^Back To Top

  • 1 1
    .
  • 2 2
    .
  • 3 3
    .
  • 4 4
    .
  • 5 5
    .

kamsonbkk.com

วันอาทิตย์ที่ 10 เทศกาลธรรมดา

วันอาทิตย์ที่ 10 เทศกาลธรรมดา
โฮเชยา 6:3-6; โรม 4:18-25; มัทธิว 9:9-13

บทรำพึงที่ 1
โทษจำคุกตลอดชีวิต
ถ้าพระเยซูเจ้าทรงต้องการเรียกคนบาปให้กลับใจในวันนี้ พระองค์ต้องใช้เราเป็นเครื่องมือ

    เมื่อปี ค.ศ. 1974 ชาร์ลส์ โคลสัน ถูกตัดสินจำคุกเพราะเกี่ยวข้องกับคดีวอเตอร์เกตอันอื้อฉาว ซึ่งเป็นเหตุให้ประธานาธิบดีนิกสันต้องลาออก เขาได้รับการปล่อยตัวจากคุกในปี 1975 หลังจากได้รับการปล่อยตัว ชาร์ลส์ โคลสัน เขียนหนังสือชื่อ Life Sentence (โทษจำคุกตลอดชีวิต) ว่า

    “ผมได้ใช้โทษของผมแล้ว ... ผมชดใช้หนี้ของผมแล้ว บัดนี้ ผมเป็นอิสระที่จะสร้างชีวิตใหม่ อาจเป็นชีวิตที่เรียบง่าย ... และบางทีผมอาจได้งานดี ๆ ทำ”

    แต่แล้วในคืนวันหนึ่ง เขาก็ระลึกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในคุกแม็กซ์เวลในรัฐอลาบามา เขาบรรยายเหตุการณ์ในหนังสือของเขาว่า ขณะที่นักโทษบางคนกำลังคุยกันอยู่ในห้องพักผ่อนของคุก ทันใดนั้น นักโทษคนหนึ่งที่มีรอยสักเต็มตัวชื่อ อาร์ชี เดินมายืนข้างหน้าโคลสัน และพูดอย่างข่มขู่ว่า “อีกไม่นานนายก็จะพ้นคุก นายจะทำอะไรเพื่อพวกเราบ้าง”

    ทุกคนในห้องนั้นเงียบสนิท ทุกคนรอฟังว่าโคลสันจะพูดอะไร โคลสันตอบว่า “ผมจะช่วยในทางใดทางหนึ่ง ผมจะไม่มีวันลืมสถานที่เหม็น ๆ นี้ หรือพวกคุณ”

    อาร์ชี่มองเขา และพูดอย่างเยาะเย้ยว่า “ทุกคนก็พูดอย่างนี้ทั้งนั้น ... แต่พอพวกมันได้ออกไป มันก็ลืมเรา”

    โคลสันสัญญาว่า “ผมจะไม่ลืม” อาร์ชี่สบถ และแสดงท่าทางท้าทาย

    โคลสันไม่เคยลืมเหตุการณ์นั้น และเขาไม่เคยลืมคนเหล่านั้น โคลสันเองได้กลับใจไปหาพระคริสตเจ้า ยิ่งเขารำพึงไตร่ตรองพระวรสาร เขาก็ยิ่งรู้สึกว่าได้รับเรียกให้ทำงานให้พระเยซูเจ้าแบบเต็มเวลา

    สรุปว่าโคลสันหยุดคิดเรื่องผลประโยชน์ส่วนตน และหันมาริเริ่มโครงการซึ่งบัดนี้เป็นที่รู้จักกันในนามของ Prison Fellowship (เพื่อนนักโทษ) ซึ่งเป็นงานอภิบาลของกลุ่มคริสตชนเพื่อช่วยเหลือนักโทษ และครอบครัวของเขา

    โคลสันรวบรวมอาสาสมัครมาช่วยงานในโครงการ “เพื่อนนักโทษ” ได้มากกว่า 120,000 คน เฉพาะในสหรัฐอเมริกา กิจกรรมของโครงการประกอบด้วย

•    จัดประชุมเพื่อศึกษาพระคัมภีร์ ซึ่งเข้าถึงนักโทษมากกว่า 25,000 คน ในเรือนจำ 500 แห่งของประเทศสหรัฐอเมริกา
•    ให้ความช่วยเหลือทั้งด้านวัตถุ และจิตวิญญาณแก่ครอบครัวที่หัวหน้าครอบครัวเป็นนักโทษในเรือนจำ
•    เตรียมความพร้อมให้คู่สมรสของนักโทษเพื่อรับมือกับความยากลำบาก ซึ่งบ่อยครั้งเกิดขึ้นหลังจากนักโทษออกจากคุก และ
•    ให้ความช่วยเหลือด้านจิตวิญญาณแก่นักโทษระหว่างช่วงเวลาหลายสัปดาห์  หลายเดือน หรืออาจเป็นปี หลังจากนักโทษได้รับการปล่อยตัว

    งานช่วยเหลือนักโทษของโคลสันทำให้เราเข้าใจพระวาจาของพระเยซูเจ้าในพระวรสารวันนี้ได้ชัดเจนมากขึ้น

    “คนสบายดีย่อมไม่ต้องการหมอ แต่คนเจ็บไข้ต้องการ ... เราไม่ได้มาเพื่อเรียกคนชอบธรรม แต่มาเพื่อเรียกคนบาป”

    นี่คืองานของพระเยซูเจ้าที่โคลสันตัดสินใจรับมาทำตลอดชีวิต เพราะโคลสันเห็นว่างานของพระองค์จะดำเนินต่อไปในโลกของเราได้โดยอาศัยคริสตชนทั้งหลายเช่นตัวเขา

    เรื่องของชาร์ลส์ โคลสัน และการอุทิศตนช่วยเหลือชาย และหญิง ที่อยู่ในเรือนจำในประเทศสหรัฐอเมริกา ทำให้เราคิดถึงพระวาจาของพระเยซูเจ้าเกี่ยวกับการพิพากษาครั้งสุดท้ายที่ปรากฏในบทที่ 25 ของพระวรสารของนักบุญมัทธิว พระเยซูเจ้าตรัสว่า “เราอยู่ในคุกท่านก็มาหา ... ท่านทำสิ่งใดต่อพี่น้องผู้ต่ำต้อยที่สุดคนหนึ่งของเรา ท่านก็ทำสิ่งนั้นต่อเรา” (มธ 25:36, 40)

    พระวาจานี้ และพระวาจาของพระเยซูเจ้าในบทอ่านพระวรสารประจำวันนี้ เชิญชวนเราให้ถามตนเองว่าเรากำลังทำอะไรบ้างเพื่อสานต่องานของพระเยซูเจ้า มิใช่เพียงการให้ความช่วยเหลือผู้ที่ถูกขังในเรือนจำที่สร้างด้วยเหล็กและคอนกรีต แต่อาจถูกขังในคุกที่เลวร้ายยิ่งกว่า เช่น
•    คุกแห่งความสิ้นหวัง และความหิว
•    คุกแห่งสภาพจนตรอก และไร้บ้าน
•    คุกแห่งความโกรธ และความสับสน

    พระเยซูเจ้าตรัสว่า “เราไม่ได้มาเพื่อเรียกคนชอบธรรม แต่มาเพื่อเรียกคนบาป” เราจะตอบสนองอย่างไรต่อพระวาจาของพระองค์ในพระวรสารประจำวันนี้

    เราไม่อาจหลบเลี่ยงปัญหานี้ได้ งานของพระเยซูเจ้าต้องกลายเป็นงานของเรา เพราะไม่มีมือ เท้า และหัวใจอื่นใดที่พระเยซูเจ้าทรงใช้ทำงานได้ นอกจากของเรา

    นี่คือสารที่แทรกอยู่ในบทอ่านพระวรสารประจำวันนี้ นี่คืองานที่เราได้รับเรียกให้ทำเพราะเราเป็นคริสตชน

    นี่คืองานที่เรียกร้องให้เราสละเวลา และความรู้ความสามารถของเรา ในโลกยุคปัจจุบันของเรา
    นี่คืองานเพื่อพระอาณาจักรของพระเจ้า

    พระเยซูเจ้าทรงสละชีวิตของพระองค์เพื่องานนี้ และพระองค์มอบหมายให้เราผู้เป็นศิษย์สานต่อ

    เราแต่ละคนต้องฟังพระวาจาของพระเยซูเจ้าในพระวรสารประจำวันนี้ และเปลี่ยนการฟังของเราให้กลายเป็นกิจการบางอย่างในชีวิตแต่ละวันของเรา

    ไม่มีใครทำงานนี้แทนเราได้ เราต้องทำงานนี้ด้วยตัวของเราเอง

    เราจะสรุปรำพึงนี้ด้วยส่วนหนึ่งของบทภาวนาของโคลสัน ซึ่งเขาใช้ภาวนาในตอนท้ายของอารัมภบทของหนังสือ Life Sentence ของเขา

    ขอให้การฟื้นฟูในวัดต่าง ๆ ของเราเปลี่ยนวัดของเราให้กลายเป็นเครื่องมือทรงอำนาจ ที่จะทำงานของพระเจ้าเพื่อเปลี่ยนแปลงสังคมของเรา...

    ขอให้คริสตชนตอบสนองความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ด้วยความเมตตาสงสารของพระองค์ผู้สิ้นพระชนม์บนไม้กางเขนเพื่อมนุษยชาติ

    ขอให้ชาวโลกที่ไม่เชื่อในความดีได้เห็นตัวอย่างมากมายของคริสตชนที่ดำเนินชีวิตตามความเชื่อของเขา ขอให้เขาดูแลและเสียสละเพื่อกันและกัน และขอให้เขาเห็นว่าการทำเช่นนี้ช่วยให้เกิดความแตกต่างในชีวิตได้

บทรำพึงที่ 2
มัทธิว 9:9-13

ขณะที่พระเยซูเจ้าทรงดำเนินไปจาก (เยรีโค)...

    ในปัจจุบันเมืองคาเปอรนาอุมเหลือแต่เพียงซากปรักหักพัง แต่ในสมัยของพระเยซูเจ้า เมืองนี้เป็นเมืองที่ร่ำรวย เมืองนี้เป็นชุมทางของถนนจากทิศเหนือและใต้ และจากทิศตะวันออกและตะวันตก เป็นสถานที่หยุดพัก เป็นประตูเข้าสู่เขตปกครองของเฮโรด และเป็นจุดที่กองคาราวานจากดินแดนตะวันออกเดินทางมาถึง เราจึงเข้าใจได้ว่าเมืองเช่นนี้ต้องมีด่านภาษีหลายแห่ง และเต็มไปด้วยคนเก็บภาษี...

... ทรงเห็นชายคนหนึ่งชื่อมัทธิว...

    พระวรสารสหทรรศน์ฉบับอื่นระบุชื่อคนเก็บภาษีนี้ต่างกัน มาระโกเรียกเขาว่า “เลวี บุตรของอัลเฟอัส” (มก 2:14) ส่วนลูการะบุชื่อว่า “เลวี” (ลก 5:27) มีความสงสัยมาตั้งแต่ยุคโบราณ ว่ามัทธิว กับเลวี เป็นคนเดียวกันหรือไม่... และมัทธิว คนนี้เป็นคนเดียวกับคนเขียน “พระวรสารฉบับแรก” หรือเปล่า ... แต่ธรรมประเพณีโบราณก็เชื่อว่ามัทธิวเป็นผู้เรียบเรียงข้อความที่เราอ่านกันในวันนี้ ... ดังนั้น การเปลี่ยนชื่อจึงอาจเป็นเพียงการเปลี่ยนลายเซ็นเท่านั้นกระมัง...

... กำลังนั่งอยู่ที่ด่านภาษี...

    ในปัจจุบัน การเป็นเจ้าหน้าที่ศุลกากรไม่ใช่อาชีพที่น่าละอาย แต่เราต้องคำนึงถึงวิธีคิดของประชาชนในสมัยของพระเยซูเจ้า ประชาชนทุกคนเกลียด “คนเก็บภาษี” เพราะความทุจริตของเขา ไม่ว่าจะเป็นการทุจริตจริง หรือคิดไปเองก็ตาม คนเก็บภาษีต้องจ่ายเงินจำนวนตายตัวให้แก่เจ้าหน้าที่ซึ่งว่าจ้างเขา และเขามีเสรีภาพเต็มที่ที่จะเรียกเก็บภาษีตามจำนวนที่เขาต้องการจากประชาชน ... อันที่จริง คนเก็บภาษีเหล่านี้แสวงหาประโยชน์จากคนจน ... นอกจากนี้ เมื่อพวกเขาต้องติดต่อกับชาวโรมันซึ่งเป็นคนนอกศาสนา คนเก็บภาษีจึงอยู่ในสถานะที่มีมลทินตามธรรมบัญญัติอยู่เสมอ ... ด้วยเหตุนี้ พวกเขาจึงเข้าร่วมในพิธีกรรมทางศาสนากับประชาชนทั่วไปไม่ได้ เพราะเขาเป็นคนบาปสาธารณะ...

... จึงตรัสสั่งเขาว่า “จงตามเรามาเถิด” เขาก็ลุกขึ้นตามพระองค์ไป

    ด้วยการเลือกคนเก็บภาษีที่ประชาชนเกลียดชัง พระเยซูเจ้าทรงทำเหมือนจะยั่วยุ การกระทำซึ่งอาจทำให้พระองค์เสื่อมเสียชื่อเสียงเช่นนี้อาจทำให้สมาชิกของชุมชนใหม่ที่พระองค์ประสงค์จะก่อตั้งขึ้นนี้หลบหนีไปหมด ... พระเยซูเจ้าทรงต้องใช้ความกล้าหาญ และความเด็ดเดี่ยวมาก เพื่อจะสวนกระแสความคิดของประชาชนในยุคของพระองค์ ... พระเยซูเจ้าทรงเป็นบุคคลที่มีเสรีภาพอย่างแท้จริง...

    การกระทำอย่างที่ไม่เคยมีใครกล้าทำมาก่อนนี้ต้องสำคัญมาก จนพระเยซูเจ้าทรงพร้อมจะทำสิ่งต้องห้ามทางศาสนาและสังคม ในไม่ช้า เราจะเห็นความหมายของการกระทำที่ดูเหมือนขาดสตินี้ แต่เวลานี้ เราจะไตร่ตรองว่าการกระทำของพระองค์อาจหาญอย่างไร พระองค์ทรงเรียกชายคนหนึ่งเข้ามาร่วม “คณะอัครสาวก” ของพระองค์ ทั้งที่ชายคนนี้เป็นคนบาปที่อื้อฉาว และเป็นที่เกลียดชังของคนทั่วไป ... พระองค์ทรงทำให้ชายคนนี้เป็นหนึ่งใน 12 เสาหลักของพระศาสนจักรของพระองค์ ร่วมกับเปโตร อันดรูว์ ยอห์น และคนอื่น ๆ ... พระองค์ทรงใจกว้างอย่างยิ่ง...

    ส่วนเรา ... เราสามารถยืนยันในสิ่งที่เชื่อโดยไม่ยอมตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของสาธารณชนหรือไม่ ... เราเป็นคนหนึ่งหรือเปล่าที่ตราหน้าคนบางกลุ่มอย่างเหยียดหยาม ... เราสามารถก้าวข้ามอุปสรรคทางสังคม ซึ่งแยกเราออกจากมนุษย์ชายหญิงที่อาจต้องการความช่วยเหลือจากเราได้หรือไม่?...

ขณะที่พระเยซูเจ้าทรงร่วมโต๊ะเสวยพระกระยาหารที่บ้านของมัทธิว คนเก็บภาษีและคนบาปหลายคนมาร่วมโต๊ะกับพระองค์ และบรรดาศิษย์

    มัทธิวฉลองกระแสเรียกของเขาด้วยการจัดงานเลี้ยงใหญ่ (ลก 5:29) และแขกรับเชิญย่อมเป็นเพื่อนร่วมอาชีพของเขา นั่นคือ คนเก็บภาษีที่น่ารังเกียจทั้งหลาย พวกเขากิน ดื่ม และขับร้อง ... น่าอายจริง ๆ! ... ลูกาเล่าเรื่องที่คล้ายกันนี้ ซึ่งเกิดขึ้นกับคนเก็บภาษีอีกคนหนึ่งชื่อศักเคียส พระเยซูเจ้าคงต้องใช้วิธีนี้หลายครั้ง (ลก 19:1-10) ... และไม่มีใครลืมเรื่องเช่นนี้ได้ลง
เมื่อเห็นดังนี้ ชาวฟาริสีจึงถามศิษย์ของพระองค์ว่า “ทำไมอาจารย์ของท่านจึงกินอาหารร่วมกับคนเก็บภาษี และคนบาปเล่า”

    การเรียกคนบาปคนหนึ่งมาเป็นอัครสาวกเท่านั้นยังไม่พอ พระเยซูเจ้าทรงกล้า “นั่งร่วมโต๊ะ” กับพวกเขาด้วย และมิใช่ครั้งเดียว แต่บ่อยครั้งจน “คนดีทั้งหลาย” ในยุคของพระองค์เริ่มเสื่อมความนิยมในตัวพระองค์ “ดูซินักกิน นักดื่ม เป็นเพื่อนกับคนเก็บภาษี และคนบาป” (มธ 11:19)...

    ก่อนจะเข้าใจว่าทัศนคติของพระเยซูเจ้ามีนัยสำคัญอย่างไร เราต้องคำนึงถึงธรรมเนียมของชาวยิว การเชิญใครคนหนึ่งไปร่วมโต๊ะอาหาร หรือการรับเชิญไปกินอาหารกับใครสักคนนั้น มีความหมายว่าเรายอมเป็นเพื่อนกับบุคคลนั้น ... การกินอาหารร่วมกันเป็นสัญลักษณ์สำคัญทางศาสนา เพราะชาวยินไม่ได้กินทุกสิ่งทุกอย่าง แต่กินเฉพาะอาหารที่ธรรมบัญญัติกำหนดให้กินได้เท่านั้น ... เขาไม่กินอาหารร่วมกับใครก็ได้ แต่กินร่วมกับบุคคลที่เขานับว่าเป็นมิตรสหาย และไม่มีมลทินตามธรรมบัญญัติ...

    ดังนั้น คำถามที่ชาวฟาริสีถามพระเยซูเจ้าจึงเป็นคำถามที่ถูกต้องเหมาะสม เราไม่มีสิทธิประณามเขา เพราะพวกเขาปฏิบัติตนอย่างซื่อตรงต่อความเชื่อ และศาสนา และความซื่อตรงเช่นนี้สมควรได้รับความเคารพเสมอ...

    แต่ในกรณีนี้ พระเยซูเจ้าทรงต้องอธิบายเหตุผลที่ทรงทำเช่นนี้...

พระเยซูเจ้าทรงได้ยินดังนั้น จึงตรัสตอบว่า “คนสบายดีย่อมไม่ต้องการหมอ แต่คนเจ็บไข้ต้องการ”

    พระเยซูเจ้าไม่ได้คบหาบุคคลที่ชื่อเสียงไม่ดีเพียงเพื่อเรียกร้องความสนใจจากประชาชน ... แต่เพื่อช่วยเหลือคนเหล่านี้ ... เหมือนแพทย์ที่กล้าสัมผัสบาดแผลที่เป็นหนองเพื่อรักษาแผลนั้นให้หาย โดยไม่กลัวการติดเชื้อ...

    เราต้องเพ่งพินิจว่าถ้อยคำเหล่านี้เปิดเผยให้เราเห็นบุคลิกภาพ พระหฤทัย และพันธกิจของพระเยซูเจ้าอย่างไร พระองค์ไม่เพียงไม่รังเกียจคนบาป แต่ความเลวทรามของเรากลับดึงดูดพระองค์เหมือนกับคนไข้ดึงดูดแพทย์ ในพระคัมภีร์ บ่อยครั้งที่คำว่า “หมอ” หมายถึงพระเจ้า ผู้ทรงสามารถเยียวยารักษาประชากรของพระองค์ได้ พระองค์ผู้เดียวทรงสามารถพันบาดแผลของเขา และพยุงเขาให้ลุกขึ้นยืนได้ (ฮชย 6:1, อสย 30:26, อพย 15:26)...

    อันที่จริง การมองว่าคนบาปเป็นคนป่วย เป็นความคิดสมัยใหม่มาก ครั้งหนึ่งในอดีต คนที่ทำความชั่วจะถูกตัดสิน และทำให้รู้สึกผิด แต่ในปัจจุบันมีแนวโน้มที่ตรงกันข้าม เรามองว่าคนบาปทุกคนเป็นเพียงบุคคลที่ไม่รู้จักรับผิดชอบ ... แต่ความคิดของพระเยซูเจ้ามีความสมดุลมากกว่า เพราะทรงถือว่าความชั่วก็ยังเป็นความชั่ว แต่เราต้องต่อสู้กับความชั่วเพื่อรักษาให้หาย ... พระเยซูเจ้าไม่ทรงประนีประนอมกับบาป พระองค์ไม่ได้ตรัสว่าคนเก็บภาษีทำถูกที่เขาเอาเปรียบคนจน แต่แทนที่จะตัดสินเขาจากภายนอก พระองค์ทรงต้องการให้โอกาสเขารักษาบาดแผลในใจมากกว่า...

    มีหลากหลายวิธีที่เราจะประณามผู้อื่น มีหลากหลายวิธีที่เราจะเป็น “ฟาริสี” ... เราเคยพูดหรือไม่ว่า “ฉันไม่ใช่คาทอลิกที่ศรัทธา แต่ฉันก็เป็นคนดีเท่า ๆ กับคนนั้น และคนนี้ ที่ไปฟังมิสซาทุกวัน ...” หรือตรงกันข้าม “ฉันยืนยันได้เลยว่า ฉันไม่เคยขาดฟังมิสซาในวันอาทิตย์เลยแม้แต่ครั้งเดียว” ... บุคคลที่พูดเช่นนี้มองว่าตนเองน่ายกย่องอย่างยิ่ง!...

    ศิษย์แท้ของพระเยซูเจ้าคือคนที่ยอมรับว่าตนเองเป็นคนบาป และบ่อยครั้ง เขาไปหาพระเยซูเจ้าผู้ทรงเป็นแพทย์ เพื่อขอให้พระองค์รักษาเขา ... คริสตชนแท้ไม่ได้ดีกว่าคนอื่น ๆ เพียงแต่เขาเป็นมนุษย์ชาย และหญิงที่รู้ว่าตนเองป่วย บาปเป็นโรคอย่างแท้จริง และเราทุกคนเป็นคนบาป ในพิธีมิสซามีบทภาวนามากมายที่วอนขอพระเจ้าให้ประทานอภัยแก่เรา

“จงไปเรียนรู้ความหมายของพระวาจาที่ว่า ‘เราพอใจความเมตตากรุณา มิใช่พอใจเครื่องบูชา’ ”

    ดังนั้น เมื่อพระเยซูเจ้าทรงทำให้ “คนเคร่งศาสนา” ในยุคนั้นไม่พอใจพระองค์ พระองค์มิได้ทรงละเมิดบทบัญญัติในยุคสมัยของพระองค์โดยพลการ ซึ่งเป็นหลักจริยธรรมที่ประชาชนคิดว่ากำหนดขึ้นตามบทบัญญัติที่พระเจ้าประทานแก่โมเสส และพระองค์ไม่ได้ทำเช่นนี้เพราะทรงมีหลักการที่ย่อหย่อน แต่ทรงคบหาคนบาป เพราะพระองค์ทรงซื่อสัตย์ต่อพระเจ้า ด้วยเหตุนี้ พระองค์จึงทรงอ้างพระวาจาของพระเจ้าจากพระคัมภีร์ ซึ่งชาวฟาริสีเสแสร้งว่าเขาปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด ... ข้อความประโยคนี้ยกมาจากหนังสือประกาศกโฮเชยา (6:6) และต้องเป็นข้อความสำคัญที่สุดในความคิดของพระเยซูเจ้า เพราะพระวรสารยกมาอ้างถึงสองครั้ง (มธ 9:13, 12:7)...

    พระเยซูเจ้าทรงยืนยันว่าความรักมีคุณค่าเหนือการนมัสการ ... และความเมตตากรุณามีคุณค่าเหนือเครื่องบูชา เมื่อพระองค์ตรัสดังนี้ พระองค์ทรงกำลังบอกเราว่าพระองค์ทรงเป็นพระเจ้าผู้ทรงเยียวยารักษา และผู้ทรงอภัยบาป...

“เพราะเราไม่ได้มาเพื่อเรียกคนชอบธรรม แต่มาเพื่อเรียกคนบาป”

    พระวาจานี้ช่วยให้เราผู้เป็นคนบาป กลับมีกำลังใจจริง ๆ...

    พระเยซูเจ้าไม่เคยสิ้นหวังกับคนบาป พระองค์ทรงหวังเสมอว่าคนบาปที่ต่ำช้าที่สุดอาจเปลี่ยนวิถีชีวิตของตนได้ ... ดังนั้น เราต้องเชื่ออย่างมั่นใจว่า พระเจ้าทรงมองเราด้วยความรัก ไม่ว่าเรามีข้อบกพร่องมากมายเพียงไร และไม่ว่าเรารู้สึกว่าตัวเราน่ารังเกียจเพียงไร เมื่อมองเห็นบาปของเราเอง ... แต่เราต้องมีความหวังว่าคนอื่น ๆ ก็สามารถเปลี่ยนวิถีชีวิตได้ ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนร่วมงาน สมาชิกครอบครัว บุตรชายหรือหญิง หรือคู่สมรส...

    “เราไม่ได้มาเพื่อเรียกคนชอบธรรม” ... ทุกครั้งที่เรารังเกียจคนบาป เรากำลังทรยศพระเยซูคริสตเจ้า ... พระศาสนจักรของพระเยซูคริสตเจ้าไม่มีสิทธิจะเป็นพระศาสนจักรของคริสตชนชั้นยอด แต่เป็นพระศาสนจักรของคนบาป

ค้นหา

Pope Report คำสอน บทเทศน์

pope report francis

ถ่ายทอดสด พิธีบูชาขอบพระคุณ

MASS Header re

Kamson BKK Update!!

หมวดปรีชาญาณ

wisdom books

Bible Diary 2020

img007 resize

บทอ่านและบทมิสซา

ordomissae

พันธสัญญาใหม่

spd 20110902115342 b

บทเพลงศักดิ์สิทธิ์

angels-5b

สถิติเยี่ยมชม (เริ่ม 22-02-2012)

วันนี้
เมื่อวาน
สัปดาห์นี้
เดือนนี้
เดือนที่แล้ว
ทั้งหมด
11178
13056
34203
24234
420929
17928428
Your IP: 18.204.227.117
2020-06-02 23:23

สถานะการเยี่ยมชม

มี 92 ผู้มาเยือน และ ไม่มีสมาชิกออนไลน์ ออนไลน์

 

แผนกคริสตศาสนธรรม อัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ
122/8 อาคารแม่พระรับเกียรติยกขึ้นสวรรค์ ซ.นนทรี 14 ถ.นนทรี แขวงช่องนนทรี เขตยานนาวา กรุงเทพฯ 10120
โทร. 095-953-3070,  02-681-3850   Email: ccbkk@catholic.or.th   Line_ID: kamsonbkk