^Back To Top

  • 1 1
    .
  • 2 2
    .
  • 3 3
    .
  • 4 4
    .
  • 5 5
    .

kamsonbkk.com

วันสมโภชพระจิตเจ้า

วันสมโภชพระจิตเจ้า
กิจการอัครสาวก 2:1-11; 1 โครินธ์ 12:3-7, 12-13; ยอห์น 20:19-23
 
บทรำพึงที่ 1
การประทับอยู่ของพระเจ้าในรูปแบบใหม่
วันเปนเตกอสเต คือวันเกิดของพระศาสนจักร และวันเริ่มต้นของการประทับอยู่ของพระเจ้าท่ามกลางเราในรูปแบบใหม่

    ระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง มีทหารอเมริกันจำนวนมากประจำการอยู่ตามเกาะต่าง ๆ ในมหาสมุทรแปซิฟิก ในระยะแรกของสงคราม ทหารเหล่านี้อาศัยอยู่ในเต็นท์ และกินอาหารในโรงอาหาร ซึ่งไม่มีตู้เย็นหรือสิ่งอำนวยความสะดวกเลย

    ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการของรัฐบาลต้องการให้ทหารเหล่านี้ได้กินอาหารที่มีประโยชน์ เช่น นมสดและไข่ แต่ไม่มีทางเป็นไปได้ถ้าไม่มีอุปกรณ์แช่เย็น เพื่อให้ทหารเหล่านี้กินอาหารประเภทนี้ได้ จำเป็นต้องเปลี่ยนสภาพอาหารก่อน เขาต้องเปลี่ยนรูปแบบให้กลายเป็นอาหารที่ไม่จำเป็นต้องแช่เย็น

    ดังนั้นอาหารรูปแบบใหม่จึงเกิดขึ้น คือ อาหารผง ไข่และนมสดถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นผง บรรจุหีบห่อ และจัดส่งไปให้ทหารที่กำลังต่อสู้อยู่ที่กลางมหาสมุทรแปซิฟิก

    เพียงเติมน้ำในอาหารผง ทหารก็สามารถกินไข่และนมได้ในรูปแบบใหม่ – รูปแบบที่สามารถนำมาบริโภคได้ทุกวันโดยไม่ต้องแช่เย็น

    คุณคงสงสัยว่าเรื่องนี้เกี่ยวข้องอย่างไรกับวันสมโภชพระจิตเจ้าที่เราฉลองกันในวันนี้ เรื่องนี้จะช่วยให้คุณเข้าใจประเด็นสำคัญเกี่ยวกับพระจิตเจ้าที่เรามักลืมนึกถึง

    เรามักลืมว่าวันสมโภชพระจิตเจ้า หรือวันเปนเตกอสเต เป็นการระลึกถึงห้วงเวลาที่พระเจ้าทรงเริ่มต้นประทับอยู่ท่ามกลางประชากรของพระองค์ในรูปแบบใหม่อย่างแท้จริง

    สามสิบปีก่อนหน้านั้น พระเจ้าประทับอยู่ท่ามกลางประชากรของพระองค์ในรูปแบบ และในพระบุคคลของพระเยซูเจ้า แต่เพราะพระเยซูเจ้าทรงเป็นมนุษย์แท้ การประทับอยู่ของพระองค์ท่ามกลางประชากรของพระเจ้าจึงต้องจำกัดอยู่ภายในช่วงอายุขัยของมนุษย์คนหนึ่ง

    ดังนั้น ถ้าพระเจ้าจะประทับอยู่ท่ามกลางเราต่อไปหลังจากสิ้นอายุขัยของพระเยซูเจ้าในสภาพของมนุษย์คนหนึ่งแล้ว พระเจ้าต้องประทับอยู่ในรูปแบบใหม่ – รูปแบบที่ต่างจากร่างกายมนุษย์

    วันสมโภชพระจิตเจ้าเป็นการระลึกถึงห้วงเวลาที่พระเจ้าทรงเริ่มต้นประทับอยู่ท่ามกลางเราด้วยวิธีใหม่ – มิใช่ในพระกายของพระเยซูเจ้า แต่ในการประทับอยู่ของพระจิตเจ้าในรูปของจิต
    ดังนั้นเรื่องของการแปรรูปของไข่และนมสด จึงช่วยให้เรามองเข้าใจการเปลี่ยนรูปแบบการประทับอยู่ของพระเจ้าท่ามกลางเรา ซึ่งเริ่มต้นในวันเปนเตกอสเต

    นอกจากวันเปนเตกอสเตเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนรูปแบบการประทับอยู่ของพระเจ้าท่ามกลางเราแล้ว ยังเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนรูปแบบการประทับอยู่ของพระเยซูเจ้าท่ามกลางเราอีกด้วย เพราะบัดนี้ พระเยซูเจ้าก็ประทับอยู่กับเราในรูปแบบใหม่เช่นเดียวกัน

    บัดนี้พระองค์ประทับอยู่ท่ามกลางเรา มิใช่ในสภาพของใครคนหนึ่งที่อยู่ข้างกายเรา แต่ทรงอยู่ในสภาพของใครคนหนึ่งที่พำนักอยู่ในตัวเรา พระเยซูเจ้าตรัสถึงความจริงข้อนี้ เมื่อพระองค์ทรงบอกศิษย์ของพระองค์ว่า “ที่เราไปนั้นก็เป็นประโยชน์กับท่าน” (ยน 16:7) พระองค์ทรงบอกเขาด้วยว่า “เราจะไม่ทิ้งท่านทั้งหลายให้เป็นกำพร้า เราจะกลับมาหาท่าน” (ยน 14:18)

    ดังนั้น วันสมโภชพระจิตเจ้าจึงเป็นวันที่เราระลึกถึงห้วงเวลาที่พระเจ้า และพระเยซูเจ้า ทรงเริ่มต้นประทับอยู่ท่ามกลางเราในรูปแบบใหม่

    ยังมีข้อคิดที่สองเกี่ยวกับวันสมโภชพระจิตเจ้า คือ นอกจากเป็นวันเริ่มต้นของการประทับอยู่ในรูปแบบใหม่ของพระเจ้าท่ามกลางเราแต่ละคนแล้ว ยังเป็นวันเริ่มต้นของการประทับอยู่ของพระเจ้าท่ามกลางเราเป็นส่วนรวมด้วย เพราะพระเยซูเจ้าประทับอยู่ในตัวเรา เราจึงสนิทเป็นหนึ่งเดียวกับพระองค์ในแบบใหม่ พระเยซูเจ้าตรัสอำลาศิษย์ของพระองค์ว่า “ในวันนั้น (วันที่พระจิตเจ้าเสด็จมา) ท่านจะรู้ว่า เราอยู่ในพระบิดาของเรา ท่านอยู่ในเรา และเราอยู่ในท่าน” (ยน 14:20)

    ดังนั้น อาศัยการรวมเป็นหนึ่งเดียวของเรากับพระเยซูเจ้าในแบบใหม่ บัดนี้เราจึงรวมตัวเป็นกายเดียวกันกับพระองค์ พระจิตเจ้าทรงบันดาลให้เรากลายเป็นสิ่งที่นักบุญเปาโลเรียกว่า พระกายทิพย์ของพระคริสตเจ้า

    และดังนั้น วันเปนเตกอสเตจึงไม่ได้เป็นเพียงวันเริ่มต้นของการประทับอยู่ของพระเจ้าในรูปแบบใหม่ท่ามกลางเราแต่ละคน แต่ยังเป็นวันเริ่มต้นของการประทับอยู่ของพระเจ้าท่ามกลางเราเป็นส่วนรวมอีกด้วย วันนี้เป็นวันเกิดของพระกายพระคริสตเจ้า คือพระศาสนจักร วันนี้เป็นวันเกิดของครอบครัวใหม่ของพระเจ้า

    เรื่องเล่าต่อไปนี้จะช่วยให้เข้าใจความหมายของคำอธิบายทั้งหมดข้างต้นนี้ เมื่อหลายปีก่อน จิตรกรคนหนึ่งได้รับจ้างให้วาดภาพที่อธิบายว่าพระเจ้าทรงเรียกทุกชนชาติให้มารวมเป็นครอบครัวเดียวกันผ่านทางพระศาสนจักร จิตรกรคนนี้ตัดสินใจวาดภาพตามบทเพลงเก่าแก่ที่มีเนื้อร้องว่า “เด็กนับพันนับหมื่นคนยืนเรียงรายรอบพระบัลลังก์ของพระเจ้าในสวรรค์”

    หลังจากจิตรกรคนนี้ใช้เวลานานหลายสัปดาห์เขาก็วาดภาพเสร็จ กลางดึกคืนหนึ่ง หลังจากที่เขาหลับไปได้ไม่นาน เขารู้สึกว่าเขาได้ยินเสียงดังมาจากห้องทำงานของเขา เมื่อเขาลุกขึ้นไปตรวจดู เขาพบชายแปลกหน้าคนหนึ่งกำลังเปลี่ยนภาพวาดของเขา ชายคนนั้นกำลังเปลี่ยนสีผิวบนใบหน้าของเด็ก ๆ บัดนี้ เด็กคนหนึ่งผิวหน้าสีแดง อีกคนหนึ่งผิวสีน้ำตาล อีกคนหนึ่งผิวหน้าสีดำ และอีกคนหนึ่งผิวหน้าสีเหลือง

    จิตรกรร้องตะโกนว่า “คุณกำลังทำอะไร”
    ชายแปลกหน้าตอบว่า “เรากำลังเปลี่ยนภาพวาดของเธอ ภาพที่เธอวาดมีแต่คนหน้าสีขาวที่ตอบเสียงเรียกของเรา”
    จิตรกรถามว่า “เสียงเรียกของคุณหรือ”
    ชายแปลกหน้าตอบว่า “ใช่ เราบอกศิษย์ของเราว่า ‘ปล่อยให้เด็กเล็ก ๆ มาหาเราเถิด อย่าห้ามเลย เพราะพระอาณาจักรของพระเจ้าเป็นของคนที่เหมือนเด็กเหล่านี้’ (มก 10:14)
    “เราบอกศิษย์ของเราเช่นนี้ในยุคพระวรสาร และเรายังคงบอกเขาเช่นนี้ในเวลานี้”

    จิตรกรสะดุ้งตื่นและรู้ตัวว่าเขาได้ฝันไป เช้าวันรุ่งขึ้น เขาจึงเปลี่ยนภาพวาดของเขาให้เป็นไปตามความฝันของเขา พระศาสนจักรเป็นเครื่องมือที่พระเจ้าทรงใช้เพื่อตรัสกับเราว่า “ปล่อยให้เด็กทุกชาติเข้ามาหาเราและเป็นครอบครัวเดียวกันเถิด”

    เราจะสรุปบทรำพึงนี้ด้วยบทภาวนา

    พระเจ้าข้า โปรดทรงช่วยเราให้ตระหนักว่า
    วันเปนเตกอสเตเป็นจุดสิ้นสุดของความสัมพันธ์เดิมของเรากับพระองค์
    และเป็นจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์ใหม่

    โปรดทรงช่วยเราให้ตระหนักว่า
    ความสัมพันธ์ใหม่นี้มอบหมายความรับผิดชอบใหม่แก่เรา
    ความรับผิดชอบนี้คือให้เราเผยแผ่พระวรสาร
    มิใช่เพียงภายในเขตวัดของเรา
    แต่ทั่วไปในโลกอีกด้วย

    นี่คือกระแสเรียกที่พระจิตเจ้าทรงเรียกเราให้ปฏิบัติ
    ทั้งในระดับส่วนตัว และส่วนรวม

    โปรดทรงช่วยเราให้ปฏิบัติตามกระแสเรียกของเรา
    ด้วยความเชื่อมั่น ด้วยความกล้าหาญ และด้วยความตั้งใจจริงด้วยเทอญ

บทรำพึงที่ 2
ยอห์น 20:19-23

ค่ำวันนั้น ซึ่งเป็นวันต้นสัปดาห์...
    ในพระวรสารตามคำบอกเล่าของนักบุญยอห์น พระเยซูเจ้าทรงประทานพระจิตเจ้าแก่อัครสาวกในเวลาค่ำของวันปัสกานั้นเอง – หลังจากพระเยซูเจ้าทรงกลับคืนพระชนมชีพ ... และพระศาสนจักรก็เกิดขึ้นมาจากลมหายใจของพระเยซูเจ้า!...

    ถ้าเราเปรียบเทียบคำบอกเล่านี้กับคำบอกเล่าของนักบุญลูกาในหนังสือกิจการอัครสาวก เราจะพบว่าพระเยซูเจ้าดูเหมือนมีบทบาทสำคัญกว่าบทบาทของพระจิตเจ้า ... เรารู้ว่าเมื่ออ่านพระวรสารของนักบุญยอห์น เราต้องมองหาความคิดทางเทววิทยาที่ลึกซึ้งที่แสดงออกมาทางสัญลักษณ์

    “วันนั้นเป็นวันต้นสัปดาห์” เป็นวันเริ่มต้นของโลกใหม่ ... วันที่การเนรมิตสร้างครั้งใหม่เกิดขึ้น นี่คือปฐมกาลครั้งใหม่ พระเจ้าทรงประคองมนุษย์ไว้ในพระหัตถ์ของพระองค์อีกครั้งหนึ่ง – และทรงปั้นเขาขึ้นมาใหม่ด้วย “ดินเหนียว” ใหม่!

    นับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา คริสตชนมาชุมนุมกันมิได้ขาด ตั้งแต่ “วันต้นสัปดาห์” ครั้งหนึ่งจนถึง “วันต้นสัปดาห์” อีกครั้งหนึ่ง ... จากวันอาทิตย์หนึ่งจนถึงอีกวันอาทิตย์หนึ่ง พระศาสนจักรยังดำรงอยู่ต่อไปจนถึงวันนี้ ผ่านการชุมนุมเป็นระยะ ตลอดระยะเวลาเป็นเดือน เป็นปี และเป็นศตวรรษ...

    ก่อนจะสร้างคริสตชนคนหนึ่งขึ้นมาได้ต้องผ่านวันอาทิตย์มากมายหลายครั้ง ... ตามจังหวะของ “การเสด็จมา” ของพระเยซูเจ้า ... เรายังคิดอยู่หรือเปล่าว่าการร่วมพิธีมิสซาในวันอาทิตย์เป็นหน้าที่ อันที่จริง มิสซาเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง ... จำเป็นเหมือนกับการหายใจของเรา – และเราต้องหายใจไม่ใช่เพียงปีละหนึ่งครั้งไม่ใช่หรือ...

ห้องที่บรรดาศิษย์กำลังชุมนุมกันปิดอยู่ เพราะกลัวชาวยิว...

    ความกลัว! ... เราสร้างโลกของเราขึ้นมาจากความกลัวเสมอ!  “มาตรการยับยั้งอาวุธนิวเคลียร์” เป็นเครื่องมือปลูกฝังความกลัวไว้ในความคิดของผู้อื่น...

    ก่อนข้าพเจ้าจะรำพึงต่อไป ข้าพเจ้าต้องค้นหาความกลัวในชีวิตของข้าพเจ้าเองอย่างจริงใจ ... เพราะสถานที่แห่ง “การกลับคืนชีพในวันปัสกา” เป็นสถานที่ซึ่งบรรดาศิษย์ขังตนเองไว้ภายใน – นี่คือสถานที่แห่งความกลัวของเขา...

    และพระจิตของพระเจ้าสามารถเข้ามาสู่ชีวิตของข้าพเจ้าได้ ผ่านทางและใน “บาดแผล” ภายในนั้น ซึ่งทำให้ข้าพเจ้าพบกับความอ่อนแอ อันตราย และความทุกข์ทรมาน...

    ข้าพเจ้า “ปิดประตูขังตนเอง” อยู่ภายในสถานการณ์ใด ... พฤติการณ์ บาป และความวิตกกังวลใด ที่ขังข้าพเจ้าไว้เป็นนักโทษ?...

    นักบุญเปาโลตระหนักในความเป็นจริงข้อนี้ และมองว่าเป็นความตายอย่างหนึ่ง “ความตายกำลังทำงานอยู่ในเรา ... แต่เราไม่ท้อถอย แม้ว่าร่างกายภายนอกของเรากำลังเสื่อมสลายไป จิตใจของเราที่อยู่ภายในก็ได้รับการฟื้นฟูขึ้นในแต่ละวัน ความทุกข์ยากลำบากเล็กน้อยของเราในปัจจุบันนี้ กำลังเตรียมเราให้ได้รับสิริรุ่งโรจน์นิรันดรอันยิ่งใหญ่หาที่เปรียบมิได้” (2 คร 4:12, 16-17)...

พระเยซูเจ้าเสด็จเข้ามา ทรงยืนอยู่ตรงกลาง

    ยอห์น มีจุดประสงค์ที่เขาเชื่อมโยงเหตุการณ์กลับคืนพระชนมชีพของพระเยซูเจ้าเข้ากับการประทานพระจิตเจ้า ในบทแสดงความเชื่อของสังคายนานีเชอา เราประกาศยืนยันว่าพระจิตเจ้าทรงเป็น “พระเจ้าผู้บันดาลชีวิต” พระเยซูเจ้าทรงเป็นบุคคลแรกที่ได้รับพระพรแห่งชีวิตนี้ เพราะการชิงตัวพระเยซูเจ้ามาจากอำนาจของความตายเป็นผลงานชิ้นเอกของพระจิตของพระเจ้า!

    ตัวตนที่ถูกสร้างขึ้นของเราไม่มีธรรมชาติพระเจ้า ดังนั้นจึงอยู่ภายใต้ข้อจำกัดต่าง ๆ ในตัวตนนี้ “จิต” และ “กาย” ถูกพันธนาการไว้ด้วยกัน ต้องร่วมทุกข์ร่วมสุขกัน ไม่ว่าจิตในตัวเราจะแข็งแกร่งเพียงไร ก็ยังต้องพบกับความล้มเหลวขั้นสูงสุด ซึ่งทำให้จิตไม่สามารถยื้อให้อยู่กับร่างกายต่อไปได้ “การเป็นมนุษย์” หมายถึง “การรู้จักตาย” ด้วย

    ต่างจากโลกที่ถูกสร้างขึ้น ดังนั้นจึงเป็นโลกที่รู้จักตาย พระคริสตเจ้าไม่ได้มีเพียงจิตมนุษย์ที่มีข้อจำกัด แต่ทรงมีพระจิตของพระเจ้าซึ่งปราศจากข้อจำกัด พระจิตของพระองค์แตกต่างโดยสิ้นเชิงจากจิตมนุษย์ ซึ่งอยู่ภายใต้อำนาจของความตาย เพราะพระองค์ทรงครอบครองพระจิตเจ้าอย่างเต็มเปี่ยม พระจิตเจ้า “ผู้ทรงเป็นพระเจ้าผู้บันดาลชีวิต”...

    พระเยซูเจ้าทรงทำลายทุกสิ่งที่เป็นอุปสรรค การปรากฏพระองค์อย่างฉับพลันท่ามกลางศิษย์ของพระองค์ที่ขังตัวอยู่ภายในห้องนั้น เป็นเครื่องหมายที่บอกเราว่า ไม่มีอุปสรรคใดสามารถขัดขวางไม่ให้พระองค์ประทับอยู่ท่ามกลางศิษย์ของพระองค์ได้ ... เช้าวันนี้ พระองค์ทรงได้รับลมปราณแห่งชีวิต “ใหม่” ซึ่งทำให้พระองค์ทรงเป็น “กายที่มีพระจิตเจ้าเป็นชีวิต” กล่าวคือ ร่างกายที่ขับเคลื่อนด้วยชีวิตของพระจิตเจ้า (1 คร 15:44) ... หลังจาก “พระเจ้าทรงบันดาลให้พระองค์กลับคืนพระชนมชีพ ... ทรงได้รับการเทิดทูนให้ประทับเบื้องขวาของพระเจ้า พระองค์ทรงได้รับพระจิตเจ้าจากพระบิดาตามพระสัญญา” (กจ 2:33) ... พระเยซูเจ้าประทานพระจิตเจ้าให้แก่มิตรสหายของพระองค์ทันที...

    การกลับคืนพระชนมชีพของพระองค์เป็นผลงานของพระจิตเจ้าอย่างแท้จริง...

พระองค์ทรงให้บรรดาศิษย์ดูพระหัตถ์และด้านข้างพระวรกาย

    ท่านสงสัยหรือไม่ว่าการกลับคืนชีพในวันปัสกาเกิดขึ้นที่ใด? ... ท่านรู้สึกว่าท่านรับรู้ถึงการประทับอยู่ของพระจิตเจ้าได้ยากหรือเปล่า?...

    ขอให้ลองค้นหาแผลเป็น หรือบาดแผลของท่าน ... ท่านมีบาดแผลที่ใดบ้าง ... ในหัวใจ ในชีวิต รวมถึงในชีวิตของโลก และในพระศาสนจักร...

“สันติสุขจงสถิตอยู่กับท่านทั้งหลายเถิด” ... เมื่อบรรดาศิษย์เห็นองค์พระผู้เป็นเจ้า ก็มีความยินดี
    ความกลัวเปลี่ยนเป็นความยินดี – เมื่อพวกเขาได้รับสันติสุข...

“พระบิดาทรงส่งเรามาฉันใด เราก็ส่งท่านทั้งหลายไปฉันนั้น”

    พวกเขา “ปิดประตูขังตัวเอง” แต่บัดนี้ พวกเขา “ถูกส่งไป”...

    การส่งไปปฏิบัติพันธกิจนี้ต่างจากการปฏิบัติพันธกิจขององค์กรหนึ่ง อีกทั้งไม่ใช่การรณรงค์ประชาสัมพันธ์ที่วางแผนไว้อย่างรอบคอบ ... และพระเยซูเจ้าไม่ทรงคำนึงถึงเครื่องมือซึ่งพระศาสนจักรจะต้องใช้เพื่อทำหน้าที่ธรรมทูตด้วย...

    สำหรับพระองค์ สิ่งเดียวที่สำคัญ คือ ต้นกำเนิดของพันธกิจ นั่นคือ “ความผูกพันอันใกล้ชิดที่ทำให้พระเยซูเจ้าทรงเป็นหนึ่งเดียวกับพระบิดา” ... ท้ายที่สุดแล้วก็มีพันธกิจเพียงหนึ่งเดียว คือพันธกิจของพระบิดา ซึ่งเป็นพันธกิจของพระเยซูเจ้า และกลายเป็นพันธกิจของพระศาสนจักร...

ตรัสดังนี้แล้ว พระองค์ทรงเป่าลมเหนือเขาทั้งหลาย...

    ยอห์นใช้ศัพท์พระคัมภีร์ ซึ่งชวนให้นึกถึงสองข้อความที่รู้จักกันดี
    -    การเนรมิตสร้างครั้งแรก “พระเจ้าทรงเป่าลมแห่งชีวิตเข้าในจมูกของเขา” (ปฐก 2:7)
    -    การเนรมิตสร้างครั้งสุดท้าย “จงเป่าลมเข้าไปในผู้ที่ถูกฆ่าเหล่านี้ ให้เขามีชีวิตอีก” (อสค 37:9)

    เคยมีการเนรมิตสร้างครั้งหนึ่ง “ในอดีต” คือกำเนิดของชีวิตที่จุดเริ่มต้นของกาลเวลา ... จะมีการเนรมิตสร้าง “ในอนาคต” คือการกลับคืนชีพในวันสุดท้าย – และยังมีการเนรมิตสร้างที่เกิดขึ้นตลอดเวลาอีกด้วย คือ “ลมปราณ” ของพระเจ้า “กำลังทำงานอยู่ตลอดเวลา”... ข้าพเจ้าเชื่อในพระจิตเจ้า พระเจ้าผู้บันดาลชีวิต...

    “ลมแห่งชีวิต” – ท่านรู้สึกหรือไม่ว่าเป็นความชาญฉลาดอย่างยิ่งที่อธิบายเรื่องการประทับอยู่ของพระเจ้าที่ทำงานอยู่ตลอดเวลาในโลก ด้วยสิ่งที่ธรรมดาที่สุด แต่จำเป็นที่สุด คือ การหายใจ? สิ่งมีชีวิตทั้งปวง ตั้งแต่จุลินทรีย์ไปจนถึงสัตว์ป่า ล้วนต้องใช้ออกซิเจนในการหายใจ นี่คือสิ่งที่เสนอให้แก่ทุกสิ่งมีชีวิตทั้งปวงบนดาวเคราะห์ดวงนี้ – และข้าพเจ้าก็ต้องการอากาศหายใจเหมือนกับสิ่งมีชีวิตทั้งหลาย...

    นี่คือภาพลักษณ์อันโดดเด่นของพระเจ้าหนึ่งเดียวผู้ทรงทำให้เราทุกคนมีชีวิต ... เมื่อพระเยซูเจ้าตรัสกับนิโคเดมัส พระองค์ก็ทรงใช้ภาพลักษณ์ของ “ลม” ซึ่ง “พัดไปในที่ลมต้องการ” และให้ชีวิต (ยน 3:6-8) 

“จงรับ...

    ข้าพเจ้าได้รับชีวิตจากบิดามารดาของข้าพเจ้า ... ข้าพเจ้าได้รับชีวิตจากอากาศที่ข้าพเจ้าสูดเข้าไป ... ข้าพเจ้าได้รับชีวิตจากดวงอาทิตย์ ซึ่งให้อาหารแก่ข้าพเจ้า ... ข้าพเจ้าต้องพึ่งพาอาศัยสิ่งต่าง ๆ นับพันอย่าง ต้องอาศัยบุคคลเป็นพัน ๆ คน และสถานการณ์อีกนับไม่ถ้วน...

    “จงรับไปกินเถิด นี่คือกายของเรา” – แต่เราต้อง “รับ” พระกายนี้

    “จงรับพระจิตเจ้า” – แต่เราต้อง “รับ” พระจิตเจ้านี้...

    พระเจ้าข้า โปรดประทานพระหรรษทานให้เรายินดีต้อนรับ – ให้เราทั้งยอมรับ และได้รับ – ของประทานที่พระองค์ทรงเสนอแก่เรา...

... พระจิตเจ้า...

    มนุษยชาติต้องรับคณะจิต (community of Spirit) ซึ่งดำรงอยู่ระหว่างพระบิดาและพระบุตร ที่ประกอบด้วยมากกว่าหนึ่งพระบุคคล แต่เป็นหนึ่งเดียวกัน...

    เราค้นพบว่า ในพันธกิจของพระศาสนจักร ไม่ได้มีเพียงพระบิดา และพระบุตรผู้ที่พระบิดาทรงส่งมา ... แต่ยังมีธรรมล้ำลึกแห่งสามพระบุคคล...

ท่านทั้งหลายอภัยบาปของผู้ใด บาปของผู้นั้นก็ได้รับการอภัย
ท่านทั้งหลายไม่อภัยบาปของผู้ใด บาปของผู้นั้นก็ไม่ได้รับการอภัยด้วย

    บทบาทและพันธกิจของพระศาสนจักร คือ การประกาศการให้อภัยบาป และความรอดพ้น

    เราพบเห็นพัฒนาการของความคิดในหน้านี้ของพระวรสารของนักบุญยอห์น คือ
    -    มนุษย์กลุ่มหนึ่งได้สัมผัสรับรู้การประทับอยู่ของพระเยซูเจ้า หลังจากพระองค์กลับคืนพระชนมชีพ...
    -    ผลจากประสบการณ์นี้ คือ คนกลุ่มนี้ถูกส่งออกไปปฏิบัติพันธกิจ...
    -    พันธกิจสามารถเป็นไปได้ด้วยการประทานพระจิตเจ้า...
    -    พันธกิจนี้ คือ ให้ส่งมอบการให้อภัย ความรอดพ้น และความศักดิ์สิทธิ์ ให้ผู้อื่นต่อไป

    ดังนั้น งานของพระศาสนจักรจึงเป็นการปลดปล่อย ... เป็นการเสนอความรักอันไร้ขอบเขตของพระเจ้าให้แก่มนุษย์

    ข้อความที่มีรูปแบบเชิงลบ ไม่ได้หมายความว่าพระศาสนจักรสามารถใช้อำนาจได้โดยพลการ เพราะปัญหาไม่ได้อยู่ที่ “พระเจ้าจะให้อภัยฉันหรือไม่?” – ไม้กางเขนของพระเยซูเจ้าเป็นคำตอบสำหรับคำถามนี้แล้ว

    แต่ยังมีอีกคำถามหนึ่งว่า “ฉันจะยอมรับการให้อภัยนี้หรือไม่?”

ค้นหา

Pope Report คำสอน บทเทศน์

pope report francis

ถ่ายทอดสด พิธีบูชาขอบพระคุณ

MASS Header re

Kamson BKK Update!!

หมวดปรีชาญาณ

wisdom books

Bible Diary 2020

img007 resize

บทอ่านและบทมิสซา

ordomissae

พันธสัญญาใหม่

spd 20110902115342 b

บทเพลงศักดิ์สิทธิ์

angels-5b

สถิติเยี่ยมชม (เริ่ม 22-02-2012)

วันนี้
เมื่อวาน
สัปดาห์นี้
เดือนนี้
เดือนที่แล้ว
ทั้งหมด
6139
12666
72180
395187
423502
17878452
Your IP: 18.204.227.117
2020-05-29 11:59

สถานะการเยี่ยมชม

มี 145 ผู้มาเยือน และ ไม่มีสมาชิกออนไลน์ ออนไลน์

 

แผนกคริสตศาสนธรรม อัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ
122/8 อาคารแม่พระรับเกียรติยกขึ้นสวรรค์ ซ.นนทรี 14 ถ.นนทรี แขวงช่องนนทรี เขตยานนาวา กรุงเทพฯ 10120
โทร. 095-953-3070,  02-681-3850   Email: ccbkk@catholic.or.th   Line_ID: kamsonbkk