foto1
foto1
foto1
foto1
foto1

God is Love...

Catechetical Center of Bangkok

ยน 16:12-15…

12เรายังมีอีกหลายเรื่องที่จะบอกท่าน
แต่บัดนี้ท่านยังรับไว้ไม่ได้
13เมื่อพระจิตแห่งความจริงเสด็จมา
พระองค์จะทรงนำท่านไปสู่ความจริงทั้งมวล
พระองค์จะไม่ตรัสโดยพระองค์เอง
แต่จะตรัสทุกสิ่งที่ทรงได้ฟังมา
และจะทรงแจ้งให้ท่านรู้เหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้น
14พระองค์จะทรงให้เราได้รับพระสิริรุ่งโรจน์
เพราะพระองค์จะทรงแจ้งให้ท่านรู้คำสอนที่ทรงได้รับจากเรา
15ทุกสิ่งที่พระบิดาทรงมีนั้นก็เป็นของเราด้วย
ดังนั้น เราจึงบอกว่า
พระจิตเจ้าจะทรงแจ้งให้ท่านรู้คำสอนที่ทรงรับจากเรา”


อรรถาธิบายและไตร่ตรอง
• “เมื่อพระจิตแห่งความจริงเสด็จมา พระองค์จะทรงนำท่านไปสู่ความจริงทั้งมวล” นี่คือคำสัญญาของพระเยซู “พระจิตแห่งความจริง” ผู้ที่มีพระจิตเจ้า ต้องเจริญชีวิตในความจริงเสมอ “ความจริง” วันนี้พ่อคิดว่า พ่ออยากกล่าวถึง “ความจริง” กันหน่อยครับ... เพราะพระจิตเจ้าแห่งความจริงจะนำเราไปสู่ความจริงทั้งมวล


• ถ้าพ่อต้องเขียนถึงความจริง พ่อจะเขียนอะไรดีหนอ... พ่อคงต้องเริ่มต้นที่ประสบการณ์จึงจะสามารถอธิบายได้ถึงความจริง ความจริงมีหลักหลายหลักที่ต่างยืนยันความจริง.. หลักที่ปัจจุบันใช้กันมาก หรือหลักที่กระแสโลปัจจุบันหยิบยื่นให้เรากันมาก มีหลายหลากหลักการ พ่อเสนอให้เราได้ไตร่ตรองพิจารณากันครับ เจ้าพวกหลักต่างๆเหล่านี้คือสิ่งที่พ่ออยากกล่าวถึงหน่อยครับ เจ้าสี่หลักการนี้ และอื่นๆอีกที่เป็นหลักการมากมาย... ซึ่งแต่ละหลักการก็อ้างอิ่ง เกี่ยวเนื่องกันมากๆ และกระแสเหล่านี้แรงมากๆ มันไหลเข้ามาพร้อมกันกับกระแสโลก ที่พ่อเรียกบ่อยๆว่า “กระแสโลภ” หลักการเหล่านี้มันช่างเกี่ยวข้องกันและส่งผลกระทบต่อกันจริง พ่อคงต้องยกตัวอย่างบ้างเพื่อความเข้าใจครับ...
1. หลักวัตถุนิยม (Materialism) หมายความว่า วัตถุเป็นใหญ่ในการตัดสินความจริง ความจริงขึ้นกับวัตถุที่มีมากๆ ยิ่งมีมาก มีล้นฟ้า ก็ยิ่งเรียกว่า นี่คือความยอดเยี่ยม นี่คือความจริง คนแสวงหาวัตถุและพยายามจะมีวัตถุในครอบครองให้มากที่สุด วัตถุสำคัญกว่าชีวิต สำคัญกว่าเพื่อนมนุษย์ สำคัญมากๆ พ่อไม่ได้อธิบายรายละเอียดหลักการของวัตถุนิยม แต่กล่าวง่ายๆคือการนิยมวัตถุสิ่งของมากเกินไป ความมีสำคัญกว่าความเป็น สิ่งของสำคัญกว่าชีวิต และหลักนี้กลายเป็นมาตรการในการตัดสินความจริง จริงไม่จริง ขึ้นกับสิ่งของที่มี... ประเภทว่า คนมีมาก มีสิ่งของมากมาย กลับถูกมองว่าเป็นคนดีมีวาสนาเสมอ.. พ่อเคยนั่งรถผ่านบ้านนักการเมืองคนหนึ่งที่เป็นข่าวตลอดว่าเขาโกงมากๆ แต่เขารวยมากๆมีสิ่งของมากมาย บ้านใหญ่หลายๆไร่... บ้านใหญ่เหลือเกิน... พ่อนั่งรถกับเจ้าหน้าที่ที่ขับรถไปกับพ่อ... เขามองเห็นบ้านหรูของนักการเมืองที่แสนโกงและก็ถูกตัดสินคดีว่าผิดด้วย แต่ยังไม่ได้ติดคุก... เจ้าหน้าที่ขับรถที่ไปกับพ่อ เขาปรารภออกมากถึงบ้านหลังนั้นและเจ้าของบ้านหลังนั้นว่า “วาสนาเขาดีจังนะครับ” พ่อฟังแล้วก็พ่ออมยิ้ม... เฮ้อ บ้านใหญ่โต (โกงมาก) แต่ถูกมองว่ามีวาสนา... เขาตัดสินที่สิ่งของที่มีจริงๆ ความจริง คือ “เขาโกงมาก”
2. หลักบริโภคนิยม (Consumerism) หลักของกระแสโลกที่มุ่งให้มี ซื้อหา ซื้อมา มีไม่พอ ยิ่งที่ยิ่งต้องมี... หาซื้อมาให้ได้มากที่สุด ช้อปๆๆๆ ถ้าได้ซื้อ ได้บริโภค หรือได้กินมากๆ ก็แปลว่ายอดเยี่ยม ดีจริง พ่อรู้ว่ามีหลายสิ่งที่กล่าวถึงได้ในสังคมเราที่มองดูสิ่งที่บริโภคใช้สอย ซื้อหากัน... มื้ออาหารที่คุยกันว่าแสนจะแพง... เครื่องดื่ม เหล้า แชมเปญ ขวดละเป็นหมื่น เป็นแสน หรือแม้แต่หลายๆ แสนก็มีมากจริงๆ พ่อยอมรับว่า การบริโภคนิยมหรือนิยมบริโภคนี่ก็เป็นหลักการของความจริงของโลกเหมือนกัน การซื้อหากินดื่ม ซื้อกระเป๋าถือ สิ่งของ ของใช้แบรนเนม ล้วนเป็นของแพงมากๆ มากจริงๆ กระเป๋าถือบางใบพ่อเคยได้ยินเขาถือกันบอกว่าราคาเป็นล้านบาทหรือหลายล้าน บาท... ทำได้อย่างไร แต่มันก็คือความจริงที่คนที่ชอบก็สรุปว่า นี่คือความจริง และยิ่งได้บริโภคก็ยิ่งรู้สึกว่านี่คือความจริง การบริโภคที่ไม่มีคำว่าเกินความจำเป็นเพราะรู้สึกว่า นั่นคือความจริงและจำเป็นต้องบริโภค ไม่รู้จบจริงๆ
3. หลักปัจเจกนิยม (Individualism) ปัจเจกนิยม คือ เอาตัวเองเป็นศูนย์กลางของโลกจริงๆ ตนเองสำคัญที่สุด ถ้าตนคิดต้องถูก ตนชอบต้องถูก ถ้าตนเองรัก ก็แปลว่าใช่ จริง และถูก ปัจเจกนิยม คือ นิยมที่นเองเป็นหลักจริงๆครับ... นี่สิ่งที่ทำให้เราเห็นว่า ปัจเจกนิยมนั้นคือการมองตนเองเลือกตนเองเป็นหลักการจนบ่อยครั้งยากที่จะเปิด ใจ และยอมรับ “คนอื่น” จะเรียกว่า เป็นอาการ “เห็นแก่ตัว” มากๆ มากจริงๆ ถ้าเน้นที่ตนเองมาก และไม่สนใจความต้องการของคนอื่นเลย
4. หลักสัมพัทธ์นิยม (Relativism) สัมพัทธ์นิยมนี่คือปัญหาใหญ่ของที่รวบรวมและเหมือนกับเป็นผลสรุปมวลรวมของ วัตถุนิยม บริโภคนิยม และปัจเจกนิยม หลักการสามประการนี้นำมาซึ่งความรุนแรงด้วยสัมพัทธ์นิยม กล่าวคือ การไม่มีหลักอะไรสำคัญที่เป็นหลักการสากล ขึ้นกับตนเอง ขึ้นกับวัตถุและความต้องการ สามารถเรียกได้ว่า “มันก็แล้วแต่” ฉันจะมี จะกิน ฉันจะอยากได้ ฉันจะอยากโกง ฉันจะซื้อ ฉันจะทำ ผิดไหม ผิดหรือไม่ “มันก็แล้วแต่” ถ้าฉันมี ฉันกิน ฉันใช้ ไม่เห็นจะเกี่ยวข้องกับใคร ถูกผิด มันก็แล้วแต่...จริงๆ

• ตัวอย่างเช่น... ถ้าเราจะซื้อรถราคาคันละสี่สิบห้าสิบล้าน ซื้อบ้านเป็นร้อยล้าน เราจะถือกระเป๋าใบละหลายล้าน เราจะซื้อแล้วซื้ออีกเป็นสิบเป็นร้อยใบ... ก็ของฉัน ฉันอยากได้ ไม่เห็นเป็นไร ของฉัน มันก็แล้วแต่ ก็ฉันชอบ... นี่คือหลักการที่เข้ามาแทรกซึมอยู่ในชีวิตของคนในสังคมขอเรา... บ่อยครั้ง เราก็รัก ศรัทธา บูชา อะไรต่อมิอะไรมากมาย ทั้งๆ ที่มันไม่ได้มีความมั่นคงถาวรเลย แต่มันก็ยั่วยวนอยากได้อยากมีอยากรวยจนถึงอยากโกง... ก็เป็นไปเช่นนั้น..

• พ่ออยากสรุป... ครับ อะไรคือ “ความจริงจริงๆ” และความจริงจริงๆ นั้นปกติต้องดีจริงๆด้วยเช่นกันไหมหนอ... พ่อคิดว่าพระวาจาของพระเยซูเจ้าที่ตรัสกับเรา “เมื่อพระจิตแห่งความจริงเสด็จมา พระองค์จะทรงนำท่านไปสู่ความจริงทั้งมวล”... พ่อสรุปโต้งๆเลยได้ไหม พระจิตแห่งความจริง คือ...

o ความจริงแท้ต้องเริ่มที่ “จิต” (พระจิต) ไม่ใช่วัตถุกระมังครับ พ่อมั่นใจว่า ความจริงนั้นสูงส่งกว่าวัตถุนิยม สุงส่งกว่าบริโภควัตถุนิยม 

o ความจริงแท้ต้องเริ่มที่ “พระเจ้า” (พระจิตเจ้า) พระเจ้าทรงเป็นจิตครับ ทรงความดีสูงสุด ทรงความรักสูงสุด ทรงเป็นความรักนิรันดรและถาวรที่สุด และที่สำคัญมาก พระเจ้าของเรา ทรง “ออกจากพระองค์เอง” ออกจาตนเอง จากพระเจ้ามาเป็นมนุษย์ สละความเป็นพระเจ้ามาเป็นมนุษย์ และยอมรับความต่ำต้อยแห่งความตายและไม้กางเขน... พระองค์ไม่ทรงเป็นปัจเจกนิยม แต่ทรงนิยมและรักมนุษย์ทุกคนจริงๆ

o ความจริงแท้ ต้องเป็นหลักของความจริงทั้งมวล “พระองค์จะทรงนำท่านไปสู่ความจริงทั้งมวล” พ่อยอมรับว่า ถ้ามีพระเจ้า ทุกอย่างก็เพียงพอ ถ้ามีพระเจ้า ก็เต็มเปี่ยมและเพียงพอสำหรับทุกคน...

• พี่น้องที่รัก... พ่อมั่นใจว่า เจ้าที่พ่อเริ่มไว้และเป็นกระแสที่เป็นสิ่งที่เรียกว่ “นิยมๆ ทั้งหลาย” คือวัตถุนิยม บริโภคนิยม ปัจเจกนิยม และสัมพัทธ์นิยม หลักการเหล่านี้อิงกับตนเองและสิ่งของรอบข้าง เป็นกระแสโลก และผลของกระแสโลภและความเห็นแก่ตัวอย่างที่พ่อกล่าวถึงจริงๆ การยึดกับนิยมเหล่านี้พลาดจากความจริงที่ต้องร้องว่า ไยิ่งคิดยิ่งเห็นว่าผิดทาง” นะครับ แต่ไม่ง่ายที่จะเข้าใจถ่องแท้และหันกลับเช่นกัน กระแสโลกมันช่างน่าหลงใหลได้ปลื้มเสมอจริงๆ ครับ... พ่อรู้ครับว่าไม่ง่าย แต่เรามนุษย์มีปรีชาญาณและจิตวิญญาณที่สูงกว่าวัตถุ มีพระเจ้าและเพื่อนพี่น้องที่เสมอภาคและสูงส่งน่าเคารพด้วยเช่นกัน

• พี่น้องที่รัก... กระแสโลก กระแสหลักการต่างๆ ทั้งหลาย... พ่อรู้ว่าแรงของเราไม่พอครับ...เราต้องการพระจิตแห่งความจริง 

o พระเจ้าเป็นจิต ความจริงแห่งความคิดและความรักหรือปรีชาญาณก็เป็นจิต เอาเป็นว่า อย่าปล่อยให้วัตถุพาเราไปไกลนักเลยครับ ชีวิตสำคัญกว่าวัตถุ... ยิ่งกว่านั้น 

o เราไม่ได้อยู่คนเดียวในโลกจริงไหมครับ และก็ไม่อยู่ค้ำฟ้าด้วย.. ...แต่เรามีพี่น้องรอบข้างมากมายที่เหมือนเรา หรือเยี่ยมกว่าเรา... อย่าปล่อยให้ปัจเจกคือตัวเราพาเราให้หลงไปไกลจนไม่เห็นใครๆในสายตานะครับ... คนอื่นก็มีชีวิตจิตใจเหมือนเรา เป็นภาพลักษณ์ของพระเจ้าเหมือนเรา และบ่อยครั้ง ก็แสนดีกว่าเรามากนักจนเราต้องเลียนแบบและเรียนรู้ด้วยครับ...

• ให้เราวิงวอนขอพระจิตเจ้าแห่งความจริง ได้โปรดสอนใจเรา และเนรมิตแผ่นดินแห่งจิตใจของเราขึ้นใหม่ ให้อยู่สูงกว่ากระแลโลกและความโลภเห็นแก่ตัว แต่เป็นจิตใจที่มีผลของพระจิตเจ้าเต็มเปี่ยม มีความรัก ความชื่นชม ความสงบ ความอดทน ความเมตตา ความใจดี ความซื่อสัตย์ ความอ่อนโยน และการรู้จักควบคุมตนเอง (กท 5:22f) อยู่เสมอนะครับ ถ้าเรามีพระจิตเจ้าเป็นผู้นำชีวิตของเรา เป็นพลกำลังของเรา ชีวิตของเราคงจะยอดเยี่ยมมากๆจริงๆครับ... ดีมากจริงๆ และเต็มไปด้วยความรัก เต็มไปด้วยพลังที่จะนำเราไปสู่ความจริงทั้งมวล...

• อ่านพระวาจามาถึงวันนี้... เราพบได้ว่า ปีศาจมันเคยบอกว่า “โลก สรรพสิ่ง ความมั่งคั่งร่ำรวย อาณาจักร ล้วนเป็นของมัน” (เทียบ ลก 4:6) นี่คือสิ่งที่เราได้สัมผัสในพระวรสาร “ข้าพเจ้าจะให้อำนาจและความรุ่งเรืองของอาณาจักรเหล่านี้ทั้งหมดแก่ท่าน เพราะสิ่งเหล่านนี้เป็นของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะมอบให้ผู้ใดก็ได้ตามปรารถนา”
o “To you I will give all this authority and their glory; for it has been delivered to me, and I give it to whom I will. If you, then, will worship me, it shall all be yours." (Luk 4:6-7 RSV)”
o ภาษาต้นฉบับดีมากกว่าอีก คือ ปีศาจมันยืนยันอาจและความมั่งคั่งร่ำรวยเป็นของมัน ถ้าบูชามัน มันจะให้ตามใจมันเลย

• พี่น้องที่รัก... พ่อสรุปอีกที เรามาตัดสินใจเลือกกันเถอะครับ...ในฐานะคริสตชน... 

o เราจะเลือกพระจิตเจ้า หรือเราจะเลือกข้อเสนอที่ปีศาจมันหยิบยื่นให้.... น่าคิดจริงๆ ครับ... น่าคิดมาก ถ้าเรายึดเลือกทรัพย์สินเป็นหลัก ผลก็จะเป็นความโลภและกระแสโลกจริงๆ

o แต่ถ้าเราเลือกพระจิตเจ้า.. พระจิตเจ้าจะนำเราไปสู่ความจริงทั้งมวล...

o บางทีต้องเลือกว่าจะจ่ายเงินเป็นล้านเพื่อหนังวัวปั๊มลายไร้ชีวิต... หรือจะแบ่งปันอาหารและความรักเมตตาแก่เพื่อนพี่น้องผู้มีชีวิตและลมหายใจอีก ทั้งจิตวิญญาณและมีความเป็นบุตรของพระเจ้า... 

o เลือกที่จะเดินหนีบกระเป๋าหนังวัวยี่ห้อดังเพื่อโอ่โอ้อวด... หรือจะเดินเคียงข้างครอบครัวและลูกๆ อีกทั้งเพื่อนพี่น้องที่มีชีวิตและวิญญาณ