^Back To Top

  • 1 1
    .
  • 2 2
    .
  • 3 3
    .
  • 4 4
    .
  • 5 5
    .

kamsonbkk.com

วันอาทิตย์ที่ 12 เทศกาลธรรมดา

วันอาทิตย์ที่ 12 เทศกาลธรรมดา
โยบ 38:1, 8-11; 2 โครินธ์ 5:14-17; มาระโก 4:35-41

บทรำพึงที่ 1
ลมพายุ
การภาวนาสามารถเปลี่ยนมรสุมชีวิตให้กลายเป็นโอกาสให้เราได้รับพระหรรษทานอันยิ่งใหญ่

    เมลวิน บิทเตอร์ส และเกอร์ทรูด ภรรยาของเขา มีบุตรหกคน เช่นเดียวกับคนเป็นพ่อเป็นแม่ทั่วไป เขารู้สึกว่าอยากปลีกตัวไปอยู่ตามลำพังสักสองสามชั่วโมง หลังจากกำชับบุตรของเขาไม่ให้ซุกซน ทั้งสองก็ขับรถไปยังทะเลสาบเพื่อแล่นเรือใบลำเล็ก

    วันนั้นลมค่อนข้างแรง และในไม่ช้าก็พัดเขาออกไปไกลจากฝั่ง ท้องฟ้ามืดครึ้มลงในทันทีทันใด ลมที่พัดเอื่อย ๆ กลายเป็นพายุ คลื่นลูกใหญ่ ๆ เริ่มซัดเข้าใส่เรือ ไม่กี่นาทีต่อมา เรือของเขาก็ล่มและจมหายไปใต้น้ำที่ปั่นป่วน เมลและภรรยาของเขากอดหมอนชูชีพเล็ก ๆ คนละใบไว้แน่น เขาลอยคอท่ามกลางคลื่นแรงนานสองชั่วโมง อากาศเริ่มเย็นลง เขาทั้งสองหนาวสั่นและหมดแรง เขารู้สึกว่าจุดจบใกล้เข้ามาแล้ว เขารวบรวมกำลังเท่าที่มีอยู่และร่วมกันสวดภาวนา จากนั้นเขาก็ปล่อยมือกัน และค่อย ๆ ลอยออกห่างจากกัน

    ห้าชั่วโมงต่อมา เมลยังลอยคออยู่ได้ แต่อยู่ในสภาพแทบหมดสติ เขาเริ่มร้องเรียกชื่อภรรยาของเขา แต่เมื่อเขาไม่ได้ยินเสียงตอบ เขาก็เริ่มหมดความหวังว่าเธอยังมีชีวิตอยู่ เขาเริ่มคิดว่าเขาจะต้องเจ็บปวดเพียงไรเมื่อเขาบอกลูก ๆ ของเขาว่าแม่ของพวกเขาจมน้ำตายแล้ว ที่ร้ายยิ่งกว่านั้น เขาเริ่มคิดถึงความเจ็บปวดที่แม้แต่ตัวเขาก็คงไม่รอดชีวิต

    แล้วเขาก็ระลึกถึงข้อความหนึ่งจากเพลงสดุดี 50 “จงเรียกเราในยามทุกข์ร้อน เราจะช่วยท่านให้รอดพ้น แล้วท่านจะถวายเกียรติแก่เรา” (สดด 50:15) เมลจึงเริ่มเรียกหาพระเจ้าด้วยความเชื่อทั้งหมดที่เขามี และด้วยความวางใจทั้งหมดที่เขารวบรวมได้ เมื่อเสียงของเมลเริ่มแผ่วและจางหายไป เรือกู้ภัยลำหนึ่งก็เห็นเขา

    ขณะที่เขาดึงเมลขึ้นจากน้ำที่เย็นเฉียบขึ้นมาบนเรือ เมลถามผู้ที่ช่วยเขาว่าได้ยินข่าวใด ๆ เกี่ยวกับภรรยาของเขาหรือไม่ คนเหล่านั้นส่ายหน้า บอกว่า “ไม่มีเลย เรายังไม่หาเธอไม่พบ”

    จากนั้นก็เกิดเหตุการณ์ที่ไม่น่าเชื่อ พวกเขาเห็นภรรยาของเมล ลอยอยู่ไกล ๆ เมื่อเขาไปถึงตัวเธอ เธอหนาวจนตัวแข็งแต่ยังมีชีวิต เขาทั้งสองร้องไห้ที่ได้กลับมาพบกัน แล้วก็ภาวนาขอบพระคุณพระเจ้า

    ภายหลัง เมลและภรรยา – พร้อมกับบุตรของเขา – ได้ร่วมกับภาวนาขอบพระคุณพระเจ้าอีกครั้งหนึ่ง เขาขอบพระคุณพระเจ้ามิใช่เพราะพระองค์ทรงช่วยเขาให้รอดพ้นจากความตายเท่านั้น แต่พระองค์ยังนำเขาเข้ามาใกล้ชิดพระองค์ และใกล้ชิดกันและกันมากขึ้นด้วย อันเป็นผลมาจากพายุนั้น

    เรื่องนี้คล้ายกับเรื่องในพระวรสารวันนี้ ทั้งสองเรื่องเป็นเรื่องของบุคคลที่ตื่นตระหนกขณะที่เขาอยู่ท่ามกลางลมพายุในทะเล และกลัวว่าจะต้องเสียชีวิต ทั้งสองเรื่องเกี่ยวข้องกับบุคคลที่ร้องขอความช่วยเหลือจากพระเจ้าเพราะความกลัว และพระเจ้าก็ทรงสดับฟังคำภาวนาของเขา ประสบการณ์นี้ทำให้เขามีความเชื่อมากขึ้น

    ทั้งสองเรื่องนี้เสนอคำสอนสำคัญสองข้อแก่เรา เป็นคำสอนที่เรามักลืมและจำเป็นต้องย้ำเตือนตนเองหลายครั้ง ข้อแรก เรื่องทั้งสองนี้บอกเราว่าบ่อยครั้งที่มรสุมชีวิตกลายเป็นโอกาสที่นำเราเข้าไปใกล้ชิดพระเจ้า และใกล้ชิดกันและกันมากขึ้น ขอให้สังเกตว่าผมใช้คำว่า “บ่อยครั้ง” เพราะมิใช่ทุกครั้งที่เป็นเช่นนี้

    อันที่จริง มรสุมชีวิตสามารถทำให้เกิดผลตรงกันข้ามได้ เพราะอาจทำให้ช่องว่างระหว่างพระเจ้า และระหว่างพวกเราเอง ถ่างกว้างมากขึ้นอีก ดังนั้นจึงนำไปสู่คำสอนข้อที่สอง คือ สิ่งที่ทำให้มรสุมชีวิตนำเราเข้าไปใกล้ชิดพระเจ้าและกันและกันมากขึ้น แทนที่จะทำให้เราออกห่างจากพระเจ้าและกันมากขึ้น ก็คือการภาวนา

    ทั้งนี้ไม่ใช่การภาวนาแบบใดก็ได้ แต่ต้องเป็นการภาวนาแบบที่พระเยซูเจ้าทรงสอนศิษย์ของพระองค์ คือ การภาวนาด้วยความไว้วางใจทั้งหมดในพระเจ้า และวางใจในพระประสงค์ที่พระเจ้าทรงกำหนดไว้สำหรับเรา นี่คือการภาวนาอย่างที่พระเยซูเจ้าทรงภาวนาในสวนเกทเสมนี เมื่อพระองค์ทูลพระบิดาว่า “อย่าให้เป็นไปตามใจข้าพเจ้า ให้เป็นไปตามพระประสงค์ของพระองค์เถิด” (ลก 22:42)

    การภาวนาโดยไม่ยอมรับว่าพระเจ้าทรงรู้ว่าสิ่งใดดีที่สุดสำหรับเรานั้น ไม่ใช่การภาวนาที่แท้จริง เพราะเรากำลังทำเสมือนว่าพระเจ้าทรงเป็นคนรับใช้ของเรา และมิใช่เป็นพระบิดาผู้รักเรา การภาวนาเช่นนั้นแสดงให้เห็นว่าเราเห็นแก่ตัว และไม่มีความวางใจเลยว่าพระเจ้าทรงรู้ว่าสิ่งใดดีที่สุดสำหรับเรา

    มีตำนานเก่าแก่เรื่องหนึ่งเกี่ยวกับหญิงคนหนึ่งที่ต้องเลี้ยงดูบุตรเล็ก ๆ ตามลำพัง วันหนึ่งพระเจ้าทรงบอกนางให้เตรียมตัวตาย มารดาผู้นี้ค้านว่า “แล้วใครจะดูแลบุตรเล็ก ๆ ของดิฉันเล่า”

    พระเจ้าจึงทรงนำนางลงไปยังก้นทะเล ทรงหยิบเปลือกหอยชิ้นหนึ่งขึ้นมาและเปิดฝาออก ภายในเปลือกหอยมีหนอนตัวเล็กมากอาศัยอยู่ พระองค์ตรัสกับหญิงผู้นี้ว่า “ถ้าเราไม่ลืมสัตว์ตัวเล็ก ๆ ที่อาศัยอยู่ภายในเปลือกหอยเล็ก ๆ นี้ เราจะลืมบุตรของเจ้าได้อย่างไร”

    หญิงผู้นี้จึงทูลพระเจ้าว่า “ดิฉันไม่เข้าใจว่าทำไมพระองค์จึงจะรับดิฉันไป แต่ดิฉันวางใจว่าพระองค์ทรงรู้ว่าสิ่งใดดีที่สุดสำหรับลูก ๆ ของดิฉัน และสำหรับตัวดิฉันเอง ดังนั้นดิฉันจะเตรียมตัวตาย”

    เราจะย้อนกลับมาพิจารณาคำสอนสองข้อจากเรื่องของ เมล บิทเตอร์ส และเรื่องในพระวรสารวันนี้ นั่นคือ มรสุมชีวิตสามารถชักนำเราไปใกล้ชิดพระเจ้า และกันและกันมากขึ้น หรืออาจผลักเราให้เหินห่างจากพระเจ้าและจากกันและกันมากขึ้นก็ได้

    และการภาวนาเป็นสิ่งที่ตัดสินว่ามรสุมชีวิตจะชักนำเราไปใกล้ชิดหรือเหินห่างจากพระเจ้าและจากกันและกัน ไม่ใช่การภาวนาแบบใดก็ได้ แต่ต้องเป็นการภาวนาแบบที่พระเยซูเจ้าทรงภาวนา และทรงสอนเราให้ภาวนา เมื่อพระองค์ตรัสว่า “ข้าแต่พระบิดา ... อย่าให้เป็นไปตามใจข้าพเจ้า ให้เป็นไปตามพระประสงค์ของพระองค์เถิด” นี่คือการภาวนาด้วยความไว้วางใจทั้งหมดในพระเจ้า และวางใจในพระประสงค์ที่พระเจ้าทรงกำหนดไว้สำหรับเรา

    เราจะสรุปบทรำพึงนี้ด้วยบทกลอนที่เรารู้จักกันดี

    ฉันนั่งอยู่ในห้องใต้หลังคาเก่า ๆ ขณะที่ฝนตกพรำ
    ฉันพลิกหน้าหนังสือเรียนที่ฝุ่นจับ ขาด และเก่าจนเป็นสีน้ำตาล
        ฉันพลิกถึงหน้าที่ถูกพับไว้
        บนหน้ากระดาษมีลายมือของเด็กเขียนไว้ว่า
        “ครูบอกว่าให้พักเรื่องนี้ไว้ก่อน เพราะเข้าใจยาก”
    ฉันคลี่หน้านั้นออกอ่าน
    แล้วฉันก็พยักหน้า และพูดว่า
    “ครูพูดถูก – บัดนี้ฉันเข้าใจแล้ว”
        ในหนังสือชีวิตมีหลายหน้าที่เข้าใจยาก
        เราทำได้เพียงพับหน้านั้นไว้ก่อน และเขียนว่า
        “ครูบอกว่าให้พักเรื่องนี้ไว้ก่อน เพราะเข้าใจยาก”
    แล้ววันหนึ่ง – อาจเป็นวันหนึ่งในสวรรค์ –
    เราจะคลี่หน้านั้นออกอ่านอีกครั้งหนึ่ง และพูดว่า
    “ครูพูดถูก – บัดนี้ฉันเข้าใจแล้ว”

บทรำพึงที่ 2
มาระโก 4:35-41

    เมื่อพระเยซูเจ้าทรงเทศน์สอนโดยใช้อุปมา ผู้ฟังพระองค์แบ่งออกเป็นสองกลุ่ม คือ “กลุ่มศิษย์” ที่เข้าใจ เมื่อ “พระอาจารย์” ของเขาอธิบายความหมายเมื่อเขาอยู่กับพระองค์ตามลำพัง แต่ “คนนอก” หมายถึงฝูงชน ที่ยังไม่เข้าใจ

    ในพระวรสารของมาระโก เขาเล่าว่าพระเยซูเจ้าทรงทำอัศจรรย์สี่อย่าง หลังจากบอกเล่าเรื่องอุปมา พระองค์ทรงทำอัศจรรย์เหล่านี้ “ต่อหน้าศิษย์ของพระองค์” และมิใช่ต่อหน้าฝูงชน หรือว่านี่คือ “อุปมาในรูปของการกระทำ” และเราควรค้นหาความหมายเชิงสัญลักษณ์ นอกเหนือจากศึกษารายละเอียด

    อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่าเป็นอาการปกติที่บรรดาอัครสาวกจะเรียกพระเยซูเจ้าว่า “พระอาจารย์” เมื่อเขาตกอยู่ท่ามกลางลมพายุ ดังนั้น ขอให้เราฟังคำสั่งสอนที่ซ่อนอยู่ในเหตุการณ์นี้เถิด การอ่านความหมายเชิงเทววิทยา จะทำให้เราเข้าใจความหมายของเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์นี้ในระดับลึกมากขึ้น
    
พระเยซูเจ้าตรัสเป็นอุปมากับประชาชน เย็นวันเดียวกันนั้น พระเยซูเจ้าตรัสสั่งบรรดาศิษย์ว่า “เราจงข้ามไปทะเลสาบฝั่งโน้นกันเถิด” บรรดาศิษย์จึงละประชาชนไว้ และออกเรือที่พระองค์ประทับอยู่นั้นไป มีเรือลำอื่น ๆ ติดตามไปด้วย

    ข้าพเจ้าวาดภาพในจินตนาการว่าเป็นเวลาเย็นในฤดูร้อนที่อากาศปลอดโปร่ง พระเยซูเจ้าทรงขอยืมเรือของซีโมน เปโตร และค่อย ๆ ถอยออกจากชายหาดของเมืองคาเปอรนาอุม

    อากาศเริ่มเย็นลงหลังจากร้อนจัดมาทั้งวัน และหลังจากต้องอยู่ท่ามกลางฝูงชน พระเยซูเจ้าก็ทรงมีเวลาอยู่ตามลำพังกลางทะเลกับเพื่อนกลุ่มเล็ก ๆ ของพระองค์ พระเยซูเจ้าทรงเป็นผู้ร้องขอเวลาอยู่อย่างสงบเงียบเช่นนี้ “เราจงข้ามไปทะเลสาบฝั่งโน้นกันเถิด” เรือกางใบออกรับลมเต็มที่ เราได้ยินแต่เสียงน้ำซัดหัวเรือ และเสียงนกร้อง พระเยซูเจ้าทรงเหน็ดเหนื่อยจากการเทศน์สอนมาทั้งวัน และทรงผล็อยหลับไปบนเรือที่พระองค์ประทับอยู่ พระเศียรหนุนหมอนอยู่ที่ท้ายเรือ เปโตรกำลังคัดท้ายเรืออยู่ข้างพระกายพระองค์
   
    บรรดาปิตาจารย์ของพระศาสนจักรในศตวรรษที่หนึ่งได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับคำบอกเล่าแต่ละคำ ในแต่ละประโยค

    “วันเดียวกันนั้น” ไม่ได้มุ่งหมายเพียงจะบอกว่า วันแห่งการเทศน์สอนด้วยเรื่องอุปมาได้สิ้นสุดลงแล้ว ในพระวรสารของมาระโก การเรียงลำดับเหตุการณ์มีความหมายทางเทววิทยามากกว่าเป็นการรายงานข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์ “วันนั้น” จะไม่ใช่วันธรรมดา เปโตรจะจดจำวันนั้นไปตลอดชีวิตของเขา เพราะเขาจำได้ว่าเคยอ่านในพระคัมภีร์เกี่ยวกับ “วันของพระยาห์เวห์” ที่ชาวยิวรู้จักดี ซึ่งหมายถึงวันแห่งการเข้าแทรกแซงด้วยพระสรรพานุภาพของพระเจ้า วันที่จะมาถึงหลังจากภัยพิบัติในอวสานกาล (ยอล 2, 3)

    “เย็นวันนั้น” เมื่อดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้า อากาศไม่เพียงเย็นลง แต่ยังเป็น “เวลาของความมืด” เวลาแห่งการทดลองอีกด้วย (มก 14:17; ยน 9:4, 13:30)

    “ข้ามไปฝั่งโน้น” ไม่ได้หมายถึงฝั่งตรงกันข้ามของทะเลสาบเท่านั้น แต่ยังหมายถึงการข้ามไปสู่อีกโลกหนึ่ง ซึ่งเป็นชะตากรรมของมนุษย์ชายหญิงทุกคน เมื่อถึงยามเย็นของชีวิตบนโลกนี้

    นี่คือวันอันยิ่งใหญ่ของมนุษย์แต่ละคน วันอื่น ๆ ทุกวันกำลังเตรียมเราให้พร้อมสำหรับ “วันของพระเจ้า”     

ขณะนั้นเกิดพายุแรงกล้า คลื่นซัดเข้าเรือจนน้ำเกือบจะเต็มเรืออยู่แล้ว

    นี่คือลมพายุจริง ๆ เป็นที่รู้กันแม้แต่ในปัจจุบันว่ามักมีกระแสลมแรงพัดจากที่ราบสูงโกลัน ลงมายังทะเลสาบกาลิลี เปโตรเป็นชาวประมง เขาคุ้นเคยกับกระแสลมแรงนี้ดีกว่าใคร ลมนี้สามารถทำให้เสากระโดงเรือหัก และเรือพลิกคว่ำได้

    แต่ลมพายุไม่ได้โถมเข้าใส่เราเฉพาะในทะเลเท่านั้น ในทุกภาษา คำว่าพายุ หมายถึง “การทดลองที่โจมตีมนุษย์คนหนึ่งอย่างกะทันหัน” ด้วย ในพระคัมภีร์ ลมพายุบ่อยครั้งเป็นสัญลักษณ์ของพลังของความชั่ว เราจินตนาการว่าการเนรมิตสร้างหมายถึงชัยชนะของพระเจ้า เหนือความมืดที่ปกคลุมผิวน้ำในยุคดึกดำบรรพ์ (ปฐก 1:2) ตำนานเซมิติกเล่าว่าทะเลเป็นที่อยู่ของมังกร หรือเลวีอาธาน ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของซาตาน (อสย 27:1; สดด 74:13; โยบ 9:13; ดนล 7; วว 12, 13) 

พระองค์บรรทมหลับหนุนหมอนอยู่ที่ท้ายเรือ

    ข้าพเจ้าเพ่งพินิจพระเยซูเจ้ากำลังบรรทมหลับ พระเนตรปิด ทรงหายใจเป็นจังหวะและอย่างสงบอยู่ที่ท้ายเรือ ขณะที่ลมพายุกำลังพัดกระหน่ำ ภาพนี้กระตุ้นให้ข้าพเจ้าภาวนา พระเจ้าข้า พระองค์ทรงกำลังนำทางเราไปที่ใด? เราทายใจพระองค์ไม่ได้เลย!

    พระคัมภีร์กล่าวถึงชายอีกคนหนึ่งที่นอนหลับท่ามกลางพายุ และลูกเรือมาปลุกเขา (ยนา 1:3, 16) เป็นเรื่องบังเอิญหรือที่พระเยซูเจ้าทรงเอ่ยถึง “เครื่องหมายของโยนาห์” ว่าเป็นเครื่องหมายหนึ่งเดียวที่พระองค์ทรงต้องการแสดงแก่ประชาชน – เป็นเครื่องหมายของการสิ้นพระชนม์และการกลับคืนพระชนมชีพของพระองค์เอง (มธ 12:39-40; ลก 11:29-30; มก 8:12-13)?

    นอกจากนี้ ผู้เขียนพระคัมภีร์มักใช้คำว่า “นอนหลับ” เมื่อกล่าวถึงความตาย (สดด 13:4; ดนล 12:2; อฟ 5:14; ยน 11:11; มก 5:39-41)

    ท้ายที่สุด นี่คือภาพลักษณ์ที่ใช้แทนคำบรรยาย “ความไม่ใยดีของพระเจ้า” และ “การไม่ประทับอยู่ของพระเจ้า” ตื่นเถิด พระเจ้าข้า พระองค์บรรทมหลับอยู่ได้อย่างไรในสถานการณ์เช่นนี้? (สดด 44:24, 35:23, 59:6, 78:65; อสย 51:9-10)

    เป็นความจริงทีเดียว พระเจ้าข้า ทุกครั้งที่เราเผชิญกับมรสุมในชีวิตมนุษย์ พระองค์ดูเหมือนกำลังบรรทมหลับ มนุษย์สมัยใหม่ไม่ใช่ผู้คิดประดิษฐ์หัวข้อ “การตายของพระเจ้า” แต่เป็นการแสดงออกความรู้สึกลึก ๆ ของสภาวะมนุษย์ของเรา ความรู้สึกอ่อนแอ และความกลัว เมื่อพระเจ้าไม่ทรงเข้าแทรกแซงกฎธรรมชาติ และทรงปล่อยให้ความตายแสดงอำนาจอย่างเต็มที่ – เมื่อนั้นดูเหมือนว่าพระเจ้ากำลังบรรทมหลับ

บรรดาศิษย์จึงปลุกพระองค์ ทูลถามว่า “พระอาจารย์ พระองค์ไม่สนพระทัยที่พวกเรากำลังจะตายอยู่แล้วหรือ”

    นี่คือคำภาวนาที่น่าชื่นชม และควรเป็นคำภาวนาของเราทุกครั้งที่เราเผชิญกับมรสุมชีวิต

พระองค์จึงทรงลุกขึ้น บังคับลม ตรัสสั่งทะเลว่า “เงียบซิ จงสงบลงเถิด” ลมก็หยุด ท้องทะเลราบเรียบอย่างยิ่ง

    คำว่า “ลุกขึ้น” นี้แปลจากคำภาษากรีกว่า “ตื่นขึ้น” (diegertheis) และบ่อยครั้งใช้ในกรณีที่หมายถึง “กลับคืนชีพ” ด้วย (มก 5:41, 16:6-14)

    คำบอกเล่าของมาระโกเป็นเสียงสะท้อนของคำเทศน์สอนของเปโตร ดังนั้น ในลมพายุที่เกิดขึ้นจริงนี้ เราจึงมองเห็นพายุใหญ่แห่งพระทรมาน ซึ่งกระหน่ำเรือลำน้อยของคณะอัครสาวก เมื่อพระคริสตเจ้าบรรทมหลับในความตาย แต่หลังจากทรงเผชิญหน้ากับอำนาจของความตายที่มี “ทะเล” เป็นสัญลักษณ์นี้ พระคริสตเจ้าทรงลุกขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง เราพบการกล่าวถึงทะเลในที่นี้อีกครั้งหนึ่ง ซึ่งเป็นภาพลักษณ์ของพลังที่เป็นปฏิปักษ์ต่อมนุษย์ เพราะมาระโกใช้คำเดียวกันในกรณีนี้ คือ พระเยซูเจ้าทรง “บังคับ” ปีศาจให้มัน “เงียบ” (มก 1:25, 9:25)
     
แล้วพระองค์ตรัสถามเขาว่า “ตกใจกลัวเช่นนี้ทำไม ท่านยังไม่มีความเชื่อหรือ”

    ประโยคนี้ไม่ได้เป็นเพียงคำถาม แต่เป็นคำตำหนิอย่างแข็งกร้าวอีกด้วย “ท่านไม่มีความเชื่อ ... ท่านสูญเสียความเชื่อ” ซึ่งเหมาะสมอย่างยิ่งกับสถานการณ์ระหว่างพระทรมาน เมื่อพวกเขาหนีไปหมด พวกเขาปฏิเสธพระองค์ และคลางแคลงใจ ... พระวรสารย้ำถึงสามครั้งว่าบรรดาอัครสาวก “ไม่เชื่อ” พระองค์ “ทรงตำหนิพวกเขาที่ไม่ยอมเชื่อและมีใจแข็งกระด้าง เพราะไม่ยอมเชื่อผู้ที่เห็นพระองค์เมื่อพระองค์ทรงกลับคืนพระชนมชีพแล้ว” (มก 16:11, 13, 14)

    พายุในชีวิตของข้าพเจ้าคืออะไร? พระเจ้าจะทรงบังคับให้มันสงบลงหรือไม่?

    ถ้าเราอ่านพระวรสารอย่างไร้เดียงสา เราอาจเชื่อเช่นนั้น ทะเลสาบกาลิลีที่ราบเรียบอย่างยิ่ง อาจทำให้เราฝันว่าชีวิตของเราจะสงบราบรื่นเช่นกัน และพระเจ้าจะทรงเข้าแทรกแซงกฎธรรมชาติ เพื่อช่วยเราไม่ให้ต้องพบกับการทดลองและความตาย

    แต่การอ่านพระวรสารด้วยทัศนคติที่ถูกต้อง จะทำให้เราเห็นว่าพระเยซูเจ้าทรงกำลังเชิญชวนเราให้ “ชำระความเชื่อของเรา” เมื่อพระองค์ทรง “ผ่านการบรรทมหลับในความตาย” แล้วเท่านั้น พระองค์จึงช่วยเราให้หลุดพ้นจากอำนาจของความตายได้ พายุในชีวิตของเราไม่อาจสงบลงได้โดยอาศัยความเชื่อแบบใดก็ได้ แต่ต้องอาศัยความเชื่อใน “พระเยซู คริสตเจ้าผู้สิ้นพระชนม์และกลับคืนพระชนมชีพ” ความรอดพ้นที่เราเชื่อนั้นไม่ใช่การหนีรอดอย่างอัศจรรย์จากความทุกข์ยากที่เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติมนุษย์ของเรา ความมั่นใจในอำนาจของพระองค์ไม่ได้คุ้มครองพระคริสตเจ้าให้รอดพ้นจากการผ่านความตาย การผ่านการทดลองเท่านั้นที่จะทำให้เรา “ข้ามไปถึงฝั่งอีกฟากหนึ่ง” ได้ แต่พระเยซูเจ้าจะทรงประทับอยู่กับเราขณะที่เราเผชิญกับการทดลองเสมอ

    พระวรสารหน้านี้ของมาระโกช่างน่าประทับใจจริง ๆ เมื่อเราถอดรหัสสัญลักษณ์ต่าง ๆ ได้!

เขาเหล่านั้นกลัวมาก พูดกันว่า “ท่านผู้นี้เป็นใครหนอ ลมและทะเลจึงยอมเชื่อฟังเช่นนี้”

    เป็นครั้งแรกที่มาระโกกล่าวถึงคำถามที่ผุดขึ้นในใจของศิษย์กลุ่มเล็ก ๆ นี้ เป็นคำถามสำคัญเกี่ยวกับบุคลิกภาพอันเร้นลับของ “อาจารย์” หนุ่มคนนี้ ซึ่งพวกเขายอมสละหลายสิ่งหลายอย่างเพื่อมาติดตามพระองค์

    พระองค์ทรงเป็นเพียง “รับบี” เหมือนกับคนอื่น ๆ อีกมากมายหรือ? พระองค์เป็นใครกันแน่? พระองค์จะทรงนำเขาไปสู่การผจญภัยประเภทใด? พระองค์จะทรงนำเขาไปที่ใด?
    อีกไม่นาน พระเยซูเจ้าเองจะทรงถามเขาว่า “ท่านเล่า คิดว่าเราเป็นใคร” ไม่มีใครหลบเลี่ยงที่จะถามตนเองเช่นนี้ได้ และการไม่ตอบก็ถือว่าเป็นคำตอบอย่างหนึ่ง เพราะหมายถึงการยอมรับว่าพายุในชีวิตมนุษย์ของเราได้นำไปสู่สภาพอับปางและความว่างเปล่า

    แต่ “ถ้าผู้ใดอยู่ในพระเยซูคริสตเจ้า ผู้นั้นก็เป็นสิ่งสร้างใหม่ (2 คร 5:17) และเมื่อความเชื่อของเราผ่านการชำระจนบริสุทธิ์แล้ว ความเชื่อนั้นจะนำเราเข้าสู่ชีวิตใหม่

    “เราจงข้ามไปฝั่งโน้นกันเถิด” พระเจ้าข้า พระองค์กำลังตรัสเช่นนี้

ค้นหา

Pope Report คำสอน บทเทศน์

pope report francis

ถ่ายทอดสด พิธีบูชาขอบพระคุณ

MASS Header re

Kamson BKK Update!!

หมวดปรีชาญาณ

wisdom books

Bible Diary 2020

img007 resize

บทอ่านและบทมิสซา

ordomissae

พันธสัญญาใหม่

spd 20110902115342 b

บทเพลงศักดิ์สิทธิ์

angels-5b

สถิติเยี่ยมชม (เริ่ม 22-02-2012)

วันนี้
เมื่อวาน
สัปดาห์นี้
เดือนนี้
เดือนที่แล้ว
ทั้งหมด
5727
12666
71768
394775
423502
17878040
Your IP: 18.204.227.117
2020-05-29 10:57

สถานะการเยี่ยมชม

มี 386 ผู้มาเยือน และ ไม่มีสมาชิกออนไลน์ ออนไลน์

 

แผนกคริสตศาสนธรรม อัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ
122/8 อาคารแม่พระรับเกียรติยกขึ้นสวรรค์ ซ.นนทรี 14 ถ.นนทรี แขวงช่องนนทรี เขตยานนาวา กรุงเทพฯ 10120
โทร. 095-953-3070,  02-681-3850   Email: ccbkk@catholic.or.th   Line_ID: kamsonbkk