^Back To Top

  • 1 1
    .
  • 2 2
    .
  • 3 3
    .
  • 4 4
    .
  • 5 5
    .

kamsonbkk.com

วันอาทิตย์มหาทรมาน (อาทิตย์ใบลาน)

วันอาทิตย์มหาทรมาน (อาทิตย์ใบลาน)
อิสยาห์ 50:4-7; ฟิลิปปี 2:6-11; มัทธิว 26:14 - 27:66

บทรำพึงที่ 1
เหตุผลสามข้อ
ความตายของพระเยซูเจ้าเป็นเครื่องหมายของความรัก เป็นคำเชิญให้รัก และเป็นการเผยแสดงความรัก

    เมื่อเดือนมีนาคม 1986 นิตยสาร USA Today ได้ตีพิมพ์บทความหน้าหนึ่งเรื่องการตรึงกางเขนของพระเยซูเจ้า บทความนั้นเขียนขึ้นโดยใช้ข้อมูลจากบทความของแพทย์คนหนึ่งที่ตีพิมพ์ในนิตยสารการแพทย์ของนิวอิงแลนด์

    หลังจากแสดงความคิดเห็นในมิติด้านการแพทย์ของการตรึงกางเขนแล้ว แพทย์คนนี้ตั้งข้อสังเกตว่าเรามองการตายของพระเยซูเจ้าอย่างโรแมนติกเกินไป เขาบอกว่า ในความเป็นจริง การตรึงกางเขนเป็นการตายที่โหดร้ายที่สุดอย่างหนึ่งเท่าที่เราสามารถจินตนาการได้

    นักประพันธ์ยุคโบราณบอกเราว่า บ่อยครั้งที่นักโทษถูกเฆี่ยนก่อนถูกตรึงกางเขน และการเฆี่ยนก็เป็นการลงโทษที่น่ากลัวอย่างหนึ่ง บางครั้งเหยื่อถึงกับเสียชีวิตระหว่างถูกเฆี่ยน

    นักประพันธ์ยุคโบราณบอกเราด้วยว่าเหยื่อของการตรึงกางเขนบางครั้งถึงกับเสียสติ คนเหล่านี้ใช้ชั่วโมงสุดท้ายบนโลกนี้อย่างคนบ้า นักประพันธ์ยุคโบราณคนหนึ่งบอกเราว่า หลังจากกรุงเยรูซาเล็มถูกทำลายเมื่อ ค.ศ. 70 กลุ่มนักต่อสู้เพื่อเสรีภาพได้ทำการต่อสู้แบบกองโจรกับชาวโรมัน  วันหนึ่งหัวหน้าคนกลุ่มนี้ถูกจับตัวได้ เจ้าหน้าที่โรมันขู่ว่าจะตรึงกางเขนเขาต่อหน้าสมาชิกกลุ่มที่ซ่อนตัวอยู่ตามถ้ำข้างเนินเขาที่สูงชัน สมาชิกกลุ่มกองโจรยอมจำนนเพราะไม่อาจทนเห็นหัวหน้าของตนต้องทนทรมานกับการประหารชีวิตอย่างอัปยศ และสยดสยองเช่นนี้ได้

    ข้อมูลเหล่านี้ทำให้เราต้องถามตนเองว่าทำไมพระเยซูเจ้าจึงทรงยอมรับความตายด้วยการตรึงกางเขน ทำไมพระองค์จึงทรงยอมรับความเจ็บปวดอย่างทารุณเช่นนี้

    คำตอบของคนทั่วไปแบ่งออกได้เป็นสามกลุ่ม

    กลุ่มแรก คือ พระเยซูเจ้าทรงต้องการให้ความตายของพระองค์เป็น “เครื่องหมาย” อย่างหนึ่ง พระองค์ทรงต้องการบอกเราอย่างที่ทรงเคยบอกศิษย์ของพระองค์บ่อยครั้งระหว่างทรงมีชีวิตบนโลกนี้ว่า “ไม่มีใครมีความรักยิ่งใหญ่กว่าการสละชีวิตของตนเพื่อมิตรสหาย” (ยน 15:13)

    กลุ่มที่สอง คือ พระเยซูเจ้าทรงต้องการให้ความตายของพระองค์เป็น “คำเชิญ” พระองค์ทรงต้องการเชิญเราให้ทำตามที่พระองค์ทรงสอนศิษย์ของพระองค์บ่อยครั้งระหว่างทรงมีชีวิตบนโลกนี้ว่า “ให้ท่านทั้งหลายรักกัน เหมือนดังที่เรารักท่าน” (ยน 15:12)

    กลุ่มสุดท้าย คือ พระเยซูเจ้าทรงต้องการให้ความตายของพระองค์เป็น “การเผยแสดง” พระองค์ทรงต้องการสอนเราอย่างที่พระองค์ทรงสอนศิษย์ของพระองค์บ่อยครั้งระหว่างทรงมีชีวิตบนโลกนี้ว่า ในความรักย่อมต้องมีความทุกข์ “ถ้าผู้ใดอยากติดตามเรา ก็ให้เขาเลิกนึกถึงตนเอง ให้แบกไม้กางเขนของตนและติดตามเรา” (มก 8:34)

    ดังนั้นการตรึงกางเขนของพระเยซูเจ้าจึงเป็นการประกาศข้อความสำคัญสามประการ หนึ่ง เป็นเครื่องหมายแสดงความรักของพระเยซูเจ้าต่อเรา สอง เป็นคำเชิญให้เรารักเหมือนกับที่พระเยซูเจ้าทรงรัก และประการสุดท้าย เป็นการเผยแสดงว่าเมื่อรักแล้วก็ต้องพร้อมจะยอมรับความทุกข์ที่ตามมา

    ในสามประการนี้ ประการสุดท้ายเป็นสิ่งที่เราจำเป็นต้องได้ยิน โดยเฉพาะในยุคของเรา ในยุคนี้ที่มียาแก้ปวด และการตอบสนองความต้องการอย่างทันอกทันใจ เรามักลืมไปว่าชีวิตต้องรวมไว้ด้วยความทุกข์ เรามักลืมไปว่าเมื่อเรารัก เราต้องยอมรับความทุกข์ที่ตามมา

    เมื่อคืนวันจันทร์ ที่ 24 มีนาคม ค.ศ. 1986 ก่อนการมอบรางวัลตุ๊กตาทอง บาร์บารา วอลเตอร์ส สัมภาษณ์ประธานาธิบดีเรแกนและภรรยา คำถามหนึ่งที่เธอถาม คือ บุคคลทั้งสองทำอย่างไรจึงสามารถประคับประคองความรักให้คงอยู่ตลอด 35 ปีของชีวิตสมรส เมื่อทั้งสองไม่ตอบทันที บาร์บาราพยายามช่วยด้วยการบอกว่า “เป็นเพราะคุณทั้งสองพร้อมจะให้และรับแบบ 50-50 ใช่หรือเปล่า”

    สตรีหมายเลขหนึ่งหัวเราะเบา ๆ และพูดว่า “ชีวิตสมรสแบ่งไม่ได้ลงตัวขนาดนั้นหรอก บางครั้งมันเหมือนกับ 90-10 บ่อยครั้งที่เราฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งต้องเสียสละมากมายกว่าอีกฝ่ายหนึ่ง” ท่านประธานาธิบดี พยักหน้าเห็นด้วย

    นั่นคือจุดสำคัญของการสัมภาษณ์ เพราะได้ระบุสิ่งสำคัญมากเช่นนั้น คือ เมื่อเรารัก เราไม่สามารถคอยจดคะแนน วันใดที่สามี หรือภรรยาเริ่มจดคะแนนในชีวิตสมรส วันนั้นคือวันที่ชีวิตสมรสเริ่มตาย

    ความรักของสามีภรรยา และความรักระหว่างบุคคลในครอบครัว ตามปกติจะต้องมีความเจ็บปวดรวมอยู่ด้วยเสมอ บางครั้งเป็นความเจ็บปวดสาหัสทีเดียว และความเจ็บปวดนั้นมักแบ่งรับเท่า ๆ กันระหว่างสมาชิกครอบครัวไม่ได้ บ่อยครั้งที่เอียงไปทางฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมาก เช่น 90-10

    เราจะย้อนกลับมาที่จุดเริ่มต้นของเรา คือ การตรึงกางเขนของพระเยซูเจ้า พระเยซูเจ้าทรงใช้การสิ้นพระชนม์อย่างเจ็บปวดของพระองค์สื่อสารสามข้อให้แก่เรา

    ข้อแรก พระเยซูเจ้าทรงบอกว่าพระองค์ทรงรักเรา “ไม่มีใครมีความรักยิ่งใหญ่กว่าการสละชีวิตของตนเพื่อมิตรสหาย”

    ข้อสอง พระเยซูเจ้าทรงบอกว่า เราควรรักกัน และกัน “ให้ท่านทั้งหลายรักกัน เหมือนดังที่เรารักท่าน”

    ข้อสาม พระเยซูเจ้าทรงบอกว่า ในความรักย่อมต้องมีความทุกข์ “ถ้าผู้ใดอยากติดตามเรา ก็ให้เขาเลิกนึกถึงตนเอง ให้แบกไม้กางเขนของตน และติดตามเรา”

    จึงสรุปได้ว่าการตรึงกางเขนของพระเยซูเจ้าเป็นเครื่องหมายของความรัก เป็นคำเชิญให้รัก และเป็นการเผยแสดงเกี่ยวกับความรัก

    การตรึงกางเขนนี้บอกเราว่าพระเยซูเจ้าทรงรักเราด้วยความรักระดับสูงสุด ทรงเชิญชวนเราให้รักผู้อื่นเช่นนี้ และเตือนเราว่าในความรักย่อมมีความทุกข์เสมอ

    นี่คือบทเรียนเกี่ยวกับความรักที่เรานำไปปฏิบัติได้จริง ซึ่งพระเยซูเจ้าทรงต้องการให้เรานำกลับไปบ้านจากพิธีกรรมวันนี้ และเป็นบทเรียนที่พระองค์ทรงต้องการให้เราแบ่งปันกับชาวโลก

    พระองค์ทรงต้องการให้เราบอกชาวโลก ด้วยการแสดงความรักของเราเป็นตัวอย่าง ว่าพระองค์ทรงรักเรา ว่าเราควรรักกันและกัน และว่าในความรักย่อมมีความทุกข์เสมอ – บางครั้งเป็นความทุกข์สาหัสทีเดียว

    เราจะสรุปบทรำพึงนี้ด้วยการสวดบทภาวนาที่เราคุ้นเคย แต่ใช้คำพูดของเราเอง ขอให้ท่านก้มศีรษะ และสวดภาวนาพร้อมข้าพเจ้าในใจ
    พระเจ้าข้า โปรดสอนเราให้รู้จักรัก
    โปรดสอนเราให้รักผู้อื่นอย่างที่พระองค์ทรงรักเรา
    โปรดทรงสอนเราให้รัก โดยไม่จดจำสิ่งที่เรายอมเสียสละ
    โปรดทรงสอนเราให้รัก และไม่สนใจความเจ็บปวด
    โปรดทรงสอนเราให้รัก และไม่เรียกร้องให้เขารักตอบในระดับเท่าเทียมกัน
    โปรดทรงสอนเราให้รัก และไม่ร้องขอรางวัลเป็นพิเศษ
    ยกเว้นเพื่อให้เรารู้ว่า เรากำลังปฏิบัติตามพระประสงค์ของพระองค์

บทรำพึงที่ 2
มัทธิว 26:14 – 27:66

    ในคำบอกเล่าเรื่องพระทรมาน มัทธิวไม่ได้รายงานเหตุการณ์ หรือเขียนคำอธิบายการพิพากษาคดีระหว่างช่วงเวลา 24 ชั่วโมงสุดท้ายของพระเยซูเจ้า แต่เขาตีความเหตุการณ์สำคัญนี้ทางเทววิทยา ขณะที่เขียนพระวรสารฉบับนี้ มัทธิวรู้แล้วว่าบุรุษที่ถูกตรึงกางเขนนี้ได้กลับมีชีวิตอีกครั้งหนึ่งแล้ว เขาอ้างข้อความจากพระคัมภีร์สนับสนุนคำบอกเล่าของเขาเพื่อแสดงว่าพระเจ้าทรงกำลังนำทางเหตุการณ์เหล่านี้ เขาไม่พยายามทำให้เราซาบซึ้งใจจนหลั่งน้ำตา แต่ต้องการให้เรานมัสการพระเจ้า และถึงกับละอายใจ พระเยซูเจ้ายังทรงเป็น “องค์พระผู้เป็นเจ้า” ทรงเป็นผู้ควบคุมเหตุการณ์เหล่านี้...

วันแรกของเทศกาลกินขนมปังไร้เชื้อ บรรดาศิษย์เข้ามาทูลถามพระเยซูเจ้าว่า “พระองค์มีพระประสงค์ให้เราจัดเตรียมการเลี้ยงปัสกาที่ไหน” พระองค์ตรัสว่า “จงเข้าไปในกรุง ไปพบชายคนหนึ่ง บอกเขาว่า ‘พระอาจารย์บอกว่า เวลากำหนดของเราใกล้เข้ามาแล้ว เราจะกินปัสกากับศิษย์ของเราที่บ้านของท่าน’ “

    เป็นการเปิดฉากอย่างสง่า .. มัทธิวเน้นว่าพระเยซูเจ้าทรงรู้เหตุการณ์ล่วงหน้า “เวลากำหนดของเราใกล้เข้ามาแล้ว” พระองค์ทรงรู้ว่ากำลังจะเกิดอะไรขึ้น – ทั้งปัสกา ... การเดินทาง...

    การไม่เอ่ยชื่อของชายเจ้าของบ้าน ... เพียงแต่บอกว่าชายคนหนึ่ง ... เชิญชวนเราให้เป็น “ชายคนนั้น” ... ให้เราเป็นเจ้าของบ้านซึ่งพระเยซูเจ้าทรงต้องการ “กินเลี้ยงปัสกา” ร่วมกับศิษย์ของพระองค์...

“เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า คนหนึ่งในที่นี้จะทรยศต่อเรา” – “เป็นข้าพเจ้าหรือพระอาจารย์” – “ใช่แล้ว”

    พระเยซูเจ้าไม่ทรงพิพากษา ไม่ทรงประณาม “ใช่แล้ว” ... คนผิดเปิดเผยตัวออกมาเอง – พระเยซูเจ้าทรงเพียงแต่ส่งเขากับไปพิจารณามโนธรรม...

    เราจะได้ยินพระเยซูเจ้าตรัสเช่นนี้อีกสองครั้ง “พระองค์ตรัสตอบหัวหน้าสมณะว่า “ใช่แล้ว” (มธ 26:64) และตรัสตอบปิลาตว่า “ท่านพูดเองนะ” (มธ 27:11) แต่ละคนต้องรับผิดชอบการกระทำของตนเอง ... เป็นความรับผิดชอบของท่านที่จะเห็น ... เป็นความรับผิดชอบของท่านที่จะตัดสินใจ เราได้รับการบอกเล่าครั้งแล้วครั้งเล่า...

ขณะที่ทุกคนกำลังกินอาหารอยู่นั้น พระเยซูเจ้าทรงหยิบขนมปัง ตรัสถวายพระพร ทรงบิขนมปังประทานให้บรรดาศิษย์ ตรัสว่า “จงรับไปกินเถิด นี่เป็นกายของเรา” แล้วพระองค์ทรงหยิบถ้วย ตรัสขอบพระคุณ ประทานให้เขาเหล่านั้น ตรัสว่า “ทุกท่านจงดื่มจากถ้วยนี้เถิด นี่เป็นโลหิตของเรา โลหิตแห่งพันธสัญญา ที่หลั่งออกมาสำหรับคนจำนวนมาก เราบอกท่านทั้งหลายว่า แต่นี้ไป เราจะไม่ดื่มน้ำจากผลองุ่นอีก จนกว่าจะถึงวันที่เราจะดื่มเหล้าองุ่นใหม่กับท่านในพระอาณาจักรของพระบิดาของเรา”

    พระเยซูเจ้าทรงรู้ดีว่าพระองค์กำลังจะสิ้นพระชนม์ นี่คืออาหารมื้อสุดท้ายของพระองค์ “การดื่มครั้งสุดท้ายเพื่อฉลองมิตรภาพ” พระองค์ตรัสว่า “เราจะไม่ดื่มน้ำจากผลองุ่นอีก”...

    แต่ความตายที่ใกล้เข้ามานี้ไม่ทำให้พระองค์หวาดกลัว หรือท้อถอย พระองค์ทรงถวายพระพรแด่พระบิดา ตรัสขอบพระคุณ – พระองค์กำลังถวายบูชาขอบพระคุณ ... พระองค์ตรัสขอบพระคุณพระบิดา ... ทำไม ... ในเวลานั้น อะไรคือสาระสำคัญของ “การขอบพระคุณ” ... ถ้อยคำที่เน้นย้ำในประโยคที่พระเยซูเจ้าตรัสนี้ทำให้เรารู้ว่าอะไรคือจุดประสงค์ของ “การสรรเสริญ” ครั้งนี้ ซึ่งระเบิดออกมาจากดวงหทัยของพระองค์ในนาทีสำคัญยิ่งนี้ และทำให้บูชาขอบพระคุณของเรามีคุณค่านิรันดร…

    พระเยซูเจ้าตรัส “ขอบพระคุณ” สำหรับพันธสัญญาอันน่าพิศวงระหว่างพระเจ้า และมนุษยชาติ ... สำหรับผลที่เกิดจากการสิ้นพระชนม์ของพระองค์ ซึ่งจะช่วยคนจำนวนมากให้รอดพ้น ... สำหรับการอภัยบาปซึ่งจะเกิดขึ้นผ่านทางไม้กางเขนของพระองค์ ... สำหรับพระอาณาจักรที่จะสำเร็จเป็นจริงในวันหนึ่งภายใต้แสงสว่างของพระเจ้า ที่ซึ่ง “จะไม่มีการคร่ำครวญ การร้องไห้ และความทุกข์อีกต่อไป” ...

    พิธีบูชาขอบพระคุณเป็น “อาหารของคนบาป” ... เป็นการให้อภัยที่เสนอให้แก่ทุกคน ... พระเยซูเจ้าทรงรู้ว่ามนุษย์ทุกคนล้วนเป็นคนบาป – ทุกคนกำลังจะทอดทิ้งพระองค์ในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้า หลังจากเขาเพิ่งจะรับศีลมหาสนิทเป็นครั้งแรก ... พระเยซูเจ้าทรงรู้ว่า “ชุมชนพระศาสนจักร” ของพระองค์ประกอบด้วยชาย และหญิงที่ไม่ซื่อสัตย์ – แท้จริงแล้วเป็นการชุมนุมของคนบาป ... คริสตชนก็ไม่ได้ดีไปกว่าคนอื่น ๆ โอกาสเดียวของเขา คือ มาร่วมกินอาหาร และการถวายบูชาที่ถวายเพื่อ “ชดเชยบาป” – เพื่อขออภัยบาปของเรา...

เมื่อขับร้องเพลงสดุดีแล้ว ทุกคนออกจากห้อง เพื่อไปยังภูเขามะกอกเทศ

    เราเองก็ควร “ขับร้องเพลงสดุดี” ด้วยความรัก ... เพลงที่แต่งขึ้นโดยได้รับการดลใจจากพระเจ้านี้เป็นบทเพลงที่พระเยซูเจ้าเองเคยใช้ขับร้อง ... ข้าพเจ้าวาดภาพในจินตนาการว่าพระองค์กำลังขับร้องบทเพลงนี้ในเย็นวันนั้นด้วยพระสุรเสียงที่น่าฟัง ... และข้าพเจ้ายืดเวลาการรำพึงนี้ด้วยการขับร้องบทเพลงเดียวกัน...

    บทเพลงสดุดีที่ใช้ในการทำวัตร คือบทภาวนาของพระเยซูเจ้า...

แล้วพระเยซูเจ้าตรัสแก่บรรดาศิษย์ว่า “ทุกท่านจะทอดทิ้งเราในคืนนี้ ... ในคืนนี้เองก่อนไก่ขัน ท่านจะปฏิเสธเราสามครั้ง”

    ศิษย์ทุกคนของพระเยซูเจ้าล้วน “เหน็ดเหนื่อย” ... การทดสอบพิเศษสำหรับศิษย์ของพระเยซูเจ้าคือการทดสอบความเชื่อ พวกเขาจะสะดุดล้มเมื่อพบกับความทุกข์ทรมานของพระคริสตเจ้า ... แม้แต่เปโตร ผู้มีบทบาทเป็นผู้นำ และมีความมั่นใจในตนเอง ก็ยังไม่รอดพ้นจากการทดสอบนี้...

เมื่อพระเยซูเจ้าเสด็จมาพร้อมกับบรรดาศิษย์ถึงสถานที่แห่งหนึ่ง ชื่อเกทเสมนี พระองค์ตรัสแก่เขาเหล่านั้นว่า “จงนั่งอยู่ที่นี่ ขณะที่เราไปอธิษฐานภาวนาที่โน่น” แล้วทรงพาเปโตรและบุตรทั้งสองของเศเบดีไปด้วย พระองค์ทรงรู้สึกเศร้าและสลดพระทัยอย่างยิ่ง จึงตรัสแก่เขาทั้งสามคนว่า “ใจเราเป็นทุกข์แทบสิ้นชีวิต จงอยู่ที่นี่และตื่นเฝ้ากับเราเถิด” แล้วพระองค์ทรงพระดำเนินไปข้างหน้าอีกเล็กน้อย ทรงซบพระพักตร์ลงกับพื้นดิน อธิษฐานภาวนาว่า “พระบิดาเจ้าข้า ถ้าเป็นไปได้ ขอให้ถ้วยนี้พ้นข้าพเจ้าไปเถิด ถ้าเป็นไปไม่ได้ ก็ขออย่าให้เป็นไปตามใจข้าพเจ้า แต่ให้เป็นไปตามพระประสงค์ของพระองค์เถิด”

    สำหรับมัทธิว การเข้าตรีทูตของพระเยซูเจ้าในสวนเกทเสมนี เป็นเพียงการอธิษฐานภาวนาเป็นเวลานาน เขาเอ่ยคำว่า “อธิษฐานภาวนา” ถึงห้าครั้ง พระเยซูเจ้าทรงเข้าตรีทูตระหว่างอธิษฐานภาวนา – พระเยซูเจ้าทรงเข้าตรีทูตขณะทรงร่วมสนิทเป็นหนึ่งเดียวกับพระบิดาของพระองค์ ... แต่พระเยซูเจ้าทรงต้องการเข้าตรีทูตร่วมกับศิษย์ของพระองค์ด้วย พระองค์ “เสด็จกลับมา” หาพวกเขาสามครั้งเพื่อเชิญชวนเขาให้ “อธิษฐานภาวนา” ร่วมกับพระองค์ ... ให้เขา “ตื่นเฝ้า” ร่วมกับพระองค์ (มธ 26:36, 38, 40)...

ยูดาส ซึ่งเป็นคนหนึ่งในบรรดาอัครสาวกสิบสองคน มาถึงพร้อมกับคนจำนวนมาก ถือดาบและไม้ตะบองเป็นอาวุธ ... “เพื่อนเอ๋ย จงทำอย่างที่ตั้งใจทำเถิด” ... “ท่านคิดว่าเราจะอ้อนวอนพระบิดาเจ้าให้ส่งทูตสวรรค์มากกว่าสิบสองกองพลมาช่วยเราบัดนี้มิได้หรือ แล้วพระคัมภีร์ที่เขียนว่าจะต้องเป็นเช่นนี้จะเป็นความจริงได้อย่างไรเล่า”

    มัทธิวจะอ้างหลายข้อความจากพระคัมภีร์ภายในคำบอกเล่าของเขา...

    พระทรมานของพระเยซูเจ้าไม่ใช่ “เหตุบังเอิญ” ในประวัติศาสตร์ ... แต่เป็นไปตามแผนการอันเร้นลับของพระเจ้า ที่คาดการณ์ไว้ล่วงหน้าและแจ้งให้มนุษย์รู้เป็นเวลานานก่อนจะเกิดขึ้นจริง ... ไม้กางเขนไม่ได้เกิดขึ้นโดยที่พระเจ้าไม่รู้ตัว พระองค์ทรงต้องการ และทรงตัดสินใจให้เป็นเช่นนี้ ... พระองค์จะไม่ทรงส่ง “กองพลทูตสวรรค์” ลงมาช่วย – พระองค์จะไม่หลีกเลี่ยงเหตุการณ์ด้วยการทำอัศจรรย์...

    เมื่อเป็นเช่นนี้ เราจะยังคิดอยู่ได้อย่างไรว่าทุกสิ่งทุกอย่างไม่ควรเกิดขึ้นอย่างที่มันเกิดขึ้นในชีวิตของเรา...

    พระเจ้าข้า โปรดทรงช่วยเราให้ยอมรับการทดลองต่าง ๆ ในชีวิตของเรา และข้อจำกัดของเรา โดยสมัครใจยอมรับพระประสงค์อันเร้นลับของพระบิดา ... ผู้ทรงรักเราไม่เสื่อมคลาย ... ผู้ไม่เคยหยุดรักพระบุตรของพระองค์บนไม้กางเขน ... ผู้ทรงรู้สึกเจ็บปวดทรมานร่วมกับพระบุตร ... และทรงช่วยมนุษย์ให้รอดพ้นร่วมกับพระบุตร...

หลังจากนั้น ศิษย์ทุกคนละทิ้งพระองค์และหนีไป บรรดาผู้ที่จับกุมพระเยซูเจ้านำพระองค์ไปยังบ้านของคายาฟาส มหาสมณะ บรรดาธรรมาจารย์และผู้อาวุโสชุมนุมกันที่นั่น

    เปโตรติดตามพระองค์ “ไปห่าง ๆ” และเข้าไปถึงลานบ้านของมหาสมณะ คอยดูว่า “เหตุการณ์จะจบลงอย่างไร”

    “พยานเท็จ” ปรักปรำพระเยซูเจ้าว่าพระองค์เคยตรัสว่าพระองค์ “มีอำนาจจะทำลายพระวิหารของพระเจ้า และสร้างขึ้นใหม่ได้ภายในสามวัน”...

แต่พระเยซูเจ้าทรงนิ่ง มหาสมณะจึงพูดกับพระองค์ว่า “เราสั่งให้ท่านสาบานโดยอ้างพระเจ้าผู้ทรงชีวิต จงตอบเราว่าท่านเป็นพระคริสต์ พระบุตรของพระเจ้าผู้ทรงชีวิตหรือ” พระเยซูเจ้าตรัสตอบว่า “ใช่แล้ว แต่ยังมีมากกว่านั้นอีก เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า ตั้งแต่บัดนี้ไปท่านจะเห็นบุตรแห่งมนุษย์ประทับ ณ เบื้องขวาของพระผู้ทรงอานุภาพ และจะเสด็จมาพร้อมกับหมู่เมฆบนท้องฟ้า”

    ข้อความนี้ก็เป็นข้อความที่ยกมาจากพระคัมภีร์อีกเช่นกัน

    เมื่อพระเยซูเจ้าทรงถูกขอร้องอย่างเป็นทางการให้ระบุว่าพระองค์เป็นใคร พระองค์ทรงตอบด้วยประโยคที่ยกมาจากหนังสือประกาศกดาเนียล (7:13) ... พระองค์ทรงยอมรับว่าพระองค์คือพระเมสสิยาห์ที่ประชาชนรอคอย แต่ทรงเผยโดยนัยว่าพระองค์ไม่ใช่พระเมสสิยาห์ตามความคาดหมายของบุคคลที่กำลังพิพากษาพระองค์ ในสถานการณ์ที่พระองค์กำลังเผชิญหน้ากับโทษประหารชีวิตนี้เองที่พระองค์ทรงกล้าประกาศว่า “ตั้งแต่นี้ไป” การแสดงพระองค์อย่างรุ่งโรจน์จะเกิดขึ้นในไม่ช้า...

    ต่อมาเป็นคำบอกเล่าเรื่องการปฏิเสธและการสำนึกผิดของเปโตร และความสิ้นหวังของยูดาส ... เขาแขวนคอตายเพราะความเสียใจเมื่อเขารู้ว่าพระเยซูเจ้าทรงถูกตัดสินประหารชีวิต และยอมรับว่า “ข้าพเจ้าทำบาปที่ได้ทรยศต่อผู้บริสุทธิ์” ... ยูดาส ผู้น่าสงสาร! พระเยซูเจ้าคงแสดงความกรุณาต่อเขา ถ้าเขาเพียงแต่รู้จักที่จะ “ร้องไห้อย่างขมขื่น” เหมือนเปโตร ... นี่คือธรรมล้ำลึกของเสรีภาพของมนุษย์ มนุษย์มีเสรีภาพที่จะยอมรับความผิดของตน และการยอมรับว่า “ข้าพเจ้าได้ทำบาป” เป็นการกระทำที่ยิ่งใหญ่ – แต่มนุษย์ก็มีเสรีภาพที่จะรู้สึกท้อแท้สิ้นหวังได้เช่นกัน คือเมื่อเขาไม่เชื่อในความเมตตาของพระเจ้า...

    หลังจากการพิจารณาคดีครั้งแรก ซึ่งเป็นการพิจารณาคดีโดยศาลทางศาสนา บัดนี้ มาถึงการพิจารณาคดีครั้งที่สองตามกฎหมาย ต่อหน้าปิลาต ผู้ว่าราชการ ... ต่างจากผู้มีอำนาจชาวยิว คนต่างชาติต่างศาสนาคนนี้พยายามทุกวิถีทางที่จะช่วยพระเยซูเจ้า

-    เขาพยายามปล่อยตัวพระเยซูเจ้า โดยเสนอให้ประชาชนเลือกว่าจะอภัยโทษให้แก่นักโทษคนใด ระหว่างพระเยซูเจ้า และบารับบัส...
-    ภรรยาของปิลาต ขอร้องสามีของนางไม่ให้ยุ่งเกี่ยวกับความตายของพระเยซูเจ้า
-    ในที่สุด ปิลาตก็ล้างมือ ซึ่งเป็นเครื่องหมายว่าเขาไม่ขอรับผิดชอบในอาชญากรรมนี้...

    เมื่อปิลาตหมดหนทางแก้ปัญหานี้ได้แล้ว เขายอมแพ้เสียงร้องตะโกนของฝูงชน เรื่องพระทรมานตามคำบอกเล่าของมัทธิว เช่นเดียวกับในคำบอกเล่าเรื่องพระทรมานในพระวรสารฉบับอื่น ๆ บุคคลสำคัญในเหตุการณ์คือพระเยซูเจ้า แต่เราควรสังเกต “สมญา” ที่ใช้เรียกพระองค์ด้วย...

    พระองค์ถูกเรียกว่า “เยซู” 40 ครั้งในช่วงเวลาสำคัญนี้ ราวกับจะตอกย้ำให้เห็นความหมายทางนิรุกติศาสตร์ของคำนี้ (Yeshoua ในภาษาฮีบรู) ซึ่งทูตสวรรค์แจ้งไว้ตั้งแต่ต้น และแปลว่า “พระเจ้าทรงช่วยให้รอดพ้น” (มธ 1:23) ... จากนั้น พระองค์ยังได้รับสมญาด้วยว่า “บุตรแห่งมนุษย์” (มธ 26:63, 27:40, 43, 54) ... และคำว่า “พระบิดาของเรา” ซึ่งเน้นให้เห็นว่าพระองค์ทรงน้อมรับพระประสงค์ของพระบิดาโดยสิ้นเชิง ซึ่งทำให้พระทรมานของพระองค์มีความหมายอย่างสมบูรณ์ (มธ 26:29, 39, 42, 53) ... ท้ายที่สุด เหยื่อผู้ถูกมนุษย์เย้ยหยันถูกเรียกด้วยสมญาว่า “องค์พระผู้เป็นเจ้า” (มธ 26:22) พระเยซูเจ้าไม่เคยละทิ้ง “ศักดิ์ศรีอันศักดิ์สิทธิ์” นี้เลย ไม่ว่าพระองค์จะทรงทำอะไร พระองค์ทรง “รู้” พระองค์ทรง “สั่ง” พระองค์ทรง “ร้องขอ” พระองค์ทรงควบคุมเหตุการณ์เหล่านี้ได้อย่างสมบูรณ์ (มธ 26:10, 29, 25, 50, 52, 54)...

    เพื่อแสดงให้เห็น “ความยิ่งใหญ่เกินคำบรรยาย” ของบุรุษผู้ทนรับความเจ็บปวดจนสิ้นใจ มัทธิวกล่าวถึง “แผ่นดินสั่นสะเทือน” เพื่อให้เห็นว่าเหตุการณ์นี้มีผลต่อทั้งโลก (มธ 27:51, 54) ... เขาใช้คำเดียวกันนี้ในกรณีอื่นอีกสามครั้งด้วย (มธ 8:24, 21:10, 28:2)...

    ขณะที่เราฟังคำบอกเล่าเรื่องพระทรมาน และรำพึงตามเนื้อเรื่อง ขอให้เราอย่าคิดแต่ในระดับของอารมณ์และความเจ็บปวดของมนุษย์ ... แต่เช่นเดียวกับมัทธิว เราควรยอมให้ตนเองถูกชักนำไปสู่การนมัสการ และขอบพระคุณพระเจ้า...

ค้นหา

Pope Report คำสอน บทเทศน์

pope report francis

ถ่ายทอดสด พิธีบูชาขอบพระคุณ

MASS Header re

Kamson BKK Update!!

หมวดปรีชาญาณ

wisdom books

Bible Diary 2020

img007 resize

บทอ่านและบทมิสซา

ordomissae

พันธสัญญาใหม่

spd 20110902115342 b

บทเพลงศักดิ์สิทธิ์

angels-5b

สถิติเยี่ยมชม (เริ่ม 22-02-2012)

วันนี้
เมื่อวาน
สัปดาห์นี้
เดือนนี้
เดือนที่แล้ว
ทั้งหมด
8426
7926
67248
57279
420929
17961473
Your IP: 18.204.227.117
2020-06-06 21:28

สถานะการเยี่ยมชม

มี 110 ผู้มาเยือน และ ไม่มีสมาชิกออนไลน์ ออนไลน์

 

แผนกคริสตศาสนธรรม อัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ
122/8 อาคารแม่พระรับเกียรติยกขึ้นสวรรค์ ซ.นนทรี 14 ถ.นนทรี แขวงช่องนนทรี เขตยานนาวา กรุงเทพฯ 10120
โทร. 095-953-3070,  02-681-3850   Email: ccbkk@catholic.or.th   Line_ID: kamsonbkk