^Back To Top

  • 1 1
    .
  • 2 2
    .
  • 3 3
    .
  • 4 4
    .
  • 5 5
    .

kamsonbkk.com

วันอาทิตย์ที่ 18 เทศกาลธรรมดา

วันอาทิตย์ที่ 18 เทศกาลธรรมดา
อพยพ 16:2-4, 12-15; เอเฟซัส 4:17, 20-24; ยอห์น 6:24-35

บทรำพึงที่ 1
หัวใจที่หิวกระหาย
พระเยซูเจ้าเท่านั้นทรงสามารถดับความหิวกระหายในหัวใจได้

    เคยมีละครเพลงบรอดเวย์ที่โด่งดังเรื่องหนึ่งในยุคทศวรรษที่ 1950 เรื่อง Damn Yankees ซึ่งถูกสร้างเป็นภาพยนตร์ในเวลาต่อมา ตัวละครเอกเป็นชายวัยกลางคนชื่อ โจ บอยด์ นับตั้งแต่เขาเป็นเด็ก โจใฝ่ฝันจะเป็นนักเบสบอลที่มีชื่อเสียง บัดนี้ความฝันของเขาไม่อาจเป็นจริงได้แล้ว และเขาก็รู้ตัว แต่โจยังไม่เลิกฝัน

    คืนหนึ่งได้เกิดเหตุการณ์ประหลาด ชายคนหนึ่งชื่อ แอปเปิลเกต ได้เดินเข้ามาในชีวิตของโจ แอปเปิลเกตบอกโจว่าเขามีอำนาจทำให้ความฝันของโจกลายเป็นความจริงได้ เขาสามารถเปลี่ยน โจ บอยด์ ชายวัยกลางคน ให้กลายเป็น โจ ฮาร์ดี้ ดาราเบสบอลของทีมวอชิงตัน ซีเนเตอร์ส ในยุคทศวรรษ 1950 วอชิงตันเป็นทีมหนึ่งในอเมริกันลีก

    ยิ่งกว่านั้น โจจะไม่เป็นเพียงดาราในทีมซีเนเตอร์ส แต่เขาจะนำทีมนี้ไปสู่ชัยชนะเหนือทีมนิวยอร์กแยงกี้ที่เลื่องชื่ออีกด้วย

    โจมีคำถามในใจ เหมือนกับผู้ชมภาพยนตร์ทุกคน ว่านายแอปเปิลเกตผู้ลึกลับนี้เป็นใคร คุณคงเดาคำตอบได้ เขาคือปีศาจในร่างของมนุษย์ เมื่อนั้น โจจึงเข้าใจเงื่อนไขข้อหนึ่งของข้อเสนอนี้ เขาต้องขายวิญญาณของเขาให้ปีศาจเพื่อแลกกับการเป็นดารา

    โจไม่อาจตัดใจปฏิเสธข้อเสนอนี้ได้ เขาจึงตกลงโดยตั้งเงื่อนไขว่า เขาสามารถยกเลิกข้อตกลงได้ถ้าเขาต้องการ ก่อนที่ทีมซีเนเตอร์สจะได้รับชัยชนะสูงสุด ปีศาจคาดการณ์ว่า เมื่อโจไปไกลถึงเพียงนั้นแล้ว เขาจะไม่มีวันถอยหลัง ปีศาจจึงตกลง ดังนั้น โจจึงเขียนจดหมายสั้น ๆ และจูบลาภรรยาของเขาที่กำลังนอนหลับ และออกจากบ้านเพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่ ความตื่นเต้นเริ่มต้นจากจุดนี้

    โจเข้าร่วมทีมซีเนเตอร์ส ในฐานะนักกีฬาหน้าใหม่ และประสบความสำเร็จชั่วข้ามคืน ภายในเวลาไม่กี่สัปดาห์ เขากลายเป็นบุคคลที่ทุกคนในวอชิงตัน ดี.ซี. ต้องการรู้จัก แฟนเบสบอลเชียร์เขาอย่างบ้าคลั่ง เด็ก ๆ ถือว่าเขาเป็นวีรบุรุษ เด็กสาว ๆ หลงใหลเขา และคนสูงอายุก็มองว่าเขาเป็นเหมือนลูกหลานที่ทุกคนอยากมี

    ชีวิตของโจเป็นชีวิตที่ไม่น่าเชื่อ และเขาก็มีความสุขกับทุกนาที เขาไม่เคยนึกฝันว่าชีวิตจะหวานชื่นเช่นนั้น เขาไม่เคยนึกฝันว่าโลกจะสวยงามได้เช่นนั้น

    แต่เมื่อภาพยนตร์เดินเรื่องต่อไป ก็เกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด ชื่อเสียงและเงินทองเริ่มจืดชืด โจนั่งมองกำแพงในเวลากลางคืน ลึก ๆ ในใจของเขามีความว่างเปล่าที่ชื่อเสียงและเงินทองไม่สามารถถมให้เต็มได้ และโจไม่รู้ว่าทำไมจึงเป็นเช่นนั้น

    ในที่สุด เมื่อถึงวันที่นัดหมายกับปีศาจ การแข่งขันครั้งใหญ่กำลังใกล้เข้ามา เมื่อนั้น หลังจากได้สำรวจจิตใจตนเองอย่างถี่ถ้วนแล้ว โจก็ทำสิ่งที่เขาไม่เคยคิดฝันว่าเขาจะทำ เขายกเลิกข้อตกลงกับปีศาจ

    บางทีเหตุผลที่เขาทำเช่นนี้ อาจเป็นเพราะเขาได้ยินพระวาจาของพระเยซูเจ้าสะท้อนก้องอยู่ในใจของเขาว่า “มนุษย์จะได้ประโยชน์ใดในการที่จะได้โลกทั้งโลกเป็นกำไร แต่ต้องเสียชีวิตและพินาศไป” (ลก 9:25)

    ไม่ว่าเพราะเหตุผลใดก็ตาม โจก็หายตัวไปจากโลกเบสบอลอย่างลึกลับ เหมือนกับที่เขาปรากฏตัวขึ้น สองสามวันต่อมาเขากลับมาที่บ้านอีกครั้งหนึ่ง เขาจูบภรรยา และกลับไปเป็นชายวัยกลางคนชื่อ โจ บอยด์ ที่ครั้งหนึ่งใฝ่ฝันอยากเป็นดาราเบสบอล

    เรื่องนี้อาจสะกิดใจแฟนกีฬารุ่นเก่าให้คิดถึงชีวิตจริงของ แจ็ค เดมซีย์ ในคืนหลังจากที่เขาชิงตำแหน่งแชมป์มวยรุ่นเฮวี่เวทมาจาก เจส วิลลาร์ด แจ็คตื่นขึ้นในเวลาตีสอง ในห้องพักในโรงแรมของเขา เขารู้สึกถึงความว่างเปล่าภายใน เขากล่าวในภายหลังว่า “ความสำเร็จไม่ได้มีรสชาติเหมือนกับที่ผมคาดหมาย ผมได้ตำแหน่งแชมป์โลก แล้วไงล่ะ?”

    ตัวละครชื่อ โจ บอยด์ และแจ็ค เดมซีย์ คงเห็นด้วยเต็มร้อยกับพระวาจาที่พระเยซูเจ้าตรัสกับประชาชนในพระวรสารวันนี้ “อย่าขวนขวายหาอาหารที่กินแล้วเสื่อมสลายไป แต่จงหาอาหารที่คงอยู่และนำชีวิตนิรันดรมาให้ ... เราเป็นปังแห่งชีวิต ... ผู้ที่มาหาเราจะไม่หิว และผู้ที่เชื่อในเราจะไม่กระหายอีกเลย” (ยน 6:27, 35)

    เราสามารถสรุปข้อความที่พระเยซูเจ้าตรัสไว้นี้ และประสบการณ์ของ โจ บอยด์ ในภาพยนตร์ และประสบการณ์ในชีวิตจริงของแจ็ค เดมซีย์ ด้วยประโยคเดียว คือ ในหัวใจมนุษย์มีความหิวอย่างหนึ่ง และความกระหายอย่างหนึ่งที่ไม่มีสิ่งใดในโลกทำให้อิ่มได้

    นี่คือบทเรียนที่เราต้องสอนตนเอง ถ้าเราต้องการพบความสุขแท้ ชื่อเสียงและเงินทองสัญญาว่าจะเติมเต็มช่องว่างในหัวใจมนุษย์ แต่ในที่สุดสิ่งเหล่านี้กลับทำให้หัวใจมนุษย์หิวมากขึ้น และกระหายมากขึ้นกว่าเดิม

    ครูโรงเรียนมัธยมที่ประสบความสำเร็จคนหนึ่งกล่าวไว้ว่า “ไม่มีอะไรน่าประทับใจมากกว่าการเฝ้าดูเด็กหนุ่มสาวเตรียมตัวไปศึกษาต่อในระดับวิทยาลัย และเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่น่าตื่นเต้น และสมควรแล้วที่เขารู้สึกเช่นนั้น นี่คือเวลาที่น่าตื่นเต้นสำหรับเขา โลกข้างนอกนั้นกำลังรอเขาอยู่ รอให้เขาชื่นชมยินดีไปกับทุกสิ่งที่โลกพร้อมจะเสนอให้ แต่วันหนึ่งจะมาถึง เมื่อเด็กหนุ่มสาวกลุ่มเดียวกันนี้จะค้นพบว่า สิ่งที่โลกพร้อมจะเสนอให้เขานั้นทำให้เขาหิวมากขึ้น กระหายมากขึ้นกว่าเดิม วันหนึ่งจะมาถึงเมื่อเขาค้นพบความจริงในพระวาจาของพระเยซูเจ้า ว่า

    “อย่าขวนขวายหาอาหารที่กินแล้วเสื่อมสลายไป แต่จงหาอาหารที่คงอยู่และนำชีวิตนิรันดรมาให้ ... เราเป็นปังแห่งชีวิต ... ผู้ที่มาหาเราจะไม่หิว และผู้ที่เชื่อในเราจะไม่กระหายอีกเลย”

    ภายในอีกไม่กี่นาที เราจะร่วมแบ่งปันปังแห่งชีวิต และขณะที่เราทำเช่นนี้ ขอให้เราวอนขอพระหรรษทาน มิให้เราลืมความจริงอันยิ่งใหญ่ที่พระเยซูเจ้าทรงสอนในพระวรสารวันนี้

    เราจงวอนขอพระหรรษทาน มิให้เราลืมความจริงอันยิ่งใหญ่ที่ โจ บอยด์ ค้นพบในภาพยนตร์ และแจ็ค เดมซีย์ ค้นพบในชีวิตจริง ว่า อาหารและเครื่องดื่มของโลกนี้ ไม่สามารถดับความหิวและความกระหายในหัวใจมนุษย์ได้

    เราจงวอนขอพระหรรษทาน มิให้เราลืมความจริงอันยิ่งใหญ่ว่า หัวใจของเราถูกสร้างขึ้นมาเพื่อพระเจ้า และหัวใจของเราจะไม่มีวันพักผ่อน จนกว่าจะได้พักผ่อนในพระเจ้า

    เพราะถ้าเราลืมความจริงข้อนี้ก็เท่ากับเรามองข้ามความจริงข้อหนึ่งที่สำคัญที่สุดที่พระเยซูเจ้าทรงเคยสั่งสอน

บทรำพึงที่ 2
ยอห์น 6:24-35
ปังแห่งชีวิต (1)

    พระเยซูเจ้าไม่ทรงยอมรับชัยชนะทางการเมืองที่ประชาชนต้องการให้พระองค์แสวงหา หลังจากทรงทำอัศจรรย์ทวีขนมปัง

เมื่อประชาชนเห็นว่าทั้งพระเยซูเจ้าและบรรดาศิษย์ไม่อยู่ที่นั่นแล้ว ก็ลงเรือมุ่งไปที่เมืองคาเปอรนาอุม เพื่อตามหาพระเยซูเจ้า

    ชัยชนะทางการเมือง ค่านิยมทางโลก อยู่บนฝั่งด้านหนึ่ง – คือ ฝั่งของมนุษย์ ... แต่เพื่อจะได้พบพระเยซูเจ้าอย่างแท้จริง เราต้องตามหาพระองค์ “บนฝั่งอีกด้านหนึ่ง”...

    จากนั้นพระเยซูเจ้าทรงเทศน์สอนเกี่ยวกับ ปังแห่งชีวิต เป็นบทเทศน์ที่ยาวเต็มบทที่หกของพระวรสารของนักบุญยอห์น และเราจะอ่านในวันอาทิตย์อีกสี่สัปดาห์ต่อจากนี้

“เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า ท่านแสวงหาเรา มิใช่เพราะได้เห็นเครื่องหมายอัศจรรย์ แต่เพราะได้กินขนมปังจนอิ่ม”

    พระเยซูเจ้ากำลังตรัสกับชาวนาชาวกาลิลี ผู้ต้องทำงานหนักเพื่อแลกกับอาหาร คนเหล่านี้คุ้นเคยกับความหิว ... และพวกเขาก็เคยกินอิ่มเมื่อเก็บเกี่ยวผลจากแรงงานของตนได้มากมาย พระเยซูเจ้าทรงทำอย่างไรเมื่อทรงพบหญิงชาวสะมาเรียที่บ่อน้ำ พระองค์ก็ทรงทำอย่างนั้นในกรณีนี้ พระองค์ทรงใช้ความต้องการทางวัตถุของผู้ฟังเป็นจุดเริ่มต้น ทรงใช้สัญลักษณ์ที่เข้าใจง่าย คือ ความหิว ความกระหาย ขนมปัง น้ำ...

    พระองค์ทรงวินิจฉัยชาวชนบทเหล่านี้อย่างตรงไปตรงมาและเป็นธรรม กล่าวคือ คนเหล่านี้ไม่ได้รอคอย “เครื่องหมายของพระอาณาจักร” แต่เขารอคอยผลประโยชน์ที่เขาจะได้รับจากพระอาณาจักร คำวินิจฉัยนี้เป็นความจริงที่ยากจะยอมรับแม้แต่ในปัจจุบัน ชาวนาเหล่านี้น่าจะนิยมวัตถุน้อยกว่าพวกเราในวันนี้ ถ้าเราถามตนเอง เราจะไม่ค้นพบหรือว่าเราเองก็หิวเงิน กระหายอำนาจ อยากมีชื่อเสียง แสวงหาความมั่นคง ความสะดวกสบาย และชอบหนีความจริง? ... เมื่อใดที่พระเยซูเจ้าทรง “แก้ปัญหาให้เรา” เราก็พร้อมจะติดตามพระองค์ แต่ถ้าพระองค์ทรง “แสดงเครื่องหมายของพระอาณาจักร” ซึ่งไม่ถูกจริตของเรา เราก็พร้อมจะละทิ้งพระองค์ ใช่หรือไม่?...

“อย่าขวนขวายหาอาหารที่กินแล้วก็เสื่อมสลายไป แต่จงหาอาหารที่คงอยู่และนำชีวิตนิรันดรมาให้ อาหารนี้บุตรแห่งมนุษย์จะประทานให้ท่าน เพราะพระเจ้าพระบิดาทรงประทับตรารับรองบุตรแห่งมนุษย์ไว้แล้ว”

    พระเยซูเจ้าทรงยกเรื่องอาหาร และการบำรุงเลี้ยงร่างกาย มาเปรียบเทียบเพื่อให้เราเข้าใจว่าพระองค์กำลังนำสิ่งใดมาประทานแก่มนุษยชาติ

    ชีวิตมีสองประเภท อาหารก็เช่นเดียวกัน คือ อาหารสำหรับเลี้ยงร่างกายของเราที่ให้ “ชีวิตที่ต้องตาย” และอาหาร “ที่มาจากสวรรค์” ซึ่งนำ “ชีวิตที่ไม่มีวันตาย” มาให้ ... มนุษย์ถูกสร้างขึ้นมาโดยพระเจ้าและเพื่อพระเจ้า มนุษย์จึงหิวและกระหายพระเจ้า ไม่มีสิ่งใดทำให้มนุษย์ทั้งชายและหญิงรู้สึกอิ่มได้จริง นอกจากพระเจ้า “ความสุขสำราญทางโลก” ทำให้เราหิวและกระหายมากขึ้น...

    พระเยซูเจ้าไม่ได้ทรงขอให้เราเหยียดหยาม “อาหารประจำวัน” แต่ให้เราปรารถนา “ปังแห่งชีวิตนิรันดร” ด้วย พระเยซูเจ้าไม่ได้ทรงต้องการให้เราเกียจคร้านและปฏิเสธงานที่จำเป็นต่อชีวิตทางโลก – แต่พระองค์ทรงปรารถนาให้เราทำงาน ด้วยความกระตือรือร้นและขยันขันแข็งอย่างเท่าเทียมกัน เพื่อชีวิตที่ไม่มีวันสิ้นสุด! ต่างจากพระพุทธเจ้า พระเยซูเจ้าไม่ทรงขอให้เรากำราบความปรารถนาของเรา แต่ให้ขยายขอบเขตและยกระดับความปรารถนาของเราให้สูงขึ้น กล่าวคือ ให้เราอย่าพอใจแต่เพียงความสุขสำราญเล็กน้อยในชีวิตบนโลกนี้ ซึ่งธรรมชาติมนุษย์ของท่านกระตุ้นให้ท่านหวังว่าจะได้รับ – แต่ให้ปรารถนาชีวิตนิรันดร ... และให้ทำทุกสิ่งทุกอย่างที่จำเป็น เพื่อให้บรรลุถึงชีวิตนิรันดรนั้น คือ ให้เราเริ่มต้นชีวิตนิรันดรตั้งแต่บัดนี้...

“พวกเราจะต้องทำอะไรเพื่อให้กิจการของพระเจ้าสำเร็จ” พระเยซูเจ้าตรัสตอบว่า “กิจการของพระเจ้าก็คือ ให้ท่านทั้งหลายเชื่อในผู้ที่พระองค์ทรงส่งมา”

    ด้วยพระวาจานี้ พระเยซูเจ้าทรงเริ่มเผยความจริงข้อสำคัญว่าพระองค์เองคืออาหารที่จำเป็นต่อชีวิต ซึ่งมนุษย์กำลังหิวกระหาย! นี่คือความอาจหาญขั้นสูงสุด แต่ก็เป็นความจริงที่ผ่านการพิสูจน์มาแล้วนับพันล้านครั้งตลอดสองพันปีที่ผ่านมา!...

    “ให้ท่านทั้งหลายเชื่อ” นี่คืองานที่พระเจ้าทรงกระทำในตัวเรา ... ผู้ใดที่เชื่อ ผู้ใดที่ดำรงชีพในความเชื่อ ผู้นั้นกำลังทำงานร่วมกับพระเจ้า เขากำลังร่วมมือกับพระเจ้าผู้ทรงต้องการประทานชีวิตนิรันดรของพระองค์เองแก่เรา...

“ท่านกระทำเครื่องหมายอัศจรรย์ใดเพื่อพวกเราจะได้เห็น และจะได้เชื่อในท่าน ท่านทำอะไรเล่า บรรพบุรุษของเราได้กินมานนาในถิ่นทุรกันดาร ... ขนมปังจากสวรรค์” พระเยซูเจ้าตรัสตอบว่า “มิใช่โมเสสที่ให้ขนมปังจากสวรรค์แก่ท่าน แต่เป็นพระบิดาของเราที่ประทานขนมปังแท้จากสวรรค์ให้ท่าน”

    ประชาชนไม่สามารถก้าวข้ามทัศนคติปกติ พวกเขายังอยู่บน “ฝั่งเดิม” ... แต่พระเยซูเจ้าทรงใช้ความต้องการทางวัตถุของเขาเพื่อปลุกเร้าให้เขาเกิดความปรารถนาในระดับสูงกว่าวัตถุ

    อะไรคือ “ความหิว” สำหรับเรามนุษย์ในยุคศตวรรษที่ 20 นี้? ... เราถูกกรอกหูอยู่ทุกวันไม่ใช่หรือว่าเราจะได้รับความพึงพอใจ เมื่อเราซื้อโทรทัศน์หรือเครื่องบดอาหารไฟฟ้ายี่ห้อนี้ เมื่อเราเคี้ยวหมากฝรั่งหรือสูบบุหรี่ยี่ห้อนี้ เมื่อเราใช้แชมพูหรือโลชั่นหลังโกนหนวดยี่ห้อนี้?...

    พระเยซูเจ้าทรงบอกเราว่า “มานนา” เหล่านี้เป็นอาหารทางโลก และเป็นอาหารชั้นต่ำ (อาจกล่าวได้ว่าเป็นอาหารที่ “เหมาะสำหรับสัตว์”) เมื่อเทียบกับความสุขที่พระเจ้าทรงต้องการประทานแก่เรา ท่านสังเกตหรือไม่ว่าเราใช้พลังงานมากมายเท่าไรในแต่ละวันไปกับการกิน การเคี้ยว – โดยเฉพาะเพื่อลิ้มรสขนมหวาน อาหารคาวหวาน และอาหารว่าง? ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยามองว่านิสัยที่พบเห็นบ่อย ๆ ในตัวมนุษย์ชายหญิงสมัยใหม่นี้ เป็นการถดถอยเข้าสู่วัยทารก เราจะเห็นเด็กเล็ก ๆ ปลอบตนเองด้วยการดูดนิ้วหัวแม่มือตนเอง นี่คืออาการที่แสดงให้เห็นว่าบ่อยครั้งที่เราพึงพอใจกับความสุขสำราญที่มีแต่เปลือกไม่ใช่หรือ?...

    แต่พระเยซูเจ้ากำลังตรัสถึงระดับที่แตกต่างจากระดับวัตถุ ... พระเจ้าข้า โปรดทรงบันดาลให้เรารับรู้ถึงความว่างเปล่าภายในที่จะทำให้เราหิวกระหายสิ่งที่จำเป็นสำหรับเราด้วยเทอญ

“เพราะขนมปังของพระเจ้า คือขนมปังซึ่งลงมาจากสวรรค์ และประทานชีวิตให้แก่โลก”

    พระวาจานี้สะกิดใจเราให้เพ่งพินิจต่อไปหรือเปล่า?

    เราถูกสร้างขึ้นมาเพื่อพระเจ้า ไม่ว่าเราจะชอบหรือไม่ก็ตาม และความหิวของเราเป็นความหิวกระหายพระเจ้า ประกาศกอิสยาห์เคยกล่าวว่า “ทำไมท่านต้องเสียเงินสำหรับสิ่งที่ไม่ใช่อาหาร และใช้ค่าจ้างแรงงานเพื่อสิ่งที่ไม่ทำให้อิ่ม” (อสย 55:1-3) และนักบุญออกัสตินก็ยอมรับ หลังจากได้แสวงหาความสนุกสนานทางโลกทุกอย่างแล้วว่า “หัวใจของข้าพเจ้ากระวนกระวาย พระเจ้าข้า จนกว่าจะได้พักผ่อนในพระองค์”

    ถูกแล้ว หัวใจของเราใหญ่โตมากจนไม่มีสิ่งใดถมให้เต็มได้นอกจากพระเจ้า เพราะหัวใจของเราถูกสร้างขึ้นมาเพื่อพระเจ้า ความปรารถนาที่แสดงตัวออกมาไม่หยุดหย่อนทุกครั้งที่เราได้รับความพึงพอใจทางโลก เป็นสัญญาณที่บอกเราว่าเรากำลังแสวงหาสิ่งที่ไร้ขอบเขต
    “ขนมปังซึ่งลงมาจากสวรรค์” บทอ่านที่หนึ่งของวันอาทิตย์นี้เตือนเราให้ระลึกถึงอาหารลึกลับ คือ “มานนา” (“มานฮู” ในภาษาฮีบรู แปลว่า “นี่เป็นอะไร”) ประชาชนคาดหมายว่าอัศจรรย์นี้จะเกิดขึ้นอีกครั้งหนึ่งในยุคพระเมสสิยาห์ แต่พระเยซูเจ้าทรงใช้มานนาในยุคโมเสส เป็นสัญลักษณ์ของ “ของประทานที่ประเสริฐกว่า” หมายถึง “อาหารจากสวรรค์” หรือ พระวาจาของพระเจ้า

    หนังสือเฉลยธรรมบัญญัติบอกเราว่า จุดมุ่งหมายระดับลึกสุดของอัศจรรย์ระหว่างการอพยพมิใช่เพื่อประทานอาหารฝ่ายกายแก่ชาวฮีบรู แต่เพื่อส่งเสริมให้เขามีความเชื่ออย่างแท้จริงในพระเจ้า “มนุษย์มิได้มีชีวิตอยู่ด้วยอาหารเท่านั้น แต่มีชีวิตด้วยพระวาจาทุกคำที่ออกจากพระโอษฐ์ของพระเจ้า” (ฉธบ 8:2-3) พระเยซูเจ้าทรงยกข้อความนี้จากหนังสือเฉลยธรรมบัญญัติเพื่อตอบโต้ซาตานว่า “อาหารฝ่ายกาย” ยังไม่เพียงพอ เมื่อเรานำสองข้อความนี้มารวมกัน เราจะเข้าใจว่าพระคริสตเจ้าในพระวรสารฉบับที่สี่ ไม่ทรงแตกต่างจากพระเยซูเจ้าที่ผู้นิพนธ์พระวรสารฉบับอื่น ๆ พยายามเสนอภาพเลย (มธ 4:4; ลก 4:4) พระเยซูเจ้าทรงประกาศเช่นเดียวกันว่าคำสั่งสอนของพระองค์ – หรือพูดให้ถูกต้องมากกว่า ว่า พระบุคคลของพระองค์ – คืออาหาร เพราะมนุษย์มิได้มีชีวิตอยู่ด้วยอาหารเพียงอย่างเดียว แต่มีชีวิตด้วยพระวาจาของพระเจ้า”
   
ประชาชนจึงทูลว่า “นายขอรับ โปรดให้ขนมปังนี้แก่พวกเราเสมอเถิด” พระเยซูเจ้าตรัสกับเขาว่า “เราเป็นปังแห่งชีวิต”

    ตลอดพระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาเดิม เราพบเห็นแนวความคิดว่า สำหรับมนุษย์ที่ตั้งใจฟัง พระวาจาหรือพระบัญญัติของพระเจ้าจะเป็นอาหารเลี้ยงวิญญาณที่ประเสริฐกว่าอาหารฝ่ายกายที่เรากินอยู่ทุกวันมากมายนัก เช่น

-    อาโมส 8:11 – “เราจะส่งทุพภิกขภัยมาในแผ่นดิน ไม่ใช่การหิวอาหาร หรือการกระหายน้ำ แต่จะส่งความปรารถนาจะฟังพระวาจาของพระเจ้า”
-    เยเรมีย์ 15:16 – “เมื่อข้าพเจ้าพบพระวาจา ข้าพเจ้าก็ได้กินพระวาจานั้น พระวาจาของพระองค์เป็นความชื่นบาน และเป็นความยินดีของจิตใจข้าพเจ้า”
-    และพระเยซูเจ้า - “อาหารของเราคือการทำตามพระประสงค์ของพระผู้ทรงส่งเรามา และการประกอบภารกิจของพระองค์ให้สำเร็จลุล่วงไป” (ยน 4:32-34)

“ผู้ที่มาหาเราจะไม่หิว และผู้ที่เชื่อในเราจะไม่กระหายอีกเลย”

    ในบทอ่านที่สองของวันนี้ นักบุญเปาโลกล่าวถึงคนทั้งหลายที่ปล่อยให้ความปรารถนาที่ไร้คุณค่านำทางชีวิตของเขา (อฟ 4:17-24) น่าเสียดายถ้าเราจะยอมให้ตนเองอิ่มด้วย “ขนมหวานและอาหารว่าง”!...

    พระเจ้าข้า โปรดประทานอาหารของพระองค์แก่เราด้วยเถิด เรากำลังยื่นมือออกไปขอรับอาหารนี้จากพระองค์...

ค้นหา

Pope Report คำสอน บทเทศน์

pope report francis

ถ่ายทอดสด พิธีบูชาขอบพระคุณ

MASS Header re

Kamson BKK Update!!

หมวดปรีชาญาณ

wisdom books

Bible Diary 2020

img007 resize

บทอ่านและบทมิสซา

ordomissae

พันธสัญญาใหม่

spd 20110902115342 b

บทเพลงศักดิ์สิทธิ์

angels-5b

สถิติเยี่ยมชม (เริ่ม 22-02-2012)

วันนี้
เมื่อวาน
สัปดาห์นี้
เดือนนี้
เดือนที่แล้ว
ทั้งหมด
5778
12666
71819
394826
423502
17878091
Your IP: 18.204.227.117
2020-05-29 11:03

สถานะการเยี่ยมชม

มี 417 ผู้มาเยือน และ ไม่มีสมาชิกออนไลน์ ออนไลน์

 

แผนกคริสตศาสนธรรม อัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ
122/8 อาคารแม่พระรับเกียรติยกขึ้นสวรรค์ ซ.นนทรี 14 ถ.นนทรี แขวงช่องนนทรี เขตยานนาวา กรุงเทพฯ 10120
โทร. 095-953-3070,  02-681-3850   Email: ccbkk@catholic.or.th   Line_ID: kamsonbkk