foto1
foto1
foto1
foto1
foto1

Catechetical Center of Bangkok

Kamson on Live

YouTube CCBKK Channel

youtube ccbkk

Kamson BKK Update!!

หมวดปรีชาญาณ

wisdom books

Bible Diary 2020

img007 resize

บทอ่านและบทมิสซา

ordomissae

พันธสัญญาใหม่

spd 20110902115342 b

บทเพลงศักดิ์สิทธิ์

angels-5b

สถิติเยี่ยมชม (เริ่ม 22-02-2012)

วันนี้
เมื่อวาน
สัปดาห์นี้
เดือนนี้
เดือนที่แล้ว
ทั้งหมด
7773
9125
7773
42325
330048
18276567
Your IP: 3.81.28.10
2020-07-05 20:50

สถานะการเยี่ยมชม

มี 86 ผู้มาเยือน และ ไม่มีสมาชิกออนไลน์ ออนไลน์

วันอาทิตย์ที่ 4 เทศกาลปัสกา
กิจการอัครสาวก 2:14, 36-41; 1 เปโตร 2:20-25; ยอห์น 10:1-10

บทรำพึงที่ 1
ผู้เลี้ยงแกะที่ดี
คนเลี้ยงแกะที่ดีต้องตั้งใจปฏิบัติหน้าที่ของตน มีความห่วงใย และกล้าหาญ

    เมื่อหลายปีก่อน นิตยสารระดับชาติฉบับหนึ่งได้ตีพิมพ์เรื่องของหญิงสาวคนหนึ่งที่ดำเนินชีวิตแตกต่างจากคนทั่วไป เธอชื่อ ลอร่า แบล หลังจากสำเร็จการศึกษาระดับวิทยาลัย เธอทำงานเป็นคนต้อนฝูงแกะในรัฐไวโอมิง ลอร่าใช้เวลาสามปีต่อมาทำงานวันละ 24 ชั่วโมง สัปดาห์ละ 7 วัน และปีละ 365 วัน เพื่อดูแลฝูงแกะจำนวน 2,000 ตัว

    ตลอดระยะเวลานี้ เธออยู่ตามลำพังอย่างแท้จริง มีแต่ม้าของเธอ สุนัขของเธอ และฝูงแกะ สัปดาห์ละหนึ่งครั้งจะมีคนขับรถออกไปหาเธอบนเนินเขาที่ห่างไกลที่เธอใช้เลี้ยงฝูงแกะของเธอ และนำอาหาร จดหมาย และปลอกกระสุนปืนไรเฟิลไปส่งให้เธอ

    งานของลอร่าสอนให้เธอรู้จักตนเองดีขึ้นมาก การอยู่กับตนเองตามลำพังเป็นเวลานานทำให้เธอมีเวลาใคร่ครวญเรื่องอนาคตของเธอ สิ่งที่เธอสงสัย ความฝันของเธอ และยังทำให้เธอมีเวลาแยกแยะว่าอะไรมีคุณค่าสำหรับเธอ และตั้งเป้าหมายในชีวิต แต่งานของลอร่าให้เธอมากกว่าบทเรียนเกี่ยวกับตนเอง เพราะยังสอนให้เธอรู้จักพระเยซูเจ้ามากขึ้นด้วย

    พระคัมภีร์ใช้ภาพลักษณ์ของคนเลี้ยงแกะเพื่อบรรยายลักษณะของพระเยซูเจ้า และบัดนี้ ลอร่ารู้ด้วยประสบการณ์โดยตรงว่าทำไมพระคัมภีร์จึงใช้ภาพลักษณ์นี้ เธอเรียนรู้โดยตรงว่าคนเลี้ยงแกะที่ดีต้องมีคุณสมบัติอย่างไร

    ก่อนอื่น คนเลี้ยงแกะที่ดีต้องอุทิศตนทำงาน คนเลี้ยงแกะต้องอยู่เพื่อฝูงแกะของเขาวันแล้ววันเล่า สัปดาห์แล้วสัปดาห์เล่า และเดือนแล้วเดือนเล่า การดูแลฝูงแกะไม่ได้เป็นเพียงงานอย่างหนึ่งเหมือนกับการทำงานในสำนักงาน หรือเป็นเสมียนในร้านขายของ

    การดูแลฝูงแกะไม่ใช่งานเลย แต่เป็นวิถีชีวิต คุณไม่ได้ดูแลแกะเพราะเป็นงานที่คุณทำเพื่อหาเลี้ยงชีพ แต่คุณดูแลฝูงแกะเพราะเป็นงานที่คุณรัก

    เมื่อพระเยซูเจ้าทรงเรียกพระองค์เองว่าผู้เลี้ยงแกะที่ดี พระองค์ทรงหมายความว่าพระองค์ทรงอุทิศพระองค์ดูแลฝูงแกะของพระองค์วันละ 24 ชั่วโมง สัปดาห์ละ 7 วัน และปีละ 365 วัน

    อีกนัยหนึ่งคือพระองค์ต้องทุ่มเทแรงกายแรงใจ และความห่วงใยทั้งหมดให้แก่ฝูงแกะที่พระองค์ทรงได้รับมอบหมายให้ดูแล พระองค์ทรงอุทิศทุกนาทีในชีวิตของพระองค์ให้แก่ฝูงแกะนี้

    ทั้งหมดนี้ทำให้เราคิดถึงคุณสมบัติประการที่สองที่คนเลี้ยงแกะต้องมี นอกจากการอุทิศตนดูแลแกะ คนเลี้ยงแกะยังต้องเป็นคนที่เอื้ออาทรอย่างลึกซึ้งด้วย

    ความพึงพอใจของคนเลี้ยงแกะผูกพันอยู่กับสวัสดิภาพของฝูงแกะ เมื่อฝูงแกะมีความสุข คนเลี้ยงแกะก็มีความสุข เมื่อฝูงแกะเจ็บปวด คนเลี้ยงแกะก็พลอยเจ็บปวดไปด้วย

    มีตำนานเก่าแก่ของชาวยิวที่อธิบายว่าทำไมพระเจ้าจึงทรงเลือกให้โมเสสเป็นผู้ดูแลฝูงแกะของพระองค์ - คือชนชาติอิสราเอล - แทนที่จะเลือกมนุษย์คนอื่น ๆ ในโลก

    ตำนานเล่าว่า วันหนึ่งโมเสสกำลังต้อนฝูงแกะที่เป็นของพ่อตาของเขาคือเจโธร ทันใดนั้น เขามองเห็นลูกแกะตัวหนึ่งวิ่งฝ่าพุ่มไม้ออกไป โมเสสละทิ้งทุกสิ่งและติดตามมันไป เพราะกลัวว่ามันจะถูกสัตว์ป่าฆ่า หรือพลัดหลง

    ในที่สุด เขาก็ตามทันลูกแกะที่ลำธารเล็ก ๆ สายหนึ่ง ลูกแกะเริ่มดื่มน้ำอย่างกระหายจัด เมื่อมันดื่มจนพอ โมเสสอุ้มมันขึ้นมา และพูดว่า “เจ้าตัวน้อย ข้าไม่รู้ว่าเจ้าหนีมาเพราะเจ้ากระหายน้ำมากเช่นนี้ ขาน้อย ๆ ของเจ้าคงเมื่อยมาก” แล้วเขาก็ยกลูกแกะขึ้นแบกบนบ่า และนำมันกลับไปหาฝูง

    เมื่อพระเจ้าทรงเห็นว่าโมเสสมีความรักความห่วงใยอย่างไร พระองค์จึงตรัสกับพระองค์เองว่า “ในที่สุด เราก็พบบุคคลพิเศษที่เราตามหา เราจะตั้งให้โมเสสเป็นผู้ดูแลประชากรของเรา คือชาวอิสราเอล ประดุจดูแลฝูงแกะ”

    พระเยซูเจ้าทรงเป็นบุคคลประเภทนี้เช่นกัน คือ อ่อนโยน และห่วงใยสมาชิกแต่ละคนในฝูงแกะของพระองค์

    คุณสมบัติข้อสุดท้ายที่คนเลี้ยงแกะที่ดีจำเป็นต้องมี นอกจากการอุทิศตนดูแลฝูงแกะ และมีใจเอื้ออาทร ก็คือความกล้าหาญ

    หนังสือซามูแอลเล่มที่ 1 เล่าว่า เมื่อเด็กหนุ่มชื่อดาวิด อาสาออกไปต่อสู้กับชาวฟิลิสเตียรูปร่างสูงใหญ่ชื่อโกลิอัท กษัตริย์ไม่ยอมให้ดาวิดต่อสู้ ตรัสว่า “เจ้าเป็นเพียงเด็กหนุ่ม และเขาเป็นทหารมาตลอดชีวิต”

    ดาวิดตอบว่า “ข้าพเจ้าดูแลฝูงแกะของบิดา เมื่อมีสิงโต หรือหมีมาเอาลูกแกะตัวหนึ่งไปจากฝูง ข้าพเจ้าก็ไล่ตามมัน โจมตีมัน และช่วยลูกแกะนั้นกลับมา ... พระเจ้าทรงช่วยข้าพเจ้าให้รอดพ้นจากสิงโต และหมี พระองค์จะทรงช่วยข้าพเจ้าให้รอดพ้นจากชาวฟิลิปเตียคนนี้” (1 ซมอ 17:33-35, 37) เราทุกคนรู้ว่าเรื่องนี้จบลงอย่างไร ดาวิดชนะโกลิอัท

    ดังนั้น งานที่ไม่เหมือนใครของลอร่าจึงสอนบทเรียนมากมายแก่เธอ ทำให้เธอรู้จักไม่เพียงตนเอง แต่รู้จักพระเยซูเจ้าดีขึ้นด้วย

    งานนี้สอนเธอว่าทำไมพระคัมภีร์จึงเรียกพระเยซูเจ้าว่าผู้เลี้ยงแกะที่ดี เพราะพระองค์ทรงมีคุณสมบัติสามประการซึ่งคนเลี้ยงแกะทุกคนต้องมีในระดับที่สมบูรณ์ พระองค์ทรงอุทิศพระองค์ดูแลฝูงแกะ ทรงมีความเอื้ออาทร และความกล้าหาญ สิ่งเดียวที่พระองค์ทรงห่วงใยก็คือฝูงแกะที่พระบิดาทรงมอบหมายให้พระองค์ทรงดูแล

    งานนี้สอนเธอว่าเหตุใดพระเยซูเจ้าจึงทรงเป็นต้นแบบสำหรับบิดามารดาทุกคน ครูทุกคน และคนอื่น ๆ ที่ได้รับมอบหมายให้ดูแลบุคคลในปกครองของตน

    เราจะสรุปบทรำพึงนี้โดยฟังถ้อยคำในบทเพลงสดุดีในมิสซาวันนี้

    พระเจ้าทรงเป็นผู้เลี้ยงดูข้าพเจ้าดุจดูแลฝูงแกะ
    ข้าพเจ้ามีทุกสิ่งที่จำเป็น
    พระองค์ทรงให้ข้าพเจ้าพักผ่อนในทุ่งหญ้าเขียวขจี
    และทรงนำข้าพเจ้าไปยังบ่อน้ำนิ่ง
    พระองค์ทรงฟื้นฟูกำลังให้ข้าพเจ้า
    พระองค์ทรงนำข้าพเจ้าไปตามทางที่ถูกต้อง
    ดังที่พระองค์ทรงสัญญาไว้
    แม้ว่าข้าพเจ้าต้องเดินฝ่าความมืดมิด
    ข้าพเจ้าก็ไม่กลัว
    พระเจ้าข้า เพราะพระองค์ประทับอยู่กับข้าพเจ้า
    ไม้ และไม้เท้าคนเลี้ยงแกะของพระองค์ปกป้องข้าพเจ้าไว้

    พระองค์ทรงเตรียมงานเลี้ยงไว้ให้ข้าพเจ้า
    ที่ซึ่งศัตรูทั้งปวงของข้าพเจ้ามองเห็นข้าพเจ้าได้
    พระองค์ทรงต้อนรับข้าพเจ้าเสมือนแขกผู้มีเกียรติ
    และทรงเติมถ้วยของข้าพเจ้าจนเต็มถึงขอบ
    ข้าพเจ้ารู้ว่าความดี และความรักของพระองค์
    จะอยู่กับข้าพเจ้าตลอดชีวิตของข้าพเจ้า
    และบ้านของพระองค์จะเป็นบ้านของข้าพเจ้า
    ตราบจนชั่วชีวิตของข้าพเจ้า

บทรำพึงที่ 2
ยอห์น 10:1-10

    ในวันอาทิตย์ที่ 4 เทศกาลปัสกา ทุกปีพระศาสนจักรประกาศข้อความจากพระวรสารของนักบุญยอห์นเรื่อง “ผู้เลี้ยงแกะที่ดี” ... และเชิญชวนเราให้ภาวนาเพื่อกระแสเรียก

“เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า ผู้ที่ไม่เข้าคอกแกะทางประตู แต่ปีนเข้าทางอื่นก็เป็นขโมย และโจร”

    เรามองเห็นคนเลี้ยงแกะได้ทั่วไปบนเนินเขาในแคว้นยูเดีย และกาลิลี ในเวลากลางวัน เขาจะนำฝูงแกะไปเล็มหญ้าตามจุดต่าง ๆ ที่มีหญ้าขึ้น และมีอยู่เพียงไม่กี่แห่งบนเนินเขาที่เต็มไปด้วยหิน เมื่อถึงเวลากลางคืน คนเลี้ยงแกะหลายคนจะตกลงกันว่าจะต้อนฝูงแกะของตนมาอยู่รวมกันภายในคอกเดียวกัน คอกนี้มีกำแพงหินล้อมรอบ พระเยซูเจ้าทรงเสนอภาพของสองบุคคลที่ต่างกันมาก คือ คนเลี้ยงแกะ และขโมย...

    ความแตกต่างระหว่างคนสองประเภทนี้คือลักษณะที่เขาเข้ามาในคอก คนหนึ่งปีนกำแพงเข้ามา ในขณะที่อีกคนหนึ่งเข้ามาทางประตู ... ดังนั้น ภาพที่เราเห็นตั้งแต่ต้นนี้จึงแตกต่างจากภาพวาดอันสวยงามภายใต้ชื่อ “ผู้เลี้ยงแกะที่ดี” ที่เราเห็นกันบ่อย ๆ…

    สำหรับพระเยซูเจ้า “คอกแกะ” ไม่ใช่สถานที่ที่สุขสบายเหมือนที่บรรยายในบทกวี แต่เป็นสถานที่ซึ่งเราต้องปกป้องแกะให้รอดพ้นจากโจร ... ดังนั้น ภาพลักษณ์ของชีวิตคริสตชนจึงเป็นภาพของการต่อสู้เป็นส่วนใหญ่

    เราไม่ควรลืมว่าคำปราศรัยครั้งนี้ของพระเยซูเจ้าเป็นการโต้ปัญหาธรรมะ และเกิดขึ้นหลังจากการเผชิญหน้า ซึ่งมีสาเหตุมาจากการรักษาชายที่ตาบอดแต่กำเนิด ชายคนนี้ถูกชาวฟาริสีรังแก เหมือนกับแกะที่ถูกตี เพราะเขาถูกขับไล่ออกจากศาลาธรรม (ยน 9:1-41)...

“ผู้ที่เข้าทางประตูก็เป็นผู้เลี้ยงแกะ คนเฝ้าประตูย่อมเปิดประตูให้เขาเข้าไป บรรดาแกะก็ฟังเสียงเขา”

    ดังนั้น พระเยซูเจ้าทรงเปรียบเทียบ “คนเลี้ยงแกะจอมปลอม” คือ ขโมยและโจร ผู้แสร้งทำเป็นนำทางฝูงแกะโดยไม่ได้รับมอบอำนาจ กับผู้เลี้ยงแกะแท้ ผู้เข้ามาทางประตูในเวลากลางวัน และคนเฝ้าประตูยอมเปิดประตูให้เขาเข้าไป...

    ขอให้เราอย่ารีบมองข้าม “คนเฝ้าประตู” คนนี้ พระวรสารทั้งฉบับบอกเราว่าเขาเป็นใคร เขาคือพระบิดา ผู้ส่งพระเยซูเจ้ามา (ยน 8:16, 42) และทรงมอบหมายทุกสิ่งทุกอย่างไว้ในพระหัตถ์ของพระองค์ (ยน 3:35, 5:22-26) ... และเป็นผู้มอบแกะของพระองค์ให้พระเยซูเจ้าทรงดูแล (ยน 17:6-9)...

“เขาเรียกชื่อแกะของตนทีละตัว และพาออกไปข้างนอก เมื่อเขาพาแกะออกไปหมดแล้ว เขาจะเดินนำหน้า และแกะก็ตามไปเพราะจำเสียงของเขาได้ แกะจะไม่ตามคนแปลกหน้าเลย แต่จะหนีจากเขา เพราะไม่รู้จักเสียงของคนแปลกหน้า”

    ในเวลากลางคืน ฝูงแกะถูกนำมาอยู่รวมกันภายในคอกเดียวกันเพื่อป้องกันขโมย คนเลี้ยงแกะแต่ละคนจะมาเรียกแกะของตนในเวลาเช้า แกะจำเสียงของเขาได้ แกะเหล่านี้รู้ด้วยสัญชาตญาณว่าคนเลี้ยงแกะคนนี้รักมัน มันจะเดินตามเขา มันจะฟังเสียงของเขา...

    ผู้มีความเชื่อแท้คือคนที่ฟังเสียงของพระเยซูเจ้าและติดตามพระองค์ พระวรสารของนักบุญยอห์นใช้คำว่า “ฟัง” ถึง 58 ครั้ง พระเยซูเจ้าทรงเป็น “พระวาจา หรือพระวจนาตถ์” ทรงเป็น “การเผยแสดงของพระเจ้า” ผู้ตรัสแก่เพื่อน ๆ ของพระองค์สิ่งที่พระองค์เอง “ทรงได้ยินมาจากพระบิดา” (ยน 3:31, 8:40, 15:15)...

    ท่านที่กำลังรำพึงตามพระวรสารนี้ ท่านกำลังฟังเสียงของพระเยซูเจ้าอย่างจริงจังหรือเปล่า...

    ท่านใช้เวลามากเท่าไรในการรับฟังอย่างจริงจังต่อพระวาจาของพระเจ้า ต่อเสียงของความรัก และเสียงของความจริง...

พระเยซูเจ้าตรัสอุปมาเรื่องนี้ให้คนเหล่านั้นฟัง แต่เขาไม่เข้าใจว่าสิ่งที่พระองค์ตรัสนั้นหมายถึงสิ่งใด

    เขาไม่เข้าใจ เพราะเขาไม่ต้องการเข้าใจ ... เพราะเขารู้สึกว่าตนเองถูกตั้งคำถาม และถูกท้าทาย

    ชาวฟาริสีแสร้งทำเป็นนำทางผู้อื่น แต่ประชาชนหนีไปจากเขา เพราะเขาเป็นคนเลี้ยงแกะที่เลว เป็น “ขโมย และโจร”...

พระเยซูเจ้ายังตรัสกับเขาอีกว่า “เราบอกความจริงกับท่านทั้งหลายว่า เราเป็นประตูคอกแกะ ทุกคนที่มาก่อนหน้าเราเป็นขโมยและโจร แต่แกะมิได้ฟังเสียงของเขาเหล่านั้น”

    คำอ้างของพระองค์ฟังดูเหมือนอวดดี ถ้าพระองค์ทรงเป็นเพียงมนุษย์ธรรมดาคนหนึ่ง ... พระองค์ทรงเสนอว่าพระองค์เองทรงเป็นคนเลี้ยงแกะที่ไม่เหมือนใคร และทรงนำทางมวลมนุษย์ … “ทุกคนที่มาก่อนหน้าเรา” เป็นขโมยและโจร! ชายที่กล่าวคำพูดเหล่านี้ต้องเป็นคนบ้า ... หรือเขาต้องมีสารที่แปลกใหม่ สูงส่ง สมบูรณ์ และปฏิวัติความคิดมากที่สุดเท่าที่มนุษย์เคยได้ยินมา...

    อนิจจา เราก็อาจเดินตามผู้นำทางอื่น ๆ และหลายคนแนะนำตัวกับเราว่าเขาเป็น “ผู้กอบกู้แห่งพระญาณสอดส่อง” ... แต่พระเยซูเจ้าทรงเตือนเราอย่างหนักแน่นว่า ท่านจะ “ถูกฆ่า” และ “ถูกทำลาย” เพราะผู้ให้คำสัญญาที่น่าฟังเหล่านั้นเป็นขโมยและโจร ... วาจาที่เด็ดขาดเช่นนั้นคงทำให้มนุษย์ที่มีความคิดสมัยใหม่อย่างเราตกใจ คนยุคใหม่กระหายหา “ความอดทนอดกลั้น” และใส่ใจกับ “พหุนิยม” อย่างยิ่ง ... ชายคนนี้เป็นใครจึงกล้าพูดอย่างมั่นใจในตนเองเช่นนี้ ... เขาสัญญาอะไร และอะไรทำให้เขาแตกต่างจาก “คนอื่นทั้งหมด”...

“เราเป็นประตู”

    พระเยซูเจ้าทรงชอบเสนอความคิดของพระองค์โดยใช้ภาพลักษณ์ พระองค์ทรงเสนอว่าพระองค์คือ “คนเลี้ยงแกะ” เพียงหนึ่งเดียว และบัดนี้ พระองค์ทรงเล่นกับความหมายเชิงสัญลักษณ์ เหมือนนักดนตรีเล่นเครื่องดนตรีของตน เมื่อเสียงดนตรีกำลังสอดประสานเข้ากัน พระเยซูเจ้าก็เสนออีกภาพลักษณ์หนึ่ง ซึ่งซับซ้อนและลึกลับกว่า พระองค์ตรัสว่า “เราเป็นประตู” - ประตูบานหนึ่ง และบานเดียว...
    พระวรสารสหทรรศน์บอกว่า พระเยซูเจ้าตรัสคำเปรียบเทียบนี้เมื่อตรัสถึง “ประตูแคบ” ซึ่งนำไปสู่สวรรค์ (มธ 7:13-14, ลก 13:24) แต่ในกรณีนี้ คำนี้มีความหมายทางเทววิทยาในระดับลึกกว่า และสอดคล้องกับพระวาจาที่พระเยซูเจ้าจะตรัสในไม่ช้าว่า “เราเป็นหนทาง ความจริง และชีวิต ไม่มีใครไปเฝ้าพระบิดาได้ นอกจากผ่านทางเรา” (ยน 14:6)...

    พระคัมภีร์เคยบอกเล่าถึงความลึกลับของ “ประตู” มาก่อนแล้ว ในทะเลทราย ยาโคบมองเห็นบันใดซึ่งเป็น “ประตูสวรรค์” (ปฐก 28:17) และพระคัมภีร์บอกเราว่า “ประตูสวรรค์” เปรียบเสมือนทางเข้าสู่ดินแดนแห่งความยุติธรรมและสันติสุข คือ “พระนิเวศของพระเจ้า” (อสย 60:11, สดด 122:2, 118:19-20)...

“ผู้ที่เข้ามาทางเราก็จะรอดพ้น เขาจะเข้าจะออก และจะพบทุ่งหญ้า”

    พระเยซูเจ้าตระหนักว่าพระองค์ทรงเป็น “หนทาง” เป็นประตูที่ช่วยให้เข้าถึงสถานที่ใหม่ “พื้นที่สำคัญ” ใหม่นั้น...

    เราจะยินดีที่ได้ยินคำรับรองนี้ของพระเยซูเจ้า ถ้าเราเคยรู้สึกว่าเราถูกกักขังอยู่ใน “ห้องขังเดี่ยว” สักอย่างหนึ่งมาก่อน ถูกแล้ว มนุษยชาติพบว่าตนเองเป็นนักโทษของนิยัตินิยม (determinisms) หรือความเชื่อในพรหมลิขิต กล่าวคือ เราเกิดมาแล้วก็ต้องตาย ... เราต้องผลิตเพื่อบริโภค ... “เราต้องขึ้นรถไฟ หรือรถประจำทางไปทำงาน แล้วกลับมานอน แล้วก็เริ่มต้นกระบวนการทั้งหมดนี้อีกครั้งหนึ่ง” มนุษย์มองเห็นแต่เพียงวงจรแคบ ๆ นี้เท่านั้นหรือ ... มนุษย์ต้องถูกจำกัดอยู่ในวงจรนี้ไปเรื่อย ๆ จนเขาตายหรือ ... มี “ทางออก” สำหรับมนุษย์หรือไม่...

    พระเยซูเจ้าทรงเข้าแทรกแซงในจุดนี้ เพื่อทรงบอกเราว่าพระองค์เป็นประตู ทรงเป็น “ทางออก” ภาพลักษณ์เหล่านี้ชัดเจนมาก “เขาจะเข้าจะออก” นี่คือภาพลักษณ์ของเสรีภาพ ... “เขาจะพบทุ่งหญ้า” นี่คือภาพลักษณ์ของความสดชื่น และชีวิตชีวา...

    ทำไมเราจึงไม่เดินผ่าน “ประตูเร้นลับ” นี้ และออกไปเดินเล่นท่ามกลางอากาศบริสุทธิ์ และในทุ่งหญ้าที่อบอุ่นด้วยแสงแดดเล่า ... พระเยซูเจ้าทรงบอกเราว่ามนุษยชาติไม่ได้ถูกกักขังให้อยู่ภายในตนเองอย่างสิ้นหวัง แต่มีพื้นที่หนึ่งที่เปิดออกต่อหน้ามนุษย์ เป็นพื้นที่กว้างใหญ่ไร้ขอบเขต ... เป็นชีวิตที่รอคอยอยู่ข้างหน้า

    พระเจ้าทรงเชิญมนุษย์ให้เข้าไปภายใน “พื้นที่” ของพระองค์เอง ทำไมเราไม่ก้าวผ่านประตูนั้น และเข้าไปสูดอากาศในที่นั้นเล่า ... มันขึ้นอยู่กับตัวเราแต่ละคน ว่าประตูที่ “เปิดออกไปสู่สถานที่กว้างใหญ่ไร้ขอบเขต” นี้ จะเปิดออกสำหรับเราเพียงในวันสุดท้าย ในยามที่เราใกล้ตายเท่านั้นหรือไม่ ... ทำไมเราไม่ก้าวผ่านประตูนี้ที่นำเราไปหาพระเจ้าตั้งแต่บัดนี้เล่า...

“ขโมยย่อมมาเพื่อขโมย ฆ่า และทำลาย”

    พระเยซูเจ้าย้อนกลับมาตรัสถึงทรรศนะด้านลบเหล่านี้อีกครั้งหนึ่ง เพื่อทำให้เราเข้าใจได้มากขึ้นว่าคำเชิญของพระองค์น่าสนใจอย่างไร...

    มนุษย์ทุ่มเททำงานเพื่อให้เกิดเสรีภาพในหลาย ๆ ด้าน เช่น ด้านเศรษฐกิจ การเมือง และเทคโนโลยี และคริสตชนทั้งหลายควรสนใจกับงานเหล่านี้ แต่พระเยซูเจ้าทรงเตือนเราว่า การปลดปล่อยที่แท้จริงหนึ่งเดียว คือการปลดปล่อยที่พระเจ้าทรงเสนอแก่เรา คำสัญญาเกี่ยวกับการปลดปล่อย และคำสัญญาว่าจะให้ความสุขอื่น ๆ ทั้งหมดล้วนเป็น “ของปลอม” ... เป็นการขโมยอย่างหนึ่ง มนุษย์ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาให้พอใจกับวัตถุต่าง ๆ มากมาย ภาพลักษณ์ของมนุษย์ที่อเทวนิยมนำเสนอเป็นภาพลักษณ์ที่ยอดด้วน ... ในความคิดของพระเยซูเจ้า การเสนอทรรศนะที่มีขีดจำกัดให้มนุษย์เป็นการรัดคอ และทำลายมนุษย์ เพราะมนุษย์จะมีชีวิตอย่างสมบูรณ์เพียงเมื่อเขาเปิดตนเองยอมรับพระเจ้า...

    และพระเยซูเจ้าทรงเป็นประตูนั้น ... ถ้าใคร “เข้ามาทางประตูนี้” เขาก็จะรอดพ้น ... และถ้าปราศจาก “ทางเข้า” นี้ เขาก็จะหลงทาง...

    “พื้นที่สำคัญ” ที่สุดของมนุษย์คือสภาพแวดล้อมของพระเจ้า ที่นี่เท่านั้นคือพื้นที่สำคัญของมนุษย์ ... ที่นี้เท่านั้นที่มนุษย์จะมีเสรีภาพ ... ที่นี้เท่านั้นที่มนุษย์สามารถหายใจได้อย่างปลอดโปร่ง และขยายตัวอย่างไร้ขอบเขต...

“เรามาเพื่อให้แกะมีชีวิต และมีชีวิตอย่างสมบูรณ์”

    นี่เป็นอีกหัวข้อหนึ่งที่นักบุญยอห์นชอบพูดถึง

    พระเยซูเจ้าประทานเหล้าองุ่นที่หมู่บ้านคานาอย่าง “สมบูรณ์” ถึง 600 ลิตร (ยน 2:6-7) ... น้ำที่ให้ชีวิตที่เสนอให้หญิงชาวสะมาเรียก็จะไหลออกมา และดับกระหายตลอดไป (ยน 4:14) ... พระองค์ทรงทวีขนมปังจำนวนมาก จนเหลือเศษเก็บได้ถึง 12 กระบุง (ยน 6:10-12) ... การจับปลาอย่างอัศจรรย์ก็ได้ปลามากจนเต็มลำเรือ (ยน 21:6) ... แต่ทั้งหมดนี้เป็นเพียงภาพลักษณ์ ... ความเป็นจริงงดงามยิ่งกว่านี้ เพราะ “ชีวิตอันสมบูรณ์” มีอยู่จริง คือ ชีวิตของพระเจ้า...

    เห็นได้ชัดว่าพระเยซูเจ้าเท่านั้นทรงเป็นผู้เปิดพื้นที่สำคัญอันไร้ขอบเขตให้แก่มนุษย์ ถ้าปราศจากพระองค์ มนุษยชาติจะถูกกักขังอยู่ภายในตนเอง ไม่มีอุดมการณ์ ไม่มีผู้นำทางการเมืองหรือทางสังคม ไม่มีการค้นพบทางวิทยาศาสตร์ที่สามารถปลดปล่อยเราให้พ้นจากชะตากรรมของการเป็นเพียงมนุษย์คนหนึ่ง – และดังนั้น จึงไม่รอดพ้นจากการตาย ... แต่พระเยซูเจ้าผู้ทรงเป็นทั้งมนุษย์ และพระเจ้า ทรงนำเราออกจากสภาพไร้อำนาจของเรา และนำเราเข้าไปอยู่ในโลกของพระเจ้า...

    ประตูนี้เปิดเข้าสู่สิ่งไร้ขอบเขต ... สิ่งที่เป็นนิรันดร์...

 

แผนกคริสตศาสนธรรม อัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ
122/8 อาคารแม่พระรับเกียรติยกขึ้นสวรรค์ ซ.นนทรี 14 ถ.นนทรี แขวงช่องนนทรี เขตยานนาวา กรุงเทพฯ 10120
โทร. 095-953-3070,  02-681-3850   Email: ccbkk@catholic.or.th   Line_ID: kamsonbkk