^Back To Top

  • 1 1
    .
  • 2 2
    .
  • 3 3
    .
  • 4 4
    .
  • 5 5
    .

kamsonbkk.com

วันอาทิตย์ที่ 13 เทศกาลธรรมดา

วันอาทิตย์ที่ 13 เทศกาลธรรมดา
2 พงศ์กษัตริย์ 4:8-11, 14-16; โรม 6:3-4, 8-11; มัทธิว 10:37-42

บทรำพึงที่ 1
นักร้อง
ความเชื่อทำให้เรามีกำลังยกกางเขนของเราขึ้นแบกในแต่ละวัน และติดตามพระเยซูเจ้าไป

    ในภาพยนตร์เรื่อง American Anthem (เพลงชาติอเมริกา) มีฉากเศร้าเกี่ยวกับตัวละครที่เป็นชายหนุ่มคนหนึ่ง เขาไม่สามารถยอมรับความจริงว่าเขาได้สูญเสียขาข้างหนึ่งไปเนื่องจากอุบัติเหตุ เขาไม่ยอมออกจากห้อง และไม่ยอมให้ใครเข้ามาในห้อง รวมถึงหญิงสาวที่ครั้งหนึ่งเขาเคยรัก เขาปิดม่านและเปิดเพลงฟังท่ามกลางแสงสลัว

    เราจะเปรียบเทียบฉากน่าเศร้านี้กับอีกฉากหนึ่งที่ โรเบิร์ต บรูซ พบเห็น

    วันหนึ่ง ขณะที่บรูซเดินไปบนถนนในเมืองใหญ่ที่มีคนเดินพลุกพล่าน นอกจากเสียงการจราจร เสียงบีบแตร และเสียงพูด เขายังได้ยินเสียงใครคนหนึ่งร้องเพลงอย่างร่าเริง และไพเราะ

    มันไม่ใช่การขับร้องประเภทที่อึกทึก แต่เป็นเสียงร้องนุ่ม ๆ และสงบ เหมือนกับเขาร้องเพลงกล่อมตนเอง เมื่อบรูซ ตามหาจนพบที่มาของเสียง เขาไม่อยากเชื่อสายตาตนเอง เสียงขับร้องนั้นมาจากชายหนุ่มคนหนึ่งที่นั่งบนเก้าอี้เข็น เขากำลังเข็นตนเองไปข้างหน้าด้วยอวัยวะที่ยังใช้การได้ คือแขนทั้งสองข้าง

    เหตุการณ์สองฉากนี้ช่วยให้เราเข้าใจความหมายของพระวาจาของพระเยซูเจ้าในบทอ่านพระวรสารวันนี้ พระองค์ตรัสว่า “ผู้ใดไม่รับเอาไม้กางเขนของตนแบกตามเรา ผู้นั้นก็ไม่คู่ควรกับเรา”

    ชายหนุ่มคนแรกไม่ยอมแบกกางเขนของตนและติดตามพระเยซูเจ้า เขาไม่ยอมรับสภาพที่ต้องดำเนินชีวิตต่อไปโดยใส่ขาเทียม และการไม่ยอมรับนั้นไม่เพียงทำให้ตัวเขาเองเศร้าใจ แต่ทำให้คนรอบข้างพากันเศร้าใจไปด้วย

    ชายหนุ่มคนที่สองยอมแบกกางเขนของเขา เขายอมรับสภาพของเขาที่ต้องดำเนินชีวิต มิใช่โดยใช้ขาเทียม แต่โดยไม่มีขาเลย การยอมรับเช่นนั้นนำสันติสุขอย่างลึกล้ำมาให้เขา รวมถึงทุกคนรอบตัวเขาด้วย

    เราทุกคนสามารถเข้าใจสถานการณ์ของชายหนุ่มสองคนนี้ได้ เราเองเคยพบกับอุปสรรค ความทุกข์ทรมาน หรือโศกนาฏกรรมในชีวิตของเรา เราเคยพบกับสถานการณ์อันเจ็บปวดที่เราไม่สามารถเปลี่ยนแปลงแก้ไขได้ เราเคยจำเป็นต้องเลือกอย่างยากลำบากว่าจะรับมือกับสถานการณ์เหล่านั้นอย่างไร

    เราจะไม่ยอมแบกกางเขนของเราเหมือนชายหนุ่มคนแรก หรือเราจะยกกางเขนของเราขึ้นแบก และติดตามพระเยซูเจ้าเหมือนกับชายหนุ่มคนที่สอง

    เรื่องทั้งสองนี้คงทำให้เราอยากถามตนเองว่า ทำไมบางคนจึงยกกางเขนของตนขึ้นแบกและติดตามพระเยซูเจ้า ในขณะที่บางคนทำเช่นนั้นไม่ได้

    ทำไมบางคนจึงพบกับโชคร้ายและฟันฝ่ามาได้ และกลายเป็นคนดีกว่าและเก่งกว่าเดิม ในขณะที่บางคนพบกับโชคร้าย และกลายเป็นคนที่มีแต่ความขมขื่น

    ทำไมสำหรับบางคน ปัญหาชีวิตจึงกลายเป็นสะพานที่นำไปสู่การเจริญเติบโตและวุฒิภาวะ ในขณะที่กลายเป็นอุปสรรคสำหรับบางคน

    วิคเตอร์ แฟรงเคิล นักจิตบำบัดผู้เชี่ยวชาญคนหนึ่งในยุคของเรา เคยตอบคำถามนี้ในหนังสือขายดีของเขาชื่อ Man’s Search for Meaning (การแสวงหาความหมายของมนุษย์)

    ระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 แฟรงเคิลเป็นเชลยของพวกนาซี เขาต้องอยู่ท่ามกลางบรรยากาศอันโหดร้ายในค่ายกักกัน สภาพเช่นนั้นทำให้นักโทษบางคนกลายเป็นสัตว์ และบางคนกลายเป็นนักบุญ

    เขาสัมผัสด้วยตนเองความชั่วร้ายที่ผลักดันนักโทษบางคนไปสู่ความสิ้นหวัง และความเกลียดชัง ในขณะที่ผลักดันบางคนไปสู่ความหวังและความรัก แฟรงเคิลบอกว่าปัจจัยที่สร้างความแตกต่างระหว่างนักโทษที่กลายเป็นสัตว์ และนักโทษที่กลายเป็นนักบุญก็คือความเชื่อ

    นั่นคือความเชื่อว่าชีวิตของเขา – ดังนั้น จึงรวมทั้งความเจ็บปวดทรมานของเขา – มีความหมายสูงสุด ความเชื่อนี้นำเขาไปสัมผัสกับอำนาจที่ช่วยให้เขารักษาความเป็นมนุษย์ของเขาไว้ได้ แม้ในยามที่ต้องเผชิญหน้ากับความโหดร้ายผิดมนุษย์

    เราจะย้อนกลับมาตรึกตรองคำถามแรกของเรา ทำไมบางคนในโลกปัจจุบันจึงยกกางเขนของตนขึ้นแบก และติดตามพระเยซูเจ้า ในขณะที่บางคนทำไม่ได้

    อะไรทำให้ชายหนุ่มคนหนึ่งมีความกล้าหาญที่จะผลักเก้าอี้เข็นของเขาไปตามถนนในเมืองที่วุ่นวายพร้อมกับร้องเพลง ในขณะที่ชายหนุ่มอีกคนหนึ่งไม่มีความกล้าหาญที่จะเปิดม่าน และปล่อยให้แสงแดดส่องเข้ามาในห้องของเขา

    คำตอบเหมือนกับคำตอบของแฟรงเคิล ในหนังสือของเขา คือ ความเชื่อ

    สำหรับคริสตชน นี่คือความเชื่อว่า พระเยซูเจ้าทรงนำชีวิตใหม่มาประทานแก่โลกด้วยการยกกางเขนของพระองค์ขึ้นแบกฉันใด เราก็สามารถนำชีวิตใหม่มาสู่โลกด้วยการยกกางเขนของเราขึ้น และเดินแบกไปฉันนั้น

    นี่คือความเชื่อในพระวาจาของพระเจ้าในจดหมายฉบับที่หนึ่งของนักบุญเปโตร ที่บอกเราว่า “จงชื่นชมที่ท่านมีส่วนร่วมรับทรมานกับพระคริสตเจ้า เพื่อท่านจะได้มีความชื่นชมและปลื้มปิติยิ่งขึ้น เมื่อพระองค์ทรงสำแดงพระสิริรุ่งโรจน์” (1 ปต 4:13)

    นี่คือความเชื่อในพระวาจาของพระเจ้าในจดหมายถึงชาวโรม ที่บอกเราว่า “ข้าพเจ้าคิดว่า ความทุกข์ทรมานในปัจจุบันเปรียบไม่ได้เลยกับพระสิริรุ่งโรจน์ที่จะทรงบันดาลให้ปรากฏแก่เรา” (รม 8:18)

    นี่คือความเชื่อในพระวาจาของพระเจ้าในจดหมายถึงชาวโครินธ์ ที่บอกเราว่า “สิ่งที่ตาไม่เคยเห็น และหูไม่เคยได้ยิน และจิตใจของมนุษย์คิดไม่ถึง คือสิ่งที่พระเจ้าทรงเตรียมไว้สำหรับผู้ที่รักพระองค์” (1 คร 2:9)

    นี่คือความเชื่อในพระวาจาของพระเจ้าที่ปรากฏในหนังสือวิวรณ์ ที่บอกเราว่า “พระองค์จะทรงเช็ดน้ำตาทุกหยดจากนัยน์ตาของเรา จะไม่มีความตายอีกต่อไป จะไม่มีการคร่ำครวญ การร้องไห้ และความทุกข์อีกต่อไป” (วว 21:4)

    นี่คือข่าวดีที่พระเยซูเจ้าทรงประกาศแก่เรา นี่คือสารที่ เอลีเนอร์ รูสเวลท์ ภรรยาของประธานาธิบดี แฟรงคลิน รูสเวลท์ เคยใส่ไว้ในกระเป๋าของเธอเสมอ

    “ข้าแต่พระบิดาของเรา
    ผู้ทรงบันดาลให้หัวใจของเรากระวนกระวาย
    และทำให้เราแสวงหาสิ่งที่เราไม่มีทางพบได้อย่างสมบูรณ์
    ทำให้เราทำงานที่ยากเกินไปสำหรับเรา
    เพื่อให้เราเข้าพึ่งพระองค์เพื่อวอนขอพละกำลัง”

บทรำพึงที่ 2
มัทธิว 10:37-42

    พระวรสารของนักบุญมัทธิว ประกอบด้วยคำปราศรัยครั้งสำคัญของพระเยซูเจ้าห้าครั้ง สลับกับส่วนที่เป็นเรื่องเล่า มัทธิวเป็นผู้เรียงลำดับคำบอกเล่าเองแน่นอน เพราะมาระโก และลูกา บอกเล่าเรื่องราวเดียวกัน แต่ในบริบทที่ต่างกัน

    วันนี้เราอ่านช่วงท้ายของ “คำสั่งสอนสำหรับบรรดาอัครสาวก” ซึ่งเป็น “บทเทศน์”  ที่สองในพระวรสารของมัทธิว ในคำปราศรัยนี้ พระเยซูเจ้าทรงสอนวิธีปฏิบัติตนให้แก่อัครสาวกสิบสองคนที่ทรงเลือกไว้ให้ปฏิบัติงานแทนพระองค์ ... เราเห็นประโยคที่มีลักษณะเป็นคำพูดที่หนักแน่นชัดเจน และอาจถึงกับขัดแย้งกันในตัว เหมือนกับสุภาษิต ... เมื่อได้ยินคำสั่งสอนเหล่านี้แล้ว เราไม่อาจลืมได้ลง...

“ผู้ที่รักบิดามารดามากกว่ารักเราก็ไม่คู่ควรกับเรา”

    ในยุคของเราที่บิดามารดามักมีความคิดเห็นขัดแย้งกับบุตรอยู่แล้ว ถ้อยคำนี้ฟังดูเหมือนโหดร้าย และมีความเสี่ยงที่ผู้ฟังจะเข้าใจผิด ... เป็นไปได้หรือที่พระเยซูเจ้าจะแนะนำบุตรไม่ให้รักบิดามารดาของตน พระบัญญัติข้อที่สี่ของพระเจ้ายังเป็นคำบัญชาที่ศักดิ์สิทธิ์ “จงนับถือบิดามารดา” ... พระเยซูเจ้าเองก็ทรงแสดงแบบอย่างให้เราเห็นเมื่อทรงนบนอบต่อพระมารดาของพระองค์ (ลก 2:50, ยน 19:26-27) … พระองค์ยังทรงเตือนเราด้วยว่าการเลี้ยงดูบิดามารดาสำคัญกว่า “การถวายทรัพย์สินในพระวิหาร” (มธ 15:3-6)...

    แต่เมื่อเป็นเช่นนี้ ข้อความนี้หมายถึงอะไร...

    พระเยซูเจ้าทรงบอกเราว่าเราต้องเห็นพระองค์สำคัญกว่าบุคคลที่เรามีหน้าที่ต้องรัก ... การติดตามพระเยซูเจ้า การเป็นผู้มีความเชื่อ บางครั้งอาจกระตุ้นให้เกิดการต่อต้านจากบุคคลที่เรารักมากที่สุด ในสถานการณ์เช่นนี้ พระเยซูเจ้าทรงขอให้เราเข้มแข็งพอที่จะเลือกพระองค์ก่อน ... และเรารู้ดีว่าสถานการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นบ่อยครั้งเพียงไรในปัจจุบัน ... พระวรสารเชิญชวนเราให้ตัดสินใจเลือกที่จะเปลี่ยนวิถีชีวิตของเรา เพราะการเลือกเช่นนี้เอง บ่อยครั้งพระเยซูเจ้าจึงทรงกลายเป็นสาเหตุของความขัดแย้งแม้แต่ในครอบครัวที่มีความรักต่อกันโดยธรรมชาติ ... ข้อความที่มีอายุสองพันปีนี้ทำให้เราเห็นว่าความขัดแย้งเช่นนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่อย่างที่เราคิด...

    พระเจ้าข้า โปรดทรงช่วยเราให้ซื่อสัตย์ต่อพระองค์ แม้ว่าเราอาจทำลายความผูกพันระหว่างคนในครอบครัว...

“ผู้ที่รักบุตรชายหญิงมากกว่าเรา ก็ไม่คู่ควรกับเรา”

    ประโยคที่สองนี้เป็นประโยคคู่ขนานกับประโยคแรก เมื่อกล่าวถึงความสัมพันธ์ของบุตรต่อบิดามารดาแล้ว พระวรสารก็กล่าวถึงความสัมพันธ์ของบิดามารดาต่อบุตร...

    พระเยซูเจ้าทรงอ้างสิทธิที่จะเป็นที่หนึ่งในความรักของเรา ซึ่งเป็นคำอ้างสิทธิที่ไม่น่าจะยอมรับได้ และไม่อาจเข้าใจได้ เว้นแต่ว่าพระองค์ทรงเป็นพระเจ้า ... ในบรรดาศาสดาของศาสนาใหญ่ทั้งหลาย มีเพียงพระเยซูเจ้าเท่านั้นที่กล้าพูดเช่นนี้ ผู้อื่นเพียงแต่กล่าวว่า “ท่านต้องรักพระเจ้า ข้าพเจ้าเพียงแต่พูดแทนพระองค์” ในศาสนาอื่น ๆ พระเจ้าทรงอยู่ในตำแหน่งสูงสุด เหนือทุกคนและทุกสิ่ง แต่ในที่นี้ พระเยซูเจ้าทรงอ้างสิทธินี้เอง ขอให้สังเกตว่าพระองค์ทรงย้ำคำว่า “เรา” หลายครั้งหลายหน ... “ไม่คู่ควรกับเรา” ... “ไม่คู่ควรกับเรา” ... แล้วพระองค์เป็นใคร...

    ทุกวันนี้ เรามักคิดว่าความรักต่าง ๆ มีความเชื่อมโยงเป็นหนึ่งเดียวกัน เราพูดโดยไม่ต้องคิดว่า เมื่อเรารักผู้อื่น เราก็รักพระเจ้า และนั่นคือความจริง! ถ้ามองในแง่นี้ ความเป็นหนึ่งเดียวกันของเรากลายเป็นสิ่งจำเป็น และตรงตามพระประสงค์ของพระเจ้า แต่เราไม่ควรยกพระวรสารประจำวันนี้มาอ้างเป็นข้อแก้ตัวที่เราไม่รักผู้อื่น หรือที่เราไม่ช่วยเหลือผู้อื่นเพราะความเห็นแก่ตัว หรือเพราะเราต้องการหลบอยู่ในกระดองแห่งผลประโยชน์ส่วนตนของเรา...

    การรักบิดามารดา ... รักบุตรชายหญิง ... อันที่จริงมีความหมายกว้างกว่าบุคคลในครอบครัว คือหมายความว่าเราต้องยอมรับรากทางพันธุกรรม วัฒนธรรม และสังคมของเรา เราทุกคนเป็นทั้งบุตรและบิดาในเวลาเดียวกัน เพราะเราต้องพึ่งพาอาศัยผู้อื่น และผู้อื่นต้องพึ่งพาอาศัยเรา เราเป็นส่วนหนึ่งของสภาพแวดล้อมหนึ่งในช่วงเวลาหนึ่ง...
    แต่ไม่ว่าพันธะเหล่านี้สำคัญเพียงไร ก็ไม่อาจใช้เป็นข้ออ้างไม่ให้เราติดตามพระเยซูเจ้า มีคนหนุ่มสาวจำนวนมาก ... และคนที่ไม่ใช่หนุ่มสาวแล้ว ... อ้างว่าที่ตนเองไม่สามารถผูกมัดตนเองได้ ก็เพราะ “ทุกคน” รอบตัวเขาไม่ยอมให้เขาผูกมัดตนเองเช่นนั้น...

    ผู้ที่รัก “สภาพแวดล้อม” ของเขามากกว่ารักเรา ก็ไม่คู่ควรกับเรา...

    ผู้ที่รักมิตรสหายของเขามากกว่ารักเรา ก็ไม่คู่ควรกับเรา...

    ผู้ที่รักสถานภาพของเขา อาชีพของเขา มากกว่ารักเรา ก็ไม่คู่ควรกับเรา...

“ผู้ใดไม่รับเอาไม้กางเขนของตนแบกตามเรา ผู้นั้นก็ไม่คู่ควรกับเรา”

    นี่คือขั้นที่สามของบันใดแห่งการสละ เราต้องสละ โดยเฉพาะสละตนเอง...

    คำกล่าวถึงไม้กางเขนนี้ทำให้เราคิดว่า ถ้าพระเยซูเจ้าไม่ทรงดำเนินชีวิตเช่นนี้มาแล้วด้วยพระองค์เอง พระองค์คงไม่ขอให้เราดำเนินชีวิตเช่นนี้ ... กางเขนทุกอันที่เราแบก เป็นกางเขน “ในการติดตามพระเยซูเจ้า” ... ท่านที่กำลังทนทุกข์ทรมาน ... ท่านกำลังเดินตามไม้กางเขนของพระเยซูเจ้า...

    เราอาจรู้สึกว่าอยากลดความรุนแรงของประโยคนี้ แต่มัทธิวไม่ได้มองว่าไม้กางเขนเป็นภาพลักษณ์ของความศรัทธา หรือหมายถึงพลีกรรมเล็ก ๆ น้อย ๆ ในชีวิตประจำวัน ในยุคของเขา การตรึงกางเขนเป็นทารุณกรรมที่สงวนไว้สำหรับทาสเท่านั้น เป็นการทรมานที่โหดร้ายและน่าอับอายที่สุด ผู้ถูกประหารถูกทิ้งให้รองรับความโกรธของฝูงชน และให้เจ็บปวดทรมานภายใต้สายตาของฝูงชนที่มามุงดู พระเยซูเจ้าต้องเคยเห็นคนถูกตรึงกางเขนมาก่อนที่พระองค์เองจะถูกตรึง ในดินแดนปาเลสไตน์ภายใต้การปกครองของกรุงโรม การตรึงกางเขนเป็นวิธีประหารชีวิตที่ใช้กันบ่อย ๆ นักประวัติศาสตร์ยุคนั้นบรรยายว่า เมื่อกษัตริย์เฮโรดมหาราชสิ้นพระชนม์ นายพลกองทัพโรมันได้สั่งให้ตรึงกางเขนชาวยิวสองพันคนในคราวเดียว...

    ไม้กางเขนไม่ใช่วัตถุสำหรับสักการบูชา หรืออัญมณีมีค่าแน่นอน...

“ผู้ที่หวงชีวิตของตนไว้ ก็จะสูญเสียชีวิตนั้น แต่ผู้ที่ยอมเสียชีวิตของตนเพราะเห็นแก่เรา จะพบชีวิตนั้นอีก”

    คำยืนยันนี้ก็ขัดแย้งกับคำอ้างของโลกสมัยใหม่อีกเช่นกัน คนในปัจจุบันพยายาม “สร้างเนื้อสร้างตัว” พยายาม “บรรลุศักยภาพของตน” ... แต่พระคริสตเจ้าทรงเชิญชวนเราให้ “ยอมเสียชีวิต” ให้เรา “ติดตาม”...

    แต่เมื่อเราใคร่ครวญต่อไป เราจะค้นพบว่าความคิดของพระเยซูเจ้าคือกฎพื้นฐานของชีวิตเรา เป็นประสบการณ์ในแต่ละวันของเรา มนุษย์ที่ไม่สามารถสละความสุขส่วนตนเพื่อประโยชน์ของผู้อื่นได้ย่อมรักใครไม่เป็น ประสบการณ์ชีวิตในแต่ละวันทำให้เราค้นพบว่าเราต้อง “ยอมเสียชีวิตของเรา” เพื่อจะรักผู้อื่นได้อย่างแท้จริง ... ธรรมล้ำลึกปัสกาเป็นคำอธิบายความคิดที่ขัดแย้งกันในตัวนี้ พระเยซูเจ้าทรงเผยธรรมล้ำลึกข้อนี้แก่เราด้วยพระองค์เอง นั่นคือ ให้เรายอมเสียชีวิต เพื่อจะพบชีวิตนั้นอีก...

    คำสั่งสอนของพระเยซูเจ้าไม่ใช่คำสั่งสอนให้เราทำร้ายตนเอง หรือเป็นคำสั่งสอนที่น่าเศร้า หรือมีแต่ด้านลบ แต่เป็นคำสั่งสอนที่น่ายินดี สิ่งสำคัญคือเรา “พบ” และได้รับประโยชน์! พระเยซูเจ้าทรงเชิญชวนให้เราตายต่อตัวเอง เพื่อให้เรามีชีวิตอย่างแท้จริง “เรามาเพื่อให้แกะมีชีวิต และมีชีวิตอย่างสมบูรณ์” (ยน 10:10) ... ในทัศนคติเช่นนี้ เราจะไม่พบเห็นความเป็นวีรบุรุษหรือการทำลายตนเอง แต่เราจะเห็นความรัก ซึ่งเรียกร้องให้เรายอมสละตนเองเพื่อประโยชน์ของผู้อื่น เพื่อว่าเราจะพบกับความบริบูรณ์ขั้นสูงสุด

    การสละตนเองไม่ทำลายมนุษย์ แต่จะสร้างชายหญิงที่พิเศษ เราเพียงต้องคิดถึง ชาร์ลส์ เดอ ฟูโกลด์ หรือคุณแม่เทเรซาแห่งกัลกัตตา หรือมาร์ติน ลูเธอร์ คิง และคนอื่น ๆ อีกมาก

    พระเยซูเจ้าทรงบอกเราว่าวิธีดีที่สุดที่จะทำให้ชีวิตยุ่งเหยิง ก็คือ การคิดถึงแต่ผลประโยชน์ส่วนตนอย่างเห็นแก่ตัว หรือต้องการเพียงแต่จะยกระดับตนเอง...

    พระเจ้าข้า โปรดทรงช่วยเราให้เข้าใจคำสั่งสอนของพระองค์ และประทานพระหรรษทานให้เราสามารถปฏิบัติตามคำสั่งสอนเหล่านั้นในชีวิตได้ ... นักบุญเปาโลกล่าวว่า อาศัยศีลล้างบาป “เราตายพร้อมกับพระคริสตเจ้าแล้ว เราก็จะมีชีวิตพร้อมกับพระองค์ด้วย” (รม 6:6-8) ... และพิธีบูชาขอบพระคุณทุกครั้งควรเตือนเราว่าพระเยซูเจ้าทรง “พลีชีวิตของพระองค์”...

“ผู้ที่ต้อนรับท่านทั้งหลาย ก็ต้อนรับเรา ผู้ที่ต้อนรับเรา ก็ต้อนรับพระองค์ผู้ทรงส่งเรามา”

    นี่คือประโยคแรกของบทสรุป “คำสั่งสอนสำหรับบรรดาอัครสาวก” เรายังอยู่ในแนวความคิดเดิม คือเรื่องของความรัก และเป็นความรักในรูปแบบที่เรียบง่าย กล่าวคือ การต้อนรับผู้อื่น...

“ผู้ที่ต้อนรับประกาศก เพราะเขาเป็นประกาศก จะได้รับบำเหน็จรางวัลของประกาศก ผู้ที่ต้อนรับผู้ชอบธรรม เพราะเขาเป็นผู้ชอบธรรม จะได้รับบำเหน็จรางวัลของผู้ชอบธรรม ผู้ใดที่ให้น้ำเย็นแม้เพียงหนึ่งแก้วแก่คนใดคนหนึ่งในบรรดาคนธรรมดา ๆ เหล่านี้ เพราะเขาเป็นศิษย์ของเรา เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า ผู้นั้นจะได้รับบำเหน็จรางวัลอย่างแน่นอน”

    โลกร่วมสมัยเดียวกันนี้ ซึ่งดูเหมือนจะเทศน์สอนให้มนุษย์พัฒนาตนเอง แม้ว่าด้วยการทำเช่นนั้น เราต้องดึงผู้อื่นให้ตกต่ำ (เช่น การทำแท้ง และในสถานการณ์อื่น ๆ อีกมาก) ยังบอกเราอีกว่า “นรกคือ ‘ผู้อื่น’ ”...

    แต่พระเยซูเจ้าทรงเทศน์สอนให้เราแสดงความเอื้ออาทร เปิดใจ และต้อนรับ...

    เราจะเจียดพื้นที่เล็ก ๆ บนโต๊ะอาหารของเราให้แก่คนแปลกหน้าได้หรือไม่ ... แขกที่เราต้อนรับในบ้านของเราคือการประทับอยู่ของพระเจ้า ... ข้าแต่พระองค์ ผู้ประทับอยู่ในตัวคนแปลกหน้า โปรดทรงบอกความลับของพระองค์แก่เราเถิด...

    การต้อนรับที่แท้จริงคือการแสดงความรักด้วยรอยยิ้ม ... นี่คือของขวัญที่ทุกคนสามารถมอบให้ผู้อื่นได้เสมอ แม้ว่าเขาจะยากจน และไม่สามารถหาสิ่งอื่นใดมาต้อนรับได้...

    พระเยซูเจ้าตรัสถึงสมาชิกชุมชนสามประเภท คือ ประกาศก ผู้ชอบธรรม และคนธรรมดา! ... คนสองประเภทแรกได้รับการยกย่องอยู่แล้วในศาสนายิว แต่พระเยซูเจ้าทรงเพิ่มคนอีกประเภทหนึ่ง คือ คนต่ำต้อย “ศิษย์ธรรมดา ๆ” ... คนที่เรามักมองข้ามเพราะเราต้องให้ความสนใจกับ “คริสตชนพิเศษ” ผู้นำที่ทำงานอย่างขยันขันแข็ง คริสตชนที่อุทิศตนทำงานจริง ๆ..

    ในโลกที่มักมองข้ามศักดิ์ศรีมนุษย์ และต้องการแสวงหาโอกาสใหม่ ๆ ให้มนุษย์ติดต่อสื่อสารกัน คำเชิญของพระเยซูเจ้าก็ยังเหมาะสม พวกผู้เชี่ยวชาญระบบต่าง ๆ ผู้เชี่ยวชาญด้าน “พลวัตกลุ่ม” พวกคลั่งลัทธิ ... ทุกคนเหล่านี้ถูกส่งให้กลับไป “ให้น้ำเย็นหนึ่งแก้ว” แก่ผู้กระหาย ... น้ำเพียงแก้วเดียว ... ถูกแล้ว นี่คือสัญลักษณ์ของความสัมพันธ์ขั้นพื้นฐานที่สุดระหว่างบุคคล...

    พระวรสารไม่ได้เข้าใจง่ายอย่างเราคิดเมื่ออ่านครั้งแรก พระเยซูเจ้าทรงท้าทายเราไม่ให้เพิกเฉย และไม่ใส่ใจผู้อื่น ...

    ผู้อื่น ... คนที่ต่ำต้อยที่สุด ...

ค้นหา

Pope Report คำสอน บทเทศน์

pope report francis

ถ่ายทอดสด พิธีบูชาขอบพระคุณ

MASS Header re

Kamson BKK Update!!

หมวดปรีชาญาณ

wisdom books

Bible Diary 2020

img007 resize

บทอ่านและบทมิสซา

ordomissae

พันธสัญญาใหม่

spd 20110902115342 b

บทเพลงศักดิ์สิทธิ์

angels-5b

สถิติเยี่ยมชม (เริ่ม 22-02-2012)

วันนี้
เมื่อวาน
สัปดาห์นี้
เดือนนี้
เดือนที่แล้ว
ทั้งหมด
8535
7926
67357
57388
420929
17961582
Your IP: 18.204.227.117
2020-06-06 21:52

สถานะการเยี่ยมชม

มี 174 ผู้มาเยือน และ ไม่มีสมาชิกออนไลน์ ออนไลน์

 

แผนกคริสตศาสนธรรม อัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ
122/8 อาคารแม่พระรับเกียรติยกขึ้นสวรรค์ ซ.นนทรี 14 ถ.นนทรี แขวงช่องนนทรี เขตยานนาวา กรุงเทพฯ 10120
โทร. 095-953-3070,  02-681-3850   Email: ccbkk@catholic.or.th   Line_ID: kamsonbkk