^Back To Top

  • 1 1
    .
  • 2 2
    .
  • 3 3
    .
  • 4 4
    .
  • 5 5
    .

kamsonbkk.com

วันอาทิตย์ที่ 27 เทศกาลธรรมดา

วันอาทิตย์ที่ 27 เทศกาลธรรมดา
ปฐมกาล 2:18-24; ฮีบรู 2:9-11; มาระโก 10:2-16

บทรำพึงที่ 1
คุณแม่เฮล
เราประทับตราประเภทใดบนตัวเด็ก ๆ ที่เราพบในชีวิต

    ลอเรน เฮล หยุดรถเมื่อถึงเสาไฟสัญญาณจราจร ซึ่งตั้งอยู่ที่สี่แยกของถนนในเมืองฮาเล็ม เธอเห็นหญิงสาวติดยาคนหนึ่งกำลังนั่งสัปหงก เธออุ้มทารกคนหนึ่งไว้ในอ้อมแขน ไฟสัญญาณเปลี่ยนเป็นไฟเขียว และลอเรนก็ขับรถออกไป แต่แล้วบางสิ่งก็บอกเธอให้ย้อนกลับไปยังทางแยกนั้น เธอขับรถกลับมา และพูดกับหญิงสาวคนนั้นว่า “เธอกำลังมีปัญหาใหญ่นะ และเธอต้องการความช่วยเหลือ พาลูกของเธอไปที่บ้านของแม่ของฉันซิ แม่ของฉันจะดูแลลูกให้เธอเอง”

    หญิงสาวมองหน้าลอเรน แต่ไม่เข้าใจ ลอเรนต้องพูดซ้ำประมาณสามครั้ง แล้วเขียนที่อยู่ของมารดาของเธอในกระดาษ และยัดใส่มือหญิงคนนั้น

    เช้าวันต่อมา หญิงสาวติดยาคนนั้นมาที่บ้านของเฮล ทารกกำลังหนาวสั่น น้ำมูกไหล และท้องร่วงอย่างหนัก เด็กคนนี้กำลังทรมานจากการขาดยาเสพติด เด็กที่เกิดจากมารดาที่ติดยาเสพติดจะติดยาเสพติดมาตั้งแต่เกิด เขาติดยาตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดา ก่อนที่เขาจะคลอดออกมา

    เพื่อนบ้านเรียกมารดาของลอเรนว่า “คุณแม่เฮล” เธอรับเด็กคนนั้นไว้และคอยดูแลจนเด็กผ่านช่วงเวลาอันเจ็บปวดนั้นมาได้ ในเวลานั้น คุณแม่เฮลไม่รู้ว่ากิจเมตตาครั้งเดียวนั้นจะเปลี่ยนชีวิตของเธอ ในไม่ช้าข่าวก็แพร่ออกไป และหญิงติดยาอื่น ๆ ก็มาหาเธอที่บ้านพร้อมกับลูกของเขา ครั้งหนึ่ง คุณแม่เฮลรับเลี้ยงทารกมากกว่า 20 คนในบ้านของเธอ และอีกครั้งหนึ่งเธอไม่มีเงินเหลืออยู่เลย หลังจากซื้ออาหารและเสื้อผ้าให้เด็กแล้ว แต่เธอพยายามอยู่อย่างอดออม

    ตลอดระยะเวลา 16 ปี คุณแม่เฮลช่วยเหลือทารกมากกว่า 600 คน จากอาการขาดยาเสพติด เธอกล่าวว่า “ตามปกติจะใช้เวลาประมาณ 4 ถึง 6 สัปดาห์ เด็ก ๆ จะร้องหาคุณด้วยความเจ็บปวดและร้องไห้ และคุณทำได้เพียงกอดเขา และรักเขา”

    แล้ววันหนึ่งก็เกิดเหตุการณ์บางอย่างขึ้นกับคุณแม่เฮล ซึ่งเปลี่ยนชีวิตของเธอ ประธานาธิบดีเรแกนได้ยินเรื่องของเธอ และงานของเธอ เขาสะเทือนใจมาก และกล่าวถึงเรื่องนี้ในคำปราศรัยรายงานสถานะประเทศต่อสภาคองเกรส เมื่อปี ค.ศ. 1985 ขณะที่เขากำลังกล่าวคำปราศรัย กล้องโทรทัศน์ตัดภาพไปยังคุณแม่เฮล ซึ่งอยู่ที่เฉลียงด้านบนของทำเนียบขาว และจับภาพของคุณยายวัย 81 ปี ที่กำลังน้ำตาไหลพราก

    เพียงข้ามคืน คุณแม่เฮลก็กลายเป็นคนดัง นักข่าวขอสัมภาษณ์เธอ และรายการทอล์กโชว์ก็เชิญเธอไปปรากฏตัวในรายการ เงินทองหลั่งไหลเข้ามา งานของคุณแม่เฮลกลายเป็นศูนย์ที่มีเครื่องมือและพนักงานพรั่งพร้อม บัดนี้ เมืองอื่น ๆ ติดต่อขอคำแนะนำจากเธอเพื่อก่อตั้งศูนย์ดูแลทารกติดยาเหมือนกับศูนย์ของเธอ 
    เรื่องของคุณแม่เฮลสอดคล้องกับเรื่องในพระวรสารวันนี้ ซึ่งบรรยายว่ามารดาทั้งหลายนำบุตรเล็ก ๆ ของเขามาให้พระเยซูเจ้าทรงสัมผัสและอวยพร ไม่ต้องสงสัยเลยว่า เด็กหลายคนคงกำลังป่วย เหมือนกับทารกที่หญิงติดยาทั้งหลายนำมาหาคุณแม่เฮล และเพื่อนบ้านของคุณแม่เฮลก็คงพยายามปกป้องเธอไม่ให้ต้องรับภาระดูแลเด็กจำนวนมาก เหมือนกับที่ศิษย์ของพระเยซูเจ้าพยายามปกป้องพระองค์

    แต่คุณแม่เฮลคงพูดเหมือนกับพระเยซูเจ้า ว่า “ปล่อยให้เด็กเล็ก ๆ มาหาฉันเถิด อย่าห้ามเลย เพราะพระอาณาจักรของพระเจ้าเป็นของคนที่เหมือนกับเด็กเหล่านี้” และเหมือนกับพระเยซูเจ้า เธอคง “อุ้มเขาและอวยพรเขา” ด้วยความรักและเอื้ออาทร

    เรื่องของคุณแม่เฮลแสดงให้เห็นจิตตารมณ์ของพระวรสารวันนี้ได้อย่างที่น้อยเรื่องสามารถทำได้ เรื่องนี้แสดงให้เห็นภาพของคุณยายวัย 81 ปีคนหนึ่ง – สองพันปีหลังจากเรื่องในพระวรสาร – ที่ดำเนินชีวิตตามจิตตารมณ์ และคำสั่งสอนในพระวรสารตอนนี้ และยังสร้างแรงบันดาลใจให้เราทำสิ่งที่คล้ายกันในชีวิตของเราเอง

    เมื่อคุณแม่เฮลรับดูแลทารกติดยาคนแรก เธอไม่คิดว่าเธอจะสร้างแรงบันดาลใจให้แก่คนหลายล้านคน ด้วยการแสดงความเมตตากรุณาครั้งเดียวของเธอ เธอไม่คิดว่า อีก 16 ปีต่อมา เธอจะเริ่มปฏิกิริยาลูกโซ่ที่จะช่วยเหลือทารกโชคร้ายอื่น ๆ อีกหลายพันคน เธอไม่คิดว่าปฏิกิริยาลูกโซ่นี้จะขยายตัวออกไปนอกเขตเมืองฮาเล็ม ไปยังเมืองอื่น ๆ ทั่วทั้งประเทศ เธอไม่คิดว่าพระเจ้าจะทรงใช้เธอเพื่อเริ่มต้นโครงการสำคัญใหม่ ในการช่วยเหลือเด็กกลุ่มหนึ่งที่กำลังเจ็บปวดทรมานอยู่ในสังคมของเรา

    เธอรู้เพียงว่าเด็กที่กำลังป่วยหนักบางคนกำลังต้องการให้เธอพูดกับเขาว่า “ปล่อยให้เด็ก ๆ มาหาฉันเถิด อย่าห้ามเลย” (มก 10:14)

    ชาวจีนมีสุภาษิตที่กล่าวว่า “ชีวิตของเด็กเหมือนกระดาษแผ่นหนึ่งที่คนที่ผ่านไปมาประทับรอยไว้” คุณแม่เฮลประทับรอยอันงดงามยิ่งไว้ในชีวิตของเด็กหลายพันคน รอยนั้นงดงามจนเป็นแรงบันดาลใจให้เราต้องการประทับรอยแบบเดียวกันไว้ในตัวเด็กนับพันคนที่เราพบในชีวิตของเรา

    และจะเป็นความจริงยิ่งกว่า ถ้าเด็กเหล่านั้นเป็นลูกหลานของเราเอง เราย่อมต้องการประทับรอยของพระเยซูเจ้าเองในชีวิตของพวกเขา เพื่อว่าวันหนึ่งเขาจะประทับรอยคล้ายกันในชีวิตของบุตรของเขาเช่นเดียวกัน

    เราจะสรุปบทรำพึงนี้ด้วยข้อคิดต่อไปนี้ ซึ่งเขียนโดยผู้นำทางทหารที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่งในยุคของเรา คือ นายพลแม็คอาเธอร์

    ผมเป็นทหารโดยอาชีพ และผมภูมิใจที่ผมเป็นทหาร
    แต่ผมภูมิใจมากยิ่งกว่านั้น ที่ผมเป็นพ่อคนหนึ่ง
    ทหารคนหนึ่งต้องทำลายเพื่อจะสร้าง
    แต่ผู้เป็นพ่อได้แต่สร้าง ไม่เคยทำลาย
    ทหารมีศักยภาพในการนำความตาย
    แต่ผู้เป็นพ่อเป็นตัวแทนของการสร้างสรรค์และชีวิต...
   
    ผมหวังว่า เมื่อผมจากไปแล้ว ลูกชายของผมจะจดจำผมได้
    ไม่ใช่จดจำผมที่อยู่ในสนามรบ แต่จดจำผมที่อยู่ในบ้าน
    เมื่อผมสวดบทภาวนาที่เรียบง่ายทุกวันพร้อมกับเขาว่า
    “ข้าแต่พระบิดา พระองค์สถิตในสวรรค์”
 
บทรำพึงที่ 2
มาระโก 10:2-16

    ทำไมจึงต้องมีชายและหญิง? ... ทำไมต้องมีเด็กชายและเด็กหญิง? ... ทำไมจึงมีเพศที่ต่างกัน? ... ทำไมจึงต้องมีความรัก แรงดึงดูดใจ ความรู้สึกอ่อนโยนต่อกัน?...

    ทำไมโลกของสิ่งมีชีวิตทั้งมวล (ทั้งพืช สัตว์ และมนุษย์) จึงถูกสร้างขึ้นตาม “ต้นแบบ” นี้? ทำไมสิ่งมีชีวิตทั้งหลายจึงต้องแบ่งออกเป็นสองประเภทที่แตกต่างกัน – เป็น “เพศชาย” และ “เพศหญิง” – แตกต่างกันแน่นอน แต่ “ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อกันและกัน”?

    แนวคิดของมนุษย์เกี่ยวกับคำถามนี้มักแกว่งไปมาระหว่างการมองโลกในแง่ลบ แบบลัทธิมานีเคียน ลัทธิยันเซ็น และลัทธิพิวริตัน ... และวิธีคิดที่เรียกกันว่าการมองโลกในแง่บวก ของผู้ที่ประพฤติตนแบบตามใจชอบ ผู้อ้างว่าความสำส่อนคือเสรีภาพทางเพศ และสนับสนุนให้แสวงหาความสนุกเป็นเป้าหมายในชีวิต

    ในอดีต หลักจริยธรรมทางศาสนาเน้นชัดเจนว่าสิ่งใด “บริสุทธิ์” และสิ่งใด “มีมลทิน” แต่คนยุคปัจจุบันหันไปหาอีกขั้วหนึ่ง เขาละทิ้งบรรทัดฐานต่าง ๆ และสนับสนุนความหย่อนยานทางศีลธรรม “ทำอย่างที่คุณชอบ ทำสิ่งที่คุณอยากทำ”

    พระเยซูเจ้าทรงคิดอย่างไรในเรื่องนี้?...

ชาวฟาริสีบางคนทูลถาม หวังจะจับผิดพระองค์ว่า “เป็นการถูกต้องหรือไม่ ที่ชายจะหย่ากับภรรยา”

    นี่คือคำถามที่ประสงค์ร้าย เขาต้องการจับผิดพระเยซูเจ้า เพราะไม่ว่าพระองค์จะตอบอย่างไร พระองค์ย่อมทำตัวเป็นปฏิปักษ์ต่อคนบางกลุ่ม นี่คือประเด็นร้อนและเกี่ยวข้องกับมนุษย์ทุกคน ไม่มีใครวางตัวเป็นกลางได้เมื่อเผชิญกับปัญหานี้ เพราะทุกคนจะพบว่าตนเองอยู่ในสภาวะใดสภาวะหนึ่ง และบาดแผลในใจเป็นบาดแผลที่รักษาให้หายได้ยากที่สุด

    อันที่จริง นี่เป็นคำถามที่ไม่น่าจะมีใครถาม เพราะคำตอบมีอยู่แล้วในบทบัญญัติ “ชายใดแต่งงานกับหญิงคนหนึ่ง และมีเพศสัมพันธ์กับนางแล้ว แต่ต่อมาไม่พอใจที่จะอยู่กับนาง เพราะพบว่านางมีข้อบกพร่องน่าละอาย เขาจะต้องเขียนหนังสือหย่าให้นาง แล้วให้นางไปจากบ้าน...” (ฉธบ 24:1) บทบัญญัติให้คำตอบไว้ชัดเจนว่า การหย่าเป็นสิ่งที่กระทำได้อย่างถูกต้องตามบทบัญญัติ ทั้งในยุคของพระเยซูเจ้าและในยุคของเรา เราเห็นความคล้ายคลึงของบริบทที่เป็นสภาพแวดล้อมการดำเนินชีวิตของคริสตชนรุ่นแรก และโลกรอบตัวเราในปัจจุบัน ในแทบทุกประเทศ มีการหย่าตามกฎหมาย ตามมาด้วยการสมรสเป็นครั้งที่สอง

พระเยซูเจ้าตรัสตอบว่า “โมเสสได้บัญญัติไว้ว่าอย่างไร” เขาทูลตอบว่า “โมเสสอนุญาตให้ทำหนังสือหย่าร้างและหย่ากันได้”

    คำตอบเช่นนี้ทำให้เรารู้สึกว่าตนเองต่ำต้อยมากเมื่อเผชิญกับปัญหาทำนองนี้ การตีความพระคัมภีร์ตามตัวอักษรย่อมนำไปสู่การอธิบายความแบบรวบรัดและไม่รับผิดชอบ เราเห็นได้ว่าพระเจ้าทรงเผยแสดงอย่างต่อเนื่องทีละขั้นทีละตอนมาตลอดทุกยุคสมัย และหลักศีลธรรมและหลักความเชื่อก็พัฒนาอย่างต่อเนื่องมาตลอดหลายศตวรรษที่ผ่านมา โมเสสยึดถือ “กฎตามประเพณี” ที่ใช้กันในยุคของเขา เมื่อการหย่าและการมีภรรยามากกว่าหนึ่งคนเป็นประเพณีที่ยอมรับกันมานาน เมื่อโมเสสไม่สามารถปรับปรุงให้ดีกว่านี้ได้ เขาจึงพยายามเยียวยาความอยุติธรรม และการกระทำตามพลการที่เกิดจากประเพณีนี้ ด้วยการกำหนดข้อบังคับให้เป็นบทบัญญัติ และลดผลร้ายที่เกิดจากประเพณีนี้ แต่สามารถบังคับใช้อย่างยืดหยุ่นตามสถานการณ์ เช่นเดียวกับการบังคับใช้กฎหมายทั่วไป

    ในยุคของพระเยซูเจ้า มีการตีความคำว่า “ข้อบกพร่องน่าละอาย” ไว้สองขั้ว รับบีแชมไม ตีความว่าไม่อาจหมายความเป็นอื่นได้ นอกจากเป็นข้อบกพร่องที่ผิดศีลธรรมอย่างร้ายแรง เช่นการคบชู้ แต่รับบีฮิลเลล ตีความไว้กว้างกว่าว่าอาจมีหลายสาเหตุที่ทำให้หย่าร้างได้ ... เช่น การทำอาหารไหม้ขณะปรุงอาหาร! 

    ตัวอย่างนี้ทำให้เราสรุปได้ว่า “สิ่งที่ถูกต้องตามกฎหมายไม่จำเป็นต้องถูกหลักศีลธรรมเสมอไป” คริสตชนต้องอยู่ในสังคมที่มีคนหลากหลายกลุ่ม เขาจึงต้องมีความเข้มแข็งมากพอที่จะปฏิบัติตามมโนธรรมของตน แม้ว่าบางครั้งต้องใช้ความกล้าหาญขั้นวีรชนทีเดียว เขาอาจต้องสวนกระแสความคิดของประชาชน แต่พระวรสารก็สั่งสอนให้เราทำเช่นนี้ไม่ใช่หรือ? การยึดหลักอหิงสาเป็น “ความบ้า” ไม่ใช่หรือ? การให้อภัยอย่างมีเงื่อนไขก็ไม่ถูกต้องไม่ใช่หรือ? ... การถือความยากจนอย่างสมัครใจเป็นเพียงสังคมในอุดมคติเท่านั้นหรือ?

    พระเยซูเจ้าทรงแสดงจุดยืนในหัวข้อนี้ ในบริบทของยุคสมัยของพระองค์ ซึ่งการหย่าถือว่าถูกต้องตามกฎหมาย

พระเยซูเจ้าตรัสตอบว่า “เพราะใจดื้อหยาบกระด้างของท่าน โมเสสจึงได้เขียนบัญญัติข้อนี้ไว้”

    “ใจดื้อหยาบกระด้าง” เป็นโรคที่ระบาดไปทั่วอย่างแท้จริง ... พระเจ้าข้า โปรดทรงสอนเราให้รัก “ผู้อื่น” ด้วยเถิด

    วันนี้ก็ไม่ต่างจากวันนั้น แรงกดดันทางสังคมอันรุนแรงกระตุ้นเรา (”เราจงทำอย่างที่คนอื่น ๆ เขาทำกันเถิด”) ให้พึงพอใจกับ “การถ่วงดุลอำนาจ” เช่น สถิติบอกเราว่าสามในสี่ของการหย่าร้างเกิดขึ้นภายในห้าปีแรกของชีวิตสมรส และเกิดขึ้นกับคู่สมรส “ที่อยู่กินกัน” ตั้งแต่ก่อนแต่งงาน การปฏิเสธบรรทัดฐานทางสังคม การปฏิเสธการแต่งงาน ไม่ได้เป็นเครื่องหมายแสดงวุฒิภาวะ เหตุใดเด็กหนุ่มและเด็กสาวจึงอยู่กินกัน หรือมีเพศสัมพันธ์กันก่อนแต่งงาน? การทำเช่นนั้นจะสกัดกั้นความรักของเขาไม่ให้เจริญงอกงาม จริงหรือไม่? ... เขาต้องการเปิดทางหนีไว้ให้ตนเอง และปฏิเสธที่จะผูกมัดตนเอง – ดังนั้นจึงไม่ยอมมอบตนเองให้แก่กันอย่างแท้จริง ใช่หรือไม่? ... อันที่จริงเขาเสี่ยงมากที่จะรักษาสถานภาพให้อยู่ในระดับ “ถ่วงดุลอำนาจ” ระหว่างกันเช่นนี้ – ฉันยังเป็นนายตนเอง! ฉันเป็น “อิสระ”!...

    “จงระวังใจที่ดื้อและหยาบกระด้างเช่นนี้” พระเยซูเจ้าทรงเตือนเรา

    ในที่สุด อะไรที่ซ่อนอยู่ภายใต้หน้ากากของการเป็นนายตนเอง หรือเสรีภาพนี้? ... ความรักต่อกันและกัน หรือความรักตนเอง?...

“แต่เมื่อแรกสร้างโลกนั้น พระเจ้าทรงสร้างมนุษย์ให้เป็นชายและหญิง”

    “กฎแห่งความรักระหว่างสองบุคคล” เป็นกฎขั้นมูลฐานที่ต้องแสวงหาในระดับนี้ กล่าวคือ ธรรมชาติของเพศทั้งสองคือการสร้างสรรค์ หมายถึงพระประสงค์ของพระเจ้าที่จารึกไว้ในธรรมชาติระดับลึกสุดของชายและหญิง

    พระเยซูเจ้าไม่ได้ตรัสถึงศีลธรรม (“ทำได้” และ “ห้ามทำ”) แม้ว่าคำสั่งสอนของพระองค์นำไปสู่พฤติกรรมแบบหนึ่งที่เป็นรูปธรรมและชัดเจน กล่าวคือ พระองค์ทรงแสดงให้เราเห็น “อุดมคติ” เราไม่ควรพึงพอใจเพียงการปฏิบัติตามบทบัญญัติข้อหนึ่ง พระเยซูเจ้าทรงต้องการให้เราพยายามเพ่งพินิจ “แผนการของพระเจ้าสำหรับมนุษย์ชายและหญิง” เราคล้อยตามทัศนคติทางสังคมมากน้อยเพียงไร เราพยายามเปลี่ยนแปลงกระแสความคิดมากน้อยเพียงไร เราพยายามฝืนตนเองไม่ให้ “คล้อยตามคนส่วนใหญ่” มากน้อยเพียงไร!

    เราคิดอย่างไรกับความรักระหว่างสามีภรรยา? ... ความคิดที่ดาราคนหนึ่งแสดงออก หรือที่แสดงออกในบทเพลงที่เหมาะสมสำหรับคนสมองพิการ? ... พระเยซูเจ้าทรงเตือนเราให้ระวังตัว เพราะสิ่งที่สำคัญกว่าแนวคิดทั้งหมดนี้ คือ พระเจ้าเองทรงประทานความคิดที่ชัดเจนมาก ว่าความรักคืออะไร – โดยพระองค์ทรงแสดงความคิดนี้ในงานเนรมิตสร้างของพระองค์เอง...

“ดังนั้น ชายจะละบิดามารดา และชายหญิงจะเป็นเนื้อเดียวกัน ดังนี้ เขาจึงไม่เป็นสองอีกต่อไป แต่เป็นเนื้อเดียวกัน”

    พระเยซูเจ้าทรงอ้างถึงข้อความในหนังสือปฐมกาล ซึ่งอยู่ในบทอ่านที่หนึ่งของวันอาทิตย์นี้ เราไม่มีทางเข้าใจความหมายทั้งหมดของข้อความนี้ได้ “เราจงสร้างมนุษย์ขึ้นตามภาพลักษณ์ของเรา ... พระองค์ทรงสร้างเขาตามภาพลักษณ์ของพระเจ้า พระองค์ทรงสร้างให้เป็นชายและหญิง” (ปฐก 1:26-27) ... ข้อความในพระคัมภีร์ตอนนี้เริ่มต้นในรูปเอกพจน์ และจบลงในรูปพหูพจน์ สามพระบุคคลในพระเจ้าหนึ่งเดียวทรงสร้างมนุษย์ขึ้นตามภาพลักษณ์ของพระองค์ กล่าวคือ “มากกว่าหนึ่งคน แต่รวมกันเป็นหนึ่งคน” ...  สองบุคคลที่แตกต่างกัน แต่กลายเป็นเนื้อเดียวกัน

    พระเจ้าข้า พระองค์ทรงเป็นต้นกำเนิดของความเป็นหนึ่งเดียวทั้งปวงในโลก ตั้งแต่รุ่งอรุณของการเนรมิตสร้าง พระองค์ประทานพระสิริรุ่งโรจน์ของพระองค์แก่เรา พระองค์ทรงสร้างมนุษย์ชายและหญิงขึ้นตามภาพลักษณ์ของพระองค์ ... นี่คือธรรมล้ำลึกของพันธสัญญา! ข้าแต่พระเจ้า โปรดประทานความเข้มแข็งให้แก่ประชากรของพระองค์ เพื่อให้เขาสามารถรักได้อย่างแท้จริงด้วยเถิด!

ดังนั้น สิ่งที่พระเจ้าทรงรวมกันไว้ มนุษย์อย่าแยกเลย”

    พระเจ้าผู้ทรงดำรงอยู่ในตัวเราเท่านั้น ที่สามารถช่วยเราให้ทำสิ่งที่ดูเหมือนเป็นไปไม่ได้ ศีลกล่าวคือพระหรรษทาน (พระพรที่พระเจ้าประทานแก่เราแบบให้เปล่า) ซึ่งบำบัดรักษาธรรมชาติของมนุษย์ที่ไม่สามารถรักด้วย “ความรักตามพันธสัญญา (Covenant Love)” อย่างแท้จริงได้

    แม้พระเยซูเจ้าทรงประกาศว่าการสมรสเป็นสิ่งที่ไม่อาจยกเลิกได้ ซึ่งสวนกระแสแนวทางปฏิบัติในยุคของพระองค์ แต่ไม่ได้หมายความว่าเราสามารถตัดสิน หรือประณามคู่สมรสที่กำลังฝ่าวิกฤติในชีวิตสมรส พระคริสตเจ้าไม่ทรงต้องการให้เราทำเช่นนี้แน่นอน

    ขอบพระคุณพระองค์ พระเยซูเจ้าข้า ที่ทรงเตือนสติเราเช่นนี้ แม้ว่าการปฏิบัติตามคำสั่งสอนของพระองค์จะทำได้ยากก็ตาม อาศัยพระทรมานและไม้กางเขนของพระองค์ โปรดทรงช่วยรักษา และบันดาลความศักดิ์สิทธิ์ให้แก่ความรักของเรา โปรดทรงดลใจให้เรารักอย่างที่พระองค์ทรงรัก...

“ผู้ใดหย่าร้างภรรยา และแต่งงานกับอีกคนหนึ่ง ก็ทำผิดประเวณีต่อภรรยาคนเดิม และถ้าหญิงคนหนึ่งหย่ากับสามี ไปแต่งงานกับอีกคนหนึ่ง ก็ทำผิดประเวณีเช่นเดียวกัน”

    ลักษณะสมมาตรของทั้งสองส่วนของประโยคนี้เผยให้เห็นนัยสำคัญ ตามความคิดของพระเยซูเจ้า ชายและหญิงมีสิทธิและหน้าที่เหมือนกัน

    ในโลกมนุษย์ของเรา คนส่วนใหญ่ต้องการมีอำนาจเหนือผู้อื่น แต่พระเยซูเจ้าทรงขอให้เรา “รัก” ผู้อื่น และพระองค์ประทานพลังให้เราตอบสนองต่อข้อเรียกร้องที่ปฏิบัติได้ยากนี้

    ความเป็นหนึ่งเดียวกันของคู่สมรสที่พระเจ้าทรงต้องการนี้ ไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้น “ที่จุดเริ่มต้น” – เหมือนกับเป็น “สวรรค์ที่หลุดลอยไป” ในอดีต! แต่เป็นทางเดินที่ต้องเดินร่วมทางกันในแต่ละวัน เพื่อสร้าง “สวรรค์ที่กลับคืนมา” ซึ่งจะเป็นของเรา เมื่อเรากลายเป็นภาพลักษณ์อันสมบูรณ์ของพระเจ้า ผู้ทรงเป็นสามพระบุคคลและพระเจ้าหนึ่งเดียว

ค้นหา

Pope Report คำสอน บทเทศน์

pope report francis

ถ่ายทอดสด พิธีบูชาขอบพระคุณ

MASS Header re

Kamson BKK Update!!

หมวดปรีชาญาณ

wisdom books

Bible Diary 2020

img007 resize

บทอ่านและบทมิสซา

ordomissae

พันธสัญญาใหม่

spd 20110902115342 b

บทเพลงศักดิ์สิทธิ์

angels-5b

สถิติเยี่ยมชม (เริ่ม 22-02-2012)

วันนี้
เมื่อวาน
สัปดาห์นี้
เดือนนี้
เดือนที่แล้ว
ทั้งหมด
5978
12666
72019
395026
423502
17878291
Your IP: 18.204.227.117
2020-05-29 11:35

สถานะการเยี่ยมชม

มี 447 ผู้มาเยือน และ ไม่มีสมาชิกออนไลน์ ออนไลน์

 

แผนกคริสตศาสนธรรม อัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ
122/8 อาคารแม่พระรับเกียรติยกขึ้นสวรรค์ ซ.นนทรี 14 ถ.นนทรี แขวงช่องนนทรี เขตยานนาวา กรุงเทพฯ 10120
โทร. 095-953-3070,  02-681-3850   Email: ccbkk@catholic.or.th   Line_ID: kamsonbkk