แผนกคริสตศาสนธรรม อัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ

CATECHETICAL CENTER OF BANGKOK ARCHDIOCESE

thzh-CNenfritjako

พี่น้องที่รัก เมื่อวานนี้ ผมได้นำพี่น้องให้จบพระวรสารในส่วนที่เรียกว่าเป็นช่วงเวลาของการอบรมของพระเยซูเจ้าที่ทรงมอบไว้กับบรรดาศิษย์ในระหว่างการเดินทางจากกาลิลีสู่เยรูซาแลม การเดินกับพระองค์ได้บทสอนมากมายจริงๆ และวันนี้ พระวรสารเป็นช่วงสุดท้ายของการบันทึกของมาระโก  นั่นคือการเสด็จถึงกรุงเยรูซาแลมของพระเยซูเจ้า ที่ยังคงเต็มไปด้วยอุดมการณ์ และเอกลักษณ์ของพระแมสซิยาห์อย่างเต็มเปี่ยมและมั่นคงจริงๆ เรียกว่า “ของจริง” ยังคงจริงแท้ ไม่ผันแปรจริงๆ ครับ

ประการแรก พี่น้องที่รัก... พระเยซูเจ้าทรงสาปแช่งต้นมะเดื่อที่ไม่มีผล (มีแต่ใบ) พี่น้องที่รัก ก่อนอื่นเลย ผมมาสะดุดตรงที่ว่า (พี่น้องอ่านก่อนนะครับ มาระโก 11:11-26) ทำไมการกระทำของพระเยซูเจ้ารุนแรงจุงเบย (ใช้ภาษาวัยรุ่นนิดหน่อย) ทำไมการกระทำของพระองค์รุนแรงขนาดนี้ และนี่แหละ ยิ่งจะทำให้พระองค์ต้องไปสู่กางเขนแน่ๆ แต่ไม่ต้องคิดอะไรมากครับ พระองค์มาเพื่อการนี้อยู่แล้ว พระองค์เสด็จเข้ากรุงเยรูซาแลมเพื่อการนี้อยู่แล้ว พระองค์ต้องถูกตรึงแน่ๆ แต่การสาปแช่งต้นมะเดื่อที่ไม่มีผล แต่ว่า... แต่ว่า... นี่ซิน่าคิด... พระวรสารก็บันทึกด้วยอ่ะครับว่า ก็มันไม่ใช่ฤดูของมัน... แล้วทำไมมันถูกสาปแช่งให้ไม่มีผล... พี่น้องครับ พระเยซูเจ้าต้องการสอนบรรดาศิษย์อีกแล้วครับ สอนแบบเหนือมาตรฐานของโลก เกินธรรมชาติของโลกอะไรทำนองนั้น เหมือนกำลังบอกว่า ต้นไม้ที่อยู่ใกล้พระวิหาร ใกล้พระพรของพระเจ้า มันต้องเกิดผล แม้ว่าจะเป็นนอกฤดูกาล ถ้าใครหิว และต้องการความเมตตา เขาต้องได้รับเสมอ นี่คือสิ่งที่พระองค์ต้องการเตือนสอนบรรดาศิษย์ของพระองค์ การทำความดี ไม่ต้องมีฤดูกาล ผลของความรักที่พระเจ้าทรงมีต่อเราไม่ต้องมีฤดูกาล แต่มันต้องเกิดผลทุกฤดูกาล เพราะพระเจ้าทรงรักเราตลอดไป ทรงรักเราเสมอ เราจึงต้องเกิดผลเสมอด้วย... พี่น้องครับ ชีวิตคริสตชนเป็นชีวิตที่ใกล้พระเจ้า รับพระพรมากมาย ไม่เกิดผลไม่ได้เด็ดขาด ยิ่งตัวผมเอง วันนี้พระวรสารแรงมากๆ สำหรับผมเองด้วย ชีวิตของผมที่เป็นนักบวช เป็นพระสงฆ์ด้วย ไม่ได้ครับ ไม่ได้แน่นอน ถ้าไม่เกิดผล คงน่าจะถูกสาปแช่งให้แห้งไปถึงรากแน่ๆ ผมเองนี่แหละที่ต้องพิจารณาตนเองเป็นลำดับแรก ว่าชีวิตของผมเกิดผลมากน้อยเพียงใด หรือมีแต่ใบเต็มไปหมด และไม่เคยให้ผลเลย... น่าคิดทีเดียว

ประการที่สอง ที่แรงเหมือนกัน ยิ่งสำหรับคนที่อยู่ในพระวิหารด้วย แรงจริงๆ ครับ นักบวช พระสงฆ์ ที่อยู่ในพระวิหาร วันนี้ ผมคิดว่าพระวาจาของพระเจ้าเตือนเราหนักกว่าเพื่อน... พี่น้องอาจจะแปลกใจ และมองเห็นชัดเจนว่า พระเยซูเจ้า พระองค์องค์ทรงโมโหรุนแรงจริงๆ... เพราะบ้านแห่งการภาวนา พระวิหาร พระศาสนจักร กลายเป็นสถานที่ทำการค้า...

พี่น้องครับ มองดีๆ ครับ ... เราต้องเข้าใจนะครับว่า คนที่มาขายของที่พระวิหาร คนรับแลกเงิน พวกนี้น่าจะเป็นคนไม่น่ามีอะไรผิดไม่ใช่หรือ เพราะนั่นเป็นการบริการคนที่มาแสวงบุญที่พระวิหาร เรียกว่า มาหาของถวายหน้าพระวิหารนั่นแหละ ง่ายและสะดวก ไม่ต้องหอบแกะตัวใหญ่ๆ นกพิราบมาจากบ้าน ฯลฯ ว่ากันง่ายๆ คือ มันเป็นการอำนวยความสะดวกไม่ใช่หรือ แต่วันนี้ พระเยซูเจ้าโมโหครับ... ทำไม...

ผมไม่อยากเขียนยาวไปกว่านี้ แต่ขอเขียนบางคำตรงนี้ ผมมั่นในว่า พี่น้องไตร่ตรองต่อไปได้...

ที่วัดมีเทียนขาย มีดอกไม้ขาย ไปซื้อที่วัดแล้วกัน ง่ายดี... แต่ ราคาหล่ะ เป็นเช่นใด...
วัดของเรามีโรงเรียน ไปเถอะ จะได้เรียนคำสอนด้วย แต่... เงินหาไม่ทัน

แค่นี้พอ... บางตัวอย่าง บางประการ... พระศาสนจักรของพระเจ้า ไม่ใช่ธุรกิจแน่ๆ

สำหรับผม ผมอยากบอกตนเอง อยากบอกอย่างเดียวคือ “ถ้าท่านมีความเชื่อ” ทุกวันนี้ ผมต้องดำรงชีวิตอยู่ด้วยความเชื่อเหมือนกัน ผมเป็นฟรันซิสกัน ผมต้องทำงานเหมือนสัตบุรุษเลย เพื่อจะมีเงินค่าน้ำค่าไฟบ้าง มีค่าอาหารบ้าง โดยเฉพาะในยามที่คณะยากจนจริงๆ แบบวันนี้ ที่ผมไม่มีเงินช่วยเหลือจากคณะเลย แต่ต้องทำงาน ในขณะที่ต้องคงเอกลักษณ์ของผู้อภิบาลที่แสนดีไว้อย่างครบถ้วน... พี่น้องครับ ความเชื่อเท่านั้นแหละครับ ที่เป็นกำลังใจให้ผม ทำให้ผมอยู่ได้ และไม่ต้องกังวลอะไร... แต่ชีวิตของผมที่อยู่ใกล้พระเจ้า ใกล้พระแท่นบูชา มันต้องเกิดผล แม้ว่านอกฤดูกาล มันต้องเกิดผลครับ ไม่เกิดผลไม่ได้ ถ้าไม่เกิดผล ก็ให้มันเหี่ยวแห้งเฉาไปเลยดีกว่า... ชีวิตนักบวช ชีวิตสงฆ์ของผมต้องเกิดผลครับ คณะนักบวช วัดของผม ไม่ใช่สนามธุรกิจ พานิชย์ แต่ที่ที่ต้องเปี่ยมไปด้วยความรักและพระเมตตาของพระเจ้าเสมอ ไม่มีฤดูกาล แต่เสมอ...

ขอพระเจ้าทรงอวยพระพรชีวิตคริสตชนของพี่น้อง ให้เกิดผลมากมายอย่างไร้ฤดูกาล ขอพระองค์ทรงพระเมตตาและประทานสันติสุขแด่พี่น้องครับ

(ขอขอบคุณ : Francis Xavier, ofm.)