอิจฉาผู้มีอำนาจในพระศาสนจักร เราทุกคนได้รับเชิญให้เป็นที่หนึ่งในด้านความรัก ...

    นี่คือสิ่งสำคัญกว่าสิ่งอื่น

เขาเห็น และมีความเชื่อ

    นอกจากคูหาฝังศพที่ว่างเปล่าแล้ว สภาพของผ้าพันพระศพที่วางกองอยู่ก็ดูเหมือนว่าเป็น “เครื่องหมาย” สำหรับยอห์น เมื่อยอห์นเห็นผ้าพันพระศพ “วางอยู่บนพื้น” และผ้าพันพระเศียร “พับแยกวางไว้อีกที่หนึ่ง” ยอห์นเข้าใจได้ทันทีว่าพระศพไม่สามารถถูกเคลื่อนย้ายไปด้วยมือมนุษย์! พระศพนั้นเพียงแต่หายไปจากผ้าพันพระศพ ซึ่งร่วงลงกองอยู่บนพื้น ...

    แต่เครื่องหมายเดียวกันนี้ไม่มีความหมายอะไรเลยสำหรับเปโตร

    ไม่มีเครื่องหมายใดที่สามารถ “ให้ความเชื่อ” แก่ใครได้ ... ไม่มีเครื่องหมายใดที่มีอำนาจบังคับจิตใจคนเช่นนั้น เพื่อจะเชื่อ เราต้องมองให้ไกลกว่าเครื่องหมาย ... ไม่นานหลังจากนั้น พระเยซูเจ้าจะทรงแสดงความคิดเช่นเดียวกันนี้ แต่หนักแน่นยิ่งกว่า ว่า “ผู้ที่เชื่อแม้ไม่ได้เห็นก็เป็นสุข” (ยน 20:29) ดังนั้น ยอห์นจึงได้รับยกย่องว่าเป็นต้นแบบของศิษย์แท้ – คือศิษย์ที่เชื่อ ... โดยไม่ต้องเห็น!

    ความเชื่อมีคุณสมบัติบางอย่างเหมือนกับความเป็นจริงระดับลึกสุดของมนุษย์ กล่าวคือ เราไม่เคยมองเห็นความรักของบุคคลที่รักเรา – เราเห็นแต่เพียงเครื่องหมายแสดงความรักของเขา แต่เครื่องหมายเหล่านี้จะเปิดเผยนัยสำคัญของตนเองแก่ผู้ที่รู้ว่าควรถอดรหัสเครื่องหมายนั้น ๆ อย่างไรเท่านั้น ... กิริยาท่าทาง คำพูด ของขวัญ – ทั้งหมดนี้เป็นเครื่องหมายที่ไม่ชัดเจนและเปราะบาง และจำเป็นต้องตีความ แม้ว่าบางครั้งเราอาจตีความผิดได้ เช่น “เขาต้องการจะบอกอะไรฉันกันแน่” ... “ฉันควรคิดอย่างไรกับท่าทีของเขา” ...

    เพราะเหตุนี้ การพบกันอย่างจริงใจระหว่างมนุษย์จึงน่าประทับใจเสมอ เพราะบังคับให้ทั้งสองฝ่ายเปิดใจ และใส่ใจต่อกันตลอดเวลา ... บางครั้ง เราทุกคนเคยพบกับประสบการณ์อันเจ็บปวด เมื่อเครื่องหมายที่เราแสดงออกถูกเข้าใจผิด เมื่อเราเอ่ยคำพูดที่ผู้ฟังไม่พอใจ เมื่อเราแสดงกิริยาอาการที่ผู้อื่นนำไปตีความผิด ๆ ... ความรักอันไร้ขอบเขตเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้คนสองคนมองเห็นนัยสำคัญทั้งปวงในสารที่เขาสื่อให้แก่กัน ...

    และเพราะเหตุนี้ ผู้ที่เข้าใจเหตุการณ์เมื่อเขาเห็น “คูหาว่างเปล่า” และ “ผ้าพันพระศพที่วางกองอยู่” จึงเป็นบุคคลที่มีความรักมากกว่าเท่านั้น ...

    ในทำนองเดียวกันกับเครื่องหมายของศีลศักดิ์สิทธิ์ ...

เขาทั้งสองคนยังไม่เข้าใจพระคัมภีร์ที่ว่าพระองค์ต้องทรงกลับคืนพระชนมชีพจากบรรดาผู้ตาย

    ความจริงทางวัตถุ หรือเหตุการณ์ภายนอกก็ยังไม่พอแน่นอน ...

    สำหรับยอห์น พระคูหาที่ว่างเปล่ากลายเป็น “เครื่องหมายที่บอกเล่าความจริง” ตั้งแต่เขาเห็นพระเยซูเจ้าแสดงพระองค์ ทั้งนี้เพราะยอห์นยอมให้ตนเองซึมซับพระจิตเจ้า (พระจิตผู้ทรงเป็นความรัก) ผู้เปิดเผยให้เขารู้ความหมายของเครื่องหมาย ... เมื่อสังเกตเห็นความจริงต่าง ๆ ยอห์นระลึกถึงข้อความจากพระคัมภีร์ที่พระเยซูเจ้าทรงเคยอ้างถึง (ฮชย 6:2; สดด 2:7, 15:8; ยนา 2:1)…

    เหตุการณ์ต่าง ๆ ในชีวิตของเราก็เช่นเดียวกัน เมื่อเราพิจารณาเหตุการณ์เหล่านั้นด้วยแสงสว่างจากการรำพึงไตร่ตรองพระวาจาของพระเจ้า ภายใต้การชี้นำของพระจิตเจ้าเท่านั้น เราจึงจะเข้าใจเหตุการณ์นั้น ๆ ในระดับลึก ...

    ความรักทำให้เรามองเห็นความจริง ...

    ความรักเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับความเชื่อ ...

ค้นหา

Pope Report คำสอน บทเทศน์

pope report francis

ถ่ายทอดสด พิธีบูชาขอบพระคุณ

MASS Header re

Kamson BKK Update!!

หมวดปรีชาญาณ

wisdom books

Bible Diary 2020

img007 resize

บทอ่านและบทมิสซา

ordomissae

พันธสัญญาใหม่

spd 20110902115342 b

บทเพลงศักดิ์สิทธิ์

angels-5b

สถิติเยี่ยมชม (เริ่ม 22-02-2012)

วันนี้
เมื่อวาน
สัปดาห์นี้
เดือนนี้
เดือนที่แล้ว
ทั้งหมด
5112
12666
71153
394160
423502
17877425
Your IP: 18.204.227.117
2020-05-29 10:05

สถานะการเยี่ยมชม

มี 119 ผู้มาเยือน และ ไม่มีสมาชิกออนไลน์ ออนไลน์

 

แผนกคริสตศาสนธรรม อัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ
122/8 อาคารแม่พระรับเกียรติยกขึ้นสวรรค์ ซ.นนทรี 14 ถ.นนทรี แขวงช่องนนทรี เขตยานนาวา กรุงเทพฯ 10120
โทร. 095-953-3070,  02-681-3850   Email: ccbkk@catholic.or.th   Line_ID: kamsonbkk