^Back To Top

  • 1 1
    .
  • 2 2
    .
  • 3 3
    .
  • 4 4
    .
  • 5 5
    .

kamsonbkk.com

วันสมโภชพระเยซูเจ้าเสด็จขึ้นสวรรค์

วันสมโภชพระเยซูเจ้าเสด็จขึ้นสวรรค์
กิจการอัครสาวก 1:1-11; เอเฟซัส 1:17-23; มาระโก 16:15-20

บทรำพึงที่ 1
การประทับอยู่ในรูปแบบที่เปลี่ยนไป
การเสด็จขึ้นสวรรค์เป็นจุดเริ่มต้นของการประทับอยู่ของพระเยซูเจ้า และการทำงานของพระองค์ในโลกนี้ในรูปแบบใหม่

    ที่อาคารทรีบูนในชิคาโก มีก้อนหินรูปร่างแปลก ๆ จำนวนหนึ่งที่ยื่นออกมาจากกำแพงด้านนอกของตัวอาคาร หินแต่ละก้อนมีป้ายติดอยู่ ซึ่งระบุว่าหินก้อนนี้ได้มาจากที่ใด เช่น หินก้อนหนึ่งได้มาจากมหาปีรามิดของประเทศอียิปต์ หินก้อนหนึ่งได้มาจากทัชมาฮาลของประเทศอินเดีย หินก้อนหนึ่งได้มาจากประตูชัยของประเทศฝรั่งเศส และหินก้อนล่าสุด ได้มาจากกำแพงเบอร์ลิน

    เมื่อสถาปนิกออกแบบอาคารหลังนี้ เขาต้องการให้ทั่วทั้งโลกมาอยู่รวมกันอยู่ที่นี่ ถ้าสถาปนิกออกแบบอาคาร ทรีบูนในวันนี้ เขาอาจนำโลกทั้งใบมาอยู่ที่นี่ได้อย่างเด่นชัดมากกว่านี้ เช่น เขาอาจสร้างกำแพงที่ห้องต้อนรับแขกของอาคารและติดตั้งโทรทัศน์ที่รับภาพจากดาวเทียม และแสดงภาพปัจจุบันของเมืองหลวงต่าง ๆ ของโลก หรือเขาอาจนำตัวแทนจากชาติต่าง ๆ ของโลก มาอยู่ในห้องต้อนรับแขกของอาคาร ทรีบูน

    ตัวอย่างนี้ทำให้เราเห็นว่า เราสามารถทำให้บางสิ่งคงอยู่กับเราได้ด้วยหลากหลายวิธี และในระดับต่าง ๆ ก้อนหินที่กำแพงอาคารทรีบูนเป็นรูปแบบหนึ่งของการอยู่ที่นั่น และการใช้โทรทัศน์แสดงภาพจากดาวเทียมเป็นอีกรูปแบบหนึ่ง ในขณะที่การนำบุคคลที่มีเลือดมีเนื้อมาแสดง ก็เป็นอีกรูปแบบหนึ่ง

    ทั้งหมดนี้ชวนให้เราคิดถึงวันฉลองใหญ่ของเราในวันนี้ คือ วันสมโภชพระเยซูเจ้าเสด็จขึ้นสวรรค์ วันฉลองนี้ไม่ได้เฉลิมฉลอง “จุดสิ้นสุด” ของการประทับอยู่ของพระเยซูเจ้าในโลกนี้ หากแต่เป็นการเฉลิมฉลอง “การเปลี่ยนรูปแบบ” ของการประทับอยู่ของพระองค์ในโลกนี้

    เรากำลังเฉลิมฉลองความจริงที่พระเยซูเจ้าไม่ได้ประทับอยู่ในโลกนี้อีกต่อไปด้วยพระกายของพระองค์ ซึ่งเป็นการประทับอยู่ทางกายภาพ แต่บัดนี้พระองค์ประทับอยู่ในโลกนี้ด้วยพระกายทิพย์ของพระองค์ ซึ่งเป็นการประทับอยู่ทางจิต พระองค์ประทับอยู่ในโลกนี้ผ่านทางพระศาสนจักรของพระองค์ “เพราะว่าที่ใดมีสอง หรือสามคน ชุมนุมกันในนามของเรา เราอยู่ที่นั่นในหมู่พวกเขา” (มธ 18:20)

    ดังนั้นการฉลองพระเยซูเจ้าเสด็จขึ้นสวรรค์จึงไม่ใช่เครื่องหมายของจุดสิ้นสุดของการประทับอยู่ของพระเยซูเจ้าในโลกนี้ เพียงแต่เป็นเครื่องหมายที่บอกเราว่าพระองค์ยังประทับอยู่ในโลกนี้ เพียงแต่พระองค์ประทับอยู่ในรูปแบบที่เปลี่ยนไป

    บัดนี้ พระเยซูเจ้าประทับอยู่ในโลกนี้ ผ่านทางศิษย์ของพระองค์  ซึ่งชี้ให้เราเห็นอีกประเด็นหนึ่ง คือ การเสด็จขึ้นสวรรค์ของพระเยซูเจ้าไม่เพียงเป็นเครื่องหมายที่บอกเราว่าพระเยซูเจ้าประทับอยู่ในโลกนี้ในรูปแบบที่เปลี่ยนไปเท่านั้น แต่บอกเราด้วยว่ารูปแบบการทำงานของพระองค์ก็เปลี่ยนไปด้วย

    พระเยซูเจ้าไม่ได้ทรงทำงานโดยใช้อวัยวะของพระกายมนุษย์ของพระองค์อีกต่อไป แต่ทรงใช้อวัยวะของพระกายทิพย์ของพระองค์ หรืออาจกล่าวได้อีกทางหนึ่งว่า พระเยซูเจ้าไม่ได้ทรงทำงานโดยใช้เสียงมนุษย์ของพระองค์เพื่อตรัสแก่ประชาชน  ไม่ได้ทรงใช้พระหฤทัยมนุษย์ของพระองค์เพื่อรักประชาชน และไม่ได้ทรงยื่นพระหัตถ์มนุษย์ของพระองค์ออกไปช่วยเหลือประชาชน

    แต่พระองค์ทรงทำงานผ่านทางเรา – คือผ่านคุณและผม – พระองค์ทรงใช้เสียงของเราเพื่อตรัสกับคนทั้งหลาย ทรงใช้หัวใจของเราเพื่อรักคนทั้งหลาย และทรงใช้มือของเราเพื่อยื่นออกไปช่วยเหลือคนทั้งหลาย

    นี่คือสิ่งที่เราเฉลิมฉลองกันในวันสมโภชใหญ่นี้

    ในวันนี้เมื่อสองพันปีก่อน พระเยซูเจ้าทรงมอบหมายให้เรา ผู้เป็นศิษย์ติดตามพระองค์ รับผิดชอบในการทำให้พระองค์ประทับอยู่ในโลกสมัยใหม่ของเรา

    ในวันนี้เมื่อสองพันปีก่อน พระองค์ทรงมอบหมายให้เรารับผิดชอบในการทำให้พระองค์ทรงสามารถตรัส รัก และยื่นพระหัตถ์ของพระองค์ออกไปหามนุษย์ในโลกยุคปัจจุบัน

    ในวันนี้เมื่อสองพันปีก่อน พระองค์ทรงมอบหมายให้เรารับผิดชอบในการทำให้พระองค์ทรงสามารถทำงานต่อไปได้ในโลกยุคปัจจุบัน

    นี่คือเหตุผลที่เรามาชุมนุมกันในวันนี้ นี่คือธรรมล้ำลึกที่เราเฉลิมฉลองกันในพิธีกรรมวันนี้ นี่คือความท้าทายที่พระคัมภีร์เสนอแก่เราในวันนี้

    เราจะสรุปบทรำพึงนี้ด้วยบทภาวนา ซึ่งสรุปทุกสิ่งทุกอย่างที่เราพยายามจะกล่าว

    ข้าแต่พระเจ้าแห่งความเมตตาและความรัก
    โปรดทอดพระเนตรลงมายังบุตรทั้งหลายของพระองค์
    ที่มาชุมนุมกันรอบโต๊ะอาหารของพระบุตรของพระองค์

    โปรดประทานจิตใจใหม่แก่เรา ให้เราเข้าใจคุณค่าของกระแสเรียกของเรา
    ซึ่งเรียกเราให้เป็นพระกายใหม่
    เป็นเครื่องมือทำให้พระบุตรของพระองค์ประทับอยู่ในโลกของเรา
    โปรดประทานหัวใจใหม่แก่เรา ให้เราปฏิบัติตามกระแสเรียกของเรา
    ซึ่งเรียกเราให้เป็นพระสุรเสียงใหม่ พระหฤทัยใหม่ และพระหัตถ์ใหม่
    ที่พระบุตรของพระองค์ทรงใช้เพื่อทำงานในโลกของเรา

    โปรดประทานจิตใหม่แก่เรา   
    ให้เราเป็นสิ่งที่เราควรเป็น
    คือเป็นพระกายใหม่ ที่พระบุตรของพระองค์ทรงใช้ตรัส ใช้รัก
    และใช้ยื่นออกไปหาคนทั้งหลายในโลกปัจจุบันเทอญ

บทรำพึงที่ 2
มาระโก 16:15-20

    ข้อ 9-20 ในบทสุดท้ายของพระวรสาร “ตามคำบอกเล่าของนักบุญมาระโก” ไม่มีอยู่ในต้นฉบับที่เก่าแก่ที่สุด และเป็นข้อความที่ปิตาจารย์หลายคนของพระศาสนจักรไม่เคยพบเห็นมาก่อน ตามความคิดเห็นโดยทั่วไป นี่เป็นข้อความที่ผู้เขียนอีกคนหนึ่ง – และไม่ใช่มาระโก – ได้เขียนเพิ่มเติม เพราะลีลาการเขียนแตกต่างกัน ... แต่ก็ถือว่าบทสรุปนี้เป็นส่วนหนึ่งของพระคัมภีร์ในสารบบ ที่เขียนโดยได้รับการดลใจจากพระเจ้า ดังนั้นจึงเป็น “พระวาจาของพระเจ้า” เหมือนกับส่วนอื่นๆ ของพระวรสาร นี่คือความสนใจในแง่เทววิทยาเป็นส่วนใหญ่ เราจึงควรใส่ใจกับประเด็นที่ผู้เขียนยืนยันในตัวบทของเขา

พระองค์ตรัสกับเขาว่า “ท่านทั้งหลายจงออกไปทั่วโลก ประกาศข่าวดีให้มนุษย์ทั้งปวง”

    ก่อนหน้าข้อความข้างต้นนี้ เราพบข้อความว่า “(พระเยซูเจ้า)ทรงตำหนิพวกเขาที่ไม่ยอมเชื่อและมีใจแข็งกระด้าง เพราะไม่ยอมเชื่อผู้ที่เห็นพระองค์เมื่อทรงกลับคืนพระชนมชีพแล้ว” (มก 16:14) ... หลังจากทรงตำหนิอย่างรุนแรงเช่นนี้แล้ว พระองค์ตรัสทันทีเรื่องพันธกิจประกาศข่าวดีแก่คนทั้งโลก เห็นได้ชัดว่าผู้เขียนสรุปอย่างรวบรัด! ... เรารู้จากพระวรสารฉบับอื่นว่าศิษย์ทุกคนเริ่มต้นด้วยการ “ไม่ยอมเชื่อ” แต่บทสรุปนี้พูดกับหัวใจของเรา พระเจ้ากำลังตรัสกับเราในข้อความนี้ ไม่ให้เราเสียเวลาไปกับความคลางแคลงใจและความลังเลใจ พระเยซูเจ้าผู้ทรงกลับคืนพระชนมชีพ ทรงเร่งรัดอัครสาวกของพระองค์โดยไม่ทรงคำนึงถึงหัวใจที่ขาดความเชื่อของพวกเขา พระองค์ทรงเป็นฝ่ายวางใจในตัวเขาก่อน แม้ว่าเขายังไม่ใช่บุคคลที่สมบูรณ์พร้อมก็ตาม เราเห็นพลวัตในคำสั่งสองคำนี้ “จงออกไป ... ประกาศ”...

    ข้าแต่พระเยซูเจ้า พระองค์ไม่ทรงรอคอยให้เราเป็นคนที่สมบูรณ์พร้อมก่อนจะทรงส่งเราออกไปปฏิบัติพันธกิจ พระศาสนจักรของพระองค์ไม่ได้สมบูรณ์พร้อม อัครสาวกของพระองค์ก็ยังไม่สมบูรณ์พร้อม ... ข้าพเจ้าก็ไม่ใช่บุคคลที่ดีพร้อม ... แต่นี่ไม่ใช่ข้ออ้างเพื่อจะไม่ทำอะไรเลย...

...ทั่วโลก ... มนุษย์ทั้งปวง

    โครงการต่าง ๆ ของเราช่างเล็กและคับแคบยิ่งนัก! พระเยซูเจ้าทรงเชิญชวนมิตรสหายของพระองค์ให้เริ่มต้นทำงาน ให้ละทิ้งกิจวัตรที่ไม่สำคัญของเขาไว้เบื้องหลัง และให้ออกไปพบมนุษย์ทั้งหลาย ... พันธกิจหมายถึงการ “ออกเดินทาง” ... การออกจากบ้านเกิดของเรา ออกจากโลกเล็ก ๆ ในความคิดของเรา ... พันธกิจของเราคือให้มองไปที่วัฒนธรรมใหม่ ให้เรายินดีต้อนรับระบบความคิดร่วมสมัย ให้เรารับฟังความใฝ่ฝันของมนุษย์สมัยใหม่ และการละทิ้ง “ความคิดสำเร็จรูปที่เราคุ้นเคย” เพื่อว่าเราจะเข้าใจทุกคนที่คิดไม่เหมือนเรา...

    ถ้าเราซื่อสัตย์ต่อพลวัตสากลนี้ เราจะยินดีเมื่อเราพบกับสภาพแวดล้อมใหม่และภาษาใหม่ที่เราสามารถใช้ประกาศพระวรสาร ... และเราจะภาวนาวอนขอให้ประชาชนกลุ่มใหม่ ที่มีวิธีคิดแบบใหม่ ๆ เหล่านี้ เข้ามาอยู่ในพระศาสนจักร แม้ว่าพวกเขาอาจรบกวนความรู้สึกมั่นคง – แต่คับแคบ – ของเราบ้างก็ตาม พระวรสารเป็นของคนทั้งโลก และสิ่งสร้างทั้งปวง...

 ประกาศข่าวดี

    เรารู้ว่าคำว่า “พระวรสาร (Gospel) ในภาษากรีกแปลว่า “ข่าวดี” และคำที่เราแปลออกมาว่า “ประกาศ หรือเทศน์สอน (preach) มาจากภาษากรีกว่า kerussein ซึ่งแปลตรงตัวว่า “การตะโกน (shout)” ก่อนอื่นทั้งหมด พระวรสารจึงเป็น kerygma หรือ “การตะโกนบอก หรือการประกาศ” ข่าวดี...

    ในวันนี้ เราต้องค้นพบพลวัตของบุคคลกลุ่มแรกที่เป็นพี่น้องชายหญิงในความเชื่อของเรา เราได้ตรึกตรองด้วยปัญญา และจัดระบบและประเภทของการประกาศพระวรสารมามากแล้ว แต่พระเยซูเจ้าทรงบอกเราให้ “ประกาศข่าวดีให้มนุษย์ทั้งปวง” พระองค์ไม่ได้ทรงขอให้เราทำให้ผู้ใดเชื่อ หรือให้พิสูจน์ความจริงข้อใด – เพียงแต่ให้เราเป็นพยานยืนยันความเชื่อของเรา ด้วยความยินดีและพลัง...

    แต่อนิจจา คริสตชนไม่ได้ทำให้คนอื่น ๆ รู้สึกอยากเป็นคริสตชนเลย! คริสตชนเหล่านี้ใช้เวลาหมดไปกับการคร่ำครวญ บ่น ประณาม วิพากษ์วิจารณ์ และตัดสินผู้อื่น...

    พระเจ้าข้า โปรดประทานความยินดีแก่เรา ความยินดีซึ่งจะระบาดไปติดผู้อื่น ขอให้หน้าของเราเผยให้พี่น้องชายหญิงของเราเห็นความยินดีที่เราได้รับมาจากพระองค์เทอญ...

    ถ้าความเชื่อหรือศาสนาเป็นสิ่งที่ต้องคร่ำครวญและโศกเศร้าสำหรับเรา ก็อย่าพูดถึงเลยจะดีกว่า แต่ถ้าความเชื่อของเราเป็นข่าวดี เป็นสารอันน่าพิศวง ข่าวดีนี้จะแสดงตัวออกมาผ่านทัศนคติและท่าทีของเรา เป็นเสียงตะโกนด้วยความยินดีที่พรั่งพรูออกมาจากปากของเรา... 

ผู้ที่เชื่อ และรับศีลล้างบาปก็จะรอดพ้น ผู้ที่ไม่เชื่อจะถูกตัดสินลงโทษ

    เราจำเป็นต้องประกาศข่าวดีเพื่อให้มนุษย์ชายหญิงทุกคนสมัครใจยอมรับ หรือปฏิเสธ ... การประกาศพระวรสารนั้นเองที่นำไปสู่ “การพิพากษา” – เหมือนกับการพิจารณาคดีพระเยซูเจ้า ซึ่งบางคนตอบสนองด้วยความเชื่อ ในขณะที่บางคนตอบสนองด้วย “ความไม่เชื่อ”...

    เราไม่ควรคิดแม้แต่นาทีเดียวว่าจะ “ส่งคนจำนวนมากมายไปนรก” เมื่อเขา – ด้วยความสุจริตใจ - ไม่ยอมไขว่คว้าหาความเชื่อ อีกทั้งไม่ควรคิดว่าพระเจ้าจะทรงเข้าแทรกแซงเพื่อลงโทษมนุษย์คนใด ... พระวรสารทุกฉบับพิสูจน์ให้เห็นได้ชัดเจนพอแล้วว่า พระเจ้าไม่ทรงตัดสินลงโทษมนุษย์ แต่ทรงต้องการช่วยมนุษย์ทุกคนให้รอดพ้น ... มนุษย์ไม่ควรถามว่า “พระเจ้าจะให้อภัยฉันไหม” แต่ควรถามว่า “ฉันยินดีรับการอภัยที่พระเจ้าประทานแก่ฉันล่วงหน้าแล้วหรือไม่” ... อีกนัยหนึ่งคือใครก็ตามที่ไม่ยอมรับข่าวดีโดยรู้ตัวและอย่างดื้อรั้น ก็ถูกตัดสินลงโทษแล้ว มิใช่โดยพระเจ้า แต่ตัวเขาเองเป็นผู้ตัดสินลงโทษตนเอง...

    เราต้องเข้าใจว่า นอกจากผ่านทางพระวรสารและพระเยซูเจ้าผู้ทรงกลับคืนพระชนมชีพและทรงชีวิตแล้ว ไม่มีความรอดพ้น ... ไม่มีคำตอบสำหรับจุดหมายปลายทางของมนุษย์ที่รู้จักตาย ... ถ้าปราศจากพระเยซูเจ้า มนุษย์ย่อมพินาศ ชะตากรรมของมนุษย์จะสั้นมากและไม่แน่นอน พระเจ้าเท่านั้นทรงช่วยมนุษย์ให้หลุดพ้นจาก “การเป็นเพียงมนุษย์”...

    “ผู้ที่เชื่อ” ... “ผู้ที่ไม่เชื่อ” ... นี่คือเดิมพันอันยิ่งใหญ่ของเสรีภาพของเรา ไม่มีใครล่วงรู้ความลับของนิรันดรภาพ แต่สิ่งที่แน่นอน คือ จะไม่มีใครถูกบีบบังคับให้ร่วมชีวิตกับพระเจ้าตลอดนิรันดร พระเจ้าทรงเคารพสิทธิของเรามากเกินกว่าจะทรงยัดเยียดพระองค์เองให้เรา    

ผู้ที่เชื่อจะทำอัศจรรย์เหล่านี้ได้ คือจะขับไล่ปีศาจในนามของเรา จะพูดภาษาใหม่ ๆ ได้ จะจับงูได้ และถ้าดื่มยาพิษก็จะไม่ได้รับอันตราย เขาจะปกมือเหนือคนเจ็บ คนเจ็บเหล่านั้นก็จะหายจากโรคภัย

    มนุษย์สมัยใหม่อดไม่ได้ที่สงสัยเกี่ยวกับปีศาจ งู และการเจ็บป่วย ... และเกี่ยวกับยาพิษซึ่งจะไม่สามารถทำอันตรายผู้มีความเชื่อ “เครื่องหมาย” เหล่านี้เป็นเพียงตัวอย่าง ซึ่งปรับให้เหมาะสมกับยุคสมัยที่ความเชื่อคริสตชนเกิดขึ้นท่ามกลางคนนอกศาสนาที่เชื่อถือโชคลาง และมี “ผู้วิเศษ” อยู่กลาดเกลื่อน...

    แต่ผู้อ่านยุคใหม่ควรสนใจความหมายเชิงสัญลักษณ์ของเครื่องหมายเหล่านี้ ยังเป็นความจริง และเป็นเรื่องจริง ที่ผู้มีความเชื่อต้องสนิทเป็นหนึ่งเดียวกับพระเยซูเจ้า และต้อง “ต่อสู้กับพลังทั้งปวงที่เป็นปฏิปักษ์ ซึ่งจะครอบงำมนุษย์ให้ตกเป็นทาส และสร้างความบาดหมางต่อกัน” ... เราต้องต่อสู้กับทุกสิ่งที่ “วางยาพิษมนุษยชาติ” ... ในปัจจุบัน เราเห็นเครื่องหมายที่สอดคล้องกับเครื่องหมายที่ผู้เขียนข้อความนี้ระบุไว้เพื่อผู้อ่านในยุคสมัยของเขา ขอให้เราพิจารณาว่า อะไรคือเครื่องหมายของกาลเวลาในยุคของเรา ... เราจะไม่มองข้าม “พระพรแห่งการพูดภาษาใหม่” เพราะภาษา ซึ่งเป็นสื่อกลางในการติดต่อสื่อสาร เป็น “พระพรของพระจิตเจ้า”...

    พระเจ้าข้า โปรดประทาน “พระพรแห่งการพูดภาษาใหม่” นี้แก่เรา และคริสตชนทุกคน ซึ่งเป็นพระพรที่นำพระวรสารเข้าไปอยู่ในหัวใจใหม่ ๆ ทุกดวง ... สำหรับพระพร “การดูแลและรักษาโรคให้ผู้ป่วย” นั้น เรารู้ว่าคนร่วมสมัยของเราคาดหวังจากพระพรนี้มากเพียงไร...
    พระวรสารเป็นพลังของความรอดพ้น เป็นน้ำพุแห่งความสุข ซึ่งคริสตชนมีอยู่ในมือของเขา ดังนั้นขอให้เราอย่าได้นิ่งเฉย แต่ขอให้เรากระจายพลังนี้ไปให้ทั่วด้วยเถิด...

เมื่อพระเยซู องค์พระผู้เป็นเจ้า ตรัสดังนี้แล้ว พระเจ้าทรงรับพระองค์ขึ้นสู่สวรรค์ ให้ประทับ ณ เบื้องขวา

    ผู้เขียนนิรนามผู้นี้เพียงแต่รำลึกถึงเหตุการณ์ โดยไม่บรรยายรายละเอียด เหมือนกับที่นักบุญลูกาบรรยาย (กจ 1:9) ขอให้เราสังเกตว่า ในสองข้อความที่บรรยายเหตุการณ์นี้ ข้อความหนึ่งกล่าวถึงเหตุการณ์หนึ่งในระดับประวัติศาสตร์มนุษย์ (พระเยซูเจ้าทรงหายลับไปจากสายตาของเขา) ในขณะที่อีกข้อความหนึ่งกล่าวถึงเหตุการณ์ในระดับของความเชื่อ (พระเจ้าทรงรับพระองค์ขึ้นสู่สวรรค์ ให้ประทับ ณ เบื้องขวา) ... เราควรระมัดระวัง และไม่คิดแต่ในแง่วัตถุ เพราะพระเจ้าไม่ทรงมี “เบื้องขวา” และ “เบื้องซ้าย” หรือคิดว่าพระองค์ประทับอยู่ “เบื้องบน” ในสวรรค์มากกว่า “เบื้องล่าง” ใต้โลกนี้ มนุษย์ในยุคนั้นใช้คำว่า “ท้องฟ้า” เพื่อให้เห็นภาพของพระเจ้า มีพูดกันด้วยซ้ำไปว่าจักรพรรดิโรมันบางคนได้ “ขึ้นสวรรค์” ... แต่การเสด็จขึ้นสวรรค์ของพระเยซูเจ้าเป็นสิ่งที่แตกต่างจากนั้น พระองค์ทรงได้รับสถานะเจ้าผู้ทรงปกครองโลก ... และเพื่ออธิบายเรื่องนี้ เราจึงใช้ภาษาพระคัมภีร์ในบทสดุดี 110:1 ว่า “พระดำรัสของพระยาห์เวห์แก่องค์พระผู้เป็นเจ้าของข้าพเจ้า ‘จงประทับทางขวาของเรา’” ... ถ้อยคำที่ชัดเจนจนมองเห็นภาพนี้อธิบายข้อไตร่ตรองทางเทววิทยาเรื่องความเป็นจริงเกี่ยวกับพระคริสตเจ้าผู้ทรงกลับคืนพระชนมชีพ องค์พระผู้เป็นเจ้าแห่งพระสิริรุ่งโรจน์ – ความเป็นจริงที่ไม่อาจเข้าถึงได้โดยใช้หลักเหตุผลของมนุษย์ ... นี่คือความเป็นจริงที่เข้าถึงได้ด้วยความเชื่อเท่านั้น... 

บรรดาศิษย์ก็แยกย้ายกันออกไปเทศนาสั่งสอนทั่วทุกแห่งหน

    ดูเหมือนว่าศิษย์เหล่านี้ไม่ได้รีรอเลยแม้แต่วินาทีเดียว เขาแยกย้ายกันออกไปทันที ... และนี่คือเครื่องหมายอย่างหนึ่ง

    คูหาฝังพระศพนี้ว่างเปล่า ... “พวกเขาแยกย้ายกันออกไป ... พวกเขาเริ่มก้าวเดินไปตามทางของตน”...

... องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงทำงานร่วมกับเขา และทรงรับรองคำสั่งสอนโดยอัศจรรย์ที่ติดตามมา

    พระเยซูเจ้าไม่ได้ประทับอยู่ “ในพระคูหา” อีกต่อไป ... พระองค์ประทับ “เบื้องขวาพระเจ้า” – และในเวลาเดียวกัน พระองค์ “ทรงทำงานร่วมกับเขา”...

    นี่คือเครื่องหมายที่บอกเราว่า เราไม่อาจหาคำพูดมาอธิบายความลึกลับซับซ้อนของธรรมล้ำลึกของ “การเสด็จขึ้นสวรรค์ของพระเยซูเจ้า” ... ถ้อยคำที่เหมาะสมที่สุดดูเหมือนจะเป็น “การประทับอยู่อย่างซ่อนเร้น” – การประทับอยู่อย่างทรงพลัง ซึ่ง “ทำงาน” เบื้องหลังคำพูด...

ค้นหา

Pope Report คำสอน บทเทศน์

pope report francis

ถ่ายทอดสด พิธีบูชาขอบพระคุณ

MASS Header re

Kamson BKK Update!!

หมวดปรีชาญาณ

wisdom books

Bible Diary 2020

img007 resize

บทอ่านและบทมิสซา

ordomissae

พันธสัญญาใหม่

spd 20110902115342 b

บทเพลงศักดิ์สิทธิ์

angels-5b

สถิติเยี่ยมชม (เริ่ม 22-02-2012)

วันนี้
เมื่อวาน
สัปดาห์นี้
เดือนนี้
เดือนที่แล้ว
ทั้งหมด
8946
12666
74987
397994
423502
17881259
Your IP: 3.230.154.129
2020-05-29 16:31

สถานะการเยี่ยมชม

มี 429 ผู้มาเยือน และ ไม่มีสมาชิกออนไลน์ ออนไลน์

 

แผนกคริสตศาสนธรรม อัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ
122/8 อาคารแม่พระรับเกียรติยกขึ้นสวรรค์ ซ.นนทรี 14 ถ.นนทรี แขวงช่องนนทรี เขตยานนาวา กรุงเทพฯ 10120
โทร. 095-953-3070,  02-681-3850   Email: ccbkk@catholic.or.th   Line_ID: kamsonbkk