^Back To Top

  • 1 1
    .
  • 2 2
    .
  • 3 3
    .
  • 4 4
    .
  • 5 5
    .

kamsonbkk.com

วันอาทิตย์ที่ 25 เทศกาลธรรมดา

วันอาทิตย์ที่ 25 เทศกาลธรรมดา
ปรีชาญาณ 2:12, 17-20; ยากอบ 3:16-4:3; มาระโก 9:30-37

บทรำพึงที่ 1
ใบหน้าที่อิ่มเอิบสดใส
การช่วยเหลือผู้อื่น โดยเฉพาะผู้ยากไร้ จะนำความยินดีมาให้ ไม่เพียงแต่ผู้รับความช่วยเหลือเท่านั้น แต่รวมถึงผู้ให้ความช่วยเหลือด้วย

    ครูโรงเรียนมัธยมปลายคนหนึ่งให้การบ้านนักเรียนของเขาดังนี้ “ให้เขียนบรรยายเหตุการณ์ครั้งหนึ่งในชีวิตของเธอ เมื่อเธอทำตัวเป็น “ชาวสะมาเรียใจดี” ต่อใครคนหนึ่ง นักเรียนคนหนึ่งบรรยายไว้ดังนี้
   
    “ระหว่างฤดูร้อนก่อนที่ผมจะเข้าโรงเรียนมัธยมปลาย วัดของเราจัดให้วันหนึ่งเป็นวันเยี่ยมเยียนคนชราและคนพิการในโรงพยาบาลท้องถิ่นแห่งหนึ่ง เมื่อได้เห็นเก้าอี้เข็นและคนพิการจำนวนมาก ผมงงจนทำอะไรไม่ถูก ในตอนแรกผมมองเห็นแต่เก้าอี้เข็นเต็มไปหมด
   
    หลังจากนั้นผมก็สังเกตเห็นใครคนหนึ่งในเก้าอี้เข็น เขากำลังจ้องมองที่ขาของผม นั่นทำให้ผมเลิกมองเห็นแต่เก้าอี้เข็น ผมเห็นผู้หญิงที่เดินไม่ได้ ทหารผ่านศึกที่เป็นอัมพาต ชายชราที่ทุกคนลืม เด็กเล็ก ๆ ที่อ่อนแอ ทุกคนกำลังมองหาใครสักคนที่จะแสดงความสนใจในตัวเขา ผมหายใจไม่ออก ผมต้องหลบไปอยู่ตามลำพัง

    ผมเดินไปมาในบริเวณโรงพยาบาลดูเหมือนสักหนึ่งชั่วโมง ผมเริ่มโกรธพระเจ้า และรู้สึกสับสนที่สุดที่ได้เห็นความเจ็บปวดมากมายเช่นนั้นรวมอยู่ในสถานที่เดียวกัน ผมรู้สึกโดดเดี่ยวยิ่งกว่าผู้ป่วยคนใด ผมต่างหากที่เป็นฝ่ายต้องการความช่วยเหลือ ไม่ใช่พวกเขา แต่หลังจากนั้นชั่วครู่เดียว พระเจ้าที่ผมกำลังโกรธอยู่นั้นก็กลายเป็นพระเจ้าผู้มีตัวตนอย่างแท้จริงขึ้นมาในทันทีทันใด อย่างที่ผมไม่เคยรู้สึกมาก่อนในชีวิต ผมรู้สึกว่าพระเจ้าทรงรักคนเหล่านี้เป็นพิเศษ

    นั่นเป็นประสบการณ์ที่แปลกประหลาด ความเชื่อที่ลดลงในทันทีทันใด และความเชื่อที่เพิ่มทวีขึ้นมาในทันทีทันใด – ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นภายในเวลาไม่กี่นาที

    ผมเดินกลับมาที่เดิม ที่มีแต่คนชราและคนพิการ และผมเริ่มต้นทำทุกสิ่งทุกอย่างที่ผมสามารถทำได้เพื่อให้พวกเขามีความสุข เช่น นำเครื่องดื่มมาให้เขา และพูดคุยกับเขา ผมทำให้หลายคนมีใบหน้าที่อิ่มเอิบสดใสระหว่างบ่ายวันนั้น

    แต่ในบรรดาใบหน้าทั้งหลายที่ผมทำให้อิ่มเอิบสดใส ใบหน้าหนึ่งโดดเด่นมากกว่าใบหน้าอื่น ๆ ผมจะไม่มีวันลืมใบหน้านั้นเลย เพราะนั่นคือใบหน้าของผมเอง ผมไม่เคยรู้สึกดี ๆ กับตัวเองมากเช่นนั้นมาก่อน ผมไม่เคยมีความสุขมากเช่นนั้น”

    เรื่องนี้สอดคล้องอย่างยิ่งกับบทอ่านพระวรสารวันนี้ โดยเฉพาะคำสั่งสอนที่พระเยซูเจ้าตรัสกับศิษย์ของพระองค์เมื่อเขาโต้เถียงกันว่าใครเป็นใหญ่ที่สุด พระเยซูเจ้าตรัสว่า “ถ้าผู้ใดอยากเป็นคนที่หนึ่ง ก็ให้ผู้นั้นทำตนเป็นคนสุดท้าย และเป็นผู้รับใช้ของทุกคน” (มก 9:35) พระเยซูเจ้าทรงใช้โอกาสนี้เน้นย้ำหัวข้อสำคัญข้อหนึ่งของพระวรสาร คือ การช่วยเหลือผู้อื่น โดยเฉพาะบุคคลที่กำลังขาดแคลน เราจะพิจารณาหัวข้อนี้จากสองมุมมอง หนึ่ง จากมุมมองของผู้ขาดแคลน และสอง จากมุมมองของบุคคลที่ช่วยเหลือผู้ขาดแคลน

    ในหนังสือชื่อ Majority of One (หนึ่งเสียงที่เป็นเสียงส่วนใหญ่) ซิดนีย์ แฮริส นักเขียนคอลัมน์ ได้เล่าถึงเวลาที่กระดูกเท้าข้างหนึ่งของเขาแตก ทำให้เขาต้องใช้ไม้เท้าช่วยพยุงเดินอยู่นานหลายวัน เขากล่าวถึงประสบการณ์นี้ว่า “ความรู้สึกดี ๆ ที่เกิดจากประสบการณ์ที่เจ็บปวดนี้ก็คือวิธีที่ทุกคนปฏิบัติต่อผม มีคนเปิดประตูให้ผม ช่วยผมขึ้นรถแท็กซี่ ขยับที่ให้ผมเข้าไปในลิฟท์ จิตใจของผมเบิกบานชุ่มชื่นเมื่อได้รับการปฏิบัติอย่างนี้จากทุกคน”

    คำพูดของแฮริสแสดงให้เห็นว่าผู้ขาดแคลนมองการรับใช้เช่นนี้อย่างไร มันทำให้ “ใบหน้าของพวกเขาอิ่มเอิบสดใส” ทำให้เขารู้สึกว่ายังมีใครบางคนที่ห่วงใยเขา ทำให้เขารู้สึกว่ายังมีใครบางคนที่รักเขา

    มุมมองที่สองคือมุมมองของบุคคลที่ช่วยเหลือผู้ขาดแคลน ซึ่งไม่มีสิ่งใดอธิบายได้ชัดเจนไปกว่าคำบรรยายของเด็กนักเรียนมัธยมปลายคนนี้ เมื่อเขากล่าวว่า “แต่ในบรรดาใบหน้าทั้งหลายที่ผมทำให้อิ่มเอิบสดใส ใบหน้าหนึ่งโดดเด่นมากกว่าใบหน้าอื่น ๆ ผมจะไม่มีวันลืมใบหน้านั้นเลย เพราะนั่นคือใบหน้าของผมเอง ผมไม่เคยรู้สึกดี ๆ กับตัวเองมากเช่นนั้นมาก่อน ผมไม่เคยมีความสุขมากเช่นนั้น”

    คำพูดของเด็กชายคนนี้แสดงให้เราเห็นว่าการรับใช้ทำให้บุคคลที่รับใช้รู้สึกอย่างไร มันทำให้ใบหน้าของเขาอิ่มเอิบสดใสยิ่งกว่าใบหน้าของบุคคลที่เขาช่วยเหลือเสียอีก

    ผมคิดว่าที่เป็นเช่นนี้เพราะเหตุผลง่าย ๆ เป็นเหตุผลที่เราลืมนึกถึง เป็นเหตุผลที่เรามองข้าม และจำเป็นต้องกระตุ้นความจำของเราครั้งแล้วครั้งเล่า ผมจะบอกเหตุผลข้อนี้ด้วยเรื่องต่อไปนี้

    มีภาพวาดภาพหนึ่งในศตวรรษที่ 19 เป็นภาพของคนยากจนที่ยืนต่อแถวยาวในย่านคนจนของเมืองใหญ่ เขากำลังรอรับอาหารที่แจกให้แก่คนยากจน สิ่งที่สะดุดตาในภาพนี้คือ คนจนคนหนึ่งที่ยืนต่อแถวอยู่นี้มีวงรังสีอยู่ที่เหนือศีรษะ เมื่อมองใกล้ ๆ ก็เห็นว่าบุคคลนี้คือพระเยซูเจ้า นี่คือเหตุผลที่ทำให้ใบหน้าของผู้ที่ช่วยเหลือคนขาดแคลนทั้งหลายอิ่มเอิบสดใสยิ่งกว่าใบหน้าของผู้ที่เขาช่วยเหลือ เพราะระหว่างที่เขาช่วยเหลือคนขาดแคลนเหล่านั้น เขาค้นพบว่าพระเยซูเจ้าประทับอยู่ที่ใดในโลกปัจจุบันของเรา พระองค์ประทับอยู่ในตัวของคนขาดแคลนทั้งหลายนั้นเอง

    นี่คือความจริงที่เราลืม ที่เรามองข้าม และจำเป็นต้องกระตุ้นความจำของเราครั้งแล้วครั้งเล่า เพราะพระเยซูเจ้าทรงเป็นผู้ตรัสเองว่า “เมื่อเราหิว ท่านให้เรากิน เรากระหาย ท่านให้เราดื่ม เราเป็นแขกแปลกหน้า ท่านก็ต้อนรับ เราไม่มีเสื้อผ้า ท่านก็ให้เสื้อผ้าแก่เรา เราเจ็บป่วย ท่านก็มาเยี่ยม เราอยู่ในคุก ท่านก็มาหา ... ท่านทำสิ่งใดต่อพี่น้องผู้ต่ำต้อยที่สุดของเราคนหนึ่ง ท่านก็ทำสิ่งนั้นต่อเรา” (มธ 25:35-36, 40)

    เราจะสรุปบทรำพึงนี้ด้วยการรับฟังด้วยใจอธิษฐาน คำพูดของอัลเบิร์ต ชไวเซอร์ คริสตชนผู้ยิ่งใหญ่คนหนึ่งในยุคปัจจุบันของเรา เมื่อเขาอายุ 30 ปี เขาละทิ้งอาชีพแสดงคอนเสิร์ตสร้างความบันเทิงให้แก่ผู้ชมที่เป็นคนรวยในทวีปยุโรป และหันไปเป็นแพทย์มิชชันนารีช่วยเหลือคนจนในทวีปอัฟริกา ก่อนชไวเซอร์เสียชีวิต เขาบันทึกว่า

    “ผมไม่รู้ว่าชะตากรรมของคุณจะเป็นอย่างไร แต่สิ่งหนึ่งที่ผมรู้ก็คือ ผู้ที่จะมีความสุขอย่างแท้จริงได้ก็คือผู้ที่แสวงหาและพบวิธีที่จะรับใช้เท่านั้น”

    ขอให้เราย้ำข้อความนี้อีกครั้งหนึ่ง เพราะข้อความนี้สำคัญอย่างยิ่ง “ผมไม่รู้ว่าชะตากรรมของคุณจะเป็นอย่างไร แต่สิ่งหนึ่งที่ผมรู้ก็คือ ผู้ที่จะมีความสุขอย่างแท้จริงได้ก็คือผู้ที่แสวงหาและพบวิธีที่จะรับใช้เท่านั้น”

บทรำพึงที่ 2
มาระโก 9:30-37

พระเยซูเจ้าเสด็จออกจากที่นั่นพร้อมกับบรรดาศิษย์ ผ่านแคว้นกาลิลี พระองค์ไม่ทรงต้องการให้ผู้ใดรู้

    เราพบอีกครั้งหนึ่งว่าพระเยซูเจ้าไม่ทรงต้องการให้ผู้อื่นรู้ว่าพระองค์เป็นใคร เมื่อประชาชนเข้าใจพระองค์ผิดและละทิ้งพระองค์ไป พระองค์จึงทรงอุทิศพระองค์สั่งสอนศิษย์กลุ่มน้อย ๆ ของพระองค์

    พระองค์ทรงเริ่มต้นเดินทางจากภาคเหนือรอบเมืองซีซารียาแห่งฟิลิป ใกล้ต้นแม่น้ำจอร์แดน พระองค์ทรงเดินทางมุ่งหน้ามาทางกรุงเยรูซาเล็ม ทรงข้ามทะเลสาบกาลิลี ซึ่งเมื่อสองสามเดือนก่อน พระองค์ทรงประสบความสำเร็จในการเทศน์สอนมาก – แต่เป็นความสำเร็จที่มีสาเหตุที่ไม่ชัดเจน – ครั้งนี้ พระองค์ไม่พยายามตรัสต่อสาธารณชน แต่ตรัสกับอัครสาวกของพระองค์เท่านั้น บุคคลเหล่านี้คือจุดเริ่มต้นของกลุ่มคริสตชนในอนาคต และเรื่องที่พระองค์ทรงสั่งสอนเขาคือ “บทบัญญัติ” ในชีวิตของชุมชนพระศาสนจักร   

... ทรงสั่งสอนบรรดาศิษย์ และตรัสว่า “บุตรแห่งมนุษย์จะถูกมอบในเงื้อมมือของคนทั้งหลาย...”

    พระเยซูเจ้าไม่ทรงต้องการให้มีใครเรียกพระองค์ว่า “พระบุตรของพระเจ้า” แต่พระองค์ทรงเรียกพระองค์เองเสมอ โดยเฉพาะในช่วงที่สองของการเทศน์สอนของพระองค์ ว่า “บุตรแห่งมนุษย์” แต่คำนี้ไม่ได้มีความหมายตามตัวอักษรอย่างที่เห็น เพราะไม่ได้เน้นย้ำความเป็นมนุษย์ของพระเยซูเจ้า อันที่จริง คริสตชนที่เป็นชาวยิวอธิบายความหมายที่ลึกมากของชื่อนี้ คำนี้หมายถึงพระเมสสิยาห์ที่ประกาศกดาเนียลประกาศถึง (ดนล 7:13-14) “บุตรแห่งมนุษย์” ผู้นี้เสด็จลงมาจากสวรรค์ “พร้อมกับหมู่เมฆบนท้องฟ้า” พระองค์เสด็จมาในพระนามของพระเจ้า เพื่อปฏิบัติตามแผนการและงานของพระเจ้าให้สำเร็จไป

    เราตระหนักว่าพระดำรัสของพระเยซูเจ้ามีจุดมุ่งหมายเพื่อแก้ไขความเข้าใจของบรรดาอัครสาวกเกี่ยวกับพระเมสสิยาห์ “ผู้มาจากสวรรค์” ซึ่งเสด็จมาอย่างผู้มีชัยพร้อมกับหมู่เมฆ ผู้ที่พวกเขากำลังฝันถึงอยู่นี้ จะ “ถูกมอบในเงื้อมมือของคนทั้งหลาย” อย่างไร้ทางสู้ ดังนั้น จงอย่าเข้าใจผิดเกี่ยวกับพระเมสสิยาห์ ... หรือเกี่ยวกับพระเจ้า!
    ถูกแล้ว พระเยซูเจ้าเสด็จมาจากพระเจ้า – แต่มิใช่มาจากพระเจ้าในลักษณะที่มนุษย์ทั่วไปคิด!
   
ถูกมอบในเงื้อมมือ...

    พระเจ้าผู้ “ถูกมอบในเงื้อมมือ” ... พระเจ้าผู้ “ถูกมอบให้” ... พระเจ้าผู้ทรงเป็น “ความรัก” ... มิใช่พระเจ้าผู้ทรงสรรพานุภาพและเผด็จการ ... เราไม่เชื่อใน “พระเจ้าผู้ทรงสรรพานุภาพ” แต่เราเชื่อใน “พระบิดาผู้ทรงสรรพานุภาพ” ... เชื่อในพระเจ้าผู้ยอมสละพระองค์อย่างสิ้นเชิง ทรงยอมถูกมอบในเงื้อมมือศัตรูเพื่อประโยชน์ของเรา – และผู้ที่ทรงเผยพระองค์แก่เราผ่านทางไม้กางเขนของพระเยซูเจ้า...

    คำว่า “ถูกมอบในเงื้อมมือ” นี้เป็นหนึ่งในคำสำคัญของเทววิทยา ที่เพิ่งจะถูกเปิดเผยแก่เรา กล่าวคือ
    “พระเยซูคริสตเจ้าทรงยอมสละพระชนมชีพเพราะบาปของเรา และทรงกลับคืนพระชนมชีพ เพื่อให้เราเป็นคนชอบธรรม” (รม 4:25)
    “พระองค์มิได้ทรงหวงแหนพระบุตรของพระองค์ แต่ทรงมอบพระบุตรเพื่อเราทุกคน” (รม 8:32)
    “พระบุตรของพระเจ้าผู้ทรงรักข้าพเจ้า และทรงมอบพระองค์เพื่อข้าพเจ้า” (กท 2:20)
    “จงดำเนินชีวิตในความรัก ดังที่พระคริสตเจ้าทรงรักเราและทรงมอบพระองค์เพื่อเรา (อฟ 5:2)

    พิธีบูชาขอบพระคุณทุกครั้งเตือนใจเราเช่นนี้ “นี่เป็นกายของเรา ที่มอบเพื่อท่าน”

“... เขาจะประหารชีวิตพระองค์ แต่เมื่อถูกประหารแล้ว ในวันที่สามพระองค์จะกลับคืนชีพ”

    นี่คือการประกาศเรื่องพระทรมานของพระองค์เป็นครั้งที่สอง หลังจากเปโตรประกาศยืนยันความเชื่อของเขาที่เมืองซีซารียาแห่งฟิลิป

    พระวรสารของนักบุญมาระโกทั้งฉบับ นำเราไปสู่ความจริงสุดยอดนี้ คือ การสิ้นพระชนม์ และการกลับคืนพระชนมชีพ สองเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์นี้คือแก่นสารของข้อความเชื่อของเรา

    ชีวประวัติของบุรุษนี้แปลกประหลาดนัก ชีวิตของเขาดูเหมือนไม่สำคัญเท่าไรนัก สิ่งที่สำคัญกว่าคือความตาย และชีวิตหลังความตายของเขาต่างหาก ... เราอดสังเกตไม่ได้ว่าพระองค์ประกาศโดยไม่ลังเลเสมอว่าพระองค์จะสิ้นพระชนม์ ควบคู่กับการประกาศว่าพระองค์จะทรงกลับมามีชีวิตอีกครั้งหนึ่ง ราวกับว่า “ชีวิตแรก” ที่พระองค์ทรงดำรงชีพในปาเลสไตน์ในยุคสมัยนั้น ไม่ใช่ชีวิตที่สำคัญกว่า

    เราเชื่อจริง ๆ หรือว่าพระเยซูเจ้าทรงมีชีวิตอยู่ในวันนี้จริง?...

    ธรรมล้ำลึกปัสกาเป็นข้อความเชื่อสำคัญของความเชื่อของเราคริสตชน นี่คือเอกสิทธิ์ของพระเยซูเจ้าที่ไม่มีใครเหมือน ไม่มีมนุษย์ผู้ยิ่งใหญ่คนใดเคยอ้างว่าเขากำลังปลดปล่อยมนุษย์จากความตาย ซึ่งเป็นชะตากรรมสุดท้ายของมนุษยชาติ ไม่ว่าพระพุทธเจ้า หรือศาสดาโมฮัมเหม็ด หรือนักปรัชญาคนใดก็ไม่เคยเสนอทางออกให้แก่ความกังวลสำคัญที่สุดของมนุษย์คนหนึ่งที่กำลังจะตาย พระเยซูเจ้าเท่านั้นที่ทรงบอกอย่างสงบ และตรงไปตรงมาว่า “เขาจะฆ่าเรา แต่เราจะกลับคืนชีพ”

    ข้อความนี้ช่วยให้เราเข้าใจความตาย พระเยซูเจ้าทรงรู้ว่าความตายไม่ใช่จุดจบของทุกสิ่งทุกอย่าง พระองค์ทรงรู้ว่าควรคาดหมายอะไร พระองค์ทรงรู้ว่าเมื่อพระองค์ทรงผ่านนาทีแห่ง “ลมหายใจสุดท้าย” พระองค์จะไม่ตกลงสู่หุบเหวมืดแห่งความว่างเปล่า แต่จะเข้าสู่อ้อมแขนของพระบิดา และนี่ได้กลายเป็นบทเพลงแสดงความหวังสำหรับคริสตชนที่กล่าวอำลาญาติมิตรผู้ล่วงลับ “ที่ประตูพระนิเวศของพระองค์ พระบิดาทรงกำลังรอท่านอยู่ อ้อมแขนของพระเจ้าจะเปิดออกโอบกอดท่าน”

    เราเชื่อจริงหรือไม่ว่านี่คือความหมายของความตาย? ... นี่คือสารที่มรณสักขีทั้งหลายมอบให้แก่เรา นี่คือคำรับรองของผู้มีความเชื่อแท้ 

บรรดาศิษย์ไม่เข้าใจพระวาจานี้ แต่ก็ไม่กล้าทูลถาม

    พระวรสารไม่พยายามทำให้อัครสาวกดูดี เขาเป็นมนุษย์ผู้ยากไร้เหมือนกับเรา มาระโกย้ำหลายครั้งว่าพวกเขาใจแคบและดื้อรั้น พวกเขา “ไม่เข้าใจ” (มก 6:52, 8:17, 8:21, 9:32)

    อัครสาวกสิบสองคนก็ไม่ต่างจากมนุษย์ทั่วไป เราประหลาดใจว่า (และบางคนถามว่า) พระศาสนจักร และพัฒนาการอันยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์ของพระศาสนจักร เกิดขึ้นจากการวางแผนและจินตนาการของคนกลุ่มนี้ได้อย่างไร

    เหตุการณ์หนึ่งได้เปลี่ยนพวกเขาไปโดยสิ้นเชิง ยกพวกเขาขึ้นจากตนเอง และมอบความเข้มแข็งใหม่แก่เขา อาจกล่าวได้ว่าทั้งหมดนี้เกิดขึ้นกับพระศาสนจักรทุกยุคสมัย ถ้าพระศาสนจักรนี้เป็นของมนุษย์ ก็คงถูกทำลายไปนานแล้วด้วยบาปและความผิดพลาดของผู้นำและสมาชิก แต่เราสามารถตัดสินพระศาสนจักรจากมุมมองของมนุษย์เท่านั้นได้หรือ?...

    เมื่อบรรดาอัครสาวกได้ยินคำทำนายของพระเยซูเจ้า พวกเขา “กลัว” พระองค์ เขาถอยเข้าไปอยู่ในความเงียบด้วยความรู้สึกว่าทำอะไรไม่ถูก

พระเยซูเจ้าเสด็จมาถึงเมืองคาเปอรนาอุม พร้อมกับบรรดาศิษย์ เมื่อเสด็จเข้าไปในบ้าน พระองค์ตรัสถามเขาว่า “ท่านถกเถียงกันเรื่องอะไรขณะที่เดินทาง” เขาก็นิ่ง

    เขายังไม่สามารถพูดอะไรได้ เขาเงียบเมื่อพระองค์ทรงถาม และรู้สึกอาย เหมือนกับกลุ่มคนที่กำลังแตกแยกเพราะความเข้าใจผิด

... เพราะระหว่างทางเขาถกเถียงกันว่า ผู้ใดยิ่งใหญ่กว่ากัน

    อัครสาวกสิบสองคนไม่ได้คิดเหมือนกับพระอาจารย์ของเขาเลย พระองค์ทรงคิดถึงความตายของพระองค์ ทรงคิดว่าพระองค์จะต้องสละชีวิตของพระองค์อย่างไร – แต่พวกเขาคิดถึงแต่ “การได้ตำแหน่งที่สูงกว่า” จิตใจของเขาจมอยู่กับความคิดผิด ๆ เกี่ยวกับพระเมสสิยาห์ และพระเจ้า – เขายังรอคอยพระเมสสิยาห์ผู้ทรงอำนาจ ผู้ทรงถือสายฟ้าไว้ในพระหัตถ์ และยังคิดถึงอาณาจักรทางโลก – จนเขาเริ่มพูดกันตั้งแต่เวลานั้นแล้วว่า “ใครจะเป็นนายกรัฐมนตรี” หลังจากได้รับชัยชนะ!...

    แต่อย่าตัดสินพวกเขาอย่างรุนแรงนักที่เขาเข้าใจบทบาทของพระเยซูเจ้าผิดไป แม้ว่าเราได้รับความสว่างจากการกลับคืนพระชนมชีพในวันปัสกาของพระองค์แล้ว แต่เราพูดได้อย่างจริงใจหรือว่าเรายอมรับได้ที่บางครั้งพระเจ้าดูเหมือนทรงเงียบ และทรงไม่เข้าแทรกแซงช่วยเหลือเรา และนำเราไปสู่ชัยชนะ?...

พระองค์จึงประทับ แล้วทรงเรียกอัครสาวกสิบสองคนเข้ามา ตรัสว่า “ถ้าผู้ใดอยากเป็นคนที่หนึ่ง ก็ให้ผู้นั้นทำตนเป็นคนสุดท้าย และเป็นผู้รับใช้ของทุกคน”

    ในพระทรมานที่พระเยซูเจ้าทรงเพิ่งจะประกาศ พระองค์ทรงยอมเป็น “คนสุดท้าย” และเป็น “ผู้รับใช้ของทุกคน” พระเจ้าทรงเป็นเช่นนี้จริง ... ทำไมคำยืนยันนี้จึงดูเหมือนเป็นการดูหมิ่นพระเจ้าในสายตาของบางคน?

    แต่นี่คือความจริง พระเจ้าทรงเป็น “ที่หนึ่ง ทรงเป็นผู้ยิ่งใหญ่ที่สุด” แต่พระองค์ทรงเป็น “คนที่หนึ่งที่จะรับใช้” ... “คนที่หนึ่งที่จะรักและรับใช้” ... “ท่านทั้งหลายเรียกเราว่าอาจารย์ และองค์พระผู้เป็นเจ้า ก็ถูกแล้ว เพราะเราเป็นอย่างนั้นจริง ๆ แต่เรายังล้างเท้าให้ท่าน” (ยน 13:13)

    พระเจ้าทรงเป็นผู้ทรงสรรพานุภาพอย่างแท้จริง แต่อำนาจของพระองค์ถูกใช้ไปเพื่อ “รับใช้จนถึงที่สุด” ... “เราอยู่ในหมู่ท่านเหมือนเป็นผู้รับใช้จริง ๆ” (ลก 22:27) ... “บุตรแห่งมนุษย์มิได้มาเพื่อให้ผู้อื่นรับใช้ แต่มาเพื่อรับใช้ผู้อื่น และมอบชีวิตของตนเป็นสินไถ่เพื่อมวลมนุษย์” (มก 10:42-45)

    เป็นแนวโน้มธรรมชาติของกลุ่มมนุษย์ และสังคมมนุษย์ ที่จะแสวงหาความเข้มแข็ง ชื่อเสียง สิทธิพิเศษ เกียรติยศ ความได้เปรียบ พระเยซูเจ้าทรงพลิก “ระเบียบปกติ” นี้ กล่าวคือ ให้คนที่หนึ่งกลายเป็นคนสุดท้าย และผู้เป็นนายทำตัวเป็นผู้รับใช้!

    เรามั่นใจได้ว่าพระเยซูเจ้าตรัสพระวาจาที่ปฏิวัติความคิดเช่นนี้จริง แต่มิใช่เพราะพระองค์ทรงต้องการเพียงแต่ให้เกิดการปฏิวัติขึ้นอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งจะนำไปสู่การ “เปลี่ยนนาย” เท่านั้น เป้าหมายของพระองค์ (ทั้งในวันนี้ และวันนั้น) คือ เพื่อประทานทางออกที่แท้จริง กล่าวคือ การเปลี่ยนหัวใจของมนุษย์ เพราะวิธีนี้เท่านั้นที่สามารถยุติการต่อสู้แย่งชิงความเป็นที่หนึ่งในหมู่มนุษย์ รวมทั้งการต่อสู้เพื่อแสวงหาความร่ำรวย อำนาจ และการใช้วิธีกดขี่เพื่อให้ได้ชัยชนะ

ครั้นแล้ว พระองค์ทรงจูงเด็กเล็ก ๆ คนหนึ่งมายืนกลางกลุ่มพวกเขา ทรงโอบเด็กนั้นไว้ ตรัสว่า “ผู้ใดที่ต้อนรับเด็กเล็ก ๆ เช่นนี้ในนามของเรา ก็ต้อนรับเรา และผู้ใดที่ต้อนรับเรา ก็มิใช่ต้อนรับเพียงเราเท่านั้น แต่ต้อนรับผู้ที่ทรงส่งเรามาด้วย”
    ความรุนแรงกำลังเพิ่มทวีขึ้นในหัวใจมนุษย์ ในกลุ่มบุคคลและองค์กรต่าง ๆ ในโลก แม้ขณะที่ “กระแสมืด” นี้กำลังแพร่กระจายไปทั่วทุกทิศทุกทาง พระเยซูเจ้าทรงเสนอให้ทัศนคติที่ใช้ความอ่อนแอของเด็กเล็ก ๆ คนหนึ่งเป็นสัญลักษณ์

    เด็กคนนี้คือตัวแทนของมนุษย์ “ผู้ต่ำต้อย” ที่สังคมไม่สนใจ ซึ่งเราสามารถกำจัดได้โดยง่ายด้วยวิธีการที่ผิดศีลธรรม แม้ว่าจะถูกกฎหมายก็ตาม เด็กคนนี้คือตัวแทนของ “ผู้ยากไร้” บุคคลที่ไม่มีหนทางป้องกันตนเอง และถูกมอบให้อยู่ในมือของคนที่แข็งแรงกว่า

    แต่พระเจ้าทรงพลิกกลับบรรทัดฐานทางสังคมนี้ พระองค์เพิ่งจะตรัสว่า อันที่จริง คนสุดท้ายคือคนที่หนึ่ง บัดนี้ พระองค์ทรงประกาศว่า ในสายพระเนตรของพระเจ้า “ผู้ต่ำต้อยที่สุด” คือ “ผู้ยิ่งใหญ่ที่สุด” พระเยซูเจ้าทรงนำเด็กคนนี้มายืน “ที่ใจกลาง” ของชุมชนคริสตชน

    ข้าพเจ้าเพ่งพินิจพระเยซูเจ้าในจินตนาการ ขณะที่พระองค์ทรงโอบกอดเด็กน้อยคนนี้ ... เราวัดความยิ่งใหญ่ของคริสตชนจากคุณภาพของการรับใช้ที่เขามอบให้แก่ “ผู้ต่ำต้อยทั้งหลาย” และผู้ที่สิ้นไร้ทุกสิ่งทุกอย่าง นี่คือเกณฑ์ที่จะใช้พิพากษาเรา (มธ 25:31)

    แต่การรับใช้นี้ไม่ใช่ “การเป็นทาส” หรือ “การบีบบังคับ” เพราะเมื่อเรารับใช้คนต่ำต้อยทั้งหลาย เรากำลังรับใช้พระเยซูเจ้าเอง – และผ่านทางพระเยซูเจ้า เรากำลังรับใช้พระผู้ทรงสร้างเอกภพ และประทานพระบุตรของพระองค์แก่เรา... 

ค้นหา

Pope Report คำสอน บทเทศน์

pope report francis

ถ่ายทอดสด พิธีบูชาขอบพระคุณ

MASS Header re

Kamson BKK Update!!

หมวดปรีชาญาณ

wisdom books

Bible Diary 2020

img007 resize

บทอ่านและบทมิสซา

ordomissae

พันธสัญญาใหม่

spd 20110902115342 b

บทเพลงศักดิ์สิทธิ์

angels-5b

สถิติเยี่ยมชม (เริ่ม 22-02-2012)

วันนี้
เมื่อวาน
สัปดาห์นี้
เดือนนี้
เดือนที่แล้ว
ทั้งหมด
5961
12666
72002
395009
423502
17878274
Your IP: 18.204.227.117
2020-05-29 11:33

สถานะการเยี่ยมชม

มี 431 ผู้มาเยือน และ ไม่มีสมาชิกออนไลน์ ออนไลน์

 

แผนกคริสตศาสนธรรม อัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ
122/8 อาคารแม่พระรับเกียรติยกขึ้นสวรรค์ ซ.นนทรี 14 ถ.นนทรี แขวงช่องนนทรี เขตยานนาวา กรุงเทพฯ 10120
โทร. 095-953-3070,  02-681-3850   Email: ccbkk@catholic.or.th   Line_ID: kamsonbkk