^Back To Top

  • 1 1
    .
  • 2 2
    .
  • 3 3
    .
  • 4 4
    .
  • 5 5
    .

kamsonbkk.com

วันอาทิตย์ปัสกา

วันอาทิตย์ปัสกา
กิจการอัครสาวก 10:34, 37-43: โคโลสี 3:1-4; ยอห์น 20:1-9

บทรำพึงที่ 1
ผมรู้สึกว่ามีแรงกระตุก
เรารู้ว่าพระเยซูเจ้าทรงมีชีวิตอยู่จริง และกลับคืนพระชนมชีพแล้ว เพราะเรารู้สึกได้ว่าพลังของพระองค์กำลังทำงานในชีวิตของเรา

    เด็กชายเล็ก ๆ คนหนึ่งออกไปเล่นว่าวบนเนินเขาพร้อมกับปู่ของเขา ว่าวลอยสูงขึ้นไปบนท้องฟ้า แล้วก็มีเมฆก้อนหนึ่งลอยมาบังจนเขามองไม่เห็นว่าว เวลาผ่านไป 2-3 นาที ปู่จึงพูดกับเด็กชายว่า “บ๊อบบี้ บางทีขโมยที่อยู่บนก้อนเมฆนั้นอาจขโมยว่าวของหนูไปแล้ว” เด็กชายสั้นศีรษะแสดงว่าเขาไม่เห็นด้วย

    อีกสองสามนาทีต่อมา ปู่ก็พูดขึ้นอีกว่า “แต่บ๊อบบี้ หนูมั่นใจได้อย่างไรว่าว่าวตัวนั้นยังผูกติดอยู่ที่ปลายเชือกของหนู” เด็กชายตอบว่า “เพราะผมรู้สึกบางอย่างที่ปู่ไม่รู้สึก ผมรู้สึกว่ามีว่าวกำลังกระตุกเชือกของผม”

    เรื่องนี้ช่วยอธิบายว่าทำไมคนจำนวนมากที่ไม่ได้รับเอกสิทธิ์ให้พบเห็นพระเยซูเจ้าหลังจากพระองค์กลับคืนพระชนมชีพ ยังมั่นใจว่าพระองค์ทรงกลับคืนพระชนมชีพจากบรรดาผู้ตายแล้ว คนเหล่านี้มั่นใจด้วยเหตุผลเดียวกับที่ทำให้เด็กชายคนนี้มั่นใจว่าไม่มีใครขโมยว่าวของเขาไป คนเหล่านี้รู้สึกถึงแรงกระตุกของพระเยซูเจ้าในชีวิตของเขา หรืออาจกล่าวได้ว่าเขารับรู้ถึงพลังของพระเยซูเจ้าผู้ทรงกลับคืนพระชนมชีพที่ทำงานอยู่ในหัวใจของเขา

    ก่อนวันอาทิตย์ปัสกา คนจำนวนมากคลางแคลงใจ พวกเขาได้เห็นพระเยซูเจ้าสิ้นพระชนม์อย่างสยดสยองในวันศุกร์ศักดิ์สิทธิ์ เขาได้เห็นพระเยซูเจ้าทรงถูกตอกตะปูตรึงบนไม้กางเขน และเฝ้ามองความฝันของเขาสลายไปต่อหน้าต่อตา

    แต่เมื่อถึงเวลาเช้าตรู่วันอาทิตย์ปัสกา ก็มีข่าวแพร่สะพัดทั่วกรุงเยรูซาเล็มว่าหินที่ปิดปากพระคูหาได้ถูกกลิ้งออกไป และพระคูหานั้นว่างเปล่า

    บรรดาผู้อาวุโสชาวยิวบอกทหารยามที่เฝ้าคูหาให้พูดว่ามีคนมาขโมยพระศพไปในเวลากลางคืนขณะที่ทหารกำลังหลับ (มธ 28:13)

    ตอนแรกประชาชนสงสัย เรื่องที่ทหารยามพูดนั้นเป็นความจริงหรือ มีใครขโมยพระศพของพระเยซูเจ้าไปหรือ แต่เมื่อเวลาผ่านไป ประชาชนก็เริ่มมั่นใจว่าพระศพไม่ได้ถูกขโมย พระเยซูเจ้าทรงกลับคืนพระชนมชีพแล้วจริง ๆ

    และเหตุผลที่ทำให้ประชาชนมั่นใจเช่นนี้ เป็นเหตุผลเดียวกันกับที่ทำให้เด็กชายคนนี้มั่นใจว่าไม่มีใครขโมยว่าวของเขาไป พวกเขารับรู้ได้ถึงแรงกระตุกของพระเยซูเจ้าในชีวิตของเขา พวกเขารับรู้ได้ถึงพลังของพระเยซูเจ้าที่กำลังทำงานในหัวใจของเขา พลังนี้เปลี่ยนแปลงหัวใจของเขา และประชาชนก็ออกไปประกาศข่าวดีให้แก่คนทั่วโลก

    การเบียดเบียนใด ๆ ก็ไม่สามารถหยุดยั้งเขาได้ ในที่สุด พวกเขาบางคนก็ถูกจับตรึงกางเขนเหมือนพระอาจารย์ของเขา บางคนถูกสัตว์ป่าฉีกทึ้งร่างในสนามกีฬาของชาวโรมัน บางคนถูกเผาทั้งเป็น แต่ความเชื่อของเขาในพระเยซูเจ้าไม่เคยสั่นคลอน

    ประวัติชีวิตของคริสตชนยุคแรกเหล่านี้เปลี่ยนโฉมหน้าประวัติศาสตร์ไปโดยสิ้นเชิง ในวันนี้ เมื่อเวลาผ่านไปแล้วถึง 2,000 ปี คริสตชนยุคใหม่ยังรู้สึกได้ถึงแรงกระตุกของพระเยซูเจ้า เขายังรับรู้ถึงพลังของพระเยซูเจ้าที่กำลังทำงานในหัวใจของเขา

    ธรรมทูตชื่อ นอรีน ทาวเวอร์ส เป็นตัวอย่างหนึ่ง เธอทำงานช่วยเหลือคนยากจนมานานหลายปี แต่ไม่ว่าเธอจะทุ่มเทกำลังทำงานหนักเพียงไร เธอก็ไม่เห็นความก้าวหน้าเลย เธอบอกว่า

    “ฉันหมดกำลังใจ ... แล้วคืนหนึ่งฉันก็มาถึงจุดแตกหัก ... ฉันยอมแพ้ ... เมื่อฉันเข้านอน ฉันไม่รู้ว่าฉันจะทำงานต่อไปได้อย่างไร”

    เช้าวันรุ่งขึ้น หลังจากเธอตื่นนอน มีบางสิ่งบางอย่างที่แปลกประหลาดเกิดขึ้นกับนอรีน มันเหมือนกับพระเยซูเจ้าเองตรัสกับเธอว่า “ลูกจะวางใจในแผนการที่เรากำหนดไว้สำหรับลูกไม่ได้หรือ”

    นอรีนเขียนว่า “เมื่อนั้นฉันจึงตระหนักว่าฉันไม่จำเป็นต้องมองเห็นแผนการ ฉันเพียงแต่ต้องวางใจในพระองค์ ฉันลุกขึ้นจากเตียงเหมือนกับเป็นคนใหม่ ... การพบกับพระคริสตเจ้าผู้ทรงชีวิตของฉัน เปลี่ยนฉันจากคนที่หมดหวังและยอมแพ้ ให้กลายเป็นบุคคลที่มีความหวัง และความเชื่อที่ไม่อาจสั่นคลอนได้”

    ในปัจจุบัน งานของสตรีคนนี้ในหมู่คนยากจนกำลังบังเกิดผลอย่างอัศจรรย์

    ประสบการณ์ของนอรีนช่วยให้เราเข้าใจความหมายของปัสกา นี่คือข่าวดีว่าพระเยซูเจ้าทรงกลับคืนพระชนมชีพแล้ว และพระองค์ประทับอยู่ท่ามกลางเรา

    นี่คือข่าวดีที่บอกเราว่าพระเยซูเจ้าทรงมีแผนการสำหรับเราแต่ละคน และไม่มีสิ่งใดขัดขวางแผนการนั้นได้ ถ้าเราไม่ยินยอม – ไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป็นความเจ็บปวด ความเศร้าเสียใจ การถูกปฏิเสธ บาป และแม้แต่ความตาย

    ปัสกายื่นคำเชิญให้เราแต่ละคนในวัดแห่งนี้ในเช้าวันนี้ เป็นคำเชิญให้เรายอมให้พระเยซูเจ้าทรงกระทำต่อเราอย่างที่พระองค์ทรงกระทำต่อ นอรีน ทาวเวอร์ส

    เป็นคำเชิญให้เรายินยอมให้พระเยซูเจ้าทรงช่วยเราให้กลับมารักอีกครั้งหนึ่ง หลังจากที่เราสูญเสียความสามารถที่จะรัก

    เป็นคำเชิญให้เรายินยอมให้พระเยซูเจ้าทรงช่วยเราให้กลับมามีความหวังอีกครั้งหนึ่ง หลังจากที่เราสูญเสียความสามารถที่จะหวัง

    เป็นคำเชิญให้เรายินยอมให้พระเยซูเจ้าทรงช่วยเรารวบรวมเศษซากชีวิตของเราที่แตกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย และกลับมาเริ่มต้นใหม่ หลังจากที่เราเคยยอมแพ้

    นี่คือความหมายของปัสกา เป็นข่าวดีว่าพระเยซูเจ้าทรงชนะบาปและความชั่ว และเราจะได้รับชัยชนะเช่นกัน ถ้าเพียงแต่เราจะเปิดใจให้พลังปัสกาของพระองค์ทำงานในตัวเรา

    เป็นข่าวดีว่าพระเยซูเจ้าทรงพร้อมจะทำอัศจรรย์เพื่อเรา ถ้าเพียงแต่เราจะเปิดใจให้พลังปัสกาของพระองค์ทำงานในตัวเรา

    เป็นข่าวดีว่าวันศุกร์ศักดิ์สิทธิ์ทุกครั้งในชีวิตของเรา สามารถกลายเป็นวันอาทิตย์ปัสกาได้ ถ้าเพียงแต่เราเปิดใจให้พลังปัสกาของพระองค์ทำงานในตัวเรา

    เป็นข่าวดีว่าเราไม่จำเป็นต้องรอจนถึงวันที่เราตาย เพื่อจะเข้าร่วมในชีวิตที่กลับคืนพระชนมชีพของพระเยซูเจ้า เราสามารถเข้าร่วมในชีวิตของพระองค์ได้ตั้งแต่บัดนี้ ในพิธีมิสซานี้ ในวันฉลองปัสกานี้

    เป็นข่าวดีว่าไม่มีสิ่งใดจะทำให้เราพ่ายแพ้ได้อีกแล้ว – ไม่ว่าจะเป็นความเจ็บปวด ความเศร้า การถูกปฏิเสธ และแม้แต่ความตาย

    นี่คือข่าวดีที่เราเฉลิมฉลองกันในเช้าวันปัสกาอันสวยงามนี้

บทรำพึงที่ 2
ยอห์น 20:1-9

เช้าตรู่วันต้นสัปดาห์...

    พระวรสารทั้งสี่ฉบับบอกเล่าเหตุการณ์ตรงกันในประเด็นนี้...

    ดังนั้น การกลับคืนพระชนมชีพจึงเกิดขึ้นในวันถัดจากวันสับบาโตในเทศกาลปัสกาของชาวยิว ... นักบุญยอห์น ผู้มักมองสิ่งต่าง ๆ ว่าเป็นสัญลักษณ์ มองว่านี่คือ “วันแรก” ... เป็นจุดเริ่มต้นของโลกใหม่ – การเนรมิตสร้างครั้งใหม่ ... เป็นสัปดาห์แห่งปฐมกาลครั้งใหม่...

    ความทุกข์ทรมาน และความตาย เป็นเหตุผลที่มนุษย์ใช้อ้างเพื่อจะไม่เชื่อว่าพระเจ้ามีอยู่จริง เพราะพระเจ้าจะทรงสร้างโลกที่มีความทุกข์มากมายเช่นนี้ขึ้นมาได้อย่างไร...
    ถ้าเราไม่ยอมเชื่อเรื่องการกลับคืนพระชนมชีพ คำถามข้อนี้ก็จะไร้คำตอบต่อไป ปิตาจารย์ยุคโบราณในพระศาสนจักร รวมทั้งคนทั้งหลายที่รำพึงภาวนาอย่างลึกซึ้งตามข้อความในพระคัมภีร์ คิดว่าพระเจ้าคงไม่ทำการ “เนรมิตสร้างครั้งแรก” (ซึ่งรวมถึงสภาวะที่รู้จักตายของเราด้วย) ถ้าพระองค์ไม่ทรงมองเห็น “การเนรมิตสร้างครั้งที่สอง” นี้ล่วงหน้าตลอดนิรันดรกาลมาแล้ว ซึ่งการเนรมิตสร้างครั้งหลังนี้ “จะไม่มีความตายอีกต่อไป จะไม่มีการคร่ำครวญ การร้องไห้ และความทุกข์อีกต่อไป เพราะโลกเดิมผ่านพ้นไปแล้ว” (วว 21:4)...

เช้าตรู่วันต้นสัปดาห์ ขณะที่ยังมืด มารีย์ ชาวมักดาลา ออกไปที่พระคูหา

    นี่เป็นอีกเหตุการณ์หนึ่งในประวัติศาสตร์ซึ่งผู้นิพนธ์พระวรสารทั้งสี่คนบอกเล่าไว้ตรงกัน คือ สตรีเป็นคนกลุ่มแรกที่ค้นพบ “เหตุการณ์” ... แต่ในธรรมประเพณีสายนี้ ยอห์นเลือกให้ความสนใจกับสตรีเพียงคนเดียว คือ มารีย์ ชาวมักดาลา เขาถึงกับบอกว่านางเป็นคนแรกที่พระเยซูเจ้าทรงสำแดงพระองค์ให้เห็น (ยน 20:11-18)

นางเห็นหินถูกเคลื่อนออกไปจากพระคูหาแล้ว นางจึงวิ่งไปหาซีโมนเปโตร กับศิษย์อีกคนหนึ่งที่พระเยซูเจ้าทรงรัก

    นาง “วิ่ง” รายละเอียดนี้มีนัยสำคัญ

    นางยังไม่เห็นพระเยซูเจ้า ... ในเวลานั้นนางยังไม่เชื่อ ... นางเพียงแต่ตกใจ ... และนางก็วิ่งไปเตือน “หัวหน้าที่รับผิดชอบ”...

    เราสังเกตคำที่ใช้เรียกศิษย์ที่พระวรสารไม่ระบุชื่อคนนี้ “ศิษย์ที่พระเยซูเจ้าทรงรัก” ... ธรรมประเพณีสายนี้ยอมรับว่าศิษย์คนนี้คือยอห์น ผู้ประพันธ์คำบอกเล่านี้ ในบรรดาศิษย์สิบสองคน ยอห์นดูเหมือนว่าได้รับความเอาใจใส่เป็นพิเศษจากพระเยซูเจ้า – ซึ่งแน่นอนเป็นสาเหตุให้ศิษย์คนอื่นอิจฉาเขา...

    รายละเอียดข้อนี้มีนัยสำคัญเช่นเดียวกัน ดังที่เราจะได้เห็นต่อไป สำหรับเวลานี้ ขอให้เราพักเรื่องนี้ไว้ก่อน

    ในเวลาฉุกละหุกเช่นนี้ มารีย์ คิดได้เพียงอย่างเดียวว่าต้องมีใครขโมยพระศพไป

    เหตุการณ์นี้ช่างแตกต่างจาก “คำอธิบายตามหลักเหตุผล” ซึ่งบอกว่าบรรดาศิษย์อยากเห็นพระเยซูเจ้ากลับคืนพระชนมชีพมาก จนพวกเขาเห็นภาพหลอน ... อันที่จริง พระวรสารทุกฉบับบรรยายเหตุการณ์นี้แบบตรงกันข้ามกับคำอธิบายนี้...

    เห็นได้ชัดว่าคำบอกเล่านี้เขียนขึ้นเพื่อช่วยให้เราตระหนักว่า “พระคูหาที่ว่างเปล่า” ไม่ใช่ข้อพิสูจน์ซึ่งนำเราไปสู่ความเชื่อ ... แต่พระคูหาว่างเปล่านี้เป็นคำท้าทาย ซึ่งหลายคนไม่สามารถเผชิญหน้าได้ ... เราพบคำว่า “พระคูหา” ในพระวรสารหน้าเดียวนี้ถึงเจ็ดครั้ง

เปโตรกับศิษย์คนนั้นจึงออกไป มุ่งไปยังพระคูหา ทั้งสองคนวิ่งไปด้วยกัน แต่ศิษย์คนนั้นวิ่งเร็วกว่าเปโตร จึงมาถึงพระคูหาก่อน

    ยอห์นจำเหตุการณ์ได้ดี เพราะเขาอยู่ที่นั่น แต่การอ้างเหตุผลว่า เพราะยอห์นหนุ่มกว่าเปโตร ยอห์นย่อมวิ่งได้เร็วกว่า เป็นเหตุผลที่ไร้น้ำหนัก ... ในสถานการณ์นี้อีกเช่นกันที่ยอห์นมองว่าเป็นสัญลักษณ์ กล่าวคือ เปโตร สามารถถูกแซงหน้าได้ – อันที่จริง ศิษย์ที่มีใจร้อนรนมากกว่า ย่อมสามารถแซงหน้าเขาได้ ... นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ “คนที่สอง” แซงหน้า “คนที่หนึ่ง” (ยน 13:34, 18:15-16, 21:20, 23)...

    ทำไมยอห์นจึงเน้นย้ำความผิดปกตินี้...

เขาก้มลงมองเห็นผ้าพันพระศพวางอยู่บนพื้น แต่ไม่ได้เข้าไปข้างใน ซีโมนเปโตร ซึ่งตามไปติด ๆ ก็มาถึง เข้าไปในพระคูหา และเห็นผ้าพันพระศพวางอยู่ที่พื้น รวมทั้งผ้าพันพระเศียรซึ่งไม่ได้วางอยู่กับผ้าพันพระศพ แต่พับแยกวางไว้อีกทีหนึ่ง

    ข้อความที่เขียนขึ้นโดยยอห์น ผู้เป็นประจักษ์พยานที่อยู่ในที่เกิดเหตุ ดูเหมือนจะตีความให้ถูกต้องที่สุดได้ดังนี้ “เขาเห็นผ้าที่ใช้พันพระศพวาง ‘กองอยู่’ และผ้าชิ้นที่ใช้พันพระเศียร ไม่ได้วางกองรวมกับผ้าชิ้นอื่น ๆ แต่กองอยู่ในลักษณะที่ม้วนไว้ในตำแหน่งเดิม”...

    สรุปสั้น ๆ ว่า ไม่มีสิ่งใดถูกเคลื่อนย้ายด้วยมือใคร ... พระศพเพียงแต่อันตรธานไป – และผ้าห่อพระศพก็ยุบตัวลงมากองอยู่ในตำแหน่งเดิม ในลักษณะที่พันพระศพไว้ ... ยอห์นถึงกับย้ำว่า “ผ้าพันพระเศียร” (เป็นผ้าชิ้นยาวที่ใช้พันรอบศีรษะ และใต้คางเมื่อประคองขากรรไกร ตามธรรมเนียมการฝังศพของชาวยิว) ยังคงวางม้วนอยู่ในตำแหน่งเดิม...

ศิษย์คนที่มาถึงพระคูหาก่อนก็เข้าไปข้างในด้วย...

    ผู้นิพนธ์ย้ำรายละเอียดนี้อีกครั้งหนึ่ง ... ดังนั้น รายละเอียดนี้จึงต้องมีความสำคัญ...

เขาเห็น และมีความเชื่อ

    เปโตรยังไม่เข้าใจ ในพระวรสารของนักบุญลูกา เมื่อเขาบอกเล่าเหตุการณ์เดียวกันที่เปโตรเข้าไปดูพระคูหา ลูกา บอกว่าเปโตรสังเกตเห็นทุกสิ่งทุกอย่าง แต่เขากลับไปด้วยความ “ประหลาดใจในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น” (ลก 24:12)...

-    มารีย์ ชาวมักดาลา เสนอคำอธิบายตามความเข้าใจของมนุษย์คนหนึ่งว่า “เขานำองค์พระผู้เป็นเจ้าไปจากพระคูหาแล้ว”
-    เปโตร ไม่เข้าใจอะไรเลย
-    แต่ ยอห์น เข้าใจมากกว่า เขา “เห็น และมีความเชื่อ” ... เขาเห็นอะไร ... เขาเห็นทุกสิ่งทุกอย่างที่เปโตรเห็น – แต่เปโตรไม่รู้ว่าควรตีความสิ่งที่เขาเห็นอย่างไร...
    เพื่อจะเชื่อ เราจำเป็นต้องใช้ดวงตาของหัวใจ – ดวงตาที่รู้จักรัก ... บัดนี้ เราจึงเข้าใจว่าเหตุใดยอห์นจึงพูดย้ำเรื่อง “ศิษย์ที่พระเยซูเจ้าทรงรัก” เพราะความรักนี้ ยอห์นจึงวิ่งเร็วกว่า ... บนชายฝั่งทะเลสาบอีกเช่นกันที่ศิษย์ที่พระเยซูเจ้าทรงรักจะเป็นคนแรกที่จำพระเยซูเจ้าได้ – ก่อนที่เปโตร จะจำพระองค์ได้ (ยน 21:7)...

    เราเรียนรู้อีกครั้งหนึ่งว่า ความรักเป็นแรงกระตุ้นความเชื่อ บุคคลที่ดำรงตำแหน่งสำคัญในพระศาสนจักรไม่มีสิทธิพิเศษในแง่นี้ แทนที่จะอิจฉาบุคคลที่มีอำนาจในพระศาสนจักร เราทุกคนได้รับเชิญให้เป็นผู้นำในด้านความรัก...

    นี่คือสิ่งที่สำคัญมากกว่าสิ่งอื่นใด...

เขาเห็น และมีความเชื่อ

    ตำแหน่งที่ผ้าพันพระศพวางกองอยู่ดูเหมือนจะเป็น “เครื่องหมาย” สำหรับยอห์น ที่มีความหมายมากยิ่งกว่าพระคูหาที่ว่างเปล่า เมื่อเขาเห็นผ้าพันพระศพ “วางอยู่บนพื้น” และผ้าพันพระเศียร “พับแยกวางไว้อีกที่หนึ่ง” ยอห์นเข้าใจได้ทันที (ราวกับแสงฟ้าแลบจากการหยั่งรู้) ว่าเป็นไปไม่ได้เลยที่พระศพจะถูกเคลื่อนย้ายโดยมือมนุษย์ พระศพเพียงแต่หายไปจากภายในผ้าที่พันอยู่ และผ้านั้นก็ตกลงมากองอยู่ในตำแหน่งเดิมของมัน...

    แต่เครื่องหมายเดียวกันทั้งหมดนี้ ไม่มีความหมายอะไรเลยสำหรับเปโตร...

    เครื่องหมาย – ด้วยตัวของมันเอง - ไม่สามารถ “ให้ความเชื่อ” แก่ใครได้ ... ไม่มีเครื่องหมายใดที่มีอำนาจบังคับใจคนได้เช่นนั้น ... เพื่อจะเชื่อ เราต้องมองให้ไกลกว่าเครื่องหมาย ... ในไม่ช้า พระเยซูเจ้าเองจะทรงแสดงความคิดเห็นแบบเดียวกันนี้ว่า “ผู้ที่เชื่อ แม้ไม่ได้เห็น ก็เป็นสุข” (ยน 20:29) ดังนั้น จึงถือได้ว่ายอห์นเป็นแบบฉบับของศิษย์แท้ – เขาเป็นศิษย์ที่เชื่อ ... โดยไม่ต้องเห็น!

    ความเชื่อมีบางสิ่งบางอย่างที่เหมือนกับความรัก ซึ่งเป็นความจริงที่ลึกล้ำที่สุดของมนุษย์ คือ เราไม่เคยมองเห็นความรักของบุคคลที่รักเรา เราเพียงแต่เห็นเครื่องหมายของความรักของเขาเท่านั้น แต่เครื่องหมายเหล่านี้ก็แสดงนัยสำคัญของมันให้แก่บุคคลที่รู้ว่าจะถอดรหัสมันอย่างไรเท่านั้น ... เครื่องหมายเหล่านี้อาจเป็นกิริยาท่าทาง คำพูด ของขวัญ ... ทั้งหมดนี้เป็นเครื่องหมายที่ไม่ชัดเจน และเปราะบาง และจำเป็นต้องตีความ แม้ว่ามีความเสี่ยงที่เราจะตีความผิดก็ตาม “เขาต้องการบอกอะไรกับฉัน ... ฉันจะเข้าใจกิริยาท่าทางนี้อย่างไร”...

    ด้วยเหตุนี้ การพบกันอย่างแท้จริงของมนุษย์จึงสร้างความประทับใจได้เสมอ เพราะทำให้ทั้งสองฝ่ายมีพันธะที่จะต้องเปิดเผยความจริงต่อกัน และใส่ใจกันและกัน ... เราทุกคนเคยมีประสบการณ์อันเจ็บปวดที่เราแสดงเครื่องหมายให้ผู้อื่นเข้าใจผิด ที่เรากล่าวคำที่ผู้อื่นไม่อยากได้ยิน ที่เราแสดงท่าทางที่ทำให้ผู้อื่นตีความผิด ๆ ... ความรักอันไร้ขอบเขตเป็นสิ่งจำเป็นที่ช่วยให้คนสองคนมองเห็นนัยสำคัญทั้งหมดของสารที่เขาสื่อให้แก่กัน...

    ด้วยเหตุนี้ ผู้ที่เข้าใจเหตุการณ์ “พระคูหาว่างเปล่า” และ “ผ้าพันพระศพที่วางอยู่ในที่เดิม” มากกว่าผู้อื่น จึงเป็นผู้ที่รักมากกว่าเท่านั้น...
    การอ่านเครื่องหมายของศีลศักดิ์สิทธิ์ก็เช่นเดียวกัน...

เขาทั้งสองคนยังไม่เข้าใจพระคัมภีร์ที่ว่าพระองค์ต้องทรงกลับคืนพระชนมชีพจากบรรดาผู้ตาย

    ข้อเท็จจริง หรือเหตุการณ์ที่ปรากฏให้เห็น ยังไม่เพียงพอ...

    สำหรับยอห์น พระคูหาว่างเปล่ากลายเป็น “เครื่องหมายพูดได้” ตั้งแต่ก่อนเขาจะพบพระเยซูเจ้าเมื่อพระองค์สำแดงพระองค์ ... เพียงเพราะยอห์นยินยอมให้พระจิตเจ้าเจาะเข้าไปในตัวเขาเพื่อเปิดเผยความหมายของเครื่องหมาย ... เมื่อสังเกตเห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ยอห์นระลึกถึงข้อความจากพระคัมภีร์ที่พระเยซูเจ้าทรงเคยอ้างถึง (ฮชย 6:2, สดด 2:7, 15:8, ยนา 2:1)...

    เช่นเดียวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในชีวิตของเรา ... เราจะเข้าใจเหตุการณ์เหล่านี้ในเชิงลึกเพียงเมื่อเราพิจารณาด้วยแสงสว่างที่เราได้รับจากการรำพึงไตร่ตรองตามพระวาจาของพระเจ้า ในองค์พระจิตเจ้า อยู่เสมอ...

    ความรักทำให้เราเห็นความจริง...

    ความรักเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับความเชื่อ...

ค้นหา

Pope Report คำสอน บทเทศน์

pope report francis

ถ่ายทอดสด พิธีบูชาขอบพระคุณ

MASS Header re

Kamson BKK Update!!

หมวดปรีชาญาณ

wisdom books

Bible Diary 2020

img007 resize

บทอ่านและบทมิสซา

ordomissae

พันธสัญญาใหม่

spd 20110902115342 b

บทเพลงศักดิ์สิทธิ์

angels-5b

สถิติเยี่ยมชม (เริ่ม 22-02-2012)

วันนี้
เมื่อวาน
สัปดาห์นี้
เดือนนี้
เดือนที่แล้ว
ทั้งหมด
8466
7926
67288
57319
420929
17961513
Your IP: 18.204.227.117
2020-06-06 21:36

สถานะการเยี่ยมชม

มี 106 ผู้มาเยือน และ ไม่มีสมาชิกออนไลน์ ออนไลน์

 

แผนกคริสตศาสนธรรม อัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ
122/8 อาคารแม่พระรับเกียรติยกขึ้นสวรรค์ ซ.นนทรี 14 ถ.นนทรี แขวงช่องนนทรี เขตยานนาวา กรุงเทพฯ 10120
โทร. 095-953-3070,  02-681-3850   Email: ccbkk@catholic.or.th   Line_ID: kamsonbkk