foto1
foto1
foto1
foto1
foto1

God is Love...

Catechetical Center of Bangkok

วันอังคารที่ 28 กุมภาพันธ์ 2017 สัปดาห์ที่ 8 เทศกาลธรรมดา
มก 10:28-31…
28เปโตรทูลพระเยซูเจ้าว่า “ข้าพเจ้าทั้งหลายได้สละทุกสิ่งและติดตามพระองค์แล้ว” 29พระเยซูเจ้าตรัสว่า “เราบอกความจริงกับท่านว่า ไม่มีใครที่ละทิ้งบ้านเรือน พี่น้องชายหญิง บิดามารดา บุตรหรือไร่นาเพราะเห็นแก่เรา และเพราะเห็นแก่ข่าวดี

30จะไม่ได้รับการตอบแทนร้อยเท่าในโลกนี้ เขาจะได้บ้านเรือน พี่น้องชายหญิง มารดา บุตร ไร่นา พร้อมกับการเบียดเบียนและในโลกหน้าจะได้ชีวิตนิรันดร 31หลายคนที่เป็นกลุ่มแรกจะกลับเป็นกลุ่มสุดท้าย และกลุ่มสุดท้ายจะกลับกลายเป็นกลุ่มแรก”
32บรรดาศิษย์กำลังเดินทางขึ้นไปยังกรุงเยรูซาเล็ม พระเยซูเจ้าเสด็จนำเขาไป เขาต่างประหลาดใจ ผู้ติดตามต่างมีความกลัว พระองค์ทรงพาอัครสาวกสิบสองคนออกไปอีกครั้งหนึ่ง ทรงบอกเขาถึงเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นกับพระองค์ว่า 33”บัดนี้ พวกเรากำลังจะขึ้นไปยังกรุงเยรูซาเล็ม บุตรแห่งมนุษย์จะถูกมอบให้บรรดามหาสมณะและบรรดาธรรมาจารย์ จะถูกตัดสินประหารชีวิต และถูกมอบให้คนต่างชาติ34สบประมาทเยาะเย้ย ถ่มน้ำลายรด โบยตี และฆ่าเสีย แต่หลังจากนั้นสามวัน เขาจะกลับคืนชีพ”

อรรถาธิบายและไตร่ตรอง
• วันนี้วันสุดท้ายก่อนเราเข้าสู่เทศกาลมหาพรต และสัปดาห์ที่ 8 เทศกาลธรรมดาจะหยุดไว้ก่อน รอหลังปัสหา กลับมาสู่เทศกาลธรรมดากันต่อ

• พี่น้องที่รัก เรายังอยู่ที่เรื่องราวของพระวรสารนักบุญมาระโก บทที่ 8:27 ถึงบทที่ 10:52 นี้ นักพระคัมภีร์ทั้งหลายเรียกว่า “จากกาลิลีสู่เยรูซาเล็ม” (the Journey from Galilee to Jerusalem)
o นักพระคัมภีร์เกินร้อยเปอร์เซนต์ด้วยซ้ำยอมรับ... โดยเฉพาะอาจารย์ เคลเมนต์ สต๊อก Clemens Stock ชาวเยอรมัน วันนี้ขอเอ่ยชื่ออาจารย์ และอธิการบดีสถาบันพระคัมภีร์สมัยที่พ่อเรียนหน่อยครับ...
o ท่านเป็นผู้เชี่ยวชาญพระวรสารนักบุญมาระโก ต้องเรียกว่าศาสตร์จารย์จึงจะถูก แต่จะดีกว่าถ้าเรียกว่า “คุณพ่อ” เพราะท่านเป็นพระสงฆ์ที่ถ่อมตนเรียบง่าย ท่านเป็นคนที่พ่อได้มีโอกาสเรียนกับท่าน...

• Clemens Stock ชี้ให้เห็นชัดว่า พระวาจาจากมาระโกในพระวรสารช่วงนี้ คือช่วงเวลาที่พระเยซูเจ้าเสด็จละจากแคว้นกาลิลีภาคเหนือของแผ่นดินอิสราเอล และเดินทางลงสู่ภาคใต้ไปกรุงเยรูซาเล็ม ซึ่งพระคัมภีร์ใช้คำว่า “เสด็จขึ้น” (going up)
o ถึงแม้ว่าพระองค์เสด็จจากภาคเหนือลงสู่ภาคใต้ แต่พระคัมภีร์รายงานว่า “เสด็จขึ้นไปกรุงเยรูซาเล็ม” พระคัมภีร์ มาระโก อีกทั้งมัทธิวและลูกา หรือแม้แต่ยอห์น ไม่ได้หลงทิศทางภูมิศาสตร์แต่ประการใด เพราะพวกท่านทราบดีว่า การไปเยรูซาเล็มคือการขึ้นไปยังที่ประทับของพระเจ้า ต้องขึ้นเขาในช่วงสุดท้ายของการเดินทาง...
o อันที่จริงเมื่อเดินทางมาถึงเยรีโค จำเป็นต้องเดินขึ้นเขายาวเกือบสามสิบกิโลเมตร ช่วงสุดท้ายต้องมุ่งไต่ระดับจากลุ่มน้ำจอร์แดนและเยรีโค ต่ำกว่าระดับน้ำทะเลปานกลาง ขึ้นสูงไปอีกมากกวาเจ็ดร้อยเมตรจากระดับน้ำทะเล เป็นการเดินมุ่งหน้าขึ้นไปตลอดจนถึงเยรูซาเล็ม
o ประการสำคัญคือ “ไม่ว่ามาจากทิศไหนทุกคนต้องเดินทาง “ขึ้น” ไปเยรูซาเล็ม” เพราะเหตุที่เยรูซาเล็มสำหรับชาวยิว และพระเยซูเจ้าเอง บนภูเขาที่เยรูซาเล็มเป็นที่ตั้งของเมืองหลวงและสำคัญที่สุด “เป็นที่ตั้งของพระวิหาร” เป็น “ที่ประทับของพระเจ้า” ทุกคนจะต้อง “ขึ้น” ไปหาพระเจ้าเท่านั้น พระเจ้าสูงสุด...

• ขณะเดินทางกับบรรดาศิษย์ อัครสาวกทั้งสิบสอง
o พระองค์สอนพวกเขาสามครั้ง ถึงเรื่องการที่พระองค์จะเสด็จขึ้นไปกรุงเยรูซาเล็มเพื่อรับทรมาน สิ้นพระชนม์และกลับคืนพระชนม์...
o พระองค์สอนสามครั้งเพื่ออบรมพวกเขาให้เดินตามพระองค์... ไม่ง่าย เพราะพวกเขาคิดว่าพระองค์จะไปเป็นกษัตริย์ จะทรงยิ่งใหญ่ที่นั่น และที่สำคัญ ถ้าพระองค์เป็นกษัตริย์ พวกเขา (คนบ้านนอกจากกาลิลีส่วนใหญ่ และชาวประมงด้วย ก็จะได้เป็นใหญ่กันหมดในเยรูซาเล็ม เราต้องไม่ลืมว่า สมัยนั้น ชาวยิวเป็นเมืองขึ้นของโรม การครั้งนี้จะเป็นอิสระจากโรม นั่นคือสิ่งที่พวกเขาคิดและใฝ่วันแน่นอน ในการติดตามพระองค์)
o สรุปให้เข้าใจได้ง่ายๆ คือ “พระองค์คิดถึงกางเขนที่จะต้องสิ้นพระชนมและสอนพวกเขา แต่พวกเขาคิดถึงบัลลังก์และมงกุฏ”

• พระวาจาวันนี้จึงชัดเจน... ที่เราอ่านต่อจากเมื่อวานที่ทรงได้พบกับเศรษฐีหนุ่มคนนั้น... เมื่อเขาจากไป เขาไม่ได้ตามเป็นศิษย์เหมือน 12 คนนี้... เพราะเขาเป็นคนดี และร่ำรวย และก็คงไปดำเนินชีวิตเป็นคนร่ำรวยที่ดีต่อไป... เหลือแต่อัครสาวก 12 คนนี้ เรามาตีความกันต่อเลยครับ

• เปโตร จึงเริ่มถามพระองค์ (อย่าลืมว่าพวกเขาได้ตามพระองค์มา และคิดว่าพระองค์จะเป็นกษัตริย์ของอิสราเอล กลับไปอ่าน ลก 24 เรื่องการเดินทางไปเอมมาอูส จะพบว่า พวกเขาหวังว่าจะเป็นกษัติรย์ เป็นพระแมสซียาห์ แต่ทรงสิ้นพระชนมเพราะถูกประการ) เปโตรจึงถาม... ถามว่าพวกเขาได้ละทิ้งทุกสิ่งตามพระองค์ พวกเขาจะได้อะไร “ข้าพเจ้าทั้งหลายได้สละทุกสิ่งและติดตามพระองค์แล้ว” เหมือนกับตั้งคำถามเป็นนัยๆ ว่าจะได้อะไร ได้สมบัติ ได้ตำแหน่ง ความร่ำรวยด้วยใช่ไหม???

• พระเยซูตอบทันทีและคำทำให้พวกเขาชื่นใจ.... “ไม่มีใครที่ละทิ้งบ้านเรือน พี่น้องชายหญิง บิดามารดา บุตรหรือไร่นาเพราะเห็นแก่เรา และเพราะเห็นแก่ข่าวดี จะไม่ได้รับการตอบแทนร้อยเท่าในโลกนี้ เขาจะได้บ้านเรือน พี่น้องชายหญิง มารดา บุตร ไร่นา พร้อมกับการเบียดเบียนและในโลกหน้าจะได้ชีวิตนิรันดร”
o เราเห็นชัดว่า พระวาจาที่ตอบทำให้พวกเขาเคลิ้มเลย.. ชาวประมงต่ำต้อย จะได้ร้อยเท่าพันทวี... ต้องขอยิ้มยินดี และชื่นใจตาม เรียกว่า “เคลิ้มตาม” ได้เลย... ถ้าได้ละทิ้งทุกสิ่งตามพระองค์จะได้ร้อยเท่า...
o (555 ขอหัวเราะหน่อย) เพราะพระเยซูเจ้าสัญญาจะได้รับ “ร้อยเท่าในโลกนี้” และ ที่ต้องหัวเราะคือ “พร้อมการเบียดเบียนและในโลกหน้าจะได้ชีวิตนิรันดร” คือ พระองค์สัญญามากมาย แต่ต้องผ่านการเบียดเบียนและความตายเช่นเดียวกับพระองค์... แต่มีชีวิตนิรันดรนะ..หลังความตาย... ยิ้มกันไม่ออกละทีนี้ถ้าไม่รักและไม่อยากติดตามพระองค์จริงๆ
o สัญญาของพระองค์ คือ รางวัลร้อยเท่าแน่นอนในโลกนี้ แต่จะต้องได้รับการเบียดเบียนและต้องตายแบบพระองค์ คือ สิ้นพระชนม์เพราะการเบียดเบียน...
o ดังนั้น ไม่แปลกที่พระองค์สอนสามครั้ง ตลอดการเดินทางจากกาลิลีสู่เยรูซาเล็ม สอนสามครั้งถึงเรื่องการสิ้นพระชนม์บนไม้กางขน ทรงสอนเขา ในมาระโกบทที่ 8, 9 และ 10 ครอบคลุมตลอดการเดินทางเลยว่าอย่างนั้นเถอะ หนีไม่พ้นถ้าจะติดตามพระองค์ ต้องเดินทางกางเขน คือทางแห่งความรักและความจริงเช่นเดียวกับพระองค์...

• ชัดมากที่สุด เพราะพระองค์กล่าวชัดเจนว่าจะไปรับทรมานที่เยรซาเล็ม อ่านพระวาจาตอนต่อไปนี้ดีๆสิครับ
o “บรรดาศิษย์กำลังเดินทางขึ้นไปยังกรุงเยรูซาเล็ม
o พระเยซูเจ้าเสด็จนำเขาไป เขาต่างประหลาดใจ ผู้ติดตามต่างมีความกลัว
o พระองค์ทรงพาอัครสาวกสิบสองคนออกไปอีกครั้งหนึ่ง ทรงบอกเขาถึงเหตุการณ์ที่จะเกิดพระองค์ว่า “บัดนี้ พวกเรากำลังจะขึ้นไปยังกรุงเยรูซาเล็ม บุตรแห่งมนุษย์จะถูกมอบให้บรรดามหาสมณะและบรรดาธรรมาจารย์ จะถูกตัดสินประหารชีวิต และถูกมอบให้คนต่างชาติ สบประมาทเยาะเย้ย ถ่มน้ำลายรด โบยตี และฆ่าเสีย แต่หลังจากนั้นสามวัน เขาจะกลับคืนชีพ””

• คำตีความที่ชัดเจนคือ...

• พวกเขากำลังขึ้นไปเยรูซาเล็มจริงๆ และที่สำคัญมากๆ มากจริงๆ คือมาระโกบันทึกว่า “พระองค์เสด็จนำพวกเขาไป” มีความหมายว่าจะไปสิ้นพระชนม์ ทรงมุ่งมั่นมากที่จะไปรับทรมานเพื่อทำให้พระประสงค์ของพระบิดาในการไถ่บาปมนุษย์สำเร็จ หรือทำให้ความรักของพระเจ้าชัดเจนเป็นจริงๆบนไม้กางเขน จะทรงไปครองราชย์บนกางเขน สวมมงกุฏหนามเป็นราชาแท้จริง ถือคฑาคือไม้อ้อในพระหัตถ์ และประทับและรักจนโลกหิตหยาดสุดท้ายบนบัลลังก์นิรันดรคือ “บนกางเขน”

• (พี่น้องเคยสังเกตไหมว่า ทำไมบนกางเขน ต้องมีกางเขนอีกสองอันข้างซ้ายและข้างขวา... บัลลังก์กษัตริย์ต้องมีซ้ายและขาวเช่นนี้สำหรับชาวยิวอย่างไรล่ะครับ ความจริงน่าจะเป็นยากอบและยอห์นที่มาของนั่งข้างซ้ายและข้างขาว หรือเป็นเปโตรก็ได้... แต่ตามพระวรสารนักบุญมาระโกนั้น...พบว่าพวกเขาหนีไปหมดเมื่อทรงถูกจับ)

• “พระเยซูเจ้าเสด็จนำเขาไป เขาต่างประหลาดใจ ผู้ติดตามต่างมีความกลัว” ไม่ต้องแปลกใจครับ... ไม่ต้องแปลกใจ พระองค์ทรงมุ่งมั่นมากที่จะไปเยรูซาเล็มเพื่อตายตามพระประสงค์ของพระบิดาเจ้า.. นั่นคือสิ่งที่ทรงมุ่งมั่นและทรงสอนบรรดาศิษย์ เพียงแต่พวกเขาคิดและหวังสิ่งที่เป็นไปตามกระแสโลก อำนาจ เงิน ความร่ำรวย เท่านั้น.. แต่สำหรับพระองค์คือการเป็นกษัตริย์แห่งความรักที่สุดที่ยอมสละชีวิตเพื่อทุกคนที่เป็นของพระองค์

• สุดท้ายของพระวรสารวันนี้คือครั้งที่สามที่พระองค์สอนและบอกให้พวกเขารู้... พระองค์พา 12 คนเท่านั้น แยกออกไปเพื่อสอนพิเศษเพื่อบอกความจริงแก่พวกเขาเท่านั้น คือ พระหนทางแห่งไม้กางเขนขอพระองค์ (แต่พี่น้องทราบไหม ขนาดบอกชัดแบบนี้ “บุตรแห่งมนุษย์จะถูกมอบให้บรรดามหาสมณะและบรรดาธรรมาจารย์ จะถูกตัดสินประหารชีวิต และถูกมอบให้คนต่างชาติ สบประมาทเยาะเย้ย ถ่มน้ำลายรด โบยตี และฆ่าเสีย แต่หลังจากนั้นสามวัน เขาจะกลับคืนชีพ” พวกเขายังไม่ฟัง ไม่เข้าใจ และสองพี่น้องจะขอนั่งข้างซ้ายและข้างขวาทันทีเลย อ่านต่อไปภายหลัง)

• แต่ข้อที่ไม่น่ากังวลคือ... พระองค์ไม่เคยทำนายถึงพระทรมาน การสิ้นพระชนม์ โดยไม่กล่าวถึงการ “กลับคืนชีพ” สบายใจได้ถ้าจะติดตามพระองค์ “พระทรมานเป็นเครื่องหมายถึงความรักที่สุด” และการกลับคืนชีพ คือ “รางวัลนิรันดร" ครับ

• พ่อสรุปไตร่ตรองครับ
o เรื่องนี้สอนพ่อเอง สอนพวกเราบรรดาพระสงฆ์นักบวช และพระสังฆราช (อัครสาวก) ได้อย่างพิเศษจริงๆ ติดตามพระคริสตเจ้าต้องพร้อมกับการเบียดเบียนหรือความอยุติธรรมในโลกนี้ ใช่เราได้รับสิ่งต่างๆ มากมายทุกวัน
o ถามพ่อบวชใหม่ๆ สิครับ... จากวันบวชนั้น ได้อะไรบ้าง ใครๆ ก็อยากให้ ได้เงินทอง ของใช้มากมาย ของขวัญที่แทบทำให้เสียขวัญเพราะมากจริงๆ บ้านได้ไหม ได้ครับ มีวัดให้อยู่ มีรถให้ใช้ มีข้าวให้กิน มีคนเรียกพ่อๆๆๆๆ นับร้อยพัน พี่ๆน้อง ครอบครัวญาติก็มาพบมาหา มาแสดงตนเป็นญาติพี่น้องมากมาย...
o สรุป เป็นศิษย์ติดตามพระเยซูก็ได้รับหมดตามที่พระเยซูเจ้าบอก... แต่สำคัญมาก ต้องพร้อมกับงานหนัก ต้องพร้อมกับการเบียดเบียนเพื่อความถูกต้อง ความดีและความยุติธรรม (แต่ห้ามไปเบียดเบียนคนอื่นล่ะ และห้ามยึดติด งก สะสม และเอาแต่ได้ อย่าหลงมายาของอำนาจ ตำแหน่ง เพราะอันที่จริงตำแหน่งของพวกเราคือ “คนรับใช้” ถ้าเป็นพระสังฆราชก็เป็น “ทาสรับใช้” เลยครับ อย่าหลงอำนาจ อย่ายึดติดและใช้บารมีตามประสาโลก แต่ต้องรับใช้ด้วยความรักเมตตาและช่วยคนอื่นให้มีความสุขและความหวัง... มิฉะนั้น จะเป็นพวกเราพระสงฆ์นักบวชที่ไม่น่ารักมากๆเลย)
o เรื่องนี้สอนเราทุกคน ถ้าอยากขึ้นไปเยรูซาเล็มกับพระองค์ พี่น้องครับ... การเบียดเบียนมีเสมอจากกระแสโลก สังคม เศรษฐกิจ การเมือง ฯลฯ (สำคัญ อย่าเป็นคนเบียดเบียนเสียเองละ) ศิษย์พระเยซูถูกเบียดเบียนได้ แม้ตายก็จะได้รับชีวิตนิรันดรครับ

• สรุปขอย้ำสอนตนเอง และพี่น้องพระสงฆ์ และบรรดาบิดาของพวกเราคือพระสังฆราชด้วยครับ
o ศิษย์ติดตามพระเยซูเจ้า ได้สวรรค์แน่นอน ถ้ามอบชีวิต และไม่ยึดติดกับกระแสโล (สำหรับพี่น้องคริสตชนนั้นก็เช่นกัน มีได้สำหรับพี่น้อง ร่ำรวยได้ ดีครับสำหรับคริสตชนฆราวาส)
o แต่สำหรับพระสงฆ์นักบวช ต้องเลือกดำเนินชีวิตเรียบง่าย พอเพียง ไม่ต้องห่วง พี่น้องคริสตชนดีๆ ร่ำรวย หรือแม้แต่ยากจน เขาพร้อมจะถวายพระเจ้า พร้อมจะเลี้ยงดูพวกเราอยู่แล้ว เราก็ต้องแบ่งปันเช่นกัน... สมถะ เรียบง่าย ไม่สะสมความร่ำรวยเด็ดขาด... ถ้าเช่นนั้นไม่ใช่ศิษย์พระเยซูแน่นอน...
o สำหรับพ่อสมเกียรติเอง... และสำหรับพระสงฆ์นักบวช ขอเขียนตรงๆ ครับ ถ้าพวกเราสะสมเงินส่วนตัวเป็นล้าน หรือหลายล้านหลายบัญชี แม้มีที่มาจากครอบครัวหรือเหมาะสมนั้น มีมากไปก็เป็นบาปครับ เพราะขัดกับความพอเพียงและความยากจนครับ
o พี่น้องคริสตชนของเรามากมาย... ไม่เคยมีเงินล้าน หรือแม้แต่แสน แม้แต่หมื่นหรือพัน ไม่มีบ้าน ไม่มีที่ดิน เป็นหนี้สินก็มีจำนวนมาก แต่เขายังใส่ถุงทานด้วยศรัทธา...
o เราควรเป็นศิษย์พระเยซูอย่างไร ชัดเจนนะ เข้าใจตรงกันนะครับ ขอพระเจ้าอวยพรครับ