foto1
foto1
foto1
foto1
foto1

God is Love...

Catechetical Center of Bangkok

Kamson on Live

YouTube CCBKK Channel

youtube ccbkk

Kamson BKK Update!!

หมวดปรีชาญาณ

wisdom books

Bible Diary 2020

img007 resize

บทอ่านและบทมิสซา

ordomissae

พันธสัญญาใหม่

spd 20110902115342 b

บทเพลงศักดิ์สิทธิ์

angels-5b

สถิติเยี่ยมชม (เริ่ม 22-02-2012)

วันนี้
เมื่อวาน
สัปดาห์นี้
เดือนนี้
เดือนที่แล้ว
ทั้งหมด
8054
20240
79527
114079
330048
18348321
Your IP: 18.207.240.230
2020-07-11 18:14

สถานะการเยี่ยมชม

มี 438 ผู้มาเยือน และ ไม่มีสมาชิกออนไลน์ ออนไลน์

วันอาทิตย์ที่ 29 เทศกาลธรรมดา
อิสยาห์ 45:1. 4-6; 1 เธสะโลนิกา 1:1-5; มัทธิว 22:15-21

บทรำพึงที่ 1
หนึ่งคะแนนเสียง
เราเป็นพลเมืองของสองโลก และมีความรับผิดชอบต่อทั้งสองโลก

    เมื่อหลายปีก่อน แอนน์ แลนเดอร์ส ได้ตีพิมพ์จดหมายฉบับหนึ่งในคอลัมน์ของเธอ ซึ่งทำให้ผู้อ่านหลายคนฉุกคิด ผู้เขียนจดหมายเป็นประชาชนในรัฐมิสซูรี ซึ่งกังวลที่มีประชาชนจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ ในสหรัฐอเมริกา ที่ไม่ใช้สิทธิ์ของตนในการออกเสียงเลือกตั้ง

    คนเหล่านี้แก้ตัวว่า “คะแนนเสียงของฉันไม่สำคัญอยู่แล้ว ฉันจะไปลงคะแนนทำไม” และเพราะมีคนจำนวนมากที่ไม่ไปลงคะแนนเสียง พวกเขาจึงหยุดสนใจประเด็นปัญหา และผู้สมัครรับเลือกตั้ง

    จดหมายฉบับนั้นยังอ้างถึงบทความหนึ่งในคู่มือเลือกตั้ง บทความนี้ชื่อ “หนึ่งคะแนนเสียงสำคัญอย่างไร” ข้าพเจ้าขอแบ่งปันข้อมูลว่าหนึ่งคะแนนเสียงสำคัญอย่างไรในประวัติศาสตร์ของประเทศสหรัฐอเมริกา

    ถ้ามิใช่เพราะหนึ่งคะแนนเสียงเมื่อ ค.ศ. 1776 ประเทศสหรัฐอเมริกาจะใช้ภาษาเยอรมันเป็นภาษาราชการ แทนที่จะเป็นภาษาอังกฤษ

    ถ้ามิใช่เพราะหนึ่งคะแนนเสียงเมื่อ ค.ศ. 1845 รัฐเท็กซัสก็ไม่กลายเป็นรัฐหนึ่งของประเทศสหรัฐอเมริกา

    ถ้ามิใช่เพราะหนึ่งคะแนนเสียงเมื่อ ค.ศ. 1868 แอนดรูว์ จอห์นสัน ก็ต้องถูกถอดถอนออกจากตำแหน่งประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกา

    ถ้ามิใช่เพราะหนึ่งคะแนนเสียงเมื่อ ค.ศ. 1876 รูเธอร์ฟอร์ด เฮย์ส ก็ไม่ได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกา

    ตัวอย่างอื่น ๆ คงไม่จำเป็น เพราะเราสามารถมองเห็นความสำคัญของประเด็นนี้ได้แล้ว การใช้สิทธิ์ออกเสียงของบุคคลหนึ่งสามารถทำให้เกิดความแตกต่างอย่างมโหฬารได้

    นอกจากผลกระทบที่เกิดขึ้นกับสหรัฐอเมริกาแล้ว หนึ่งคะแนนเสียงยังทำให้เกิดผลกระทบต่อชาติอื่น ๆ ในโลกอีกด้วย

    หนึ่งคะแนนเสียงทำให้ โอลิเวอร์ ครอมเวลล์ มีอำนาจควบคุมประเทศอังกฤษทั้งประเทศเมื่อ ค.ศ. 1645

    หนึ่งคะแนนเสียงทำให้พระเจ้าชาร์ลส์ ที่ 1 ของประเทศอังกฤษ ถูกประหารชีวิตเมื่อ ค.ศ. 1649

    หนึ่งคะแนนเสียงได้เปลี่ยนการปกครองของประเทศฝรั่งเศส จากระบอบประชาธิปไตยเป็นสาธารณรัฐ เมื่อ ค.ศ. 1875

    และเมื่อ ค.ศ. 1923 อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ กลายเป็นผู้นำพรรคนาซีในประเทศเยอรมนี เพียงด้วยหนึ่งคะแนนเสียง

    ลองคิดดูเถิดว่าถ้ามิใช่เพราะหนึ่งคะแนนเสียงนั้น ชาวยิวหกล้านคนก็อาจไม่เสียชีวิตจากการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ครั้งร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์

    ลองคิดดูเถิดว่า ถ้ามิใช่เพราะหนึ่งคะแนนเสียงนั้น สงครามโลกครั้งที่ 2 ที่นำมาซึ่งความเจ็บปวดสูญเสียและความตาย ก็อาจไม่เกิดขึ้น เพียงเท่านี้ เราก็เห็นความสำคัญของหนึ่งคะแนนเสียง และรู้ว่าหนึ่งคะแนนเสียงสามารถเปลี่ยนโลกทั้งใบได้จริง

    พระวรสารวันนี้มีคำสั่งสอนข้อสำคัญสำหรับคริสตชนทุกคน พระเยซูเจ้าทรงบอกเราว่าเราเป็นเสมือนบุคคลสองสัญชาติ เราเป็นพลเมืองของสองโลก คือพลเมืองของโลก และพลเมืองของสวรรค์ ด้วยเหตุนี้ เราจึงมีความรับผิดชอบต่อทั้งสองโลก คือ ทั้งต่อพระเจ้า และต่อซีซาร์

    ความรับผิดชอบทั้งสองด้านนี้เหมือนกับสองหน้าของเหรียญเดียวกัน เมื่อเราละเลยหน้าที่พลเมืองของเรา ย่อมถือได้ว่าเราละเลยหน้าที่ของเราในฐานะคริสตชน

    เรามีความรับผิดชอบอันยิ่งใหญ่ที่จะป้องกันไม่ให้การบริหารประเทศของเราตกอยู่ในมือของผู้นำที่เห็นแก่ตัว และปราศจากคุณสมบัติที่เหมาะสม

    เปโตรกล่าวถึงความรับผิดชอบนี้ โดยสอนคริสตชนในจดหมายฉบับที่หนึ่งของเขาว่า “จงเคารพยำเกรงพระเจ้า จงถวายพระเกียรติแด่พระจักรพรรดิ” (1 ปต 2:17)

    และเปาโลสั่งสอนคริสตชนในกรุงโรมในทำนองเดียวกันว่า “ทุกคนจงนอบน้อมต่อผู้มีอำนาจปกครอง ... จงเสียภาษีแก่ผู้มีสิทธิ์รับภาษี จงเสียค่าธรรมเนียมแก่ผู้มีสิทธิ์เก็บค่าธรรมเนียม จงเกรงกลัวผู้ที่ควรเกรงกลัว จงให้เกียรติแก่ผู้ที่สมควรจะได้รับเกียรติ” (รม 13:1, 7)

    แต่ก็มีหัวข้อสำคัญที่เราต้องพิจารณา นั่นคือจะเกิดอะไรขึ้นถ้าการเป็นพลเมืองสองโลกของเรานำเราไปสู่ความขัดแย้งระหว่างพระเจ้า และประเทศของเรา

    เราหวังว่าเหตุการณ์เช่นนี้จะไม่เกิดขึ้น แต่ถ้าเกิดขึ้นจริง เราต้องยุติความขัดแย้งโดยไม่ละเลยต่อหน้าที่ของเราต่อพระเจ้า และคริสตชนต้องทำเช่นนี้มาตลอดประวัติศาสตร์

    คริสตชนทำเช่นนี้ในยุคที่กรุงโรมเรืองอำนาจ ในเวลานั้น คริสตชนหลายพันคนยอมรับความตายมากกว่าจะนมัสการจักรพรรดิ

    เขาทำเช่นนี้ระหว่างศตวรรษที่ 17 เมื่อคริสตชนหลายพันคนในทวีปยุโรปหลบหนีไปยังทวีปอเมริกา เพื่อให้สามารถปฏิบัติศาสนกิจของเขาได้

    และคริสตชนก็ยังทำเช่นนี้อยู่ในยุคปัจจุบัน เช่นในกรณีของฟรานซ์ แจ็กเกอร์สแตทเตอร์ ชาวนาชาวออสเตรีย ผู้เป็นบิดาของลูกเล็ก ๆ สามคน

    แจ็กเกอร์สแตทเตอร์ต่อต้านฮิตเลอร์ระหว่างทศวรรษที่ 1930 เมื่อฮิตเลอร์บุกเข้ายึดประเทศออสเตรีย และจัดการให้ประชาชนลงคะแนนเสียงปลอม ๆ เพื่อแสดงว่าประชาชนยอมรับการกระทำของเขา แจ็กเกอร์สแตทเตอร์ เป็นบุคคลเดียวในหมู่บ้านของชาวออสเตรียที่ต่อต้านฮิตเลอร์

    เมื่อเกิดสงครามใน ค.ศ. 1939 แจ็กเกอร์สแตทเตอร์ ไม่ยอมไปรายงานตัวเป็นทหารในกองทัพของฮิตเลอร์ เขาถึงกับปฏิเสธเมื่อกองทัพเสนอหน้าที่ที่ไม่ต้องสู้รบ ในที่สุด เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 1943 เขาก็ถูกทหารจับกุม และประหารชีวิต

    แจ็กเกอร์สแตทเตอร์มีความรับผิดชอบสองด้าน ด้านหนึ่งคือความรับผิดชอบต่อพระเจ้า อีกด้านหนึ่งคือความรับผิดชอบต่อประเทศชาติ เมื่อความรับผิดชอบทั้งสองด้านขัดแย้งกัน เขาเลือกที่จะซื่อสัตย์ต่อหน้าที่อันดับแรกของเขา คือต่อพระเจ้า

    ดังนั้น พระเยซูเจ้าจึงทรงเตือนเราในบทอ่านจากพระวรสารประจำวันนี้ว่าเรามีหน้าที่ทั้งต่อพระเจ้า และต่อประเทศชาติ เราหวังว่าหน้าที่ทั้งสองด้านนี้จะไม่ขัดแย้งกัน แต่เมื่อใดที่เกิดเหตุการณ์เช่นนั้น เราต้องตัดสินใจกระทำเหมือนกับ ฟรานซ์ แจ็กเกอร์สแตทเตอร์ คือ ไม่ยอมละเลยหน้าที่ของเราต่อพระเจ้า

    เราจะสรุปบทรำพึงนี้ด้วยคำภาวนาของ โทมัส เจฟเฟอร์สัน ที่ภาวนาเพื่อประเทศสหรัฐอเมริกา

    ข้าแต่พระเจ้าผู้ทรงสรรพานุภาพ
    พระองค์ได้ประทานแผ่นดินอันอุดมสมบูรณ์นี้ให้เป็นมรดกของเรา...
    โปรดทรงอวยพรแผ่นดินของเรา...
    โปรดทรงช่วยเราให้ปลอดภัยจากความรุนแรง...
    และจากวิถีทางอันชั่วร้ายทั้งปวง
    โปรดทรงปกป้องเสรีภาพของเรา...
    โปรดประทานพระจิตแห่งปรีชาญาณ
    ให้แก่ผู้ที่เรามอบหมายให้ปกครองประเทศในพระนามของพระองค์...
    ในยามรุ่งเรือง โปรดให้หัวใจของเราเปี่ยมด้วยความสำนึกในพระคุณ
    และในยามทุกข์ยาก ขอให้เราอย่าได้หมดความวางใจในพระองค์

บทรำพึงที่ 2
มัทธิว 22:15-21

ชาวฟาริสีปรึกษากันเพื่อจับผิดพระวาจาของพระเยซูเจ้า จึงส่งศิษย์ของตนพร้อมกับคนที่เป็นฝ่ายของกษัตริย์เฮโรด...

    เรามักคิดว่ายุคสมัยของเราเป็นยุคแรกที่การดำเนินชีวิตเป็นเรื่องยาก เพราะมีความขัดแย้งทางความคิดเกี่ยวกับหลักศีลธรรม และสังคม ... และประชาชนที่มีความคิดเห็นตรงกันข้ามสามารถแสดงความคิดได้อย่างโจ่งแจ้ง ... เราไม่รู้อีกต่อไปแล้วว่าควรคิดอย่างไร หรือปฏิบัติตนอย่างไร เมื่อเผชิญหน้ากับปัญหาหนักบางอย่าง...

    ถ้าเรารู้จักอ่านพระวรสาร เราจะค้นพบว่าการดำเนินชีวิตในสมัยของพระเยซูเจ้าก็ยากเย็นเช่นกัน ... พระเยซูเจ้าทรงอยู่ท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่พร้อมจะระเบิดได้ทุกเวลา กองทัพโรมันยึดครองปาเลสไตน์ และเสียงต่อต้านชาวยิวก็ดังกระหึ่มตลอดเวลา ... ตลอดเวลา 30 ปี ซีซาร์ ผู้ปกครองอาณาจักรอันกว้างใหญ่ไพศาลนี้ คือ ทีเบเรียส ชายชราผู้ปกครองอาณาจักรของเขาจากเกาะคาปรี ในประเทศอิตาลี ... ชาวยิวผู้รักชาติ (Zealots) ต่อต้านกองกำลังที่ยึดครองแผ่นดินของเขา และรณรงค์ไม่ให้ชาวยิวจ่ายภาษี ... ตรงกันข้ามกับคนที่เป็นฝ่ายของกษัตริย์เฮโรด (the Herodians) ที่อาศัยอำนาจของกรุงโรมค้ำจุนตำแหน่งหน้าที่ของตน ... ส่วนชาวฟาริสี พวกเขาพยายามรักษาเสรีภาพทางศาสนาของตน แต่ก็ยอมประนีประนอมกับผู้มีอำนาจทางการเมือง...

    กลุ่มตัวแทนที่มาหาพระเยซูเจ้าเพื่อวางกับดักจับผิดพระองค์จึงประกอบด้วยบุคคลต่าง ๆ ที่มีความคิดเห็นขัดแย้งกัน (คือ ชาวฟาริสี และกลุ่มผู้สนับสนุนเฮโรด) ... ไม่ว่าพระเยซูเจ้าจะทรงเข้าข้าง “ฝ่ายซ้าย” หรือ “ฝ่ายขวา” พวกเขาก็ต้องจับผิดพระองค์ได้...

... มาทูลถามพระเยซูเจ้าว่า “พระอาจารย์ พวกเรารู้ว่าท่านเป็นคนเที่ยงตรง สั่งสอนวิถีทางของพระเจ้าตามความจริงโดยไม่ลำเอียง เพราะท่านไม่เห็นแก่หน้าใคร”

    คำชมนี้เป็นเหยื่อที่ซ่อนกับดัก แต่ผู้ปลุกปั่นกลุ่มนี้ก็แสดงความเคารพต่อรับบีหนุ่มผู้นี้ในเวลาเดียวกัน  พวกเขายอมรับว่าพระองค์ทรงเทศน์สอนอย่างเป็นเอกเทศ ทรงมีความศรัทธาลึกล้ำต่อพระเจ้า และทรงมั่นคงในความเชื่อของพระองค์ ... อันที่จริง เรารู้ว่าบ่อยครั้งที่พระเยซูเจ้าทรงสวนกระแสและความคิดของประชาชน เช่น พระองค์ทรงชมเชยความเชื่อของนายร้อยกองทัพโรมัน (มธ 8:10) พระองค์ทรงคบหาคนเก็บภาษี และทรงเลือกคนเก็บภาษีคนหนึ่งเป็นอัครสาวกของพระองค์ (มธ 9:9-10)…
    ก่อนจะรำพึงต่อไป ขอให้เราใช้เวลาสักครู่เพ่งพินิจพระเยซูเจ้า – บุรุษที่ไม่เหมือนใคร

    พระเจ้าข้า โปรดประทานความเข้มแข็งให้เราเป็นคนเที่ยงตรงเหมือนพระองค์ ... ให้เราเดินตามวิถีทางเที่ยงแท้ของพระเจ้า ... ให้เราไม่ยอมให้อิทธิพลต่าง ๆ นำเราไปในทิศทางที่เราไม่ต้องการไป ... ให้เรามีจิตใจเป็นอิสระโดยไม่เข้มงวดจนเกินไป หรือยอมประนีประนอมเกินไป...

“ดังนั้น โปรดบอกเราเถิดว่า ท่านมีความเห็นว่าการเสียภาษีแก่พระจักรพรรดิซีซาร์ เป็นการถูกต้องหรือไม่”

    คำถามนี้ฉลาดมาก ถ้าพระองค์ทรงตอบว่า “ถูกต้อง” ประชาชนจะหมดความนิยมในตัวพระองค์ พระองค์ทรงอยู่ท่ามกลางประชาชนที่กำลังรอคอยพระเมสสิยาห์ให้เสด็จมาขับไล่ผู้รุกรานออกไปจากแผ่นดินของเขา ... ถ้าพระองค์ทรงตอบว่า “ไม่ถูกต้อง” พวกของกษัตริย์เฮโรด ก็จะกล่าวโทษว่าพระองค์ทรงเป็นบุคคลอันตรายที่ปลุกปั่นประชาชนให้ต่อต้านกรุงโรม...

    เช่นเดียวกับในทุกยุคสมัย พระศาสนจักรในวันนี้ก็เผชิญหน้ากับปัญหานี้ พระศาสนจักรไม่สามารถแสดงบทบาททางการเมืองโดยตรงได้ – แต่พระศาสนจักรก็ไม่อาจทำตัวเป็นกลางได้ ... แต่ไม่ว่าพระศาสนจักรจะบอกว่า “ถูกต้อง” หรือ “ไม่ถูกต้อง” ไม่ว่าจะคัดค้าน หรือเงียบ ก็จะถูกตราหน้าว่าเป็นพวกเดียวกับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง...

    พระเยซูเจ้าจะตอบอย่างไร...

พระเยซูเจ้าทรงหยั่งรู้เจตนาร้ายของเขา จึงตรัสว่า “พวกคนเจ้าเล่ห์ เจ้ามาทดลองเราทำไม จงนำเงินที่ใช้เสียภาษีมาให้ดูสักเหรียญหนึ่ง” เขานำเงินเหรียญมาถวาย

    ก่อนอื่น พระเยซูเจ้าทรงแสดงให้เขาเห็นว่าพระองค์ไม่ทรงหลงกล ทรงเริ่มต้นด้วยการกระชากหน้ากากของเขา และทรงขอให้เขาแสดงเงินเหรียญที่เขาใช้เสียภาษีให้พระองค์ดู ... พวกเขาหยิบเหรียญออกมาจากกระเป๋าอย่างไม่ลังเลใจ ... ดังนั้น เขาจึงเผยความจริงว่า แม้ว่าเขาพยายามแสดงออกว่าเขาระมัดระวัง ไม่ทำให้ตนเองมีมลทินตามธรรมบัญญัติในการติดต่อกับชาวโรมันผู้ยึดครองแผ่นดิน แต่เขาก็ใช้เงินของ “คนวิปริต” นี้เพื่อซื้อขาย … การเสียภาษีไม่ควรรบกวนมโนธรรมของเขามากไปกว่าการใช้ “เงินชั่ว” นี้ในชีวิตประจำวัน...

พระองค์จึงตรัสถามว่า “รูป และคำจารึกนี้เป็นของใคร” เขาตอบว่า “เป็นของพระจักรพรรดิซีซาร์”

    ชาวโรมันเท่านั้นที่มีสิทธิผลิตเงินเหรียญ ซึ่งเป็นเครื่องหมายแสดงอำนาจปกครองประเทศนี้ และเงินเหรียญนั้นก็มีภาพและพระนามของจักรพรรดิประทับอยู่ ภาพของทีเบเรียสนี้เองที่ชาวยิวถือว่าเป็นเครื่องหมายเลวทรามของการอยู่ภายใต้อาณัติของกรุงโรม  เพราะชาวโรมันยกย่องจักรพรรดิขึ้นเป็นพระเจ้า ... เราจึงเข้าใจได้ว่าทำไมชาวยิวผู้รักชาติจึงห้ามคนของเขาไม่ให้เสียภาษี...

    เป็นที่รู้กันว่าพระเยซูเจ้าทรงซื่อสัตย์ต่อพระเจ้าเท่านั้น พระองค์จะทรงหลีกเลี่ยงอย่างไรจึงจะไม่ถือว่าเป็น “ฝ่ายซ้าย” คือ กลุ่มคนที่สนับสนุนให้ประชาชนเป็นกบฏโดยอ้างพระคัมภีร์ ... พระองค์ตรัสตอบว่า

“ของของซีซาร์ จงคืนให้ซีซาร์ และของของพระเจ้า ก็จงคืนให้พระเจ้าเถิด”

    คำตอบของพระเยซูเจ้าได้กลายเป็นสุภาษิตไปแล้ว เป็นส่วนหนึ่งของมรดกทางปัญญา ซึ่งพบได้ในทุกวัฒนธรรม แต่บ่อยครั้งที่พระดำรัสของพระองค์ถูกเข้าใจผิด ราวกับว่าพระเยซูเจ้าทรงเสนอให้ “แยกพระศาสนจักรและรัฐออกจากกัน” และทรงให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายการเมืองมีอำนาจปกครองตนเองอย่างสิ้นเชิง – หรือเข้าใจในแง่ตรงกันข้ามว่าพระเยซูเจ้าทรงขอให้ศิษย์ของพระองค์ไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมืองการปกครอง...

    เราจะมาพิจารณาเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง พระเยซูเจ้าทรงเอาชนะความพยายามของศัตรูของพระองค์ที่จะกล่าวโทษว่าพระองค์ทรงเป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐบาลโรมัน โดยพระองค์ทรงชี้ให้เขาดูภาพบนเหรียญ ทรงบอกให้เขามอบให้ซีซาร์สิ่งใดที่เป็นของซีซาร์ และมอบให้พระวิหาร และธรรมบัญญัติ (ซึ่งเป็นตัวแทนของพระเจ้า) สิ่งใดที่เป็นของพระเจ้า ศัตรูของพระองค์ล่าถอยไปเมื่อพระเยซูเจ้าทรงเปิดโปงเจตนาลับของเขา

    หลักการที่พระเยซูเจ้าทรงประกาศนี้ แม้ว่าทรงตั้งพระทัยให้เป็นคำตอบสำหรับคำถามของชาวฟาริสี แต่ก็ได้กลายเป็นหลักการอันถาวร และใช้ได้กับมนุษย์ทุกยุคสมัย พระองค์ทรงบอกเราโดยใช้ถ้อยคำไม่กี่คำว่ามนุษย์ต้องปฏิบัติตามคำสั่งในฐานะที่เป็นพลเมือง และในฐานะที่เป็นผู้ถือศาสนายิว ชาวยิวก็ต้องปฏิบัติตามบทบัญญัติของศาสนา ซึ่งพระเจ้าทรงเป็นผู้กำหนด จึงไม่จำเป็นต้องมีความขัดแย้งใด ๆ ในประเด็นนี้ เพราะทั้งหน้าที่พลเมืองและธรรมบัญญัติต่างก็มาจากต้นกำเนิดเดียวกัน - คือพระเจ้า

    แต่ความขัดแย้งย่อมเกิดขึ้นได้เมื่อฝ่ายหนึ่งล่วงล้ำสิทธิของอีกฝ่ายหนึ่ง และเมื่อใดที่มนุษย์ไม่เข้าใจแก่นแท้ของพันธะเหล่านี้ ดังนั้น เราจึงจะควรไตร่ตรองต่อไป

    ก)    ของของซีซาร์ จงคืนให้ซีซาร์

    ถ้ามองตามทรรศนะของพระคัมภีร์ “อำนาจทั้งปวงล้วนมาจากพระเจ้า” เราถึงกับได้ยินจากบทอ่านที่หนึ่งของวันนี้ว่า พระเจ้าทรง “เจิม” ไซรัส กษัตริย์ที่ไม่ใช่ชาวยิว เพื่อให้เขาปฏิบัติงานของพระเจ้า “แม้ว่าเขาไม่รู้จักพระเจ้า” (อสย 45:1, 4, 6) ... นักบุญเปาโลก็อ้างถึงหลักการเดียวกันนี้ เมื่อเขาขอให้คริสตชนยุคแรกนอบน้อมต่อผู้มีอำนาจปกครอง (รม 13:1-7; ทต 3:1-2) ... นักบุญเปโตรก็จะแนะนำเช่นเดียวกันว่า “เพราะความรักต่อองค์พระผู้เป็นเจ้า จงอ่อนน้อมเชื่อฟังมนุษย์ทุกคนที่มีอำนาจปกครอง” (1 ปต 2:13)...

    นี่คือความจริง ไม่มีพลเมืองคนใดที่สามารถเพิกเฉยต่อหน้าที่ทางสังคม และหน้าที่พลเมือง ความเข้าใจพระวรสารผิด ๆ อาจชักนำเราให้แบ่งชีวิตมนุษย์ออกเป็นส่วน ๆ - ราวกับว่าคริสตชน และพระศาสนจักร สามารถเพิกเฉยได้เมื่อเห็นกิจกรรมทางการเมืองที่ไม่ถูกต้อง - หรือขังศาสนาให้อยู่ภายในกำแพงสี่ด้านของวัด และไม่ยอมให้ศาสนามีอิทธิพลใด ๆ ต่อการดำเนินชีวิตในแต่ละวัน ต่อการประกอบธุรกิจ ต่อชีวิตครอบครัว กฎหมาย ภาษี เป็นต้น...
    และเป็นความจริงด้วยว่าพระเยซูเจ้าทรงปฏิเสธบทบาทของ “พระเมสสิยาห์ทางสังคม และการเมือง” มาโดยตลอด ซึ่งประชาชนต้องการให้พระองค์เป็น นี่คือความหมายของเหตุการณ์ต่อไปนี้

-    ประสบการณ์ฝ่ายจิตของการประจญพระองค์ ก่อนทรงเริ่มต้นชีวิตสาธารณะ (มธ 4:8-10)
-    เมื่อพระองค์ทรงหลบไปอธิษฐานภาวนา เมื่อประชาชนต้องการยกพระองค์ขึ้นเป็นกษัตริย์หลังจากทรงทวีขนมปัง (ยน 6:14-15)
-    เมื่อพระองค์ทรงตำหนิเปโตรอย่างรุนแรง เมื่อเขาทัดทาน และไม่ยอมให้พระองค์ทรงเป็นพระเมสสิยาห์ ผู้ต้องทนรับความเจ็บปวดทรมาน (มธ 16:21-23)
-    เมื่อทรงประกาศแก่ปิลาต ว่า “อาณาจักรของเรามิได้มาจากโลกนี้” (ยน 18:36)...
-    และเมื่อพระองค์ทรงยอมรับว่าปิลาตมีอำนาจพิพากษาพระองค์ “ท่านไม่มีอำนาจใดเหนือเราเลย ถ้าท่านมิได้รับอำนาจนั้นมาจากเบื้องบน” (ยน 19:11)

    แต่ในเวลาเดียวกัน ในคำตอบของพระเยซูเจ้าว่า “ของของซีซาร์ จงคืนให้ซีซาร์” ยังมีคำเชิญชวนให้เรายอมรับ และเคารพในสิทธิของผู้มีอำนาจปกครองอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ... ด้วยการแสดงจุดยืนเช่นนี้ พระเยซูเจ้าทรงชี้ให้คนยุคโบราณมองเห็นความแตกต่าง กล่าวคือ ทรงบอกว่าซีซาร์เป็นจักรพรรดิ แต่เขาไม่ใช่พระเจ้า ... เมื่อเป็นเช่นนี้ ก็จงยอมให้ซีซาร์เป็นจักรพรรดิต่อไป เพราะนี่คืองานและความรับผิดชอบของมนุษย์ ที่มีทั้งเจริญรุ่งเรืองและตกต่ำ เราควรยอมรับความเป็นจริงอันซับซ้อนของสังคม และการเมือง ซึ่งมีระบอบ ระบบ และอุดมการณ์ต่าง ๆ

    แต่พระองค์ยังตรัสต่อไปด้วยว่า ...

    ข)    ของของพระเจ้า ก็จงคืนให้พระเจ้า

    มนุษย์ยุคปัจจุบันรู้ดีว่า เมื่อผู้มีอำนาจทางการเมืองเพิกเฉยต่อความคิดเห็นส่วนที่สองของพระเยซูเจ้า เขาจะทำให้สังคมของเรากลายเป็นสังคมที่ไร้พระเจ้า สังคมไร้พระเจ้ายังเป็นสังคมของอมนุษย์อีกด้วย ... เมื่อรัฐกลายเป็น “พระเจ้า” รัฐนั้นจะทำลายมนุษย์ ... ดังนั้น ซีซาร์เองก็ต้องยอมรับอำนาจของพระเจ้า และมอบสิ่งใดที่เป็นของพระองค์คืนให้พระองค์

    น่าสังเกตว่าพระเยซูเจ้าทรงเน้นถึง “หน้าที่ของเราต่อพระเจ้า” เมื่อมีผู้ถามพระองค์เกี่ยวกับเรื่องทางโลก ... ข้อความส่วนที่สองนี้คือจุดสุดยอดของพระวรสารทั้งบท...

    “ของของพระเจ้าก็จงคืนให้พระเจ้าเถิด” ... ตลอดชีวิตของพระเยซูเจ้า พระองค์ทรงประกาศข้อความนี้ไม่เคยหยุด

    แม้ว่าการเมืองการปกครองเป็นเรื่องสำคัญ เพราะเป็น “ศิลปะเพื่อประโยชน์ของสาธารณชน” แต่ไม่ได้เป็นทุกสิ่งทุกอย่างสำหรับมนุษย์ และไม่ใช่แม้แต่ “ส่วนที่จำเป็นที่สุดของมนุษย์” ... “มนุษย์มิได้ดำรงชีวิตด้วยอาหารเท่านั้น”  - และมิได้ดำรงชีวิตด้วยที่พักอาศัย หรือการตลาด หรือการผลิต ... มนุษย์ถูกสร้าง “ตามภาพลักษณ์ของพระเจ้า และให้คล้ายคลึงกับพระเจ้า” มนุษย์ถูกกำหนดให้เข้าร่วมในชีวิตของพระเจ้าในที่สุด ... ถ้าซีซาร์สามารถประทับภาพลักษณ์ของเขาลงบนเหรียญกษาปณ์ได้ (ดังนั้น เราจึงต้องคืนเหรียญนี้ให้เขา) ... มนุษย์ซึ่งถูกสร้างขึ้นมาตามภาพลักษณ์ และให้คล้ายคลึงกับพระเจ้า จะไม่ต้อง “มอบตนเอง” คืนให้พระเจ้ามากยิ่งกว่านั้นหรือ (ปฐก 1:26)...

    มนุษย์สมควรได้รับความเคารพอย่างไร้ขีดจำกัด ก็เพราะเขาต้องกลับคืนไปหาพระเจ้าในที่สุด...

    พระเยซูเจ้าไม่ทรงยอมตกหลุมพรางของคนเหล่านี้ พระองค์ทรงเปิดเผยความลับ และพันธกิจของพระองค์ให้เรารู้อีกครั้งหนึ่ง คือ พระองค์เสด็จมาเพื่อสถาปนาพระอาณาจักรของพระเจ้า – และอาศัยพระอาณาจักรนี้ พระองค์จะทรงเปิดเผยมิติสูงสุดของมนุษย์...

    แต่ขอให้เราตอบอย่างจริงใจเถิดว่า ... ข้าพเจ้าคืนของของซีซาร์ ให้แก่ซีซาร์ หรือเปล่า และในฐานะพลเมืองคนหนึ่ง ข้าพเจ้าสนใจมิติด้านการเมืองในชีวิตของข้าพเจ้าหรือเปล่า...

    และข้าพเจ้าคืนของของพระเจ้าให้แก่พระเจ้าหรือเปล่า ข้าพเจ้าถวายทั้งชีวิตของข้าพเจ้าให้พระเจ้าหรือเปล่า...

 

แผนกคริสตศาสนธรรม อัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ
122/8 อาคารแม่พระรับเกียรติยกขึ้นสวรรค์ ซ.นนทรี 14 ถ.นนทรี แขวงช่องนนทรี เขตยานนาวา กรุงเทพฯ 10120
โทร. 095-953-3070,  02-681-3850   Email: ccbkk@catholic.or.th   Line_ID: kamsonbkk