^Back To Top

  • 1 1
    .
  • 2 2
    .
  • 3 3
    .
  • 4 4
    .
  • 5 5
    .

kamsonbkk.com

วันอาทิตย์ที่ 22 เทศกาลธรรมดา

วันอาทิตย์ที่ 22 เทศกาลธรรมดา
เฉลยธรรมบัญญัติ 4:1-2, 6-8; ยากอบ 1:17-18, 21-22, 27; มาระโก 7:1-8, 14-15, 21-23

บทรำพึงที่ 1
บทเทศน์บทที่ 32
ศาสนาไม่ใช่การปฏิบัติตามขนบธรรมเนียม แต่เป็นการช่วยเหลือคนไร้บ้าน และคนที่สิ้นหวัง

    พระสงฆ์วัย 70 ปีคนหนึ่งไปเข้าเงียบ ระหว่างนั้นเขาสะดุดใจกับสามสิ่งที่เขารู้มาโดยตลอด แต่ไม่ได้สนใจอย่างจริงจัง

    ข้อแรก มีคนหลายล้านคนทั่วโลกที่กำลังหิวและไร้ที่อยู่อาศัย ข้อที่สอง เขาใช้เวลาตลอดชีวิตสงฆ์ของเขาอาศัยอยู่ในบ้านพักพระสงฆ์ที่สะดวกสบาย เขาเทศน์บทเทศน์ที่ฟังแล้วสบายใจ ให้แก่สัตบุรุษที่รักความสุขสบาย ข้อที่สาม เขาพยายามไม่ทำสิ่งที่จะรบกวนจิตใจ หรือทำให้สัตบุรุษรำคาญใจ

    พระสงฆ์ผู้นี้หวนคิดถึงเรื่องของพระสงฆ์ที่เพิ่งเข้ารับตำแหน่งเจ้าอาวาสในวัดแห่งหนึ่งในรัฐเคนตักกี้ ที่อยู่ไม่ไกลจากเชอร์ชิลดาวน์ ซึ่งเป็นสนามแข่งม้าที่มีชื่อเสียง

    ในวันอาทิตย์แรก เจ้าอาวาสผู้นี้เทศน์เรื่องความชั่วร้ายของการพนัน และเตือนว่านิสัยเลวนี้ได้สร้างความเจ็บปวดและเป็นสาเหตุของความทุกข์ให้แก่หลาย ๆ ครอบครัวอย่างไร

    หลังการเทศน์ ประธานของสภาวัดโทรศัพท์มาหาเขา และเตือนเขาว่าสัตบุรุษหลายคนในเขตวัดที่บริจาคเงินสนับสนุนวัดอย่างใจกว้าง เป็นคนที่หาเลี้ยงชีพด้วยกิจการที่เกี่ยวข้องกับการแข่งม้าและการพนัน

    ในวันอาทิตย์ที่สอง เจ้าอาวาสเทศน์เรื่องความชั่วร้ายของการสูบบุหรี่ และเตือนว่านิสัยเลวนี้ได้สร้างความเจ็บปวด และเป็นสาเหตุของความทุกข์มากมายอย่างไร จากโรคมะเร็งปอด และความตายก่อนวัยอันควร

    ประธานของสภาวัดโทรศัพท์มาหาเขาอีกครั้งหนึ่ง และเตือนเขาว่าสัตบุรุษหลายคนในเขตวัดที่บริจาคเงินสนับสนุนวัดอย่างใจกว้าง เป็นคนที่หาเลี้ยงชีพด้วยการปลูกใบยาสูบ ซึ่งทำให้รัฐเคนตักกี้มีชื่อเสียง

    ในวันอาทิตย์ที่สาม เจ้าอาวาสเทศน์เรื่องความชั่วร้ายของสุรา และเตือนว่านิสัยเลวนี้ได้สร้างความเจ็บปวดและเป็นสาเหตุของความทุกข์มากมายอย่างไร จากการเมาแล้วขับรถยนต์ และปัญหาบ้านแตก

    ประธานของสภาวัดโทรศัพท์มาหาเขาอีกครั้งหนึ่ง และเตือนเขาว่าสัตบุรุษหลายคนในเขตวัดที่บริจาคเงินสนับสนุนวัดอย่างใจกว้าง เป็นคนที่หาเลี้ยงชีพด้วยการทำงานในโรงกลั่นสุรา ซึ่งทำให้รัฐเคนตักกี้มีชื่อเสียง

    เจ้าอาวาสคนใหม่ถามอย่างจนปัญญาว่า “แล้วพ่อจะเทศน์เรื่องอะไรได้เล่า?”ประธานสภาวัดตอบว่า “ก็เทศน์เรื่องคนที่สนับสนุนให้ทำสงคราม และนักการเมืองที่ฉ้อโกงซิ เราไม่มีคนประเภทนี้ในเขตวัดของเรา”

    พระสงฆ์วัย 70 ปีคนนี้พบว่าตนเองอยู่ในสภาพไม่ต่างจากบทของ แจ็ค เลมมอน ในภาพยนตร์เรื่อง Mass Appeal เขาเทศน์สอนเฉพาะเรื่องที่จะไม่รบกวนจิตใจของสัตบุรุษในเขตวัดของเขา และเรื่องที่ทำให้สัตบุรุษพึงพอใจ

    บัดนี้ พระสงฆ์คนนี้ตระหนักเหมือนกับพระสงฆ์ในภาพยนตร์เรื่อง Mass Appeal ว่าเขาต้องการเอาใจสัตบุรุษมากกว่าเทศน์สอนพระวรสาร เขากังวลกับการสร้างแรงกระเพื่อมในชุมชน มากกว่าอยากท้าทายสัตบุรุษของเขาให้สำรวจจิตใจตนเองว่าพวกเขาพึงพอใจกับสิ่งที่เขาพบเห็นในใจของเขาแล้วหรือยัง

    สัปดาห์ต่อมาหลังจากการเข้าเงียบที่ช่วยให้เขาตาสว่าง พระสงฆ์ชราเปิดดูบทอ่านพระคัมภีร์ เพื่อเตรียมเทศน์ในวันอาทิตย์ บทอ่านนั้นเป็นบทอ่านเดียวกันกับบทอ่านในวันนี้

    ขณะที่เขาอ่านพระวรสาร พระวาจาของพระเยซูเจ้ากระโดดออกมาจากหน้าพระคัมภีร์ว่า “ประชาชนเหล่านี้ให้เกียรติเราแต่ปาก แต่ใจของเขาอยู่ห่างไกลจากเรา” (มก 7:6) พระสงฆ์ชราตัดสินใจตั้งแต่เวลานั้นว่าเขาจะแบ่งปันผลจากการสำรวจจิตใจของเขาให้แก่สัตบุรุษในเขตวัด ดังนั้นเขาจึงเริ่มต้นบทเทศน์ว่า

    “บทเทศน์ของพ่อสำหรับเช้าวันนี้จะใช้เวลาเพียง 30 วินาที และจะเป็นบทเทศน์ที่สั้นที่สุดเท่าที่พ่อเคยเทศน์มาตลอดชีวิต แต่เป็นบทเทศน์ที่สำคัญที่สุดที่พ่อเคยเทศน์มาด้วย”

    เมื่อเห็นว่าอารัมภบทนี้เรียกความสนใจจากสัตบุรุษได้แล้ว พระสงฆ์ชราก็เริ่มต้นบทเทศน์ความยาว 30 วินาทีของเขาว่า “พ่อต้องการพูดเพียงสามประเด็น ประเด็นแรก มีคนหลายล้านคนในโลกที่กำลังหิวและไร้บ้าน ประเด็นที่สอง คนส่วนใหญ่ในโลกคิดว่า ‘ช่างหัวมัน’ ประเด็นที่สาม พวกท่านหลายคนกำลังไม่สบายใจที่พ่อเพิ่งจะพูดคำว่า ‘ช่างหัวมัน’ บนธรรมาสน์ มากกว่าไม่สบายใจที่พ่อพูดว่ามีคนหลายล้านคนในโลกนี้ที่กำลังหิว และไร้บ้าน”

    แล้วพระสงฆ์ชราก็ทำเครื่องหมายกางเขนและนั่งลง

    บทเทศน์นั้นทำให้เกิดผลสามอย่างที่บทเทศน์ส่วนใหญ่ทำไม่ได้

    ข้อแรก ทำให้สัตบุรุษสนใจทันที ข้อที่สอง แสดงให้เห็นจิตตารมณ์ของพระวาจาของพระเยซูเจ้าในพระวรสารวันนี้ และข้อที่สาม ทำให้สัตบุรุษสำรวจจิตใจตนเอง

    เรื่องของพระสงฆ์ชราและบทอ่านจากพระวรสารในวันนี้ต้องการสอนสิ่งเดียวกัน กล่าวคือ ศาสนาไม่ใช่กิจกรรมที่เราทำกันในวันอาทิตย์ ไม่ใช่การปฏิบัติตามธรรมบัญญัติบางข้อ การสวดภาวนาบางบท หรือเข้าร่วมในจารีตพิธีกรรมบางอย่าง
    ประชาชนจำนวนมากในยุคของพระเยซูเจ้าได้ทำให้ศาสนากลายเป็นเพียงสิ่งเหล่านี้เท่านั้น  เขาปฏิบัติตามจารีตและพิธีกรรมเหล่านี้เพื่อให้พระเจ้าพอพระทัย เพราะเขาเชื่อว่าการไม่ปฏิบัติเช่นนั้นถือว่าเป็นบาป สรุปว่า เขาเชื่อว่าการปฏิบัติตามจารีตและพิธีกรรมทำให้เขาเป็นบุคคลที่เคร่งครัดศรัทธาต่อศาสนา

    เพื่อชี้ให้เห็นว่าการยึดถือแต่จารีตและพิธีกรรมเป็นความหน้าไหว้หลังหลอก วิลเลียม บาร์เคลย์ จึงเล่าเรื่องต่อไปนี้  - ซึ่งเป็นเรื่องนอกสารบบพระคัมภีร์ – เกี่ยวกับมุสลิมคนหนึ่งที่ตามฆ่าศัตรู เขาได้ยินเสียงเรียกให้ทำละหมาด ชาวมุสลิมคนนี้รีบลงจากหลังม้าทันที เขาปูเสื่อสำหรับภาวนา คุกเข่าลง และรีบสวดภาวนาตามธรรมเนียมอย่างรวดเร็วที่สุดเท่าที่เขาสามารถทำได้ จากนั้น เขาก็กระโดดขึ้นหลังม้า เพื่อไล่ล่าและฆ่าศัตรูของเขาต่อไป

    การยึดถือบทบัญญัติอย่างเคร่งครัดประเภทนี้เองที่พระเยซูเจ้าทรงต่อต้านอย่างแข็งกร้าวในยุคสมัยของพระองค์

    พระเยซูเจ้าทรงประกาศชัดว่า ศาสนาไม่ใช่กิจกรรมที่เรากระทำในเวลาหนึ่งในวันหนึ่ง ไม่ใช่การสวดบทภาวนาบางบท หรือการปฏิบัติศาสนกิจบางอย่าง แต่ศาสนาเป็นเรื่องของหัวใจที่เรียกว่าความรัก – ความรักต่อพระเจ้า และความรักต่อเพื่อนมนุษย์

    บทอ่านจากพระคัมภีร์ในวันนี้เชิญชวนเราให้สำรวจจิตใจของเรา และถามตนเองว่า พระวาจาของพระเยซูเจ้าในบทอ่านพระวรสารวันนี้เกี่ยวข้องกับตัวเราอย่างไร “ประชาชนเหล่านี้ให้เกียรติเราแต่ปาก แต่ใจของเขาอยู่ห่างไกลจากเรา”

    บทอ่านนี้เชิญชวนเราให้สำรวจจิตใจของเรา และถามตนเองว่า ถ้อยคำของยากอบในบทอ่านที่สองในวันนี้เกี่ยวข้องกับตัวเราอย่างไร “จงปฏิบัติตามพระวาจา มิใช่เพียงแต่ฟัง ซึ่งเท่ากับหลอกตนเอง” (ยก 1:22)

    เราจะสรุปบทรำพึงนี้ด้วยการอ่านซ้ำอีกครั้งหนึ่ง ข้อความจากจดหมายฉบับที่หนึ่งถึงชาวโครินธ์ ที่นักบุญเปาโล กล่าวถึงความรักว่า

    “แม้ข้าพเจ้าพูดภาษาของมนุษย์และของทูตสวรรค์ได้ ถ้าไม่มีความรัก ข้าพเจ้าก็เป็นแต่เพียงฉาบหรือฉิ่งที่ส่งเสียงอึกทึก ... แม้ข้าพเจ้ามีความเชื่อพอจะเคลื่อนภูเขาได้ แต่ถ้าไม่มีความรัก ข้าพเจ้าก็ไม่มีความสำคัญแต่อย่างใด แม้ข้าพเจ้าจะแจกจ่ายทรัพย์สินทั้งปวงให้แก่คนยากจน ... ถ้าไม่มีความรัก ข้าพเจ้าก็มิได้รับประโยชน์ใด ... จงแสวงหาความรักเถิด” (1 คร13:1-3, 14:1)

บทรำพึงที่ 2
มาระโก 7:1, 9-13, 15-21, 23

ชาวฟาริสีและธรรมาจารย์บางคนจากกรุงเยรูซาเล็ม มาเฝ้าพระองค์พร้อมกัน...

    ในพระวรสารตามคำบอกเล่าของนักบุญมาระโก แม้แต่สถานที่ก็มีความหมายเชิงสัญลักษณ์ กรุงเยรูซาเล็มเป็นศูนย์กลางของการต่อต้านพระเยซูเจ้า ในสิบเอ็ดบทแรกของพระวรสาร ซึ่งเป็นช่วงแรกของการเทศนาสั่งสอนของพระเยซูเจ้า ทุกครั้งที่เอ่ยถึงกรุงเยรูซาเล็ม นั่นหมายถึงความเป็นปฏิปักษ์ การโจมตีด้วยเจตนาร้ายทั้งปวงมาจากกรุงเยรูซาเล็ม ซึ่งเป็นเมืองหลวงทั้งด้านการปกครองและศาสนา ... ในเวลาต่อมา ผู้นำของชาติจะมาพบกันที่นั่น และตัดสินให้ประหารชีวิตพระเยซูเจ้า และมอบพระองค์ไว้ในมือของคนต่างศาสนา

    ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้า นี่คือธรรมล้ำลึกแห่งการปฏิเสธพระองค์ของมนุษย์ นี่คือธรรมล้ำลึกของกรุงเยรูซาเล็ม ซึ่งในที่นี้เป็นสัญลักษณ์แทนคนทั้งโลก...

เขามาเฝ้าพระองค์พร้อมกัน เขาสังเกตว่าศิษย์บางคนของพระองค์กินอาหารด้วยมือที่ไม่สะอาด คือไม่ได้ล้างมือก่อน เพราะชาวฟาริสีและชาวยิวโดยทั่วไปย่อมถือขนบธรรมเนียมของบรรพบุรุษ เขาไม่กินอาหารโดยมิได้ล้างมือตามพิธีก่อน เมื่อกลับจากตลาด เขาจะไม่กินอาหาร เว้นแต่จะได้ทำพิธีชำระตัวก่อน เขายังถือขนบธรรมเนียมอื่น ๆ อีกมาก เช่น การล้างถ้วย จานชาม และภาชนะทองเหลือง

    นี่คือปัญหาที่แท้จริง การพูดคุยครั้งนี้ไม่เกี่ยวข้องกับหลักอนามัย แต่เกี่ยวกับธรรมเนียมทางศาสนา เกี่ยวกับ “สิ่งที่ไม่มีมลทิน และสิ่งที่มีมลทิน” – ทุกสิ่งที่ประมวลไว้เป็นธรรมบัญญัติของโมเสสในหนังสือเลวีนิติ 11 ซึ่งขนบธรรมเนียมได้กำหนดข้อบังคับปลีกย่อยเพิ่มขึ้นอีกมากมาย

    ชาวฟาริสีเป็นชนกลุ่มหนึ่งทางศาสนา เราย่อมคิดผิดถ้าเราคิดว่าฟาริสีทุกคนเป็นคนหน้าซื่อใจคด ตรงกันข้าม คนเหล่านี้เป็นผู้ที่เคารพศรัทธาต่อธรรมบัญญัติของบรรพบุรุษของเขามาก จนเขาปฏิบัติตามทุกข้อปลีกย่อยที่สืบเนื่องมาจากขนบธรรมเนียม เขามีข้อบังคับที่ต้องปฏิบัติตามประมาณ 600 ข้อ! คนเหล่านี้กระหายหาความศักดิ์สิทธิ์ แต่เต็มไปด้วยความรักอันละเอียดอ่อนต่อพระเจ้า เขาจึงคิดถึงพระเจ้าตลอดวัน ขณะที่เขาปฏิบัติงานในอาชีพของเขา

“ทำไมศิษย์ของท่านไม่ปฏิบัติตามขนบธรรมเนียมของบรรพบุรุษ”

    เราสามารถอธิบายทัศนคตินี้ได้ด้วยเหตุผลต่าง ๆ เช่น

    1)    ศิษย์ของพระเยซูเจ้า รวมทั้งพระองค์เอง เป็นชาวกาลิลี ประชาชนจากแคว้นนี้เป็นผู้มีความเชื่อและจิตใจร้อนรนศรัทธา แต่เขาคงยึดถือขนบธรรมเนียมดั้งเดิม ซึ่ง “คนเคร่งศาสนา” ในกรุงเยรูซาเล็มถือว่าหย่อนยาน เรารู้ว่าบ่อยครั้งที่พระเยซูเจ้าทรงปกป้องบุคคลตามชายขอบของสังคม บุคคลที่ชื่อเสียงไม่ดี เช่น คนบาป คนเก็บภาษี โสเภณี พระเยซูเจ้าทรงมีพระทัยเมตตา และผ่อนปรนต่อบุคคลที่ต่ำต้อย ยากไร้ – ดังนั้น พระองค์จึงทรงคัดค้านวิธีตัดสินผู้อื่นอย่างเข้มงวดของชาวเยรูซาเล็มที่เคร่งครัดเรื่องธรรมเนียมปฏิบัติ ... ทัศนคติของเราเป็นอย่างไร?...

    2)    อีกเหตุผลหนึ่งที่ดูเหมือนสำคัญกว่า คือ พระเยซูเจ้าทรงตระหนักดีว่า พันธกิจของพระองค์เป็นพันธกิจสากล พระองค์ทรงค่อย ๆ อบรมสั่งสอนศิษย์ของพระองค์ ให้พร้อมจะปฏิบัติพันธกิจนี้ในประเทศต่าง ๆ ซึ่งมีวัฒนธรรมต่างจากวัฒนธรรมของชาวยิว ให้เขาทำลายกรอบแคบ ๆ ที่จำเพาะเจาะจงของศาสนายิว เพื่อให้เหลืออยู่แต่แก่นของศาสนาเท่านั้น เมื่อนั้น คนต่างศาสนาที่มีเจตนาบริสุทธิ์ และไม่เคยต้องปฏิบัติตามกฎข้อบังคับเกี่ยวกับอาหารการกิน ย่อมจะสามารถยอมรับคำสอนเรื่องความเชื่อได้
    พระเจ้าข้า โปรดทรงสอนเราให้มีทัศนคติที่เป็นสากลด้วยเถิด โปรดทรงช่วยเราให้แยกแยะได้ว่าอะไรคือแก่นสารของคำสอนของพระองค์ และอะไรคือขนบธรรมเนียมในศตวรรษก่อน ๆ ซึ่งจะทำให้คนในยุคของเราเบื่อหน่าย ในยุคที่มีการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมอย่างมากมายนี้ โปรดทรงช่วยเราให้พิเคราะห์แยกแยะได้ว่าสิ่งใดไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้ และสิ่งใดจำเป็นต้องเปลี่ยน ขอให้เราอย่าได้ขัดขวางชนรุ่นต่อไปไม่ให้เข้ามาหาความเชื่อ เพียงเพราะเราเชื่อมโยงความเชื่อนี้เข้ากับ “ขนบธรรมเนียมของบรรพบุรุษ” มากเกินไป

    3)    พระเยซูเจ้าเองทรงบอกเหตุผลข้อที่สามที่พระองค์ทรงเรียกร้องให้เรามีทัศนคติใหม่ว่า ขนบธรรมเนียมเหล่านี้ไม่ได้มาจากพระเจ้า แต่ ‘มนุษย์’ เป็นผู้กำหนดขึ้น ขนบธรรมเนียมนี้มาจากคนในยุคอดีต ดังนั้นจึงเปลี่ยนแปลงให้เหมาะสมกับยุคสมัยได้

พระองค์ตรัสตอบว่า “ประกาศกอิสยาห์ได้พูดอย่างถูกต้องถึงท่าน คนหน้าซื่อใจคด ดังที่เขียนไว้ในพระคัมภีร์ว่า ‘ประชาชนเหล่านี้ให้เกียรติเราแต่ปาก แต่ใจของเขาอยู่ห่างไกลจากเรา เขานมัสการเราอย่างไร้ความหมาย เขาสั่งสอนบัญญัติของมนุษย์เหมือนกับเป็นสัจธรรม’ ”

    พระเยซูเจ้าทรงตอบโต้อย่างรุนแรง โดยทรงยกข้อความจากพระคัมภีร์มาตอบโต้บุคคลที่กล่าวหาศิษย์ของพระองค์(อสย 29:13)

    บ่อยครั้งที่ประกาศกทั้งหลายประณามการยึดมั่นประเพณีทางศาสนา สิ่งสำคัญสำหรับพระเจ้าไม่ใช่กิริยาภายนอก แต่อยู่ที่หัวใจ การนมัสการพระเจ้าเพียงเพราะเป็นธรรมเนียมปฏิบัติย่อมไม่มีคุณค่า แต่การนมัสการต้องเป็นการแสดงออกถึงความเชื่อลึก ๆ ในใจ...   

พระองค์ทรงเรียกประชาชนเข้ามาอีกครั้งหนึ่ง ตรัสว่า “ทุกคนจงฟัง และเข้าใจเถิด”

    พระเยซูเจ้าทรงขอให้เขาตัดสินด้วยสติปัญญาและความเข้าใจ ... เราไม่ควรเลียนแบบพฤติกรรม หรือขนบธรรมเนียมต่าง ๆ เพียงเพราะว่าเป็น “สิ่งที่เคยปฏิบัติกันมาก่อน” เป็นเวลานานแล้ว...

“ไม่มีสิ่งใดเลยจากภายนอกของมนุษย์ทำให้เขามีมลทินได้ แต่สิ่งที่ออกมาจากภายในของมนุษย์นั้นแหละทำให้เขามีมลทิน”

    ในศาสนายิวมีข้อบังคับมากมายเกี่ยวกับการกินอาหารและพิธีชำระตัว (เรียกว่าบัญญัติ Kosher) และมีข้อห้ามบริโภคเนื้อสัตว์บางชนิด (เนื้อสุกรเป็นสิ่งมีมลทินตามเลวีนิติ 11) ... และห้ามบริโภคสัตว์ที่ยังมีเลือดสด ๆ ติดอยู่ในตัว (ลนต 17:10-14)

    ข้อบังคับนี้ทำให้ชาวยิวไม่สามารถกินอาหารร่วมกับคนต่างศาสนาได้ เว้นแต่ว่าคนต่างศาสนานั้นจะกินอาหารแบบชาวยิว ข้อบังคับนี้เป็นสิ่งที่ป้องกันชาวอิสราเอลไม่ให้ติดต่อกับโลกของคนต่างศาสนา

    แต่พระเยซูเจ้าทรงประกาศว่า “อาหารทุกชนิดไม่เป็นมลทิน” (มก 7:19)

    ทัศนคติเช่นนี้ต้องฟังดูแปลก อาจหาญ และใจกว้างมากที่สุด – เป็นการปฏิวัติขนบธรรมเนียมโดยแท้

    เรารู้ว่าชุมชนคริสตชนยุคแรกต้องเผชิญกับปัญหานี้ด้วยเช่นกัน (กจ 10-15)

“จากภายใน คือจากใจมนุษย์นั้น เป็นที่มาของความคิดชั่วร้าย...”

    สิ่งที่ทำให้มนุษย์มีมลทินไม่ใช่สิ่งที่เขากิน แต่เป็นสิ่งที่เขาคิด มลทินไม่ได้อยู่ที่ลักษณะภายนอกของการกระทำ แต่อยู่ที่จิตใจของเราเมื่อเรากระทำการนั้น ๆ

    ด้วยถ้อยคำเหล่านี้ พระเยซูเจ้าทรงแนะนำหลักการสำคัญของจริยธรรม แต่คนโบราณยังไม่เคารพหลักการนี้สักเท่าไร เรายังยึดติดกับข้อห้ามมากมาย ซึ่งขัดแย้งกับจิตตารมณ์ของพระวรสาร แม้แต่ในปัจจุบัน เรายังพบร่องรอยของคำสอนนอกรีต ที่เหยียดหยามร่างกายและวัตถุ

    “ทุกสิ่งที่พระเจ้าทรงสร้างเป็นสิ่งที่ดี และเราไม่ควรตัดสิ่งใดออกไป แต่ต้องรับไว้ด้วยความสำนึกในพระคุณ” (1 ทธ4:4) เราต้องสังเกตว่าพระเยซูเจ้ามิได้ทรงอ้างเหตุผลเพื่อสนับสนุนความคิดแบบอัตวิสัย เราย่อมเข้าใจความคิดของพระองค์ผิดไป ถ้าเราคิดว่าพระวาจานี้เป็นคำแก้ต่าง ให้เราทำสิ่งใดก็ได้ตามใจชอบ...

    พระเยซูเจ้าไม่ได้ทรงบอกปัดแนวความคิดเกี่ยวกับ “ความชั่ว” แต่พระองค์ทรงบอกว่า แท้จริงแล้ว ความชั่วอยู่ภายในใจมนุษย์ อยู่ในที่ใดที่ขาดความรัก ... นี่คือหลักการเบื้องต้นของทุกหลักจริยธรรมของมนุษย์ที่เจริญแล้ว ซึ่งหมายความว่า การทำบาปไม่ได้เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติจากสิ่งที่เราทำ ความชั่วไม่ได้อยู่ที่ “สิ่งของ” แต่อยู่ที่ตัวเราเอง

    หัวใจของเราเป็นเสมือนน้ำพุ ที่มีน้ำที่เปื้อนมลพิษแห่งความเห็นแก่ตัว และน้ำสะอาดแห่งความรักของเรา ไหลออกมา เราจึงไม่สามารถตัดสินพี่น้องของเราได้ด้วยการดูจากภายนอก เพราะเราไม่สามารถมองเห็นจิตสำนึกของเขา ไม่อาจมองทะลุถึงหัวใจของเขาได้...

“จากใจมนุษย์นั้นเป็นที่มาของความคิดชั่วร้าย
- การประพฤติผิดทางเพศ การลักขโมย การฆ่าคน...
- การมีชู้ ความโลภ การทำร้าย...
- การฉ้อโกง การสำส่อน ความอิจฉา...
- การใส่ร้าย ความหยิ่งยโส ความโง่เขลา...”

    นี่คือ “รายชื่อบาป” ที่เราได้รับทราบจากพระคริสตเจ้าผ่านทางชุมชนคริสตชนยุคแรก บาปเหล่านี้เกี่ยวข้องกับความรัก และกับเพื่อนมนุษย์ พระเยซูเจ้าตรัสถึงกิเลสสี่กลุ่ม แต่ละกลุ่มมีสามประการ พระคัมภีร์ฉบับภาษากรีกระบุกิเลสหกประการแรกในรูปพหูพจน์ และหกประการหลังในรูปเอกพจน์ ซึ่งทำให้เป็นคำพูดที่จำได้ง่าย บาปมีอยู่ 12 ประการ – ซึ่งเป็นจำนวนที่ไม่น้อยเลย เราจะถูกพิพากษาโดยพิจารณาจากความรัก และหัวใจของเรา (มธ 25)...

    มนุษย์สมัยใหม่ไม่ชอบให้ระบุรายชื่อบาปเช่นนั้น คนยุคปัจจุบันไม่มีจิตสำนึกที่ชัดเจนเหมือนกับมนุษย์ในอดีต เกี่ยวกับความงามของคุณธรรม และความน่าชังของกิเลส

    เราต้องสังเกตว่าหลักจริยธรรมที่พระเยซูเจ้าทรงเสนอนี้มีความเป็นสากล พระองค์ทรงรู้ดีที่สุดว่าอะไรอยู่ในหัวใจของมนุษย์ พระองค์ทรงเน้นเรื่องคุณค่าของหลักศีลธรรมที่อยู่ในใจมนุษย์โดยธรรมชาติ นอกเหนือจาก “ขนบธรรมเนียมเฉพาะตัว” ของอารยธรรมหนึ่งใด ไม่มีประเพณี หรือขนบธรรมเนียมของบรรพบุรุษของชนชาติใด ที่ขัดแย้งกับกฎที่มนุษย์ทุกคนยอมรับในส่วนลึกของหัวใจของเขาได้...

    พี่น้องชายหญิงทั้งหลาย อย่าอ่านรายชื่อบาปเหล่านี้แบบลวก ๆ ราวกับว่าไม่เกี่ยวข้องกับท่าน แต่จงถามตนเองว่าท่านแสดงความอิจฉา ความมุ่งร้าย การฉ้อโกง ความจองหอง ความเขลา ออกมาในชีวิตของท่านอย่างไร...

    พระเจ้าข้า โปรดทรงชำระจิตใจข้าพเจ้าด้วยเถิด! โปรดช่วยให้เราเข้าใกล้พระองค์มากขึ้น ให้เราเป็นเหมือนพระองค์มากขึ้นด้วยเถิด!...

ค้นหา

Pope Report คำสอน บทเทศน์

pope report francis

ถ่ายทอดสด พิธีบูชาขอบพระคุณ

MASS Header re

Kamson BKK Update!!

หมวดปรีชาญาณ

wisdom books

Bible Diary 2020

img007 resize

บทอ่านและบทมิสซา

ordomissae

พันธสัญญาใหม่

spd 20110902115342 b

บทเพลงศักดิ์สิทธิ์

angels-5b

สถิติเยี่ยมชม (เริ่ม 22-02-2012)

วันนี้
เมื่อวาน
สัปดาห์นี้
เดือนนี้
เดือนที่แล้ว
ทั้งหมด
5943
12666
71984
394991
423502
17878256
Your IP: 18.204.227.117
2020-05-29 11:31

สถานะการเยี่ยมชม

มี 414 ผู้มาเยือน และ ไม่มีสมาชิกออนไลน์ ออนไลน์

 

แผนกคริสตศาสนธรรม อัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ
122/8 อาคารแม่พระรับเกียรติยกขึ้นสวรรค์ ซ.นนทรี 14 ถ.นนทรี แขวงช่องนนทรี เขตยานนาวา กรุงเทพฯ 10120
โทร. 095-953-3070,  02-681-3850   Email: ccbkk@catholic.or.th   Line_ID: kamsonbkk