^Back To Top

  • 1 1
    .
  • 2 2
    .
  • 3 3
    .
  • 4 4
    .
  • 5 5
    .

kamsonbkk.com

วันอาทิตย์ที่ 31 เทศกาลธรรมดา

วันอาทิตย์ที่ 31 เทศกาลธรรมดา
เฉลยธรรมบัญญัติ 6:2-6; ฮีบรู 7:23-28; มาระโก 12:28-34

บทรำพึงที่ 1
รอยพระบาทของพระเจ้า
ความรักต่อครอบครัว ต่อเพื่อนมนุษย์ และต่อพระเจ้า เป็นความรักที่เกี่ยวพันกันอย่างแยกไม่ออก

    อาร์ดิส วิทแมน เป็นนักประพันธ์ คุณจะพบบทความของเธอได้ในนิตยสารต่าง ๆ เช่น Reader’s Digest ในบทความหนึ่งของเธอ เธอบรรยายเหตุการณ์ที่น่าประทับใจที่เกิดขึ้นในชีวิตของเธอเอง บุตรชายของเธอเพิ่งเสียชีวิตได้ไม่กี่เดือน และเธอพยายามปรับตัวยอมรับความตายของเขาอย่างยากลำบาก

    คืนหนึ่งหลานสาวที่กำลังศึกษาระดับวิทยาลัยของเธอ พร้อมกับเพื่อนชาย ได้พยายามทำให้เธอรู้สึกร่าเริงขึ้นบ้าง ทั้งสองชวนเธอไปเที่ยวไนต์คลับ อาร์ดิสตอบรับ ซึ่งทำให้เด็กทั้งสองดีใจมาก

    ทุกสิ่งทุกอย่างดำเนินไปด้วยดี ทั้งสามคนรู้สึกสนุกจนกระทั่งวงดนตรีเล่นเพลงเก่าซึ่งเตือนให้อาร์ดิสคิดถึงบุตรชายของเธอ เธอนั่งน้ำตาไหล และเริ่มร้องไห้เงียบ ๆ ในนาทีนั้น เด็กหนุ่มสาวทั้งสองได้ทำสิ่งที่น่ารักอย่างไม่น่าเชื่อ เขาทั้งสองยื่นมือออกมาและกุมมือของเธอไว้

    ทั้งสามคนนั่งกุมมือกันเช่นนั้นด้วยความรักและผูกพัน นั่นเป็นประสบการณ์ที่บำบัดรักษาจิตใจให้อาร์ดิส เธอรู้สึกว่าเธอได้รับการปกป้องคุ้มครองอยู่ใน “วงกลมที่ปลอดภัย” ใน “สถานที่แห่งความรัก”

    เธอแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับประสบการณ์นั้นว่า “ไม่น่าแปลกใจที่สวรรค์เอื้อมลงมาสัมผัสเรา เมื่อเราพบว่าเราปลอดภัยอยู่ในหัวใจของอีกบุคคลหนึ่ง” แล้วเธอก็เล่าเรื่องของกวีชาวอินเดีย ชื่อ ฐากอร์ (Tagore) ผู้เขียนจดหมายถึงเพื่อนคนหนึ่งที่มาเยี่ยมเขาในเวลาที่เขากำลังต้องการเพื่อนว่า “เมื่อคุณจากไปแล้ว ผมพบรอยพระบาทของพระเจ้าบนพื้นบ้านของผม”

    เรื่องนี้สอดคล้องอย่างยิ่งกับบทอ่านจากพระคัมภีร์ประจำวันนี้ โดยเฉพาะบทอ่านจากพระวรสาร เพราะชี้ให้เราเห็นว่าความรักต่อพระเจ้าเชื่อมต่ออย่างแนบแน่นกับความรักต่อเพื่อนมนุษย์ อันที่จริง ความรักทั้งสองนี้เชื่อมต่อกันอย่างแนบแน่นจนไม่สามารถแยกออกจากกันได้ เหมือนกับสองหน้าของเหรียญเดียวกัน เมื่อคุณพบเห็นความรักอย่างหนึ่ง คุณจะพบเห็นความรักอีกอย่างหนึ่งด้วย

    อัครสาวกยอห์นกล่าวถึงประเด็นนี้ในจดหมายฉบับที่หนึ่งของเขาว่า “ผู้ที่ไม่รักพี่น้องที่เขาแลเห็นได้ ย่อมไม่รักพระเจ้าที่เขาแลเห็นไม่ได้” (1 ยน 4:20)

     และเมื่อความรักต่อพระเจ้า และความรักต่อเพื่อนมนุษย์เชื่อมต่อกันอย่างแนบแน่นเช่นนี้ เมื่อเราหยุดรักคนหนึ่ง เราย่อมหยุดรักอีกคนหนึ่งด้วย ไม่เพียงเท่านั้น เมื่อเราหยุดรักเพื่อนมนุษย์ของเรา เราตัดการติดต่อไม่เพียงกับพระเจ้า แต่ตัดการติดต่อกับวิญญาณของเราเองด้วย

    สุภาษิตบทหนึ่งสอนความจริงข้อนี้ได้อย่างชัดเจนว่า “ฉันตามหาวิญญาณของตนเอง แต่ฉันมองไม่เห็นวิญญาณของฉัน ฉันตามหาพระเจ้า แต่พระเจ้าทรงหลบเลี่ยงฉัน แต่เมื่อฉันตามหาพี่น้องของฉัน ฉันพบทั้งสามนี้”

     ความจริงที่สุภาษิตบทนี้เปิดเผย คือ การรักษาสายสัมพันธ์กับพระเจ้าและกับวิญญาณของเรา ก็คือการรักษาสายสัมพันธ์รักกับเพื่อนมนุษย์ของเรา เรื่องของอาร์ดิส วิทแมน และเด็กหนุ่มสาวสองคนนั้น เตือนใจเราให้คิดถึงความจริงอื่น ๆ เกี่ยวกับความรักด้วย กล่าวคือ การไม่ยอมรักพระเจ้าและเพื่อนมนุษย์ของเรา บ่อยครั้งเริ่มต้นจากการที่เราหยุดรักครอบครัวของเราเอง เมื่อเราหยุดรักครอบครัวของเรา เราย่อมหยุดรักพระเจ้าและเพื่อนมนุษย์ด้วย

    ความจริงข้อนี้เชิญชวนเราให้ถามตนเองว่า เรารักสมาชิกครอบครัวเรามากน้อยเพียงไร? ถ้าเราตอบว่า “รักมาก” สถานการณ์ก็ปกติดี

    แต่ถ้าเราตอบว่า “ไม่ค่อยรัก” สถานการณ์ย่อมไม่ดีนัก เพราะเราย่อมไม่รักพระเจ้าและเพื่อนมนุษย์มากนักเหมือนกัน ดังที่ยอห์นบอกเราว่า “ผู้ที่ไม่รักพี่น้องที่เขาแลเห็นได้ ย่อมไม่รักพระเจ้าที่เขาแลเห็นไม่ได้”

    เมื่อไม่นานมานี้ สตรีคนหนึ่งในรัฐอาริโซนา เขียนจดหมายถึงแอนน์ แลนเดอร์ส เธอกล่าวว่าเธอหวังว่าจดหมายของเธอจะช่วยให้ครอบครัวอื่น ๆ รักกันมากขึ้น เธอเล่าว่าเธอและน้องชายของเธอแสดงความเย็นชาต่อกันมานานหลายปี บางครั้งถึงกับแสดงความไม่พอใจกันอย่างรุนแรง เมื่อบิดาของเขาทั้งสองเสียชีวิตนั่นเองทั้งสองจึงเลิกทะเลาะกัน และเริ่มรักกัน การคืนดีนั้นทำให้ชีวิตของทั้งสองคนเปลี่ยนไป หลังจากคืนดีกันได้เพียงไม่กี่ปี น้องชายของเธอก็เสียชีวิตในอ้อมแขนของเธอ สตรีคนนี้สรุปในจดหมายของเธอว่า

    “ดิฉันรู้สึกขอบคุณสำหรับช่วงปีที่เราเป็นมิตรต่อกัน แต่ดิฉันอยากกรีดร้องออกมาดัง ๆ เมื่อคิดถึงเวลาหลาย ๆ ปีที่เราเสียไป เพราะเราหัวรั้นเกินไป และสายตาสั้นเกินกว่าจะปรับตัวให้เข้ากันได้”

    ผมเชื่อว่าพวกเราหลายคนเข้าใจคำพูดของสตรีคนนี้ บางครั้งเราเองก็หัวรั้นและมองการณ์ใกล้ จนไม่พยายามปรับตัวให้เข้ากับผู้อื่นได้ โดยเฉพาะกับสมาชิกครอบครัวของเราเอง

    ในทางตรงกันข้าม โลกนี้จะสวยงามสักเท่าไร ถ้าเราเลียนแบบพฤติกรรมของหลานสาว และเพื่อนของหลานสาวของอาร์ดิส วิทแมนได้ โลกนี้จะสวยงามสักเท่าไร ถ้าจะมีใครพูดกับเราเหมือนกับที่ฐากอร์ กวีชาวอินเดีย พูดกับเพื่อนของเขาว่า “เมื่อคุณจากไปแล้ว ผมพบรอยพระบาทของพระเจ้าบนพื้นบ้านของผม”

    เราจะสรุปบทรำพึงนี้ด้วยข้อคิดที่จารึกไว้ที่ประตูด้านตะวันออกของศูนย์ร๊อกกี้เฟลเลอร์ ในนครนิวยอร์ก ว่า “ชะตากรรมสุดท้ายของมนุษย์ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่า เขาเรียนรู้บทเรียนใหม่ ๆ หรือค้นพบสิ่งใหม่ หรือพิชิตสิ่งใหม่ แต่ขึ้นอยู่กับการยอมรับบทเรียนที่เขาได้รับการสั่งสอนมาเมื่อเกือบสองพันปีก่อน”

    บทเรียนนั้น คือ “ท่านจะต้องรักองค์พระผู้เป็นเจ้า พระเจ้าของท่านสุดจิตใจ สุดวิญญาณ สุดสติปัญญา และสุดกำลังของท่าน” และ “ท่านจะต้องรักเพื่อนมนุษย์เหมือนรักตนเอง” (มก 12:30-31)

บทรำพึงที่ 2
มาระโก 12:28-34

ธรรมาจารย์คนหนึ่งมาเฝ้าพระเยซูเจ้า และทูลถามพระองค์...

    ธรรมาจารย์คนนี้ถามพระเยซูเจ้า เขาเข้ามาหาพระองค์ขณะทรงพระดำเนินไปตามถนน ... ข้าพเจ้าถามพระเยซูเจ้าบ่อยครั้งหรือเปล่า ข้าพเจ้าขอคำแนะนำจากพระองค์เกี่ยวกับเรื่องหรือเหตุการณ์สำคัญ ๆ ในชีวิตของข้าพเจ้าหรือไม่?...

    ในบทอ่านพระวรสารวันอาทิตย์สัปดาห์ที่ผ่านมา เราเห็นพระเยซูเจ้าในเมืองเยรีโค พระองค์ทรงอยู่กับขอทานตาบอดชื่อบารทิเมอัส หลังจากนั้น พระองค์เสด็จเข้ากรุงเยรูซาเล็มอย่างผู้มีชัย (มก 11:1-11) วันต่อมา มาระโกบอกเราว่า พระเยซูเจ้าเสด็จเข้าไปในพระวิหาร และทรงขับไล่คนทั้งหลายที่กระทำการบิดเบือนความหมายของสถานที่ที่ได้ชื่อว่า “บ้านแห่งการอธิษฐานภาวนาสำหรับนานาชาติ” (มก 11:12-19) ในวันต่อจากนั้น พระเยซูเจ้าเสด็จกลับมาที่กรุงเยรูซาเล็ม และ “การกระทำเป็นอุปมา” ของพระองค์ที่ทรงสาปแช่งต้นมะเดื่อเทศให้เหี่ยวแห้ง สอนเราว่า “พระบุตรเสด็จมามองหาผล แต่ไม่ทรงพบ” ดังนั้น พระวิหารนี้จะต้องถูกทำลายเหมือนกับต้นมะเดื่อเทศนี้ (มก 11:20-25)

    เรากำลังอ่านเรื่องราวในสัปดาห์ท้าย ๆ ในชีวิตของพระเยซูเจ้าบนโลกนี้ การเผชิญหน้าระหว่างพระองค์และผู้นำทางศาสนาทวีความร้อนแรงถึงระดับสูงสุด คำบอกเล่าของมาระโกบอกเราว่าพระเยซูเจ้าทรงอภิปรายปัญหา ทรงถูกโจมตีและทรงตอบโต้ต่อหน้าประชาชน คือในพระวิหารของกรุงเยรูซาเล็ม ในลานพระวิหารอันศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งมีลักษณะเหมือนกับจัตุรัสกลางเมืองที่ล้อมรอบด้วยทางเดินที่เรียงรายด้วยเสา และเป็นสถานที่ชุมนุมของประชาชน ... มีการโต้เถียงอย่างรุนแรงระหว่างพระเยซูเจ้าและผู้นำอย่างเป็นทางการของชาวยิว ซึ่งพระองค์ทรงท้าทาย การโต้เถียงส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับประเด็นร้อน เช่น “ท่านมีอำนาจใดจึงทำเช่นนี้” (มก 11:27-33) ... “เจ้าของสวนจะทำอย่างไรถ้าคนงานไม่ทำหน้าที่ของตน?” (มก 12:1-2) ... “ต้องเสียภาษีให้กองทัพที่ยึดครองดินแดนของเราหรือไม่?” (มก 12:13-17) ... “ผู้ที่ตายไปแล้วจะเป็นอย่างไรในโลกหน้า” (มก 12:18-27)

    ท่ามกลางบรรยากาศเช่นนี้ ธรรมาจารย์ชาวฟาริสีคนหนึ่ง ซึ่งพอใจกับคำตอบของพระเยซูเจ้าเกี่ยวกับการกลับคืนชีพของผู้ตาย (ชาวสะดูสี ซึ่งเป็นศัตรูของเขา ได้รับบทเรียนอย่างสาสมแล้ว!) เข้ามาหาพระเยซูเจ้าและตั้งคำถามกับพระองค์เหมือนกัน

    เราลดคุณค่าชีวิตคริสตชนของเราให้กลายเป็นเพียงพฤติกรรม และการนมัสการส่วนตัวเท่านั้นหรือเปล่า? หรือ – เหมือนกับพระเยซูเจ้า – เรายอมให้ความเชื่อของเราส่องสว่างสติปัญญา ให้เราเข้าใจปัญหาชีวิต ปัญหาจิปาถะ ปัญหาในอาชีพ และปัญหาทางการเมืองหรือเปล่า?...

“บทบัญญัติข้อใดเป็นเอกกว่าบทบัญญัติข้ออื่น ๆ”

    ชาวอิสราเอลหลงใหลธรรมบัญญัติ ในโรงเรียนสอนศาสนา ทั้งเด็ก เยาวชน ผู้ใหญ่ และคนชรา ใช้เวลานานหลายชั่วโมงศึกษาพระคัมภีร์ และทัลมุด (คำอธิบายพระคัมภีร์) ธรรมาจารย์ในยุคของพระเยซูเจ้า – และรับบีทั้งหลายในปัจจุบัน – เป็นผู้เชี่ยวชาญที่คนทั่วไปขอให้ตีความพระคัมภีร์ ขอคำแนะนำและหลักปฏิบัติในชีวิตที่สอดคล้องกับพระวาจาของพระเจ้า หลังจากนั้น ทุกคนจะอภิปรายกัน ซึ่งเราเรียกกันในวันนี้ว่า “การแบ่งปัน”...

    วันสับบาโตเป็นวันของการภาวนา และจับกลุ่มศึกษา โดยทุกคนจะร่วมกันค้นหาเพื่อให้เขาเข้าใจ “บทบัญญัติ” ของพระเจ้าอย่างลึกซึ้งมากขึ้น เพื่อจะปฏิบัติตามได้อย่างสมบูรณ์ครบถ้วน พระเยซูเจ้าทรงดำรงชีวิตท่ามกลางวัฒนธรรมนี้ และทรงมีความรักอย่างลึกซึ้งต่อบทบัญญัติ พระองค์ทรงท่องจำได้ขึ้นใจ พระองค์ทรงเคยอ่านบทบัญญัติเหล่านี้ร่วมกับผู้อื่นตั้งแต่ทรงเป็นเด็ก และทรงเคยอภิปรายความหมายของบทบัญญัติเหล่านี้มาแล้วหลายครั้ง...

    เราคริสตชนมีความรักอย่างลึกซึ้งต่อพระคัมภีร์เช่นเดียวกันนี้หรือเปล่า? เราอ่านพระคัมภีร์อย่างตั้งใจหรือเปล่า? เราใช้เวลานานเท่าไรในแต่ละสัปดาห์เพื่อศึกษาอย่างจริงจัง และภาวนาตามพระวาจาของพระเจ้า? ... เราพูดคุยสอบถามผู้อื่นเกี่ยวกับเรื่องราวในพระคัมภีร์ เพื่อช่วยเสริมความเข้าใจให้แก่กันหรือเปล่า?...

    คำถามที่ธรรมาจารย์คนนี้ถามพระเยซูเจ้า เป็นคำถามที่ถามกันตามปกติในโรงเรียนสอนศาสนา เราสามารถนับ “บทบัญญัติของพระเจ้า” ในพระคัมภีร์ได้ถึง 613 ข้อ เป็นข้อห้าม 265 ข้อ และข้อบังคับ 248 ข้อ! ... นี่ไม่ใช่เรื่องน่าหัวเราะ เพราะการปฏิบัติตามรายละเอียดปลีกย่อยเหล่านี้อย่างซื่อสัตย์เป็นเครื่องหมายของความรัก ใครที่มีรักแท้ย่อมเข้าใจความคิดนี้ และชาวยิวเข้าใจความสำคัญของบทบัญญัติมากมายเหล่านี้ เขาพบองค์ประกอบบางอย่างของคำตอบในพระคัมภีร์ ผู้เขียนบทสดุดีที่ 15 สรุปบทบัญญัติออกมาเป็นข้อบังคับใหญ่ ๆ ได้ 11 ข้อ อิสยาห์นับข้อบังคับใหญ่ ๆ ได้ 6 ข้อ (อสย (33:15) ประกาศกมีคาห์นับได้ 3 ข้อ (มคา 6:8) อาโมสนับได้ 2 ข้อ (อมส 5:4) และฮะบากุก นับได้เพียงหนึ่งข้อ (ฮบก 2:4) รับบีฮิลเลล สรุปบทบัญญัติไว้ในประโยคหนึ่งเดียว คือ “อย่ากระทำต่อผู้อื่นสิ่งใดที่ท่านเองไม่ชอบ” รับบี อากิบา ซึ่งถือว่าเป็นคนร่วมสมัยของพระเยซูเจ้า ก็สรุปบทบัญญัติว่า “จงรักเพื่อนมนุษย์”

    ส่วนท่าน รับบีเยซู ท่านคิดอย่างไร? อะไรคือบัญญัติเอก?

พระเยซูเจ้าตรัสตอบว่า “บทบัญญัติเอกก็คือ อิสราเอลเอ๋ย จงฟังเถิด องค์พระผู้เป็นเจ้า พระเจ้าของเรา ทรงเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าแต่เพียงพระองค์เดียว”

    “ต้องรับใช้พระเจ้าก่อนใครอื่น” สำหรับพระเยซูเจ้า ผู้ที่สำคัญที่สุดคือพระเจ้า! อะไรคือสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับข้าพเจ้า? ข้าพเจ้ายกให้พระเจ้าเป็นที่หนึ่งในชีวิตของข้าพเจ้าหรือเปล่า?...
    ผู้ฟังพระวาจานิรันดรย่อมเป็นสุข!...

    “อิสราเอลเอ๋ย จงฟังเถิด” นี่คือต้นธารของชีวิตจิตของพระเยซูเจ้า พระองค์ทรงเป็นหนึ่งเดียวกับประชากรของพระองค์อย่างแท้จริง ประชากรผู้หิวกระหายพระวาจา ประชากรเหล่านี้เริ่มต้นด้วยการฟัง และเต็มใจยอมรับคำสั่งสอนจากพระเจ้า...

    พระเยซูเจ้าทรงกำลังอ้างถึง Shema Israel (ฉธบ (6:4-5) ซึ่งเป็นบทภาวนาที่ชาวยิวเคร่งศาสนาทุกคนสวดทุกวัน นี่คือการแสดงออกความเชื่อของชาวยิว คือ ความเชื่อว่ามีพระเจ้าเพียงพระองค์เดียว และบัดนี้กลายเป็นมรดกความเชื่อของทั้งชาวยิว คริสตชน และชาวมุสลิม

    “พระเจ้าของเรา ทรงเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าแต่เพียงพระองค์เดียว” ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากพระองค์ สิ่งต่าง ๆ ดำรงอยู่ได้โดยอาศัยพระองค์เท่านั้น พระองค์ทรงเป็นนายของพระองค์เอง พระผู้ทรงดำรงอยู่ชั่วนิรันดร์ ... ทรงเป็นหนึ่งเดียว

    นี่คือข้อความเชื่อที่พระองค์ทรงประกาศว่าสำคัญที่สุด เมื่อมีผู้ถามพระองค์ และเมื่อทรงประกาศเช่นนี้ บทบัญญัติจึงมีชีวิตใหม่!...

“ท่านจะต้องรักองค์พระผู้เป็นเจ้า พระเจ้าของท่านสุดจิตใจ สุดวิญญาณ สุดสติปัญญา และสุดกำลังของท่าน”

    เราคงไม่คิดด้วยสัญชาตญาณที่จะรัก “พระเจ้าสูงสุด” พระองค์นี้ พระเจ้าของนักปรัชญาทั้งหลาย และพระเจ้าของศาสนาอื่นเรียกร้องให้นมัสการ ให้เกรงกลัว หรือให้นบนอบเชื่อฟัง แต่ในความคิดของชาวอิสราเอล และในความคิดของพระเยซูเจ้า “ความรัก” คือสิ่งที่พระเจ้าทรงคาดหมายว่าจะได้รับจากเรา! ความพิเศษของพระคัมภีร์ คือ พระคัมภีร์ทำให้มนุษย์ “เป็นคู่สัญญารักในพันธสัญญารัก” พระเจ้าเองได้ประทานความสามารถนี้แก่มนุษย์ เพราะพระองค์ทรงเป็นความรัก และพระองค์ทรงสร้างมนุษย์ขึ้นมา “ตามภาพลักษณ์ของพระองค์” (1 ยน 4:8)

    ข้าพเจ้ารักพระเจ้าหรือไม่? ท่านตอบว่า “รัก” เร็วเกินไปหรือเปล่า? ขอให้เราจงถ่อมตัวเมื่อเราตัดสินตนเองเถิด ... ถ้าท่านรักพระเจ้าจริง ท่านกำลังทำอะไรบ้างเพื่อ “ผู้ที่ท่านรัก”? ท่านรักพระเจ้าอย่าง “สุดจิตใจ สุดวิญญาณ สุดสติปัญญา และสุดกำลังของท่านหรือเปล่า”? เห็นได้ชัดว่านี่คือคำบรรยายว่าความรัก ที่ขับเคลื่อนสมรรถภาพทั้งปวงของตัวเรานี้ ต้องเข้มข้นเพียงไร...

    พระเจ้าข้า ขอให้ความรักต่อพระองค์แผดเผาข้าพเจ้าตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า ตั้งแต่ความคิดจนถึงทั่วร่างกาย ตั้งแต่เช้าถึงเย็น ตั้งแต่วัยเด็กจนถึงวัยชรา ตั้งแต่ชีวิตส่วนตัวจนถึงความรับผิดชอบต่อสังคมของข้าพเจ้า

“บทบัญญัติประการที่สองก็คือ...”

    เราเห็นอุปนิสัยของพระเยซูเจ้าได้ทันที ธรรมาจารย์คนนี้ถามถึงบทบัญญัติเพียงข้อเดียว แต่พระองค์ทรงตอบเขามากกว่านั้น ... ขอให้เราอย่าลืมว่าเราเพิ่งได้ยินอะไรจากพระโอษฐ์ของพระเยซูเจ้า

    ข้อความที่พระองค์กำลังจะตรัสนี้สำคัญมาก – แต่สำคัญเป็นที่สอง เพราะพระเจ้าเท่านั้นทรงเป็นที่หนึ่ง!

“ท่านจะต้องรักเพื่อนมนุษย์เหมือนรักตนเอง”

    เราต้องยึดถือบทบัญญัติ “สองข้อ” นี้อย่างเคร่งครัด มนุษย์มักนำบทบัญญัติทั้งสองนี้มารวมกัน – ราวกับว่าเพียง “รักพระเจ้า” ก็พอแล้ว ... หรือเพียง “รักเพื่อนมนุษย์” ก็พอแล้ว ... บทบัญญัติข้อที่สองไม่สามารถทดแทนบทบัญญัติข้อแรกได้

    เราไม่อาจลดฐานะของพระเยซูเจ้าให้กลายเป็นเพียงนักเทศน์เกี่ยวกับปัญหาสังคม หรือภราดรภาพ มีมนุษย์ผู้ยิ่งใหญ่หลายคนเคยเทศน์สอนประเด็นเหล่านี้มาแล้ว...

“ไม่มีบทบัญญัติข้อใดยิ่งใหญ่กว่าบทบัญญัติสองประการนี้”

    นี่คือข้อคิดที่ซับซ้อน อย่าพูดเหมือนกับว่ามีบทบัญญัติข้อเดียว เพราะบทบัญญัติสองข้อนี้สำคัญคล้ายกัน

ธรรมาจารย์คนนั้นทูลว่า “พระอาจารย์ ท่านตอบได้ดี ... นอกจากพระองค์แล้วไม่มีพระเจ้าอื่นเลย ... การจะรักพระองค์ ... และรักเพื่อนมนุษย์ ... มีคุณค่ามากกว่าเครื่องบูชา หรือเครื่องสักการบูชาใด ๆ” พระเยซูเจ้าทรงเห็นว่าเขาพูดอย่างเฉลียวฉลาด จึงตรัสว่า “ท่านอยู่ไม่ไกลจากพระอาณาจักรของพระเจ้า”

    พระอาณาจักรของพระเจ้า ซึ่งถูกเตรียมการเป็นเวลานานผ่านทางประวัติศาสตร์หลายศตวรรษของชนชาติยิว ผ่านการนมัสการและวัฒนธรรมของชาวยิว บัดนี้พระอาณาจักรนี้มาถึงแล้ว พระบุคคลของพระเยซูเจ้าคือพระอาณาจักรนี้!

    ธรรมาจารย์ของอิสราเอลคนนี้จะยอมเดินก้าวสุดท้ายนี้หรือไม่?...

    หลังจากนั้นอีกไม่กี่วัน พระเยซูเจ้าจะทรงเติมอีกสองคำ (“เหมือนเรา”) เพื่อให้บทบัญญัติแห่งความรักนี้มีมิติที่สมบูรณ์ “ให้ท่านทั้งหลายรักกัน เหมือนดังที่เรารักท่าน” (ยน 15:12)

    มีความรักสองประเภทอยู่ในพระหฤทัยของพระเยซูเจ้า ความรักประเภทที่สอง สืบเนื่องมาจากความรักประเภทที่หนึ่ง...

ค้นหา

Pope Report คำสอน บทเทศน์

pope report francis

ถ่ายทอดสด พิธีบูชาขอบพระคุณ

MASS Header re

Kamson BKK Update!!

หมวดปรีชาญาณ

wisdom books

Bible Diary 2020

img007 resize

บทอ่านและบทมิสซา

ordomissae

พันธสัญญาใหม่

spd 20110902115342 b

บทเพลงศักดิ์สิทธิ์

angels-5b

สถิติเยี่ยมชม (เริ่ม 22-02-2012)

วันนี้
เมื่อวาน
สัปดาห์นี้
เดือนนี้
เดือนที่แล้ว
ทั้งหมด
4966
12666
71007
394014
423502
17877279
Your IP: 18.204.227.117
2020-05-29 09:43

สถานะการเยี่ยมชม

มี 135 ผู้มาเยือน และ ไม่มีสมาชิกออนไลน์ ออนไลน์

 

แผนกคริสตศาสนธรรม อัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ
122/8 อาคารแม่พระรับเกียรติยกขึ้นสวรรค์ ซ.นนทรี 14 ถ.นนทรี แขวงช่องนนทรี เขตยานนาวา กรุงเทพฯ 10120
โทร. 095-953-3070,  02-681-3850   Email: ccbkk@catholic.or.th   Line_ID: kamsonbkk