^Back To Top

  • 1 1
    .
  • 2 2
    .
  • 3 3
    .
  • 4 4
    .
  • 5 5
    .

kamsonbkk.com

วันอาทิตย์ที่ 28 เทศกาลธรรมดา

วันอาทิตย์ที่ 28 เทศกาลธรรมดา
อิสยาห์ 25:6-10; ฟิลิปปี 4:12-14, 19-20; มัทธิว 22:1-14

บทรำพึงที่ 1
เสื้อสำหรับงานวิวาห์
เราต้องมาร่วมงานวิวาห์ตามเงื่อนไขของพระเจ้า มิใช่ตามเงื่อนไขของเราเอง

    หญิงคนหนึ่งอาศัยอยู่ที่ใจกลางเมืองใหญ่กับบุตรชายอายุ 4 ขวบ เธอต้องนำเขามาฝากไว้ที่ศูนย์รับดูแลเด็กในเวลาเช้า และมารับเขาในเวลาเย็น เมื่อเธอกลับจากทำงาน

    หนึ่งสัปดาห์ก่อนถึงวันเกิดปีที่ห้าของบุตรชาย เธอตัดสินใจว่าจะจัดงานเลี้ยงให้เขา เธอจึงเชิญเพื่อนเล่นของเขาห้าคนจากศูนย์รับดูแลเด็กให้มาเป็นแขกในงานเลี้ยง

    เมื่อถึงเวลา ไม่มีเด็กแม้แต่คนเดียวมาในงานเลี้ยง หญิงคนนี้ผิดหวังมาก เธอรู้ว่างานเลี้ยงครั้งนี้มีความหมายต่อบุตรน้อยของเธอมาก เพราะเขาไม่เคยมีงานเลี้ยงฉลองวันเกิดมาก่อนเลย

    หญิงคนนี้รีบวิ่งไปที่ห้องของสามีภรรยาสูงอายุคู่หนึ่ง และขอให้เขามาร่วมในงานเลี้ยง จากนั้น เธอจึงโทรศัพท์ไปหาเพื่อนคนหนึ่งที่สำนักงานของเธอ และเชิญให้เขามาร่วมงานด้วย ดังนั้น เธอจึงจัดงานเลี้ยงให้บุตรชายได้สำเร็จ

    ในตอนแรกเด็กน้อยร้องไห้เมื่อรู้ว่าเพื่อน ๆ ของเขามาไม่ได้ แต่หลังจากเวลาผ่านไปครู่หนึ่งเขาก็กระโดดโลดเต้นอย่างสนุกสนาน

    เรื่องที่เกือบจะกลายเป็นเรื่องเศร้านี้คล้ายกับอุปมาที่พระเยซูเจ้าทรงเล่าในบทอ่านจากพระวรสารวันนี้ เพราะเป็นเรื่องของแขกรับเชิญที่ไม่มาร่วมในงานเลี้ยง และเจ้าภาพจำเป็นต้องเชิญผู้อื่นมาแทนในนาทีสุดท้าย ขอให้เราพิจารณารายละเอียดของเรื่องอุปมาของพระเยซูเจ้าให้มากขึ้น

    เช่นเดียวกับอุปมาทุกเรื่องของพระเยซูเจ้า เรื่องนี้มีความหมายสามระดับ

    ระดับแรกเป็นความหมายตามตัวอักษร เนื้อเรื่องมีอยู่ว่ากษัตริย์องค์หนึ่งทรงจัดงานอภิเษกสมรสให้พระโอรสของพระองค์ เมื่อแขกรับเชิญไม่มาร่วมงาน กษัตริย์จึงเชิญแขกอื่น ๆ มาแทนแขกกลุ่มแรก

    ความหมายระดับที่สองเป็นความหมายที่พระเยซูเจ้าทรงต้องการสอนประชาชนโดยใช้เรื่องอุปมาเป็นสื่อ งานวิวาห์เป็นสัญลักษณ์ของอะไร พระองค์ทรงต้องการให้กษัตริย์เป็นสัญลักษณ์ของใคร แขกรับเชิญที่ไม่มาร่วมงานหมายถึงใคร แขกอื่น ๆ ที่ได้รับเชิญมาร่วมงานแทนแขกกลุ่มแรกหมายถึงใคร

    หลังจากได้ไตร่ตรองอุปมาเรื่องนี้อย่างละเอียดแล้ว เราจะเห็นว่ากษัตริย์ผู้นี้เป็นตัวแทนของพระเจ้า งานวิวาห์หมายถึงพระอาณาจักรของพระเจ้า แขกที่ได้รับเชิญหมายถึงประชากรเลือกสรรผู้ได้ทำพันธสัญญากับพระเจ้า

    ท้ายที่สุด แขกกลุ่มที่สองหมายถึงคนบาป และคนต่างชาติต่างศาสนาในยุคของพระเยซูเจ้า คนเหล่านี้คือบุคคลที่ยอมรับพระเยซูเจ้า หลังจากที่ประชากรเลือกสรรของพระเจ้าไม่ยอมรับพระองค์

    ดังนั้น ความหมายระดับที่สองนี้เองที่เป็นคำสั่งสอนที่พระเยซูเจ้าทรงต้องการสั่งสอนประชาชนผ่านทางเรื่องอุปมา

    และหนึ่งในคำสั่งสอนของพระองค์ก็คือ บัดนี้ พระอาณาจักรของพระเจ้าเปิดออกต้อนรับมนุษย์ทุกคน - มิใช่เฉพาะประชากรเลือกสรรเท่านั้น - โดยไม่เว้นใครเลย ไม่เว้นแม้แต่คนต่างชาติ นี่เป็นการปฏิวัติความคิดของชาวยิวในยุคของพระเยซูเจ้าอย่างแท้จริง

    ความหมายในระดับที่สามเป็นความหมายที่สอนเราเป็นส่วนตัวในยุค 2,000 ปี หลังจากนั้น กล่าวคือ เรื่องอุปมานี้หมายถึงอะไรในชีวิตของเราในวันนี้

    เราจะตอบคำถามข้อนี้ได้เมื่ออ่านตอนจบของเรื่องอุปมา ซึ่งบรรยายว่าแขกรับเชิญคนหนึ่งในกลุ่มที่สองได้ถูกกษัตริย์ไล่ออกจากงาน เพราะเขามาร่วมงานโดยไม่สวมเสื้อสำหรับงานวิวาห์ ชายคนนี้อาจมาร่วมในงานเลี้ยงทั้งที่สวมเสื้อผ้าสกปรกที่เขาใช้สวมขณะที่ทำความสะอาดคอกสัตว์ก็เป็นได้

    ทำไมพระเยซูเจ้าจึงทรงเติมรายละเอียดนี้ในเรื่องอุปมาของพระองค์ บุคคลที่ไร้มารยาทคนนี้หมายถึงใคร

    บุคคลนี้หมายถึงแขกรับเชิญมาแทนแขกกลุ่มแรก เขาตอบรับคำเชิญของกษัตริย์ แต่เขามาร่วมงานตามเงื่อนไขของเขาเอง และมิใช่ตามเงื่อนไขของกษัตริย์ บุคคลนี้คือสัญลักษณ์ของใครบางคนที่ไม่ยอมปฏิบัติตามธรรมเนียมเมื่อประชาชนเข้าเฝ้ากษัตริย์ในสมัยโบราณ

    ความหมายระดับที่สามนี้เป็นความหมายสำหรับชีวิตของเราในปัจจุบัน เราเป็นแขกรับเชิญกลุ่มที่สอง พระเจ้าทรงเชิญเราไปร่วมในงานเลี้ยงในพระอาณาจักรสวรรค์ พระเจ้าทรงเชิญเราให้เข้าร่วมในงานเลี้ยงแห่งชีวิตนิรันดรกับพระเยซูเจ้า พระบุตรของพระองค์

    แต่พระเจ้าทรงระบุชัดว่า ถ้าเรายอมรับคำเชิญของพระองค์ เราต้องไปร่วมในงานเลี้ยงตามเงื่อนไขของพระองค์ – มิใช่ตามเงื่อนไขของเรา เงื่อนไขนี้หมายถึงอะไร

    ในอุปมาของพระเยซูเจ้า การสวมเสื้อสำหรับงานวิวาห์คือภาพลักษณ์ของเงื่อนไขนี้ และเสื้อสำหรับงานวิวาห์หมายถึงอะไร

    เราพบคำตอบสำหรับคำถามข้อนี้ได้ในอุปมาอีกเรื่องหนึ่ง คืออุปมาเรื่องการพิพากษาครั้งสุดท้าย ซึ่งตามหลังเรื่องอุปมาที่เราได้ยินในวันนี้มาติด ๆ

    เราทุกคนคุ้นเคยกับเรื่องอุปมานั้น ซึ่งบรรยายถึงจุดสูงสุดของประวัติศาสตร์มนุษยชาติ ทุกคนที่เคยมีชีวิตอยู่บนโลกนี้จะมาชุมนุมกันเบื้องหน้ากษัตริย์แห่งสวรรค์และแผ่นดิน โดยแยกออกเป็นสองกลุ่ม กลุ่มหนึ่งอยู่เบื้องขวา อีกกลุ่มหนึ่งอยู่เบื้องซ้าย กษัตริย์ตรัสแก่กลุ่มเบื้องขวาว่า “เชิญมาเถิด ท่านทั้งหลายที่ได้รับพระพรจากพระบิดาของเรา เชิญมารับอาณาจักรเป็นมรดกที่เตรียมไว้ให้ท่านแล้วตั้งแต่สร้างโลก เพราะว่า เมื่อเราหิว ท่านให้เรากิน เรากระหาย ท่านให้เราดื่ม เราเป็นแขกแปลกหน้า ท่านก็ต้อนรับ เราไม่มีเสื้อผ้า ท่านก็ให้เสื้อผ้าแก่เรา เราเจ็บป่วย ท่านก็มาเยี่ยม เราอยู่ในคุก ท่านก็มาหา” (มธ 25:34-36)

    และพระองค์ตรัสแก่กลุ่มเบื้องซ้ายว่า “จงไปให้พ้น (เพราะท่านไม่เคยทำสิ่งเหล่านี้เพื่อเราเลย)”

    ดังนั้น เสื้อสำหรับงานวิวาห์ที่พระเยซูเจ้าตรัสถึงในเรื่องอุปมาในวันนี้จึงหมายถึงความรักความห่วงใยที่เรามีต่อผู้อื่น โดยเฉพาะต่อบุคคลที่ขัดสนที่อยู่รอบตัวเรา เสื้อสำหรับงานวิวาห์หมายถึงการรับใช้พี่น้องชายหญิงของเรา

    สรุปได้ว่า อุปมาที่เราได้ยินในวันนี้บอกเราว่า เราทุกคนได้รับเชิญไปร่วมงานวิวาห์ในสวรรค์ แต่ก็บอกเราด้วยว่าเราต้องสวมเสื้อสำหรับงานวิวาห์ ซึ่งหมายถึงกิจการดีต่าง ๆ เราต้องมาโดยสวมเสื้อสำหรับงานวิวาห์แห่งการรับใช้ผู้อื่น โดยเฉพาะคนที่ขัดสน เราต้องมาร่วมงานวิวาห์โดยสวมเสื้อสำหรับงานวิวาห์แห่งความรัก

    เราจะสรุปบทรำพึงวันนี้ด้วยบทภาวนา

    พระเจ้าข้า โปรดทรงเปิดดวงตาของเรา เพื่อให้เรามองเห็นพระพักตร์ของพระองค์ในใบหน้าของคนขัดสนทั้งหลาย
    โปรดทรงเปิดหัวใจของเรา ให้เราพร้อมจะยื่นมือออกไปเลี้ยงอาหารพระองค์
    เมื่อเราเห็นว่าพระองค์ทรงหิว
    ให้เสื้อผ้าแก่พระองค์ เมื่อเราพบว่าพระองค์ไม่มีเสื้อผ้า
    ให้ที่พักอาศัยแก่พระองค์ เมื่อเราพบว่าพระองค์ทรงไร้ที่อยู่

    ดังนั้น เมื่อเราสิ้นใจ และมายืนเบื้องหน้าพระองค์
    พระองค์จะทรงยื่นพระหัตถ์มาให้เรา และตรัสว่า
    “เชิญมาเถิด ท่านทั้งหลายที่ได้รับพระพรจากพระบิดาของเรา
    เชิญมารับอาณาจักรเป็นมรดก ที่เตรียมไว้ให้ท่านแล้วตั้งแต่สร้างโลก”

บทรำพึงที่ 2
มัทธิว 22:1-14

“อาณาจักรสวรรค์เปรียบได้กับกษัตริย์พระองค์หนึ่ง ซึ่งทรงจัดงานอภิเษกสมรสให้พระโอรส...”
    พระวรสารไม่เคยนิยามความหมายของพระเจ้า สวรรค์ หรือพระศาสนจักร ไม่ว่าจะเป็นความหมายอย่างเป็นทางการ หรือเป็นนามธรรม ... แต่พระวรสารเป็นเหมือนหนังสือที่มีรูปภาพประกอบคำอธิบาย และถ้าพิจารณาจากความนิยมของประชาชนในการติดตามชมพิธีอภิเษกสมรสของราชวงศ์ทางโทรทัศน์ เราจะเห็นว่าภาพลักษณ์ที่พระเยซูเจ้าทรงใช้ในอุปมานี้ไม่ได้ล้าสมัยเลย แม้ว่าจะมีกลิ่นอายของโลกตะวันออกอย่างชัดเจนก็ตาม...

    พระเยซูเจ้าทรงบอกเราว่าพระเจ้าทรง “จัดงานอภิเษกสมรสให้พระโอรส” นี่คือนิยายที่น่าฟังที่สุดในโลก ... เป็นนิยายรักอันงดงามที่สุด...

    แน่นอน พระเยซูเจ้าคือเจ้าบ่าวคนนี้ และพระองค์ทรงกำลังมีความรัก! พระองค์กำลังเข้าพิธีวิวาห์กับเจ้าสาวที่พระองค์ทรงรักมาก คือ มนุษยชาติ ... ภาพลักษณ์ของคู่บ่าวสาวนี้ปรากฏให้เห็นทั่วไปในพระคัมภีร์ เช่น ฮชย 1-3; อสย 54:4-8, 61:10, 62:45; ยรม 2:2, 31:3; อสค 16; สดด 45:7-8; เพลงซาโลมอนทั้งบท; มก 2:19; ยน 3:29; มธ 25:1, 13, 9:15; อฟ 5:25; 2 คร 19:29, 21:2-9, 22:17; วว 20:9, 21:2-9 เป็นต้น พระคัมภีร์เปิดเผยความสัมพันธ์ระหว่างพระเจ้าและมนุษยชาติตั้งแต่ต้นจนจบ โดยใช้สัญลักษณ์ของ “พันธสัญญา” ... การหมั้น ... การสมรส”...

    หากว่าข้าพเจ้าเลิกมองว่าคริสตศาสนาเป็นสัจธรรมชุดหนึ่งที่ข้าพเจ้าต้องเชื่อ และเป็นข้อบังคับให้ต้องปฏิบัติ แต่มองว่าเป็น “นิยายรัก” เรื่องหนึ่ง ความคิดของข้าพเจ้าเกี่ยวกับคริสตศาสนาจะเปลี่ยนไปอย่างไรบ้าง

... ทรงส่งผู้รับใช้ไปเรียกผู้รับเชิญมาในงานวิวาห์ ...”

    พระเจ้าทรงวาดฝันว่ามนุษยชาติจะเข้าร่วมในงานเลี้ยงอันยิ่งใหญ่ ... ลองถามเด็กคนใดก็ได้ว่าเวลาใดที่เขามีความสุขที่สุด เขาจะตอบว่า “เวลาที่มีแขกมาที่บ้านเยอะ ๆ” งานเลี้ยงเป็นสัญลักษณ์ของความสุขที่ทุกคนร่วมรับ และแม้แต่ในปัจจุบัน งานเลี้ยงสมรสก็ยังเป็นการชุมนุมของแขกรับเชิญจำนวนมากที่ชื่นชมยินดี มีอาหารรสเลิศ และเครื่องดื่ม มีดนตรี และการขับร้องเพลง เครื่องแต่งกายสวยงามเป็นพิเศษ และการเต้นรำ...

    เชิญมาร่วมงานเลี้ยงเถิด พระเจ้าทรงเรียกแขกรับเชิญมาอยู่รอบโต๊ะอาหารที่จัดไว้พร้อมแล้ว แต่พวกแขกรับเชิญทำอย่างไร...

“แต่พวกเขาไม่ต้องการมา”

    กษัตริย์ผู้น่าสงสาร! พระองค์ทรงผิดหวังมาก – มากจนอาจรู้สึกท้อแท้...

“พระองค์จึงทรงส่งผู้รับใช้อื่นไปอีก รับสั่งว่า ‘จงไปบอกผู้รับเชิญว่า บัดนี้เราได้เตรียมการเลี้ยงไว้พร้อมแล้ว ได้ฆ่าโค และสัตว์อ้วนพีแล้ว ทุกสิ่งพร้อมสรรพ เชิญมาในงานวิวาห์เถิด’ ”

    เช่นเดียวกับในอุปมาเรื่อง “คนเช่าสวนชั่วร้าย” ดูเหมือนว่าพระเจ้าไม่ทรงประหลาดพระทัยกับการปฏิเสธของมนุษยชาติ พระองค์ทรงส่งผู้รับใช้อื่น ๆ ออกไปเชิญแขกอีกครั้งอย่างไม่ย่อท้อ
    เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องในอดีต เพราะพระเจ้าทรงส่งคำเชิญมาให้เราเสมอ ... และเรื่องนี้ก็ไม่ใช่เรื่องของผู้อื่น แต่พระเจ้าทรงส่ง “บัตรเชิญ” มาให้ข้าพเจ้าเอง ... ข้าพเจ้ารู้ตัวหรือไม่ว่าพระองค์ทรงกำลังรอคอยข้าพเจ้าอยู่ ... ข้าพเจ้ารู้ตัวหรือไม่ว่าพระองค์ทรงเตรียมที่นั่งไว้ให้ข้าพเจ้าที่โต๊ะอาหารนั้นแล้ว...

    ข้าพเจ้าควรยอมสละเวลาทุกเย็น และถามตนเองว่าระหว่างวันนั้น พระเจ้าทรงส่งคนมาเรียกข้าพเจ้าไม่หยุดหย่อนอย่างไรบ้าง ... และทุกวันอาทิตย์ ข้าพเจ้าควรใช้เวลาสักครู่ถามตนเองว่าข้าพเจ้าพลาดนัดกับพระเจ้ากี่ครั้งระหว่างสัปดาห์ก่อน...

“แต่ผู้รับเชิญมิได้สนใจ คนหนึ่งไปที่ทุ่งนา อีกคนหนึ่งไปทำธุรกิจ คนที่เหลือได้จับผู้รับใช้ของกษัตริย์ทำร้าย และฆ่าเสีย”

    เราได้เห็นเหตุการณ์คล้ายกับ “ฤดูเก็บผลองุ่นอันนองเลือด” เมื่อวันอาทิตย์ก่อน “งานวิวาห์นองเลือด” เป็นสัญลักษณ์ของการปฏิเสธพระเจ้าเช่นเดียวกัน ขอให้เราระลึกว่าพระเยซูเจ้าคงเล่าเรื่องนี้ระหว่างสัปดาห์สุดท้ายในชีวิตของพระองค์ – เพียงสองสามวันก่อนพระทรมาน...

    แต่เราก็รู้ดีว่าเรื่องนี้ไม่ได้หมายถึงคนร่วมสมัยของพระเยซูเจ้าเท่านั้น เพราะข้าพเจ้าเองก็กำลังปฏิเสธพระองค์ ... โลกปัจจุบันกำลังปฏิเสธคำเชิญจากพระเจ้า...

    ผู้รับเชิญที่ไม่ยอมมาร่วมในงานเลี้ยงช่างเหมือนกับสภาพความเป็นจริงทุกวันนี้ พระเยซูเจ้าทรงเสนอภาพของบุคคลสองประเภท

    1)    “คนที่ไม่สนใจ” หมายถึงคนที่ไม่ยินดียินร้าย ดูเหมือนไม่ตระหนักด้วยซ้ำไปว่าเขาได้รับเชิญ และมัวแต่วุ่นวายกับธุรกิจของเขา...

    2)    “คนที่ประท้วง” หมายถึงคนที่จงใจปฏิเสธคำเชิญ และถึงกับทำร้ายคนรับใช้ของกษัตริย์

    ด้วยข้อความเหล่านี้ พระเยซูเจ้าทรงบรรยายสภาพของโลกสมัยใหม่ได้อย่างถูกต้อง เราจะยกสักสองสามตัวอย่างมาเปรียบเทียบถ้อยคำเหล่านี้กับโลกสมัยใหม่ เช่น คุณจะคาดหวังให้ฉันไปฟังมิสซาได้อย่างไร ... ฉันเหลือแค่วันอาทิตย์สำหรับไปเล่นฟุตบอล หรือตีเทนนิส ... วันนี้เป็นวันที่เรามีเวลาออกไปเที่ยวนอกบ้าน ... เป็นวันสำหรับทำงานอดิเรกของฉันเหมือนกัน ... เมื่อฉันเต้นรำมาตลอดคืนวันเสาร์ ฉันจะไปวัดวันอาทิตย์ไหวหรือ ... นอกจากนี้ ฉันยังมีการบ้านต้องทำ และต้องเตรียมตัวสอบด้วย...

    เราทุกคนจมอยู่ในสังคมบริโภคนิยมและกระแสวัตถุนิยมรอบตัวเรา ดังนั้น จึงมีความเสี่ยงที่เราจะจัดให้พระเจ้าอยู่ในลำดับสุดท้าย เพราะมีเสียงอื่น ๆ มากมายที่ดังกว่าเสียงเรียกของพระองค์...

    “เชิญมาในงานวิวาห์ของเราเถิด” ... แต่เราไม่ได้ยิน...
“กษัตริย์กริ้ว จึงทรงส่งกองทหารไปทำลายฆาตกรเหล่านั้น และเผาเมืองของเขาด้วย”

    เราเห็นเหตุการณ์เช่นนี้มากกว่าหนึ่งครั้งในประวัติศาสตร์ของดินแดนตะวันออกยุคโบราณ แต่เราก็รู้ว่านี่เป็นเรื่องอุปมา และเราต้องไม่ค้นหาความหมายสำหรับทุกรายละเอียด...

    ภาพของ “เมืองที่ถูกเผา” ทำให้เราคิดถึงเหตุการณ์ที่ทำร้ายจิตใจทั้งชาวยิวและคริสตชน ขณะที่มัทธิวเขียนคำบอกเล่านี้ กรุงเยรูซาเล็มได้ถูกกองทัพของทิตัสทำลายไปแล้วเมื่อ ค.ศ. 70 ชะตากรรมเช่นนี้เกิดขึ้นกับเมืองหลวงอันทรงเกียรติของชาวอิสราเอลได้อย่างไร ... เราสามารถตีความประวัติศาสตร์ได้หลายทาง และประกาศกทุกยุคสมัยตีความการทำลายเมืองใหญ่ ๆ ว่าเป็น “การลงโทษของพระเจ้า” (อสย 5:26-29, 17:18; ยรม 5:15-17)...

“แล้วพระองค์ตรัสแก่ผู้รับใช้ว่า ‘งานวิวาห์พร้อมแล้ว’ แต่ผู้รับเชิญไม่เหมาะสมกับงานนี้ จงไปตามทางแยก พบผู้ใดก็ตามจงเชิญมาในงานวิวาห์เถิด”

    บัดนี้ ผู้ได้รับเชิญคือบุคคลที่ไม่คาดหมายว่าจะได้รับเชิญ และเขาก็ตอบรับคำเชิญ ... ชาวยิวเป็นคนกลุ่มแรกที่ได้รับเชิญ แต่บัดนี้ได้ถูกแทนที่ด้วย “คนต่างชาติ” แล้ว...

    แต่เราไม่ควรมีอคติต่อชาวยิว เพราะเราควรถามตนเองเช่นกันว่า เรารับรองได้อย่างสุจริตใจหรือไม่ว่าเราตอบรับเสียงเรียกหลายครั้งหลายหนของพระเจ้าในชีวิตแต่ละวันของเรา ... พระเยซูเจ้าทรงเตือนเราว่า ห้องจัดเลี้ยงจะมีแขกรับเชิญเต็มห้อง ... แม้เมื่อ “ชนชั้นหัวกะทิ” ไม่คิดจะตอบรับ พระเยซูเจ้าทรงเชิญทั้งคนขอทาน คนที่สังคมรังเกียจ มาจนเต็มห้องจัดงานเลี้ยงของพระองค์ ... ในคำบอกเล่าเรื่องเดียวกันนี้ ลูกากล่าวชัดเจนยิ่งกว่าว่า “คนยากจน คนพิการ คนตาบอด และคนง่อย” เข้ามาแทนที่แขกผู้มีเกียรติ (ลก 14:21) ... และในอีกข้อความหนึ่ง มัทธิวก็เขียนว่า “คนเก็บภาษี และหญิงโสเภณีจะเข้าสู่พระอาณาจักรของพระเจ้าก่อนท่าน” (มธ 21:31)...

“บรรดาผู้รับใช้จึงออกไปตามถนน เชิญทุกคนที่พบมารวมกัน ทั้งคนเลว และคนดี”...

    ข้อความนี้ท้าทายเรา ... เราใจกว้างเหมือนกับพระเจ้าหรือเปล่า ... เรามักให้ความสำคัญแก่ “ชนชั้นหัวกะทิ” มากกว่าคนอื่น ๆ ใช่หรือไม่ ... หลายครั้งใช่หรือไม่ที่เราอยากอยู่ในพระศาสนจักรที่มีแต่นักบุญ และผู้นำที่ขยันขันแข็ง และบุคคลที่มีความเชื่อมั่นคง...

    แต่พระเจ้าทรงเชิญทุกคน โดยไม่ละเว้น หรือเลือกปฏิบัติ ... ดูเหมือนว่าพระองค์ทรงโปรดปรานคนยากจน คนตามชายขอบสังคม และคนจรจัด เสียด้วยซ้ำ...

“กษัตริย์เสด็จมาทอดพระเนตรแขกรับเชิญ ทรงเห็นคนหนึ่งไม่สวมเสื้อสำหรับงานวิวาห์ จึงตรัสแก่เขาว่า ‘เพื่อนเอ๋ย ท่านไม่ได้สวมเสื้อสำหรับงานวิวาห์ แล้วเข้ามาที่นี่ได้อย่างไร’ คนนั้นก็นิ่ง”

    พระเจ้าทรงมีพระทัยเมตตากรุณา ซึ่งทำให้พระองค์ทรงเชิญมนุษย์ทุกคน ไม่ว่าเลวหรือดี แต่พระองค์ไม่ได้ทรงปล่อยปละละเลย พระคัมภีร์ใช้ “การแต่งกาย” เป็นสัญลักษณ์เสมอ ความรอดพ้นไม่ใช่สิ่งที่ได้มาโดยอัตโนมัติ แต่มนุษย์ต้องตอบสนองคำเชิญของพระเจ้าด้วยการเปลี่ยนวิถีชีวิต ... มนุษย์ต้อง “สวมใส่สภาพมนุษย์ใหม่” (กท 3:27; อฟ 4:24; คส 3:10)…

“กษัตริย์จึงตรัสสั่งผู้รับใช้ว่า ‘จงมัดมือมัดเท้าของเขา เอาไปทิ้งในที่มืดข้างนอกเถิด ที่นั่นจะมีแต่การร่ำไห้คร่ำครวญ และขบฟันด้วยความขุ่นเคือง เพราะผู้รับเชิญมีมาก แต่ผู้รับเลือกมีน้อย’ ”

    การลงโทษสถานหนัก และถ้อยคำที่ใช้บรรยายการพิพากษานี้ (มธ 8:12, 13:42, 24:51, 25:30) ... ทำให้เห็นว่า “เสื้อสำหรับงานวิวาห์” นี้มีความหมายเชิงสัญลักษณ์

    การได้เข้าสู่ห้องงานอภิเษกสมรสยังไม่พอ ... การยินดีรับฟังพระวาจาของพระเจ้าจะไม่ปกป้องคุ้มครองเราได้ตลอดไป ... บุคคลที่ได้เป็นแขกผู้มีเกียรติก็เช่นเดียวกัน ถ้าเขาแสดงตัวว่าเขาไม่เหมาะสมจะเข้าร่วมในงานเลี้ยงของพระเจ้า เขาก็จะถูกจับโยนออกไป...

    นี่เป็นคำเตือนอย่างจริงจัง และทำให้เราต้องถามตนเองว่า เราคิดง่ายเกินไปหรือเปล่าว่าเราปลอดภัยแล้ว ... ผู้มีความเชื่อต้องเผชิญหน้ากับความรับผิดชอบของเขา...

    ความเมตตาของพระเจ้ายังคงมากมายไร้ขอบเขต – แต่เราไม่สามารถล่วงละเมิดต่อความศักดิ์สิทธิ์ของพระองค์ได้

    เมื่อพระสงฆ์เชิญเราไปรับศีลมหาสนิท เราได้ยินคำเชิญว่า “เป็นบุญของผู้ที่ได้รับเชิญมาร่วมในงานเลี้ยงของพระเจ้า” และเราไม่อาจปฏิเสธว่าประโยคนี้เป็นความจริง แต่เราต้องเสริมด้วยว่า “ข้าพเจ้าไม่สมควรจะรับเสด็จมาประทับอยู่ในตัวข้าพเจ้า แต่โปรดตรัสเพียงพระวาจาเดียว แล้วจิตใจข้าพเจ้าก็จะบริสุทธิ์”...

ค้นหา

Pope Report คำสอน บทเทศน์

pope report francis

ถ่ายทอดสด พิธีบูชาขอบพระคุณ

MASS Header re

Kamson BKK Update!!

หมวดปรีชาญาณ

wisdom books

Bible Diary 2020

img007 resize

บทอ่านและบทมิสซา

ordomissae

พันธสัญญาใหม่

spd 20110902115342 b

บทเพลงศักดิ์สิทธิ์

angels-5b

สถิติเยี่ยมชม (เริ่ม 22-02-2012)

วันนี้
เมื่อวาน
สัปดาห์นี้
เดือนนี้
เดือนที่แล้ว
ทั้งหมด
8079
7926
66901
56932
420929
17961126
Your IP: 18.204.227.117
2020-06-06 20:25

สถานะการเยี่ยมชม

มี 363 ผู้มาเยือน และ ไม่มีสมาชิกออนไลน์ ออนไลน์

 

แผนกคริสตศาสนธรรม อัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ
122/8 อาคารแม่พระรับเกียรติยกขึ้นสวรรค์ ซ.นนทรี 14 ถ.นนทรี แขวงช่องนนทรี เขตยานนาวา กรุงเทพฯ 10120
โทร. 095-953-3070,  02-681-3850   Email: ccbkk@catholic.or.th   Line_ID: kamsonbkk