foto1
foto1
foto1
foto1
foto1

God is Love...

Catechetical Center of Bangkok

วันอาทิตย์ที่ 18 เทศกาลธรรมดา
อพยพ 16:2-4, 12-15; เอเฟซัส 4:17, 20-24; ยอห์น 6:24-35

บทรำพึงที่ 1
หัวใจที่หิวกระหาย
พระเยซูเจ้าเท่านั้นทรงสามารถดับความหิวกระหายในหัวใจได้

    เคยมีละครเพลงบรอดเวย์ที่โด่งดังเรื่องหนึ่งในยุคทศวรรษที่ 1950 เรื่อง Damn Yankees ซึ่งถูกสร้างเป็นภาพยนตร์ในเวลาต่อมา ตัวละครเอกเป็นชายวัยกลางคนชื่อ โจ บอยด์ นับตั้งแต่เขาเป็นเด็ก โจใฝ่ฝันจะเป็นนักเบสบอลที่มีชื่อเสียง บัดนี้ความฝันของเขาไม่อาจเป็นจริงได้แล้ว และเขาก็รู้ตัว แต่โจยังไม่เลิกฝัน

    คืนหนึ่งได้เกิดเหตุการณ์ประหลาด ชายคนหนึ่งชื่อ แอปเปิลเกต ได้เดินเข้ามาในชีวิตของโจ แอปเปิลเกตบอกโจว่าเขามีอำนาจทำให้ความฝันของโจกลายเป็นความจริงได้ เขาสามารถเปลี่ยน โจ บอยด์ ชายวัยกลางคน ให้กลายเป็น โจ ฮาร์ดี้ ดาราเบสบอลของทีมวอชิงตัน ซีเนเตอร์ส ในยุคทศวรรษ 1950 วอชิงตันเป็นทีมหนึ่งในอเมริกันลีก

    ยิ่งกว่านั้น โจจะไม่เป็นเพียงดาราในทีมซีเนเตอร์ส แต่เขาจะนำทีมนี้ไปสู่ชัยชนะเหนือทีมนิวยอร์กแยงกี้ที่เลื่องชื่ออีกด้วย

    โจมีคำถามในใจ เหมือนกับผู้ชมภาพยนตร์ทุกคน ว่านายแอปเปิลเกตผู้ลึกลับนี้เป็นใคร คุณคงเดาคำตอบได้ เขาคือปีศาจในร่างของมนุษย์ เมื่อนั้น โจจึงเข้าใจเงื่อนไขข้อหนึ่งของข้อเสนอนี้ เขาต้องขายวิญญาณของเขาให้ปีศาจเพื่อแลกกับการเป็นดารา

    โจไม่อาจตัดใจปฏิเสธข้อเสนอนี้ได้ เขาจึงตกลงโดยตั้งเงื่อนไขว่า เขาสามารถยกเลิกข้อตกลงได้ถ้าเขาต้องการ ก่อนที่ทีมซีเนเตอร์สจะได้รับชัยชนะสูงสุด ปีศาจคาดการณ์ว่า เมื่อโจไปไกลถึงเพียงนั้นแล้ว เขาจะไม่มีวันถอยหลัง ปีศาจจึงตกลง ดังนั้น โจจึงเขียนจดหมายสั้น ๆ และจูบลาภรรยาของเขาที่กำลังนอนหลับ และออกจากบ้านเพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่ ความตื่นเต้นเริ่มต้นจากจุดนี้

    โจเข้าร่วมทีมซีเนเตอร์ส ในฐานะนักกีฬาหน้าใหม่ และประสบความสำเร็จชั่วข้ามคืน ภายในเวลาไม่กี่สัปดาห์ เขากลายเป็นบุคคลที่ทุกคนในวอชิงตัน ดี.ซี. ต้องการรู้จัก แฟนเบสบอลเชียร์เขาอย่างบ้าคลั่ง เด็ก ๆ ถือว่าเขาเป็นวีรบุรุษ เด็กสาว ๆ หลงใหลเขา และคนสูงอายุก็มองว่าเขาเป็นเหมือนลูกหลานที่ทุกคนอยากมี

    ชีวิตของโจเป็นชีวิตที่ไม่น่าเชื่อ และเขาก็มีความสุขกับทุกนาที เขาไม่เคยนึกฝันว่าชีวิตจะหวานชื่นเช่นนั้น เขาไม่เคยนึกฝันว่าโลกจะสวยงามได้เช่นนั้น

    แต่เมื่อภาพยนตร์เดินเรื่องต่อไป ก็เกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด ชื่อเสียงและเงินทองเริ่มจืดชืด โจนั่งมองกำแพงในเวลากลางคืน ลึก ๆ ในใจของเขามีความว่างเปล่าที่ชื่อเสียงและเงินทองไม่สามารถถมให้เต็มได้ และโจไม่รู้ว่าทำไมจึงเป็นเช่นนั้น

    ในที่สุด เมื่อถึงวันที่นัดหมายกับปีศาจ การแข่งขันครั้งใหญ่กำลังใกล้เข้ามา เมื่อนั้น หลังจากได้สำรวจจิตใจตนเองอย่างถี่ถ้วนแล้ว โจก็ทำสิ่งที่เขาไม่เคยคิดฝันว่าเขาจะทำ เขายกเลิกข้อตกลงกับปีศาจ

    บางทีเหตุผลที่เขาทำเช่นนี้ อาจเป็นเพราะเขาได้ยินพระวาจาของพระเยซูเจ้าสะท้อนก้องอยู่ในใจของเขาว่า “มนุษย์จะได้ประโยชน์ใดในการที่จะได้โลกทั้งโลกเป็นกำไร แต่ต้องเสียชีวิตและพินาศไป” (ลก 9:25)

    ไม่ว่าเพราะเหตุผลใดก็ตาม โจก็หายตัวไปจากโลกเบสบอลอย่างลึกลับ เหมือนกับที่เขาปรากฏตัวขึ้น สองสามวันต่อมาเขากลับมาที่บ้านอีกครั้งหนึ่ง เขาจูบภรรยา และกลับไปเป็นชายวัยกลางคนชื่อ โจ บอยด์ ที่ครั้งหนึ่งใฝ่ฝันอยากเป็นดาราเบสบอล

    เรื่องนี้อาจสะกิดใจแฟนกีฬารุ่นเก่าให้คิดถึงชีวิตจริงของ แจ็ค เดมซีย์ ในคืนหลังจากที่เขาชิงตำแหน่งแชมป์มวยรุ่นเฮวี่เวทมาจาก เจส วิลลาร์ด แจ็คตื่นขึ้นในเวลาตีสอง ในห้องพักในโรงแรมของเขา เขารู้สึกถึงความว่างเปล่าภายใน เขากล่าวในภายหลังว่า “ความสำเร็จไม่ได้มีรสชาติเหมือนกับที่ผมคาดหมาย ผมได้ตำแหน่งแชมป์โลก แล้วไงล่ะ?”

    ตัวละครชื่อ โจ บอยด์ และแจ็ค เดมซีย์ คงเห็นด้วยเต็มร้อยกับพระวาจาที่พระเยซูเจ้าตรัสกับประชาชนในพระวรสารวันนี้ “อย่าขวนขวายหาอาหารที่กินแล้วเสื่อมสลายไป แต่จงหาอาหารที่คงอยู่และนำชีวิตนิรันดรมาให้ ... เราเป็นปังแห่งชีวิต ... ผู้ที่มาหาเราจะไม่หิว และผู้ที่เชื่อในเราจะไม่กระหายอีกเลย” (ยน 6:27, 35)

    เราสามารถสรุปข้อความที่พระเยซูเจ้าตรัสไว้นี้ และประสบการณ์ของ โจ บอยด์ ในภาพยนตร์ และประสบการณ์ในชีวิตจริงของแจ็ค เดมซีย์ ด้วยประโยคเดียว คือ ในหัวใจมนุษย์มีความหิวอย่างหนึ่ง และความกระหายอย่างหนึ่งที่ไม่มีสิ่งใดในโลกทำให้อิ่มได้

    นี่คือบทเรียนที่เราต้องสอนตนเอง ถ้าเราต้องการพบความสุขแท้ ชื่อเสียงและเงินทองสัญญาว่าจะเติมเต็มช่องว่างในหัวใจมนุษย์ แต่ในที่สุดสิ่งเหล่านี้กลับทำให้หัวใจมนุษย์หิวมากขึ้น และกระหายมากขึ้นกว่าเดิม

    ครูโรงเรียนมัธยมที่ประสบความสำเร็จคนหนึ่งกล่าวไว้ว่า “ไม่มีอะไรน่าประทับใจมากกว่าการเฝ้าดูเด็กหนุ่มสาวเตรียมตัวไปศึกษาต่อในระดับวิทยาลัย และเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่น่าตื่นเต้น และสมควรแล้วที่เขารู้สึกเช่นนั้น นี่คือเวลาที่น่าตื่นเต้นสำหรับเขา โลกข้างนอกนั้นกำลังรอเขาอยู่ รอให้เขาชื่นชมยินดีไปกับทุกสิ่งที่โลกพร้อมจะเสนอให้ แต่วันหนึ่งจะมาถึง เมื่อเด็กหนุ่มสาวกลุ่มเดียวกันนี้จะค้นพบว่า สิ่งที่โลกพร้อมจะเสนอให้เขานั้นทำให้เขาหิวมากขึ้น กระหายมากขึ้นกว่าเดิม วันหนึ่งจะมาถึงเมื่อเขาค้นพบความจริงในพระวาจาของพระเยซูเจ้า ว่า

    “อย่าขวนขวายหาอาหารที่กินแล้วเสื่อมสลายไป แต่จงหาอาหารที่คงอยู่และนำชีวิตนิรันดรมาให้ ... เราเป็นปังแห่งชีวิต ... ผู้ที่มาหาเราจะไม่หิว และผู้ที่เชื่อในเราจะไม่กระหายอีกเลย”

    ภายในอีกไม่กี่นาที เราจะร่วมแบ่งปันปังแห่งชีวิต และขณะที่เราทำเช่นนี้ ขอให้เราวอนขอพระหรรษทาน มิให้เราลืมความจริงอันยิ่งใหญ่ที่พระเยซูเจ้าทรงสอนในพระวรสารวันนี้

    เราจงวอนขอพระหรรษทาน มิให้เราลืมความจริงอันยิ่งใหญ่ที่ โจ บอยด์ ค้นพบในภาพยนตร์ และแจ็ค เดมซีย์ ค้นพบในชีวิตจริง ว่า อาหารและเครื่องดื่มของโลกนี้ ไม่สามารถดับความหิวและความกระหายในหัวใจมนุษย์ได้

    เราจงวอนขอพระหรรษทาน มิให้เราลืมความจริงอันยิ่งใหญ่ว่า หัวใจของเราถูกสร้างขึ้นมาเพื่อพระเจ้า และหัวใจของเราจะไม่มีวันพักผ่อน จนกว่าจะได้พักผ่อนในพระเจ้า

    เพราะถ้าเราลืมความจริงข้อนี้ก็เท่ากับเรามองข้ามความจริงข้อหนึ่งที่สำคัญที่สุดที่พระเยซูเจ้าทรงเคยสั่งสอน

บทรำพึงที่ 2
ยอห์น 6:24-35
ปังแห่งชีวิต (1)

    พระเยซูเจ้าไม่ทรงยอมรับชัยชนะทางการเมืองที่ประชาชนต้องการให้พระองค์แสวงหา หลังจากทรงทำอัศจรรย์ทวีขนมปัง

เมื่อประชาชนเห็นว่าทั้งพระเยซูเจ้าและบรรดาศิษย์ไม่อยู่ที่นั่นแล้ว ก็ลงเรือมุ่งไปที่เมืองคาเปอรนาอุม เพื่อตามหาพระเยซูเจ้า

    ชัยชนะทางการเมือง ค่านิยมทางโลก อยู่บนฝั่งด้านหนึ่ง – คือ ฝั่งของมนุษย์ ... แต่เพื่อจะได้พบพระเยซูเจ้าอย่างแท้จริง เราต้องตามหาพระองค์ “บนฝั่งอีกด้านหนึ่ง”...

    จากนั้นพระเยซูเจ้าทรงเทศน์สอนเกี่ยวกับ ปังแห่งชีวิต เป็นบทเทศน์ที่ยาวเต็มบทที่หกของพระวรสารของนักบุญยอห์น และเราจะอ่านในวันอาทิตย์อีกสี่สัปดาห์ต่อจากนี้

“เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า ท่านแสวงหาเรา มิใช่เพราะได้เห็นเครื่องหมายอัศจรรย์ แต่เพราะได้กินขนมปังจนอิ่ม”

    พระเยซูเจ้ากำลังตรัสกับชาวนาชาวกาลิลี ผู้ต้องทำงานหนักเพื่อแลกกับอาหาร คนเหล่านี้คุ้นเคยกับความหิว ... และพวกเขาก็เคยกินอิ่มเมื่อเก็บเกี่ยวผลจากแรงงานของตนได้มากมาย พระเยซูเจ้าทรงทำอย่างไรเมื่อทรงพบหญิงชาวสะมาเรียที่บ่อน้ำ พระองค์ก็ทรงทำอย่างนั้นในกรณีนี้ พระองค์ทรงใช้ความต้องการทางวัตถุของผู้ฟังเป็นจุดเริ่มต้น ทรงใช้สัญลักษณ์ที่เข้าใจง่าย คือ ความหิว ความกระหาย ขนมปัง น้ำ...

    พระองค์ทรงวินิจฉัยชาวชนบทเหล่านี้อย่างตรงไปตรงมาและเป็นธรรม กล่าวคือ คนเหล่านี้ไม่ได้รอคอย “เครื่องหมายของพระอาณาจักร” แต่เขารอคอยผลประโยชน์ที่เขาจะได้รับจากพระอาณาจักร คำวินิจฉัยนี้เป็นความจริงที่ยากจะยอมรับแม้แต่ในปัจจุบัน ชาวนาเหล่านี้น่าจะนิยมวัตถุน้อยกว่าพวกเราในวันนี้ ถ้าเราถามตนเอง เราจะไม่ค้นพบหรือว่าเราเองก็หิวเงิน กระหายอำนาจ อยากมีชื่อเสียง แสวงหาความมั่นคง ความสะดวกสบาย และชอบหนีความจริง? ... เมื่อใดที่พระเยซูเจ้าทรง “แก้ปัญหาให้เรา” เราก็พร้อมจะติดตามพระองค์ แต่ถ้าพระองค์ทรง “แสดงเครื่องหมายของพระอาณาจักร” ซึ่งไม่ถูกจริตของเรา เราก็พร้อมจะละทิ้งพระองค์ ใช่หรือไม่?...

“อย่าขวนขวายหาอาหารที่กินแล้วก็เสื่อมสลายไป แต่จงหาอาหารที่คงอยู่และนำชีวิตนิรันดรมาให้ อาหารนี้บุตรแห่งมนุษย์จะประทานให้ท่าน เพราะพระเจ้าพระบิดาทรงประทับตรารับรองบุตรแห่งมนุษย์ไว้แล้ว”

    พระเยซูเจ้าทรงยกเรื่องอาหาร และการบำรุงเลี้ยงร่างกาย มาเปรียบเทียบเพื่อให้เราเข้าใจว่าพระองค์กำลังนำสิ่งใดมาประทานแก่มนุษยชาติ

    ชีวิตมีสองประเภท อาหารก็เช่นเดียวกัน คือ อาหารสำหรับเลี้ยงร่างกายของเราที่ให้ “ชีวิตที่ต้องตาย” และอาหาร “ที่มาจากสวรรค์” ซึ่งนำ “ชีวิตที่ไม่มีวันตาย” มาให้ ... มนุษย์ถูกสร้างขึ้นมาโดยพระเจ้าและเพื่อพระเจ้า มนุษย์จึงหิวและกระหายพระเจ้า ไม่มีสิ่งใดทำให้มนุษย์ทั้งชายและหญิงรู้สึกอิ่มได้จริง นอกจากพระเจ้า “ความสุขสำราญทางโลก” ทำให้เราหิวและกระหายมากขึ้น...

    พระเยซูเจ้าไม่ได้ทรงขอให้เราเหยียดหยาม “อาหารประจำวัน” แต่ให้เราปรารถนา “ปังแห่งชีวิตนิรันดร” ด้วย พระเยซูเจ้าไม่ได้ทรงต้องการให้เราเกียจคร้านและปฏิเสธงานที่จำเป็นต่อชีวิตทางโลก – แต่พระองค์ทรงปรารถนาให้เราทำงาน ด้วยความกระตือรือร้นและขยันขันแข็งอย่างเท่าเทียมกัน เพื่อชีวิตที่ไม่มีวันสิ้นสุด! ต่างจากพระพุทธเจ้า พระเยซูเจ้าไม่ทรงขอให้เรากำราบความปรารถนาของเรา แต่ให้ขยายขอบเขตและยกระดับความปรารถนาของเราให้สูงขึ้น กล่าวคือ ให้เราอย่าพอใจแต่เพียงความสุขสำราญเล็กน้อยในชีวิตบนโลกนี้ ซึ่งธรรมชาติมนุษย์ของท่านกระตุ้นให้ท่านหวังว่าจะได้รับ – แต่ให้ปรารถนาชีวิตนิรันดร ... และให้ทำทุกสิ่งทุกอย่างที่จำเป็น เพื่อให้บรรลุถึงชีวิตนิรันดรนั้น คือ ให้เราเริ่มต้นชีวิตนิรันดรตั้งแต่บัดนี้...

“พวกเราจะต้องทำอะไรเพื่อให้กิจการของพระเจ้าสำเร็จ” พระเยซูเจ้าตรัสตอบว่า “กิจการของพระเจ้าก็คือ ให้ท่านทั้งหลายเชื่อในผู้ที่พระองค์ทรงส่งมา”

    ด้วยพระวาจานี้ พระเยซูเจ้าทรงเริ่มเผยความจริงข้อสำคัญว่าพระองค์เองคืออาหารที่จำเป็นต่อชีวิต ซึ่งมนุษย์กำลังหิวกระหาย! นี่คือความอาจหาญขั้นสูงสุด แต่ก็เป็นความจริงที่ผ่านการพิสูจน์มาแล้วนับพันล้านครั้งตลอดสองพันปีที่ผ่านมา!...

    “ให้ท่านทั้งหลายเชื่อ” นี่คืองานที่พระเจ้าทรงกระทำในตัวเรา ... ผู้ใดที่เชื่อ ผู้ใดที่ดำรงชีพในความเชื่อ ผู้นั้นกำลังทำงานร่วมกับพระเจ้า เขากำลังร่วมมือกับพระเจ้าผู้ทรงต้องการประทานชีวิตนิรันดรของพระองค์เองแก่เรา...

“ท่านกระทำเครื่องหมายอัศจรรย์ใดเพื่อพวกเราจะได้เห็น และจะได้เชื่อในท่าน ท่านทำอะไรเล่า บรรพบุรุษของเราได้กินมานนาในถิ่นทุรกันดาร ... ขนมปังจากสวรรค์” พระเยซูเจ้าตรัสตอบว่า “มิใช่โมเสสที่ให้ขนมปังจากสวรรค์แก่ท่าน แต่เป็นพระบิดาของเราที่ประทานขนมปังแท้จากสวรรค์ให้ท่าน”

    ประชาชนไม่สามารถก้าวข้ามทัศนคติปกติ พวกเขายังอยู่บน “ฝั่งเดิม” ... แต่พระเยซูเจ้าทรงใช้ความต้องการทางวัตถุของเขาเพื่อปลุกเร้าให้เขาเกิดความปรารถนาในระดับสูงกว่าวัตถุ

    อะไรคือ “ความหิว” สำหรับเรามนุษย์ในยุคศตวรรษที่ 20 นี้? ... เราถูกกรอกหูอยู่ทุกวันไม่ใช่หรือว่าเราจะได้รับความพึงพอใจ เมื่อเราซื้อโทรทัศน์หรือเครื่องบดอาหารไฟฟ้ายี่ห้อนี้ เมื่อเราเคี้ยวหมากฝรั่งหรือสูบบุหรี่ยี่ห้อนี้ เมื่อเราใช้แชมพูหรือโลชั่นหลังโกนหนวดยี่ห้อนี้?...

    พระเยซูเจ้าทรงบอกเราว่า “มานนา” เหล่านี้เป็นอาหารทางโลก และเป็นอาหารชั้นต่ำ (อาจกล่าวได้ว่าเป็นอาหารที่ “เหมาะสำหรับสัตว์”) เมื่อเทียบกับความสุขที่พระเจ้าทรงต้องการประทานแก่เรา ท่านสังเกตหรือไม่ว่าเราใช้พลังงานมากมายเท่าไรในแต่ละวันไปกับการกิน การเคี้ยว – โดยเฉพาะเพื่อลิ้มรสขนมหวาน อาหารคาวหวาน และอาหารว่าง? ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยามองว่านิสัยที่พบเห็นบ่อย ๆ ในตัวมนุษย์ชายหญิงสมัยใหม่นี้ เป็นการถดถอยเข้าสู่วัยทารก เราจะเห็นเด็กเล็ก ๆ ปลอบตนเองด้วยการดูดนิ้วหัวแม่มือตนเอง นี่คืออาการที่แสดงให้เห็นว่าบ่อยครั้งที่เราพึงพอใจกับความสุขสำราญที่มีแต่เปลือกไม่ใช่หรือ?...

    แต่พระเยซูเจ้ากำลังตรัสถึงระดับที่แตกต่างจากระดับวัตถุ ... พระเจ้าข้า โปรดทรงบันดาลให้เรารับรู้ถึงความว่างเปล่าภายในที่จะทำให้เราหิวกระหายสิ่งที่จำเป็นสำหรับเราด้วยเทอญ

“เพราะขนมปังของพระเจ้า คือขนมปังซึ่งลงมาจากสวรรค์ และประทานชีวิตให้แก่โลก”

    พระวาจานี้สะกิดใจเราให้เพ่งพินิจต่อไปหรือเปล่า?

    เราถูกสร้างขึ้นมาเพื่อพระเจ้า ไม่ว่าเราจะชอบหรือไม่ก็ตาม และความหิวของเราเป็นความหิวกระหายพระเจ้า ประกาศกอิสยาห์เคยกล่าวว่า “ทำไมท่านต้องเสียเงินสำหรับสิ่งที่ไม่ใช่อาหาร และใช้ค่าจ้างแรงงานเพื่อสิ่งที่ไม่ทำให้อิ่ม” (อสย 55:1-3) และนักบุญออกัสตินก็ยอมรับ หลังจากได้แสวงหาความสนุกสนานทางโลกทุกอย่างแล้วว่า “หัวใจของข้าพเจ้ากระวนกระวาย พระเจ้าข้า จนกว่าจะได้พักผ่อนในพระองค์”

    ถูกแล้ว หัวใจของเราใหญ่โตมากจนไม่มีสิ่งใดถมให้เต็มได้นอกจากพระเจ้า เพราะหัวใจของเราถูกสร้างขึ้นมาเพื่อพระเจ้า ความปรารถนาที่แสดงตัวออกมาไม่หยุดหย่อนทุกครั้งที่เราได้รับความพึงพอใจทางโลก เป็นสัญญาณที่บอกเราว่าเรากำลังแสวงหาสิ่งที่ไร้ขอบเขต
    “ขนมปังซึ่งลงมาจากสวรรค์” บทอ่านที่หนึ่งของวันอาทิตย์นี้เตือนเราให้ระลึกถึงอาหารลึกลับ คือ “มานนา” (“มานฮู” ในภาษาฮีบรู แปลว่า “นี่เป็นอะไร”) ประชาชนคาดหมายว่าอัศจรรย์นี้จะเกิดขึ้นอีกครั้งหนึ่งในยุคพระเมสสิยาห์ แต่พระเยซูเจ้าทรงใช้มานนาในยุคโมเสส เป็นสัญลักษณ์ของ “ของประทานที่ประเสริฐกว่า” หมายถึง “อาหารจากสวรรค์” หรือ พระวาจาของพระเจ้า

    หนังสือเฉลยธรรมบัญญัติบอกเราว่า จุดมุ่งหมายระดับลึกสุดของอัศจรรย์ระหว่างการอพยพมิใช่เพื่อประทานอาหารฝ่ายกายแก่ชาวฮีบรู แต่เพื่อส่งเสริมให้เขามีความเชื่ออย่างแท้จริงในพระเจ้า “มนุษย์มิได้มีชีวิตอยู่ด้วยอาหารเท่านั้น แต่มีชีวิตด้วยพระวาจาทุกคำที่ออกจากพระโอษฐ์ของพระเจ้า” (ฉธบ 8:2-3) พระเยซูเจ้าทรงยกข้อความนี้จากหนังสือเฉลยธรรมบัญญัติเพื่อตอบโต้ซาตานว่า “อาหารฝ่ายกาย” ยังไม่เพียงพอ เมื่อเรานำสองข้อความนี้มารวมกัน เราจะเข้าใจว่าพระคริสตเจ้าในพระวรสารฉบับที่สี่ ไม่ทรงแตกต่างจากพระเยซูเจ้าที่ผู้นิพนธ์พระวรสารฉบับอื่น ๆ พยายามเสนอภาพเลย (มธ 4:4; ลก 4:4) พระเยซูเจ้าทรงประกาศเช่นเดียวกันว่าคำสั่งสอนของพระองค์ – หรือพูดให้ถูกต้องมากกว่า ว่า พระบุคคลของพระองค์ – คืออาหาร เพราะมนุษย์มิได้มีชีวิตอยู่ด้วยอาหารเพียงอย่างเดียว แต่มีชีวิตด้วยพระวาจาของพระเจ้า”
   
ประชาชนจึงทูลว่า “นายขอรับ โปรดให้ขนมปังนี้แก่พวกเราเสมอเถิด” พระเยซูเจ้าตรัสกับเขาว่า “เราเป็นปังแห่งชีวิต”

    ตลอดพระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาเดิม เราพบเห็นแนวความคิดว่า สำหรับมนุษย์ที่ตั้งใจฟัง พระวาจาหรือพระบัญญัติของพระเจ้าจะเป็นอาหารเลี้ยงวิญญาณที่ประเสริฐกว่าอาหารฝ่ายกายที่เรากินอยู่ทุกวันมากมายนัก เช่น

-    อาโมส 8:11 – “เราจะส่งทุพภิกขภัยมาในแผ่นดิน ไม่ใช่การหิวอาหาร หรือการกระหายน้ำ แต่จะส่งความปรารถนาจะฟังพระวาจาของพระเจ้า”
-    เยเรมีย์ 15:16 – “เมื่อข้าพเจ้าพบพระวาจา ข้าพเจ้าก็ได้กินพระวาจานั้น พระวาจาของพระองค์เป็นความชื่นบาน และเป็นความยินดีของจิตใจข้าพเจ้า”
-    และพระเยซูเจ้า - “อาหารของเราคือการทำตามพระประสงค์ของพระผู้ทรงส่งเรามา และการประกอบภารกิจของพระองค์ให้สำเร็จลุล่วงไป” (ยน 4:32-34)

“ผู้ที่มาหาเราจะไม่หิว และผู้ที่เชื่อในเราจะไม่กระหายอีกเลย”

    ในบทอ่านที่สองของวันนี้ นักบุญเปาโลกล่าวถึงคนทั้งหลายที่ปล่อยให้ความปรารถนาที่ไร้คุณค่านำทางชีวิตของเขา (อฟ 4:17-24) น่าเสียดายถ้าเราจะยอมให้ตนเองอิ่มด้วย “ขนมหวานและอาหารว่าง”!...

    พระเจ้าข้า โปรดประทานอาหารของพระองค์แก่เราด้วยเถิด เรากำลังยื่นมือออกไปขอรับอาหารนี้จากพระองค์...