^Back To Top

  • 1 1
    .
  • 2 2
    .
  • 3 3
    .
  • 4 4
    .
  • 5 5
    .

kamsonbkk.com

วันสมโภชพระวรกายและพระโลหิตพระคริสตเจ้า

วันสมโภชพระวรกายและพระโลหิตพระคริสตเจ้า
อพยพ 24:3-8; ฮีบรู 9:11-15; มาระโก 14:12-16, 22-26

บทรำพึงที่ 1
งานเลี้ยงในพิธีถวายเครื่องบูชา
พิธีบูชาขอบพระคุณไม่ใช้การเลี้ยงอาหารทั่วไป แต่เป็นงานเลี้ยงในพิธีถวายเครื่องบูชา

    ชาร์ลส บัตเลอร์ ตัดสินใจเดินทางไปเยี่ยมบุตรชายของเขา ซึ่งทำงานอยู่แถบลุ่มแม่น้ำอเมซอนในประเทศบราซิล เมื่อชาร์ลสมาถึงบราซิล เขาเช่าเครื่องบินเล็กเพื่อเดินทางไปยังเมืองเล็ก ๆ ในเขตลุ่มน้ำนี้ เขาและนักบินเข้าไปกินอาหารในร้านอาหารที่นั่น

    ชายชราคนหนึ่งในร้านอาหารเริ่มต้นพูดคุยกับนักบินที่เป็นชาวบราซิล ในไม่ช้าเขาทั้งสองก็รู้ว่าต่างก็มาจากจังหวัดเดียวกัน ต่อมาเขาก็พบว่าทั้งสองมาจากเมืองเดียวกัน เมื่อชาร์ลสและนักบินกินอาหารเสร็จ ชายชราพูดเย้านักบินชาวบราซิลนั้นว่า “รู้ไหม ถ้าเราคุยกันต่อ เราอาจค้นพบว่าเรามาจากครอบครัวเดียวกันก็ได้”

    เรื่องนี้เหมาะสมจะเป็นอารัมภบทสำหรับการกล่าวถึงพิธีบูชาขอบพระคุณ เพราะพิธีบูชาขอบพระคุณเป็นงานเลี้ยงที่ทำให้เราค้นพบว่าเราคริสตชนเป็นครอบครัวเดียวกัน เราค้นพบว่าเราเป็นพี่น้องกัน และเป็นส่วนหนึ่งของพระกายของพระคริสตเจ้า

    นักบุญเปาโลกล่าวถึงพิธีบูชาขอบพระคุณว่า “มีปังก้อนเดียว แม้ว่าจะมีหลายคน เราก็เป็นกายเดียวกัน เพราะเราทุกคนมีส่วนร่วมกินปังก้อนเดียวกัน” (1 คร 10:17) และนี่คือคำอธิบายการฉลองพระวรกายและพระโลหิตพระคริสตเจ้าของเราในวันนี้

    นี่คือการเฉลิมฉลองของขวัญอันยิ่งใหญ่ที่พระเยซูเจ้าประทานให้แก่ศิษย์ของพระองค์ระหว่างอาหารค่ำมื้อสุดท้าย ลูกาบรรยายของขวัญของพระเยซูเจ้าไว้ดังนี้ “พระองค์ทรงหยิบขนมปัง ... ประทานให้บรรดาศิษย์ ตรัสว่า ‘นี่เป็นกายของเราที่ถูกมอบเพื่อท่านทั้งหลาย จงทำดังนี้เพื่อระลึกถึงเราเถิด’ ... (ในทำนองเดียวกัน เมื่อกินอาหารเสร็จแล้ว) พระองค์ทรงหยิบถ้วย ตรัสว่า ‘ถ้วยนี้เป็นพันธสัญญาใหม่ในโลหิตของเราที่หลั่งเพื่อท่านทั้งหลาย’ ” (ลก 22:19-20)

    พระวาจาของพระเยซูเจ้าสำคัญมาก พระองค์ตรัสว่า “นี่เป็นกายของเราที่ถูกมอบเพื่อท่านทั้งหลาย” และ “(นี่คือโลหิตของเรา) ที่หลั่งเพื่อท่านทั้งหลาย”

    คำว่า “มอบเพื่อท่าน” และ “หลั่งเพื่อท่าน” หมายถึงการถวายพระกายและพระโลหิตของพระเยซูเจ้าเป็นเครื่องบูชาบนไม้กางเขน นักบุญเปาโลแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับมิติ “เครื่องบูชา” ของพิธีบูชาขอบพระคุณว่า “ถ้วยถวายพระพร ซึ่งเราใช้ขอบพระคุณพระเจ้านั้น มิได้ทำให้เรามีส่วนร่วมในพระโลหิตของพระคริสตเจ้าหรือ และปังที่เราบินั้น มิได้ทำให้เรามีส่วนร่วมในพระกายของพระคริสตเจ้าหรือ” (1 คร 10:16)

    ประเด็นที่เปาโลกล่าวถึงนี้เป็นประเด็นสำคัญ ทุกครั้งที่เราเฉลิมฉลองพิธีบูชาขอบพระคุณร่วมกัน เรากำลังมีส่วนร่วมกับพระเยซูเจ้าในการถวายพระองค์เองเป็นเครื่องบูชาแด่พระบิดาของพระองค์ หรืออาจกล่าวได้อีกทางหนึ่งว่า พิธีบูชาขอบพระคุณที่เราฉลองร่วมกันทุกวันอาทิตย์นั้น ไม่ใช่การถวายเครื่องบูชาครั้งใหม่ แต่เป็นการถวายเครื่องบูชาเดิมที่พระเยซูเจ้าทรงเริ่มต้นถวายระหว่างอาหารค่ำมื้อสุดท้าย และจบลงที่เนินเขากลโกธา

    เมื่อเราเข้าใจความจริงอันเหลือเชื่อนี้ พิธีบูชาขอบพระคุณจะมีความหมายใหม่สำหรับเรา เหมือนกับความหมายใหม่สำหรับชาวคาทอลิกที่ประเทศกัวเตมาลา หลังจากการเบียดเบียนศาสนาใน ค.ศ. 1980 ซึ่งส่งผลให้หาพระสงฆ์ไม่ได้เลยในพื้นที่บริเวณกว้างของประเทศ แม้ว่าไม่มีพระสงฆ์มาประกอบพิธีบูชาขอบพระคุณให้ แต่คาทอลิกชาวกัวเตมาลาก็ยังมาชุมนุมกันในวัดของตนในวันอาทิตย์

    เฟอร์นานโด เบอร์มิวเดซ บรรยายการชุมนุมโดยปราศจากพระสงฆ์เช่นนี้ในหนังสือของเขา ชื่อ Death and Resurrection in Guatemala (ความตายและการกลับคืนชีพในกัวเตมาลา) ว่า “ทุกคนมาอยู่รวมกัน เขาคุกเข่าและสารภาพบาปออกมาดัง ๆ พร้อมกัน จากนั้นเขาก็ขับร้องเพลงขออภัยพระเจ้า” หลังจากนั้น ผู้นำฆราวาสคนหนึ่งจะอ่านข้อความหนึ่งจากพระคัมภีร์ และอธิบายความหมายเท่าที่เขาสามารถทำได้ ต่อจากนั้น เขาจะเชิญคนอื่น ๆ ให้แบ่งปันกับกลุ่มสัตบุรุษว่าข้อความนั้นมีความหมายอย่างไรสำหรับเขาเป็นส่วนตัว

    เดือนละหนึ่งครั้ง เขตวัดทั้งหลายจะส่งผู้แทนคนหนึ่งเดินทางไปยังพื้นที่หนึ่งของกัวเตมาลาที่ยังมีพระสงฆ์ปฏิบัติศาสนบริการอยู่ การเดินทางนี้ต้องใช้เวลาเดินเท้านานถึง 18 ชั่วโมง ผู้แทนคนนี้จะเข้าร่วมในงานเลี้ยงอาหารค่ำขององค์พระผู้เป็นเจ้าในนามของเขตวัดของเขา เบอร์มิวเดซบรรยายเหตุการณ์หนึ่งในพิธีมิสซาเหล่านี้ว่า “บนพระแท่นจะเต็มไปด้วยตะกร้าขนมปัง หลังมิสซา ผู้เข้าร่วมพิธีแต่ละคนจะเดินออกมาข้างหน้า และนำตะกร้าของเขากลับไปบ้าน บัดนี้ขนมปังนั้นได้กลายเป็นศีลมหาสนิทสำหรับพี่น้องชายหญิงในแต่ละชุมชน”

    การฉลองพระวรกายและพระโลหิตพระคริสตเจ้า มีจุดมุ่งหมายให้เรามีความรักประเภทนี้ต่อพระกายของพระคริสตเจ้า นี่คือการฉลองเหตุการณ์ที่พระเยซูเจ้าประทานพระองค์เองแก่ศิษย์ของพระองค์ระหว่างอาหารค่ำมื้อสุดท้าย ในโอกาสอันน่าจดจำนั้น พระเยซูเจ้า “ทรงหยิบขนมปัง ตรัสขอบพระคุณ ทรงบิขนมปังประทานให้บรรดาศิษย์ ตรัสว่า ‘นี่เป็นกายของเรา’... ในทำนองเดียวกัน ... พระองค์ทรงหยิบถ้วย ตรัสว่า ‘ถ้วยนี้เป็นพันธสัญญาใหม่ในโลหิตของเราที่หลั่งเพื่อท่านทั้งหลาย’ ” (ลก 22:19-20)

    นี่คือธรรมล้ำลึกที่เรามาชุมนุมกันเพื่อเฉลิมฉลองเป็นพิเศษในวันสมโภชพระวรกายและพระโลหิตพระคริสตเจ้า

    เราจะสรุปบทรำพึงนี้โดยเสนอคำแนะนำต่อไปนี้ ก่อนถึงเวลารับศีลมหาสนิทสักสองสามนาที เมื่อพระสงฆ์ชูศีลขึ้น และกล่าวว่า “พระกายพระคริสตเจ้า” ขอให้ท่านพยายามให้มากเป็นพิเศษที่จะตระหนักว่าท่านกำลังจะรับอะไร

    นี่คือพระกายที่มีชีวิตของพระเยซูเจ้า นี่คือพระเยซูเจ้าผู้เสด็จมาบังเกิดที่เมืองเบธเลเฮมเพื่อเรา นี่คือพระเยซูเจ้าผู้สิ้นพระชนม์บนไม้กางเขนเพื่อเรา และนี่คือพระเยซูเจ้าผู้ทรงกลับคืนพระชนมชีพจากบรรดาผู้ตายเพื่อเรา
    เมื่อเราคิดถึงธรรมล้ำลึกนี้ในลักษณะนี้ ศีลมหาสนิทจะเป็นเรื่องเหลือเชื่อที่เกินจินตนาการของเรา มีแต่พระเจ้าผู้เปี่ยมด้วยความรักเท่านั้นที่สามารถประทานของขวัญที่เหลือเชื่อเช่นนี้แก่เราได้

บทรำพึงที่ 2
มาระโก 14:12-26

วันแรกของเทศกาลกินขนมปังไร้เชื้อ เมื่อเขาฆ่าลูกแกะปัสกา บรรดาศิษย์ทูลถามพระเยซูเจ้าว่า “พระองค์มีพระประสงค์ให้เราจัดเตรียมการเลี้ยงปัสกาที่ไหน”

    พระเยซูเจ้าทรงถูกประหารชีวิตในวันศุกร์ และน่าจะเป็นปี ค.ศ. 30 หรือ 33 ในเวลาที่เขาฆ่าลูกแกะกันที่ลานพระวิหาร เพื่อเป็นเครื่องบูชาสำหรับเทศกาลปัสกา (ยน 19:14) เราไม่รู้แน่ชัดว่าอาหารค่ำมื้อสุดท้ายเกิดขึ้นเมื่อใด แต่ที่เรารู้คือพระองค์ทรงถือว่านี่คือการเลี้ยงปัสกา...

    ปัสกาเป็นวันฉลองใหญ่ที่สุดของชาวยิว เป็น “วันปลดปล่อย” สำหรับชนชาตินี้ ระหว่างการเลี้ยงอาหารที่บ้านระหว่างสมาชิกครอบครัว ผู้เป็นบิดาต้องสั่งสอนบุตร และเตือนเขาให้ระลึกว่าบรรพบุรุษของเขาได้รับการปลดปล่อยจากการเป็นทาสอย่างไร ... ชาวยิวตระหนักดีว่าพวกเขาเป็นชนชาติที่ “เคยเป็นทาส” – แต่บัดนี้ พวกเขาเป็นอิสระ ... พระเจ้าทรงเข้าแทรกแซงช่วยเหลือ ทรงเข้าข้างเขาในการกบฏต่อผู้กดขี่ ทรงช่วยเขาให้หนีออกจากประเทศอียิปต์ และเข้าสู่ดินแดนแห่งพันธสัญญา...

    ในแต่ละปีระหว่างที่พระเยซูเจ้ายังเป็นเด็กและวัยรุ่น พระองค์ทรงฉลองเทศกาลนี้ด้วยการกินเลี้ยงกับโยเซฟและพระนางมารีย์ พระองค์ทรงจำขั้นตอนของพิธีได้ขึ้นใจ พิธีที่ประกอบด้วยขนมปัง เหล้าองุ่น ลูกแกะ สมุนไพรรสขม คำภาวนา และเพลงสดุดี ... แต่ในคืนนี้ พระเยซูเจ้าทรงทำให้การกินเลี้ยงตามธรรมเนียมนี้มีความหมายใหม่ และสาระใหม่ วันนี้พระองค์เองจะทรงเป็นผู้ปลดปล่อย...

    ปัสกา ... การปลดปล่อย ... การกินเลี้ยง – งานเลี้ยงที่ปลดปล่อยให้พ้นจากการเป็นทาส...

    การเฉลิมฉลองที่กระทำเป็นกิจวัตรอาจทำให้มองว่าไม่สำคัญ ... มีความเสี่ยงมากเพียงไรที่พิธีมิสซาของเราจะกลายเป็นกิจกรรมที่ไร้รสชาติและน่าเบื่อ ... การประกอบพิธีมิสซาอย่างจืดชืดเป็นเรื่องน่าเศร้า ... นับว่าเป็นความผิดพลาดอย่างมหันต์ที่เราให้ความสนใจกับ “การประกอบพิธี” และ “ความเคารพต่อจารีต และกฎพิธีกรรม” เป็นอันดับแรก!
 
    เราลืมไปแล้วหรือว่าเราจำเป็นต้องได้รับการปลดปล่อยอยู่เสมอ – เราจำเป็นต้องได้รับความช่วยเหลือให้รอดพ้นอยู่เสมอ? ... ถูกแล้ว ไม่ว่าเราอยู่ที่ใด เราก็ยังเป็น “ทาส” เหมือนเดิม! ขอให้เราพิจารณาชีวิตของเราให้ถี่ถ้วนและจริงใจเถิด ... ให้เราตระหนักว่ามีโซ่ตรวนใดบ้างที่ยังล่ามเราอยู่ ... เมื่อนั้น เราก็จะถามพระเยซูเจ้าเช่นเดียวกันว่า “พระองค์มีพระประสงค์ให้เราจัดเตรียมการเลี้ยงปัสกาที่ไหน” – งานเลี้ยงเพื่อเฉลิมฉลองการปลดปล่อยของเรา...

    พระเจ้าข้า โปรดทรงปลดปล่อยเราให้พ้นจากบาป และจากความตายด้วยเทอญ...

พระองค์จึงทรงใช้ศิษย์สองคนไป สั่งเขาว่า “จงเข้าไปในกรุง แล้วจะพบชายคนหนึ่งกำลังเดินแบกหม้อน้ำอยู่ จงตามเขาไป”

    พระเยซูเจ้าทรงมองเห็นเหตุการณ์ล่วงหน้า! พระองค์ทรงวางแผนไว้เป็นอย่างดี ... พระองค์จะทรงเป็นเจ้าภาพ – นี่คืองานเลี้ยงของพระองค์ และพระองค์จะทรงเป็นประธานในงานนี้ ... ศิษย์ของพระองค์จะเป็นแขกรับเชิญ พระองค์ทรงเป็นผู้ตัดสินใจเกี่ยวกับการเตรียมงาน...

    เราจะเห็นว่าชาวยิวให้ความสำคัญกับรายละเอียดเหล่านี้ ... เป็นความจริงที่งานฉลองทุกครั้งจำเป็นต้องมีการเตรียมการ แม้แต่งานเลี้ยงในปัจจุบัน ลองคิดถึงงานเลี้ยงในหมู่บ้าน หรืองานฉลองของเขตวัด ... การรับศีลมหาสนิทครั้งแรกของเรา หรืองานหมั้น หรืองานเลี้ยงสมรสเถิด ... เราย่อมต้องการให้งานเลี้ยงนั้นประสบความสำเร็จ ดังนั้นเราจึงทำทุกอย่างโดยไม่เห็นแก่เหน็ดเหนื่อย...

    แต่เราเตรียมการอย่างไรบ้างสำหรับพิธีมิสซาของเรา? เราเตรียมตัวอย่างดีหรือเปล่า? ... บ่อยครั้งเพียงไรที่เราไปร่วมพิธีมิสซาอย่างรีบร้อนและไม่ได้เตรียมตัว และอยากให้มิสซาจบลงเร็ว ๆ ... ถ้าเพียงเราตัดสินใจเหมือนกับพระเยซูเจ้า ที่จะทำให้พิธีมิสซาของเราเป็นการเฉลิมฉลองอย่างแท้จริง และยอมสละเวลาเตรียมการให้พร้อม ... ก่อนอื่น เราต้องไปให้ทันเวลา! และไม่ควรหรือที่เราจะฝึกซ้อมขับร้องเพลงตั้งแต่ก่อนพิธี และถือว่าเป็นส่วนสำคัญของการเฉลิมฉลอง?...

    ในคืนนั้น พระเยซูเจ้าทรงเตรียมทุกสิ่งทุกอย่าง เพราะพระองค์ทรงต้องการให้ทุกสิ่งทุกอย่างงดงาม ถูกต้อง และสง่างาม...

ศิษย์ทั้งสองคนออกเดินทางเข้าไปในกรุง พบสิ่งต่าง ๆ ดังที่พระองค์ทรงบอกไว้ จึงจัดเตรียมปัสกา

    มาระโกย้ำจุดนี้ เขาต้องการให้เห็นอำนาจและความจริงจังของพระเยซูเจ้า พระองค์ทรงตัดสินใจในทุกเรื่อง พระองค์ทรงเป็นเจ้านายอย่างไม่มีข้อโต้แย้ง พระองค์ทรงรู้ว่าอาหารมื้อนี้เป็นมื้อสุดท้ายที่พระองค์จะเสวยร่วมกับมิตรสหายของพระองค์ นี่คือ “เวลา” สำคัญ – นักบุญยอห์นบอกเราว่า นี่คือ “เวลาของพระองค์” จะเกิดอะไรขึ้นต่อไป?...

    เราถูกนำเข้าไปสู่กิจกรรมสำคัญ เหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นต่อไปนี้จะเปลี่ยนประวัติศาสตร์โลกของเรา และของมนุษยชาติ เหตุการณ์นั้นคือการสิ้นพระชนม์ และการกลับคืนพระชนมชีพของพระเยซูเจ้า – การปลดปล่อยโลกที่ตกในบาป...

    ข้าพเจ้ากำลังคิดถึงอะไรเมื่อข้าพเจ้ากำลังเดินทางไปร่วมพิธีมิสซาในวันอาทิตย์ ... ข้าพเจ้าเตรียมจิตใจอย่างไร? ...มิสซาวันอาทิตย์นี้ยังเป็น “เหตุการณ์สำคัญ” สำหรับข้าพเจ้าตลอดสัปดาห์หรือเปล่า – เป็นเหตุการณ์ที่ทุกสิ่งทุกอย่างมาบรรจบกัน และยกถวายแด่พระเจ้าหรือเปล่า? หรือว่าเป็นเพียงเศษเสี้ยวของเวลาที่ “ขโมยมา” จากการงานอื่น ๆ ที่ข้าพเจ้าคิดว่าสำคัญกว่า จนแทบทำให้ข้าพเจ้ารู้สึกผิดที่มาร่วมพิธี? ... มิสซาวันอาทิตย์เป็นเพียงกิจกรรมเล็ก ๆ ในชีวิตของข้าพเจ้าหรือเปล่า?...

ขณะที่ทุกคนกำลังกินอาหารอยู่นั้น พระองค์ทรงหยิบขนมปัง ตรัสถวายพระพร ทรงบิขนมปัง ประทานให้เขาเหล่านั้น...

    เรามีคำบอกเล่าเหตุการณ์นี้สี่ฉบับ คือ คำบอกเล่าของมาระโก ลูกา มัทธิว และเปาโล (1 คร 11:23-25) คำบอกเล่าสี่ฉบับนี้บอกข้อมูลสำคัญตรงกัน แต่ต่างกันตรงถ้อยคำที่พระเยซูเจ้าตรัส...

    ทั้งพระเยซูเจ้า และพระศาสนจักรยุคแรก ไม่ได้มีใจจดจ่ออยู่กับกฎพิธีกรรมเท่านั้น เราต้องเน้นความจริงที่เห็นได้ชัดข้อนี้ เพื่อไม่ให้เรามองศีลศักดิ์สิทธิ์ใน “แง่วัตถุ” มากเกินไป กล่าวคือ เราไม่ควรมีความคิดว่าเราสามารถผูกมัดพระเจ้าด้วยคำพูดเหมือนกับการท่องคาถา ... อันที่จริง เราไม่รู้ว่าพระเยซูเจ้าตรัสอะไรอย่างแน่ชัดในคืนนั้น คำบอกเล่าทั้งสี่ฉบับนี้ไม่ใช่เทปบันทึกเสียง แต่เป็นตัวบทพิธีกรรม ซึ่งใช้ข้อความต่างกัน และใช้ในกลุ่มคริสตชนต่าง ๆ ในพระศาสนจักรยุคแรก ... แต่เราแน่ใจได้ว่ากลุ่มคริสตชนเหล่านี้ใกล้ชิดกับเหตุการณ์นี้ในแง่ของเวลา และเขาเคารพเจตนารมณ์ของพระเยซูเจ้า แม้ว่าเขาอาจไม่ได้พูดตามพระวาจาของพระองค์ทุกตัวอักษร...

    ก่อนอื่น ขอให้เรานึกภาพในจินตนาการว่าพระเยซูเจ้าทรงแสดงกิริยาท่าทางอย่างไร

    พระองค์ทรง “หยิบ” ขนมปัง ... ข้าพเจ้ามองเห็นพระหัตถ์ของพระองค์ยื่นออกมาหยิบขนมปังบนโต๊ะอาหาร ข้าพเจ้ามองพระหัตถ์ของพระเยซูเจ้าที่กำลังถือขนมปังไร้เชื้อ – ขนมปังนี้รสชาติไม่อร่อย เพราะบรรพบุรุษของเราไม่มีเวลารอให้แป้งขึ้นฟู...

    พระองค์ “ตรัสถวายพระพร” ... พระเยซูเจ้าตรัสถวายพระพรสำหรับขนมปังนี้ เป็นคำขอบพระคุณพระเจ้า ... เมื่อกล่าวถึงถ้วย มาระโกใช้คำภาษากรีกว่า eucharistesas (“ตรัสขอบพระคุณ”) ซึ่งเป็นที่มาของคำว่า Eucharist (พิธีบูชาขอบพระคุณ) ข้าพเจ้าฟังพระเยซูเจ้าขณะที่ทรงภาวนา ... ขณะที่พระองค์ตรัส “ขอบพระคุณ” ด้วยความยินดีต่อพระบิดา ... เราลืมไปหรือเปล่าว่าพิธีมิสซาคือการถวายบูชาขอบพระคุณ?...

    พระองค์ทรง “บิ” ขนมปัง ... นี่ไม่ใช่กิริยาที่แปลกประหลาด เพราะผู้เป็นบิดาในทุกครอบครัวต้องทำกิริยาเดียวกันนี้นับครั้งไม่ถ้วน เพื่อแบ่งอาหารให้แก่สมาชิกแต่ละคนในครอบครัวของเขา แต่สัญลักษณ์นี้งดงาม เพราะ “ทุกคนกินขนมปังก้อนเดียวกัน” ซึ่งเน้นเรื่อง “ความสนิทสัมพันธ์ที่โต๊ะอาหาร” ซึ่งในไม่ช้าจะกลายเป็นความคิดสำคัญสำหรับคริสตชนกลุ่มต่าง ๆ ในยุคแรก ... มิสซาท้าทายเราให้มองเห็นรากของความโน้มเอียงที่เห็นแก่ตัวของเรา เราย่อมล้อเลียนพิธีบูชาขอบพระคุณ ถ้าเรายอมให้มี “กำแพงมาแบ่งแยกเราออกจากกัน” ซึ่งพระเยซูเจ้าทรงทำลายไปแล้ว (อฟ 2:14) ... ข้าพเจ้ามองพระเยซูเจ้าขณะที่ทรงบิขนมปัง ... “เขาจำพระองค์ได้เมื่อพระองค์ทรงบิขนมปัง”...

    พระองค์ “ประทานให้” ... เมื่อข้าพเจ้ารับศีลมหาสนิท ข้าพเจ้ารู้ตัวหรือไม่ว่าพระเยซูเจ้าเองทรงยื่นอาหารคำนี้ให้ข้าพเจ้า? ... นี่คือกิริยาอันศักดิ์สิทธิ์ที่เต็มไปด้วยความหมายของธรรมล้ำลึก ... และกิริยาของเราที่ยื่นหน้า หรือยื่นมือของเราออกไปต้อนรับพระองค์ ก็เป็นกิริยาที่ศักดิ์สิทธิ์เช่นเดียวกัน...

... ตรัสว่า “จงรับเถิด นี่เป็นกายของเรา”

    หลังจากการหารือกันนานหลายศตวรรษ เพราะมีการแปลความหมายของข้อความนี้ต่างกัน คริสตศาสนจักรต่าง ๆ ได้มาประชุมกันเมื่อ ค.ศ. 1974 และเห็นชอบให้ใช้ข้อความที่เหมือนกันต่อไปนี้ “อาหารซึ่งประกอบด้วยขนมปังและเหล้าองุ่นมื้อนี้เป็นศีลศักดิ์สิทธิ์ เป็นเครื่องหมายอันมีประสิทธิผล และเป็นการรับรองการประทับอยู่ของพระคริสตเจ้าเอง ... พระคริสตเจ้าทรงสละชีวิตของพระองค์เพื่อมนุษย์ทุกคน และประทานพระองค์เองแก่เขา ให้เป็นปังแห่งชีวิต ด้วยเหตุนี้ งานเลี้ยงบูชาขอบพระคุณจึงเป็นศีลศักดิ์สิทธิ์แห่งพระกายและพระโลหิตของพระคริสตเจ้า เป็นศีลศักดิ์สิทธิ์แห่งการประทับอยู่อย่างแท้จริงของพระองค์ ... พระจิตเจ้าทรงทำงานในพิธีบูชาขอบพระคุณ ทรงบันดาลให้พระคริสตเจ้าประทับอยู่จริง และประทานพระองค์แก่เราในปังและเหล้าองุ่น โดยอาศัยการเอ่ยถ้อยคำ ‘ตั้งศีลมหาสนิท’”

    เห็นได้ชัดว่าเรากำลังอยู่เบื้องหน้าธรรมล้ำลึกข้อหนึ่ง ... นักบุญ โทมัส อากวีนัส นักเทววิทยาผู้ยิ่งใหญ่เกี่ยวกับศีลมหาสนิท ได้เขียนไว้ตั้งแต่ยุคกลางแล้วว่า “การประทับอยู่อย่างแท้จริง” นี้ ไม่ได้หมายถึงการประทับอยู่ “เฉพาะที่” ซึ่งจะจำกัดพระคริสตเจ้าให้อยู่แต่ภายในปังและเหล้าองุ่น หรือทำให้คิดถึงการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพและทางเคมีของสสาร เพราะ “รูปลักษณ์ภายนอกทั้งปวง” ยังคงอยู่ในสภาพเดิม (Theologica Summa, III 76/3-5, 77/5-8) เราควรตอกย้ำให้คนสมัยใหม่ได้ยินความจริงตามธรรมประเพณีเหล่านี้ นักบุญโทมัส อากวีนัส เป็นผู้ประพันธ์บทภาวนาสำหรับพิธีมิสซาฉลองพระวรกายและพระโลหิตของพระคริสตเจ้า ที่เมืองโอวีเอโต เมื่อ ค.ศ. 1264 โทมัส และพระศาสนจักรยุคแรก “เชื่อ” – แต่ไม่เสนอคำอธิบายธรรมล้ำลึกนี้แบบง่าย ๆ จนอาจทำให้เข้าใจผิด ... นักบุญเปาโลเคยบอกไม่ใช่หรือว่าเราจำเป็นต้องมีความเชื่อ เพื่อจะมองเห็นว่าปังและเหล้าองุ่นนั้นเป็นพระกายและพระโลหิตขององค์พระผู้เป็นเจ้า (1 คร 11:23-29)...

แล้วพระองค์ทรงหยิบถ้วย ตรัสขอบพระคุณ ประทานให้เขา และทุกคนดื่มจากถ้วยนั้น พระองค์ตรัสกับเขาว่า “นี่เป็นโลหิตของเรา โลหิตแห่งพันธสัญญาที่หลั่งออกเพื่อคนจำนวนมาก”

    นี่คือคำแปลจากพระคัมภีร์ฉบับภาษากรีกของมาระโก พระเยซูเจ้าทรงรู้ว่าพระองค์จะสิ้นพระชนม์ในไม่ช้าอย่างไร ... พระองค์จะทรงถวายพระองค์แทนที่ลูกแกะปัสกา ไม่มีการเอ่ยถึงลูกแกะเลยระหว่างการกินเลี้ยงปัสกานี้ ทั้งที่ลูกแกะเป็นองค์ประกอบสำคัญที่สุดของงานเลี้ยงนี้ ... พระดำรัสของพระเยซูเจ้าทำให้คิดถึงผู้รับใช้ของพระเจ้า ผู้ “สละชีวิตของเขาเพื่อคนจำนวนมาก” (อสย 53:11)...

    นี่คือ “พันธสัญญา” ... พระเจ้าทรงเข้ามาอยู่ในความเป็นจริงหนึ่งเดียวกันกับมนุษยชาติ ... ทรงกลายเป็นคนหนึ่งใน “วงศ์ตระกูล” ของเรา เป็นสมาชิกครอบครัวของเรา และเป็นพันธมิตรของเรา ... และพันธสัญญานี้ได้รับการรับรองด้วยสิ่งที่สำคัญที่สุดในตัวเรา คือโลหิต!

เราบอกความจริงกับท่านทั้งหลายว่า เราจะไม่ดื่มน้ำจากผลองุ่นใด จนกว่าจะถึงวันที่เราจะดื่มเหล้าองุ่นใหม่ในพระอาณาจักรของพระเจ้า” เมื่อขับร้องเพลงสดุดีแล้ว ทุกคนออกจากห้อง เพื่อไปยังภูเขามะกอกเทศ

ค้นหา

Pope Report คำสอน บทเทศน์

pope report francis

ถ่ายทอดสด พิธีบูชาขอบพระคุณ

MASS Header re

Kamson BKK Update!!

หมวดปรีชาญาณ

wisdom books

Bible Diary 2020

img007 resize

บทอ่านและบทมิสซา

ordomissae

พันธสัญญาใหม่

spd 20110902115342 b

บทเพลงศักดิ์สิทธิ์

angels-5b

สถิติเยี่ยมชม (เริ่ม 22-02-2012)

วันนี้
เมื่อวาน
สัปดาห์นี้
เดือนนี้
เดือนที่แล้ว
ทั้งหมด
5916
12666
71957
394964
423502
17878229
Your IP: 18.204.227.117
2020-05-29 11:27

สถานะการเยี่ยมชม

มี 387 ผู้มาเยือน และ ไม่มีสมาชิกออนไลน์ ออนไลน์

 

แผนกคริสตศาสนธรรม อัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ
122/8 อาคารแม่พระรับเกียรติยกขึ้นสวรรค์ ซ.นนทรี 14 ถ.นนทรี แขวงช่องนนทรี เขตยานนาวา กรุงเทพฯ 10120
โทร. 095-953-3070,  02-681-3850   Email: ccbkk@catholic.or.th   Line_ID: kamsonbkk