foto1
foto1
foto1
foto1
foto1

God is Love...

Catechetical Center of Bangkok

ยน 6:16-21…
16เมื่อถึงเวลาเย็น บรรดาศิษย์ต่างลงไปยังทะเลสาบ 17และลงเรือข้ามฟากไปทางเมืองคาเปอรนาอุม ขณะนั้นมืดแล้ว พระเยซูเจ้าก็ยังไม่เสด็จมากับเขา 18ทะเลปั่นป่วนเพราะลมพัดจัด 19บรรดาศิษย์กรรเชียงเรือไปได้ราวสี่หรือห้ากิโลเมตร เห็นพระเยซูเจ้าทรงพระดำเนินบนทะเล เข้ามาใกล้เรือ ก็ตกใจกลัว 20แต่พระองค์ตรัสแก่เขาว่า “เป็นเราเอง อย่ากลัวเลย” 21บรรดาศิษย์รับพระองค์ลงเรือด้วยความเต็มใจ ทันใดนั้นเรือก็ถึงฝั่งที่เขามุ่งจะไป


อรรถาธิบายและไตร่ตรอง
• หลังจากทรงเลี้ยงประชาชนห้าพันคนในที่เปลี่ยวด้วยการทวีขนมปัง.. พระสารเล่าเรื่องต่อเรื่องการที่บรรดาศิษย์ลงเรือข้ามทะเลสาบแต่พระเยซูเจ้ายังไม่ได้ไปกับพวกเขา พระวาจาที่เราอ่านวันนี้สั้นๆ แต่อย่างที่พ่อเคยกล่าวถึงเสมอว่า พระวรสารนักบุญยอห์นเป็นพระวรสารที่เต็มไปด้วยเครื่องหมายและสิ่งแฝงไว้ด้วยความหมายที่ลึกซึ้งมากๆ พระวรสารตอนสั้นๆนี้มีความหมายมากครับ พ่อจะถอดความตีความและนำเสนอข้อคิดให้ต่อไปนะครับ... การที่พระเยซูเจ้าทรงเดินบนน้ำไปหาบรรดาศิษย์... พ่อนำเสนอดังนี้ครับ

• “เมื่อถึงเวลาเย็น บรรดาศิษย์ต่างลงไปยังทะเลสาบ และลงเรือข้ามฟากไปทางเมืองคาเปอรนาอุม ขณะนั้นมืดแล้ว พระเยซูเจ้าก็ยังไม่เสด็จมากับเขา”
o ข้อ 16-17 นี้ ทำให้เราเห็นว่า การเลี้ยงประชาชนห้าพันคนนั้นจบในยามเย็น แสดงว่าพระองค์ทรงสอนบรรดาศิษย์และทรงเลี้ยงประชาชนจนถึงเวลาเย็น..
o บรรดาศิษย์ลงไปยังทะเลสาบ... บริเวณรอบทะเลสาบคือภูเขาโดยรอบ ถ้าเราไปอิสราเอล ณ วันนี้ เราก็เห็นจริงๆเช่นนั้น บรรดาศิษย์คงจะอยู่กับพระองค์บนภูเขา การเทศนาและการเลี้ยงบรรดาประชาชนจบลงแล้ว พวกเขาลงเรือข้ามทะเลสาบไป พระคัมภีร์บันทึกว่า...
o “ขณะนั้นมืดแล้ว” พระวรสารนักบุญยอห์นนำเสนอ “ความมืด” คือ การขาดพระคริสตเจ้า คือ การขาดแสงสว่าง ไม่มีพระเยซูเจ้าอยู่กับพวกเขา เหมือนกับว่า พวกเขากำลังออกเดินทางไปในความมืด...
o เรื่องนี้สะท้อนการเดินออกจากอียิปต์ของประชาการของพระเจ้าสมัยโมเสส... จำได้ไหม พวกเขากินขนมปังในคืนนั้น และออกเดินทางไป เพื่อข้ามทะเลแดง... นี่ก็เช่นกัน ประชาชนได้กินขนมปังจากพระองค์ และบัดนี้บรรดาศิษย์ได้ออกเดินทาง ข้ามทะเลสาบกาลลิลี
o พ่อได้เห็นความหมายของการออกเดินทางในความมืด ถ้าชีวิตไม่มีพระเยซูเจ้าไปด้วย พ่อชอบพระวาจาตอนนี้มากๆ พ่อเห็นว่า ชีวิตของศิษย์ ถ้าไม่มีพระเยซูเจ้าเหมือนกับการออกเดินทางในความมืดจริงๆครับ.. พ่ออยากบอกว่า ชีวิตเราต้องดำเนินไปกับพระองค์ มีพระองค์ประทับอยู่เสมอ.. แต่บางทีชีวิตของเราก็ห่างจากพระองค์ ชีวิตเราออกเดินทางในความมืดเช่นกัน... ไม่ว่ายามความมืดใดของชีวิตที่เราเดินอยู่ ส่วนตัวพ่อเองและพี่น้องที่รักของพ่อ พ่อเชื่อว่า พระคัมภีร์กำลังสอนเราให้ออกเดินทางด้วยความมั่นใจว่า ถ้าเรามีพระองค์เราจะไม่มีวันเดินในความมืดมน หรือถ้าเราต้องเดินในกระแสโลกที่มืดมน เราจะสามารถผ่านไปได้อย่างแน่นอน...

• “ทะเลปั่นป่วนเพราะลมพัดจัด” ข้อที่ 18 ในบทที่ 6 นี้สั้นมากๆ เพียงประโยคเดียว คือ “ทะเลปันป่วนเพราะลมพัดจัด”
o พ่อเห็นความหมายและอยากชวนให้พี่น้องเห็นข้อที่ 18 นี้ครับ...
o ชีวิตที่ไม่มีพระเยซูอยู่ด้วย... “มืดค่ำ” และที่สำคัญ “ปั่นป่วนด้วยคลื่นลม”
o พี่น้องครับ... ยามมืดของชีวิต ชีวิตของเราถ้าขาดพระคริสตเจ้า.. พ่อชื่อว่าเรากำลังอยู่ในกระแสคลื่นที่ปั่นป่วน โดยเฉพาะในกระแสโลก ที่กำลังปั่นป่วนดังเช่นปัจจุบันที่มนุษยชาติกำลังเผชิญอยู่ กระแสโลกีย์นิยม secularism ซึ่งรุนแรงกว่าทุกยุคทุกสมัยจริงๆ จนกล่าวได้ว่า ไม่ง่ายเลยที่จะฝ่าไป มันคือกระแสคลื่นที่แรงกว่าทะเลสาบกาลิลีที่เราแต่ละคน ชุมชนวัด พระศาสนจักรกำลังเผชิญอยู่อย่างหนักหน่วง กระแสแห่งความโหดร้ายและทำลายด้วยกระแส “Current” ไม่ว่าจะเป็นกระแสวัตถุนิยม บริโภคนิยม ปัจเจกนิยม ทุนนิยมที่บ่อยครั้งถูกเรียกว่า (ทุนนิยมสามานย์) ไม่ง่ายเลยนะครับ..
o ดูเหมือนว่าโลกของเรา พระศาสนจักรของเรา กำลังเผชิญอยู่กับกระแสเช่นกัน... และกระแสที่รุนแรงและนำความมืดมน เราก็รู้ว่า มีกระแสทั้งจากภายในและภายนอก... บางทีกระแสจากภายนอกที่ถาโถมก็พอไหว.. แต่ถ้ากระแสต้านเรามาจากภายใน...(ภายในพวกเรากันเอง “สงครามระหว่างเรา” (พระสันตะปาปาฟรังซิส Evangelii Gaudium) พ่อคิดว่า กระแสรุนแรงแบบนี้ยิ่งยากที่จะเผชิญ เพราะมันคือ “คลื่นใต้น้ำ” ที่เราเผชิญอยู่เสมอโดยไม่รู้ตัว หรือรู้ตัวแต่ก็แก้ไขอะไรไม่ได้)
o กระแสปัจจุบันนี้ปั่นป่วนมาก และพ่ออยากให้พระวรสารตอนสั้นๆที่มีค่ามากนี้ชี้ให้เราได้เห็นกระแสที่เรากำลังเผชิญอยู่นะครับ

• “บรรดาศิษย์กรรเชียงเรือไปได้ราวสี่หรือห้ากิโลเมตร เห็นพระเยซูเจ้าทรงพระดำเนินบนทะเล เข้ามาใกล้เรือ ก็ตกใจกลัว”
o พระวรสารเล่มอื่นๆ ยืนยันว่า บรรดาศิษย์กำลังกรรเชียงเรืออย่างหนัก บางตอนบอกว่า พระองค์บรรทมหลับอยู่และพวกเขาคิดว่าพวกเขากำลังจะตายกับกระแสคลื่นลมนั้นอยู่แล้ว...
o พี่น้องครับ.. บรรดาศิษย์กรรเชียงเรือไปได้ราวสี่หรือห้ากิโลเมตร ยามค่ำ และยามที่คลื่นลมปั่นป่วนมาก... และยามที่พวกเขายังไม่มีพระเยซูเจ้าอยู่ในเรือกับพวกตน
o พ่อยิ่งเห็นชัดว่า ยามขาดพระเยซูเจ้าอยู่ด้วย กระแสที่ต้องต่อสู้และเผชิญนั้นรุนแรงจริงๆ ชวนพ่อเองให้คิดถึงคำสอนของพระสันตะปาปาฟรังซิสต่อไปว่า “พอเถอะสงคราม หรือการเมืองในระหว่างเรา... และเราจะไปประกาศข่าวดีกับใครถ้าในหมู่เราเป็นเช่นนี้” (เทียบ EG 100)
o พ่อคิดว่าจริงในหลายประการและเราต้องเรียนรู้จากพระวรสารตอนนี้จริงๆครับ... การที่เกิดปัญหา คลื่นลม ความขัดแย้ง ขัดสู้ ทะเลาะเบาะแว้ง โต้ทวนกระแสกัน หรือเกลียดชังกัน ในหมู่พวกเรา แม้แต่ในระดับครอบครัว... (ครอบครัวคาทอลิกหลายครั้งก็รุนแรงต่อกัน ทะเลาะกันใหม่หมู่พี่น้องวงศาคณาญาติ ไม่ง่ายเลยนะครับ แตกแยกกัน...หรือชุมชนวัดของเรา... ครอบครัวนักบวช ครอบครัวพระสงฆ์เอง...บางทีก็เอากับเขาด้วย หนักด้วย...)
o กระแสที่เราโต้อยู่ จนครอบครัว พระศาสนจักร นาวาของนักบุญเปโตรไปไม่ถึงไหน แม้แต่ชาติประเทศเราก็เหมือนกัน.. ที่เราเรียกว่า “รัฐนาวา” ก็ไปไม่ถึงไหน ป่วนกันจนเราแทนจะไปได้ไกลเป็นเสื้อตัวที่ห้าแห่งเอเชีย กลับกลายเป็นแมวขี้โรคน่าสงสาร ถอยหลังจนกำลังล้ารั้งท้ายเอเชียแล้ว... เพราะอะไร ถ้าไม่ใช่ความแตกแยกกันเองด้วยกระแสภายในกันเอง คลื่นใต้น้ำของพวกเรา ชาติเรา พระศาสนจักรเราด้วย...
o บรรดาศิษย์โดนกระแสคลื่นลม เพราะ “พระเยซูเจ้ายังไม่ได้อยู่กับพวกเขา” พี่น้องที่รัก ไตร่ตรองดีๆ เวลาที่เราอาจขัดแย้งทำร้ายกัน โกรธกันทะเลาะกัน คริสตชนด้วยกัน.. คนของพระเจ้าด้วยกันชุดนักบวชพระสงฆ์ด้วยกันแต่สร้างคลื่นลมเข้าใส่กัน และก็เข้าวัดสวดภาวนาด้วยกัน... พ่อคิดว่า “พระเยซูเจ้าไม่ได้ประทับอยู่ในเรื่อชีวิตของเราจริงๆ อาจเป็นเพียงไตเติ้ลหรือนามชื่อ ตรายาง หรือทะเบียนศีลล้างบาป ทะเบียนวัด หรือสมุดครอบครัวคริสตชนเท่านั้น” แต่อันที่จริง เราไม่ได้เปิดใจให้พระองค์อยู่กับเรา... ชีวิตของเราจึงเดินในความมืด ยามค่ำของชีวิต และยามกระแสพายุทั้งจากภายนอกและภายใน...
o พระเยซูเจ้าเสด็จมาแล้ว เดินมาบนน้ำ มาหาเรา และเป็นพระองค์ที่เสด็จมาหาเรา มาหาเรือของเรา อย่าปฏิเสธพระองค์ และไม่ต้องกลัว ไม่ต้องคิดว่าเป็นผีด้วย พระองค์ทรงอำนาจ และทรงเป็นพระเจ้า

• “แต่พระองค์ตรัสแก่เขาว่า “เป็นเราเอง อย่ากลัวเลย” บรรดาศิษย์รับพระองค์ลงเรือด้วยความเต็มใจ ทันใดนั้นเรือก็ถึงฝั่งที่เขามุ่งจะไป”
o เราเห็นในข้อที่ 20-21 เป็นพระองค์ที่ตรัส “เป็นเราเอง” คำนี้แรงพอ สำคัญที่สุด “I AM” และถ้าเรากลับไปดูความหมายของพลังของพระยาห์เวห์ในการอพยพ ในการข้ามทะเลแดงของชาวอิสราเอล... พระเจ้าเป็น “ผู้เป็น” (I AM) พระองค์สามารถนำพาพวกเข้าข้ามทะเลแดงบนดินแห้งได้เลย ไม่มีปัญหา...
o ในพระวรสาร ในท่ามกลางความปั่นป่วนของคลื่นลม พระเยซูเจ้าตรัส “เป็นเราเอง” (I AM) “อย่ากลัวเลย” ถ้ามีพระองค์ ไม่ต้องกลัวอะไรเลยครับ... พ่อมั่นใจและอยากให้พี่น้องมั่นใจว่าเรายังมีพระองค์เสมอ พระองค์อยู่กับเราเสมอ ไม่ต้องกลัว...
o ภาพสวยงามมากต่อไปนี้ ดูดีๆ อ่านดีๆ พิจารณาดีๆ...
o “บรรดาศิษย์รับพระองค์ลงเรือด้วยความเต็มใจ ทันใดนั้นเรือก็ถึงฝั่งที่เขามุ่งจะไป” สวยมากครับ เมื่อพระองค์ลงมาในเรือด้วยความเต็มใจของบรรดาศิษย์ที่ต้องรับพระองค์.. ทันใดเรือก็ถึงฝั่งที่เขามุ่งจะไป...
o สุดยอดมากครับ... พี่น้องครับ... เรือของเรา ชีวิตของเรา พระศาสนจักรของเรา จะถึงฝั่งปลอดภัยแน่นอนถ้ามีพระองค์... พระวรสารอีกตอนบอกว่า “เมื่อพระองค์ลงมาในเรือ ลมก็สงบ เรือก็ถึงฝั่ง” ยอดเยี่ยมมากจริงๆ ถ้าพระองค์ลงมาในเรืออยู่กับพวกเรา พวกเราจะไม่ต้องเผชิญกับคลื่นลมพายุ หรือไม่ต้องสร้างพายุหรือกระแสโถมเข้าใส่กันเองจนแทบอับปางแน่ๆ

• พี่น้องที่รักครับ... พระวาจาตอนนี้ทำให้เราไม่กลัวอะไรอีกครับ.. ขอเพียงมีพระองค์ประทับกับเรา.. ขอเพียงมีพระเยซูสถิตในชีวิตของเรา ในครอบครัวของเรา ในพระศาสนจักร ในชุมชนวัด ในคณะสงฆ์นักบวชจริงๆ

o แต่ไม่ง่ายครับ...พ่อทราบดี เรามีพระเยซู เราอยากมีที่สุด แต่กระแสโลก และเจ้าแห่งความมืด กระแสโลก กระแสโลภ ก็เสนอตัวและหยิบยื่นความแตกแยกให้กับพระศาสนจักรและสังคมเสมอเช่นกัน...

o พ่อรู้ว่าเราต้องโต้กระแสต่อไปครับ.. และที่สำคัญ เพื่อผ่านไปได้ เราต้องทำแบบบรรดาศิษย์คือ ต้อนรับพระองค์ เชิญพระองค์ให้เสด็จลงมาในเรือแห่งชีวิตของเรา ให้ทรงเสด็จลงมาประทับกับเรา แล้วเราจะสามารถถึงฝั่งได้อย่างปลอดภัยแน่นอน

o ขอให้เราตอนรับพระองค์นะครับ... ต้อนรับกันและกัน อย่าปฏิเสธกันเองเลย พ่อเถอะครับสงครามและการเมืองในวัด ในครอบครัว ในพระศาสนจักร ในหมู่คณะ เหนื่อยเปล่าครับ เหมือนหยิกเล็บเจ็บเนื้อเปล่าๆ.. ถ้าพระเจ้าองค์ความรักประทับกับเรา ในเรือชีวิตของเรา พวกเราจะสงบและถึงฝั่งอย่างมีความสุขได้ครับ... “ต้อนพระเยซูทุกวันในพระวาจา ศีลศักดิ์สิทธิ์ และการอธิษฐานภาวนา” นะครับ...

o ขอพระเจ้าสถิตกับmทุกท่าน และกับพ่อด้วยนะครับ...