foto1
foto1
foto1
foto1
foto1

God is Love...

Catechetical Center of Bangkok

ยน 8:21-11…
21พระเยซูเจ้าตรัสกับเขาเหล่านั้นอีกว่า “เราจากไปแล้วท่านทั้งหลายจะแสวงหาเรา
แต่ท่านจะตายเพราะบาปของท่าน ที่ที่เราไปนั้น ท่านไปไม่ได้”
22ชาวยิวจึงพูดว่า ”เขาจะฆ่าตัวตายกระมัง จึงพูดว่า ที่ที่เราไปนั้น ท่านไปไม่ได้”’ 
23พระเยซูเจ้าตรัสว่า “ท่านทั้งหลายมาจากเบื้องล่าง แต่เรามาจากเบื้องบน
ท่านเป็นของโลกนี้ แต่เรามิได้เป็นของโลกนี้
24 ดังนั้น เราบอกท่านว่า ท่านจะตายเพราะบาปของท่าน 
ถ้าท่านไม่เชื่อว่าเราเป็น ท่านจะตายเพราะบาปของท่าน”


25เขาเหล่านั้นทูลถามพระองค์ว่า “ท่านเป็นใคร” พระองค์ตรัสตอบว่า
เราเป็นดังที่เราได้บอกท่านไว้ตั้งแต่แรก แล้ว
26เรายังมีอีกหลายเรื่องที่เราจะต้องพูดและพิพากษา
เกี่ยวกับท่าน แต่พระองค์ผู้ทรงส่งเรามาทรงสัจจะ
สิ่งใดที่เราได้ยินมาจากพระองค์ เราก็บอกสิ่งนั้นให้โลกรู้”
27คนเหล่านั้นไม่เข้าใจว่า พระองค์กำลังตรัสกับเขาเรื่องพระบิดา 
28พระเยซูเจ้าตรัสกับเขาอีกว่า เมื่อใดที่ท่านยกบุตรแห่งมนุษย์ขึ้น
เมื่อนั้นท่านจะรู้ว่า เราเป็น และรู้ว่าเราไม่ทำอะไรตามใจตนเอง
แต่พูดอย่างที่พระบิดาทรงสั่งสอนเราไว้
29พระผู้ทรงส่งเรามาสถิตอยู่กับเรา พระองค์ไม่ได้ทรงทอดทิ้งเราไว้ตามลำพัง
เพราะเราทำตามที่พระองค์พอพระทัยเสมอ
30เมื่อพระองค์ตรัสดังนี้ หลายคนก็เชื่อในพระองค์

อรรถาธิบายและไตร่ตรอง
• “เมื่อพระองค์ตรัสดังนี้ หลายคนก็เชื่อในพระองค์” (I AM)

• พี่น้องที่รัก พระวรสารวันนี้ยากนิดหน่อยครับ...เป็นภาษาวรรณกรรมเหมือนบทเพลงและมีการ โต้ตอบกันนิดหน่อย เวลาที่เราฟังเพลง เราจะไม่ตีความมาก แต่เราจะรู้ว่าเพลงนั้นสำคัญอยู่ที่คำๆไหน และคำนั้นๆ ก็จะมาซ้ำๆๆๆ กัน และนั่นคือหัวใจของเพลงที่เจาะใจผู้ฟัง


• พ่อยกตัวอย่างเพลงรัก จะมีคำว่ารัก รัก รัก ซ้ำแล้วซ้ำอีกในรูปแบบต่างๆ จนคนฟังได้ฟัง ถ้ามีความรักก็เคลิบเคลิ้มไปพร้อมกับเพลง เขาเราว่า “อิน” ลงไปในเพลงหรือหลอมละลายลงไปในเพลงเลย....


• ปกติการฟังเพลงหรือวรรณกรรมนั้น เราจะไม่แยกแยะหาความหมาย ตีความอะไรมาก ไม่คิดหาเหตุผลมากๆ เพราะการหาเหตผลไม่ใช่การฟังวรรณกรรม คนวฟังเพลงเพราะๆจะนั่งหลับตา ไม่คิดหาเหตุผล แต่ปล่อยให้ภาษาวรรณกรรมนั้นเจาะทะ

• ประสบการณ์สมัยเป็นเณรสักนิด... พ่อมักใช้ประสบการณ์นี้สอนน้องๆในห้องเรียนให้เข้าใจและขำกลิ้งเมื่อเรา ตีความวรรณกรรมชนิดต่างๆ ถ้าเป็นวรรณกรรมบทเพลง ก็ใช้วิธีการฟังด้วยความรู้สึก อารมณ์...

o สมัยพ่อเป็นเณรใหญ่ พ่อจำได้ดี... พ่อมักจะร่วมเพื่อนเณรสามคนไปเที่ยว พวกเราชอบเที่ยวไกล ไปเหนือ ไปใต้ เวลาปิดเทอม... พวกเราไม่มีปัญญาไปเองหรอกครับ เพราะใช้ตังค์เยอะ แต่เราชอบเดินทาง เวลานั้น หลายปี พ่อเป็นต้นห้องของพ่อผู้ดุแสนใจดี ดุครับ แต่ใจดีกับพ่อมากๆ “พ่อทัศไนย์” อาจารย์พระคัมภีร์ผู้เคร่งครัด ฉลาด แสนเก่ง เบอร์หนึ่งของประเทศไทยตลอดกาล... พ่อเป็นเณรทำความสะอาดห้องท่าน เป็นต้นห้องคอยดูแลเสื้อผ้าส่งซัก รับกลับ ทุกอย่างอยู่ที่พ่อช่วยดูแล และก็พลอยสนิทกับพ่อท่านไปด้วย แถมเป็นญาติกันทางอาพ่อที่แต่งงานกับน้องสาวท่าน ก็มีความสนิทกันอยู่แต่ก็กลัวด้วยเช่นกัน ดุแต่ใจดี ถ้าเราโง่ๆก็โดนดุ... 

o แต่ท่านมีรถยนต์ใหม่ Toyota Corona เชียวนะ ส่วนพวกเราน่ะมีแต่เบนซ์ยี่สิบหน้าต่างเท่านั้น แต่ท่านขับรถไม่เก่ง อายุมาก และไม่ชอบขับไกล ส่วนพ่อเกียรติหรอ รถคือชีวิตจิตใจ ขับได้ทั้งวันทั้งคืน เราก็เลยเสนอพ่อจัดทริปไปเที่ยวกัน พ่อทัศไนย์ชอบถ่ายรูป ชอบเที่ยว (และก็คงเมตตาพวกเรามากด้วยแหละ) พ่อเสนอให้จัดไปไหน เวลาปิดเทอม ท่านไปเสมอ... พ่อจะรวมเพื่อนอีกสองคน รวมตัวพ่อเอง ร่วมพ่อทัศไนย์ เป็นสี่คน... กำลังดี ไปเชียงใหม่ ไปเชียงราย ไปภูเก็ต ไปทุกปิดเทอม... สนุก พ่อทัศไนย์จ่าย..(ปกติใครว่าพ่อเขาจ่ายยาก ไม่จริงๆครับ พ่อกับเพื่อนๆ ได้รับความใจดีความเมตตามาตลอด พวกเราเณรนะครับ มีเงินห้าร้อยบาท ก็มากแล้ว... จนครับ... แต่พ่อเขามีมากกว่าเขาก็ให้พวกเรา กินอย่างเรียบๆ นอนในที่ต่างๆ พ่อก็จ่ายให้ หรือถ้าเป็นนอนวัด ก็ประหยัดหน่อย... แต่ท่านใจดีมาก... เป็นแบบนี้ทุกปิดเทอมแหละครับ... 

o พ่ออยากจะบอกว่า เวลานี้พ่อเป็นพระสงฆ์มาอยู่บ้านเณรแทนพ่อทัศไนย์... พ่อก็ทำเหมือนท่าน พร้อมจะพาน้องเณรๆไปเที่ยว ไปกันตลอด พ่อรู้จริงๆว่า เวลาที่พ่อไปกับพ่อทัศน์พ่อได้เรียนรู้เยอะมากในการพูดคุยที่แสนฉลาดและ เปี่ยมปรีชาญาณของท่าน เวลานี้ พ่อเป็นพระสงฆ์ แล้ว พ่อก็ทำแบบเดียวกัน พ่อได้เที่ยวกับน้องเณร รถพ่อ เงินพ่อ จัดให้โดยพ่อ และความใจดีของคนที่พ่อรู้จักบ้าง... ไปไหนไปกัน สวดด้วยกัน มิสซาด้วยกัน เที่ยวด้วยกัน ลูกขับพ่อนั่ง คุย สอน สนุกสนาน...ทุกปีพ่อทำแบบนี้ ไปกับเณรที่อยากไป ที่รวมตัวกันมา...

o นี่ยังไม่เข้าเรื่องที่อยากบอกครับ... ออกไปเรื่องการไปเที่ยวกับพ่อทัศไนย์สมัยพ่อเป็นเณร ประเด็นอยู่ตรงนี้ครับ คือ ขณะเดินทาง พวกเราวัยรุ่นก็นำเทปไปม้วนหนึ่ง สมัยนั้น ไม่มีซีดี ไม่มี USB เทปคาสเซ็ต ม้วนหนึ่งก็มีสัก 10 เพลง พี่น้องจินตนาการ ขับรถออจากรุงเทพฯ ไปเชียงราย ไปแม่สายนะครับ ถนนสวนทางสองเลนส์ ไม่มีสี่เลนส์ ต้องใช้เวลาค่อยๆไปเป็นสิบกว่าชั่วโมง ต่างจังหวัด ไม่มีสัญญาณวิทยุเอฟเอ็ม มีแต่เอเอ็ม...ดังนั้น... เราก็เปิดเทปม้วนเดียว วนๆ วนๆๆ วนๆๆๆ ไปตลอดทางครับ เพลงหวาน เพลงจินตนาการ...ที่เราเลือกและอัดไปครับ...

o พ่อทัศไนย์ปกติท่านฟังเพลงคลาสสิก โอเปร่า ท่านไม่ฟังเพลงไทยวัยหวานใสแบบพวกเราเลย... เราก็เปิดกันไป เณรสามคน พ่อขับ เพื่อนสองคนหนั่งเบาะหลัง พ่อกับพ่อทัศไนย์นั่งหน้า... สวดกันบ้าง จอดทานข้าวบ้าง...สิบกว่าชั่วโมง พ่อขับไปคนเดียว... เพลงเหล่านี้ก็วนๆๆๆๆ พ่อจำได้มีเพลงที่ร้องว่า “อยากให้โลกนี้มีเราเพียงสองคน...” เพราะมาก พวกเราเณรนั่งฟังได้เป็นสิบๆๆรอบ มันเพราะ มันอินเนอร์ อันเคลิ้มมาก...กับวัยของเรา แต่พ่อทัศไนย์สิครับ...ท่านไม่ชอบเพลงพวกนี้เลย... ท่านทน ทน ทน พ่อจำได้ เมื่อพ่อขับใกล้ถึงแม่สาย แถวๆ ดอยโอบ... เจ้าเพลงแสนไพเราะนี้ก็กลับมาใหม่ “อยากให้โลกนี้มีเราเพียงสองคน...” 

o พ่อแกคงทนมาสักสิบรอบแล้ว แบบนักพระคัมภีร์วิเคราะห์ภาษา ส่วนพวกเราน่ะวัยรุ่นชอบฟังมันเคลิ้มฝัน... พ่อจำได้ว่า พ่อประโยคนี้กลับมาในเพลงครั้งที่สิบกว่าแล้วกระมัง... “อยากให้โลกนีมีเราเพียงสองคน...” และอีกเพลง “มีเพียงหาดทรายสายลมกับสองเรา”...มันวนมาที่ดอยโอบ พ่อทัศไนย์ตะโกนออกมาเป็นปรีชาญาณเลย.... “เหงาตาย....” อุทานของท่านครับ... พ่อก็งง ถาม “พ่อเป็นไร” ท่านก็ตอบ “ก็ถ้าโลกนี้มีเองสองคนไม่มีคนอื่น เหงาตาย” พวกเราก็ขำ เฮ้อ พ่อนี่ไม่โรแมนติกเลย... เขาบอกว่า “ก็จริงนี่หว่า โลกนี้มีสองคน เหงาตาย” ยอมรับว่า จริง แต่มันเพลงนะ มันจินตนาการนะพ่อ...

o อีกเพลงก็มาบ่อย นักร้องร้องว่า “อยากอยู่เงียบๆคนเดียว” พ่อทัศไนย์ก็บอกว่า “แล้วเอ็งจะแหกปากร้องทำไม อยากอยู่เงียบๆ ก็หุบปากสิวะ” เออ จริงของพ่อ แต่มันเพลงนะ มันเป็นวรรณกรรมดนตรี มีความสุข... แต่พ่อเขาไม่สุขด้วยกับเราหรอกแต่ท่านทนเราได้

• เอาละครับ กลับมาประเด็น เพลง วรรณกรรมเพลง ต้องจินตนาการมากกว่าตีความตามตัวอักษร ต้องใช้อินเนอร์นิดหน่อย เพราะแบบวรรณกรรมเป็นแบบนั้น... วันนี้พระวรสารต้องอ่านแบบฟังเพลงครับ เราจะได้ยินคำซ้ำๆ คำสำคัญ หล่อหลอมเราโดยพระเยซูเจ้าครับ ไม่ต้องตีความคิดมาก ปล่อยให้หล่อหลอมเข้าใปในใจเราครับ พ่อจะทบทวนให้ดูครับ

o เราจากไปแล้วท่านทั้งหลายจะแสวงหาเรา แต่ท่านจะตายเพราะบาปของท่าน ที่ที่เราไปนั้น ท่านไปไม่ได้”

o “ท่านทั้งหลายมาจากเบื้องล่าง แต่เรามาจากเบื้องบน ท่านเป็นของโลกนี้ แต่เรามิได้เป็นของโลกนี้

o ท่านจะตายเพราะบาปของท่าน ถ้าท่านไม่เชื่อว่าเราเป็น ท่านจะตายเพราะบาปของท่าน

o พระองค์ผู้ทรงส่งเรามาทรงสัจจะ สิ่งใดที่เราได้ยินมาจากพระองค์ เราก็บอกสิ่งนั้นให้โลกรู้”

o เมื่อใดที่ท่านยกบุตรแห่งมนุษย์ขึ้น เมื่อนั้นท่านจะรู้ว่า เราเป็น และรู้ว่าเราไม่ทำอะไรตามใจตนเอง แต่พูดอย่างที่พระบิดาทรงสั่งสอนเราไว้

o พระผู้ทรงส่งเรามาสถิตอยู่กับเรา พระองค์ไม่ได้ทรงทอดทิ้งเราไว้ตามลำพัง เพราะเราทำตามที่พระองค์พอพระทัยเสมอ

• ประเด็นสำคัญของการประกาศความจริงเหล่านี้ เมื่อพระองค์ตรัสดังนี้ หลายคนก็เชื่อในพระองค์

• พี่น้องที่รัก อ่านบ่อยๆ เหมือนฟังเพลงแล้วเราจะรู้ว่า “เราต้องเชื่อในพระองค์” เพราะ “พระองค์มากพระบิดาของพระองค์” สบายใจได้เลย ฟังพระองค์ตรัส เหมือนเรากำลังซึมซับความจริงครับ... พระวาจาวันนี้ พ่อจึงไม่อธิบายตัวบท เพียงยกประสบการณ์น่ารักๆ ของพ่อทัศไนย์มาให้ฟัง... และบอกว่า การฟังพระวาจาของพระเยซู โดยเฉพาะเมื่อเป็นบทประพันธ์คำพูดของพระองค์ในยอห์นที่มีเอกลักษณ์มากๆ เราต้องฟัง และปล่อยให้เพลงประกาศข่าวดีนี้ซึมลงไปในชีวิตเรา

o พระองค์มาหาเราเพราะพระบิดา

o พระองค์ตรัสทุกอย่างที่เป็นพระประสงค์ของพระบิดา

o ถ้าเราไม่เชื่อในพระองค์ เราจะตายเพราะบาปที่เราไม่ได้เชื่อ

o และพระองค์ไม่ได้เป็นของโลก และพระองค์จะถูกยกขึ้น (บนไม้กางเขน อีกสองอาทิตย์ วันศุกร์ศักดิ์สิทธิ์ เตือนเราให้เห็นการยกขึ้นเพราะความตาย ความตายเพราะความรัก เราจึงได้รอดเพราะเราเชื่อในพระองค์”

o อ่านพระคัมภีร์วันนี้ เหมือนฟังเพลงรักนิรันดร์ของพระเจ้ากันนะครับ