foto1
foto1
foto1
foto1
foto1

God is Love...

Catechetical Center of Bangkok

วันศุกร์ที่ 20 มีนาคม 2015 สัปดาห์ที่สี่ เทศกาลมหาพรต
ยน 7:1-2,10,25-30…

1หลังจากนั้น พระเยซูเจ้าเสด็จไปทั่วแคว้นกาลิลี พระองค์ไม่ทรงพระประสงค์ จะเสด็จไปทั่วแคว้นยูเดียเพราะชาวยิวกำลังพยายามจะฆ่าพระองค์ 2งานฉลองเทศกาลอยู่เพิงของชาวยิวใกล้เข้ามาแล้ว 10อย่างไรก็ตาม หลังจากที่บรรดาพี่น้องของพระองค์ขึ้นไปร่วมงานฉลองแล้ว พระองค์ก็เสด็จขึ้นไปด้วยอย่างเงียบ ๆ ไม่ทรงประสงค์จะให้ผู้ใดเห็น 
25ชาวเยรูซาเล็มบางคนพูดว่า “คนนี้มิใช่หรือที่เขาพยายามจะฆ่า 26ดูซิ คนนี้กำลังพูดคุยอย่างเปิดเผย และไม่มีใครห้ามปรามเขา หรือบางทีบรรดาหัวหน้าอาจ ยอมรับว่าเขาเป็นพระคริสต์ 27พวกเรารู้ว่าคนนี้มาจากไหน พระคริสต์นั้น เมื่อเสด็จมา ไม่มีใครรู้ว่าพระองค์เสด็จมาจากไหน”


28ขณะที่พระเยซูเจ้าทรงสอนในพระวิหาร พระองค์ตรัสเสียงดังว่า ท่านทั้งหลายรู้จักเรา และรู้ว่าเรามาจากไหน เราไม่ได้มาตามใจตนเอง พระองค์ผู้ทรงส่งเรามาทรงสัจจะ ท่านไม่รู้จักพระองค์ 29แต่เรารู้จักพระองค์ เพราะเรามาจากพระองค์ และพระองค์ทรงส่งเรามา
30คนเหล่านั้นพยายามจะจับกุมพระองค์ แต่ไม่มีใครลงมือ เพราะเวลาของพระองค์ยังมาไม่ถึง

อรรถาธิบายและไตร่ตรอง
• พ่อเชื่อความจริงที่ได้ยินจากพระคัมภีร์เสมอว่า “พระวาจาของพระเจ้าจะถูกจองจำไม่ได้” พระวาจาของพระเจ้าจะถูกกักกันไม่ได้เป็นอันขาด... พ่อคิดว่าสิ่งเรื่องนี้สำคัญที่สุดที่พระวาจาของพระเจ้าจะต้องได้รับการ ประกาศ “ชาวเยรูซาเล็มบางคนพูดว่า “คนนี้มิใช่หรือที่เขาพยายามจะฆ่า ดูซิ คนนี้กำลังพูดคุยอย่างเปิดเผย และไม่มีใครห้ามปรามเขา” เราเห็นในพระวรสารวันนี้ พระเยซูเจ้ามิได้เกรงกลัวต่อการต่อต้านหรือแม้แต่จะฆ่าพระองค์... แต่พระองค์ยังคงประกาศพระวาจาต่อไปอย่างเปิดเผยจริงๆ


• พ่อชอบความจริงจากพระเยซูเจ้าเองที่ทำให้เราเห็นว่า จำเป็น จำเป็นจริงๆ ที่เราจะต้องมีการประกาศพระวาจาของพระเจ้า “พระวาจาของพระเจ้าจะถูกจองจำไม่ได้”


• พ่อเพิ่งได้จัดประชุมเล็กๆกับเจ้าหน้าที่พระคัมภีร์ของสังฆมณฑลกรุงเทพฯ เราได้ช่วยกันเลือกหนทางวิธการและหาหนทางจริงว่า

o จะทำอย่างไรหนอให้พระวาจาของพระเจ้าได้ประกาศออกไป 

o ทำอย่างไรหนอที่เราจะทำให้พระคัมภีร์ได้เป็นคุณค่าของชีวิตของเราคริสตชน

• พ่อยอมรับว่าไม่ใช่เรื่องง่ายเลย... พ่อทัศไนย์ คมกฤส อาจารย์ผู้แปลพระคัมภีร์ท่านได้เลือกพระวาจาของพระเจ้าตอนหนึ่งให้พวกเรา เป็นพระบัญชาของพระเยซูคริสตเจ้า ก่อนที่พระองค์จะเสด็จสู่สวรรค์... พ่อรู้สึกว่าเป็นแรงบันดาลใจให้พ่อและคณะทำงานเพื่อพระคัมภีร์ได้มุ่งหน้า ต่อไปอย่างมากที่เราจะทำงานเพื่อพระวาจา 

o ถ้อยคำนั้น คือคำว่า “เป็นประจักษ์พยานจนสุดปลายแผ่นดินโลก” (Witnesses to the ends of the world) แรงบันดาลใจจากหนังสือกิจการอัครสาวก (กจ 1:8) พระเยซูเจ้าได้ตรัสกับบรรดาศิษย์ เป็นพระบัญชาให้พวกเขาต้องไปเป็นประจักษ์พยานถึงพระองค์จนสุดปลายแผ่นดิน

• พี่น้องที่รัก วันนี้พ่ออยากชวนให้เราได้คิดถึงเรื่อง การเป็นประจักษ์พยานจริงๆ ครับ

o พระเยซูเจ้า พระองค์เอง คือ ประจักษ์พยานยิ่งใหญ่ที่สุด
แห่งความรักของพระเจ้าพระบิดา ประจักษ์พยานแห่งความรักที่รักจนมอบพระบุตรสุดที่รักของพระองค์

o จากพระเยซูเจ้า โดยการนำขององค์พระจิตเจ้า.. บรรดาอัครสาวก็ได้เป็นประจักษ์พยานถึงความรักของพระเจ้าเช่นเดียวกัน

• “ประจักษ์พยาน” Witness สังคมโลกปัจจุบันของเราก็เป็นเช่นนั้น... สังคมโลกปัจจุบันต้องการการประกาศข่าวดีด้วยชีวิตที่เป็นประจักษ์พยานที่ ซื่อสัตย์ และไม่กลัวความตายจากการเบียดเบียน...

• เวลานี้เกิดขึ้นสำหรับพระศาสนจักรในตะวันออกกลาง ในหลายประเทศที่พระศาสนจักรดำเนินชีวิตอยู่ ในบางประเทศที่แสนลำบาก ณ ปัจจุบันเพราะการเบียดเบียนทางศาสนาและเบียดบังความดีและความจริง ความโหดร้ายที่มนุษย์กระทำกับมนุษย์ด้วยกันเพราะความเกลียดชังและใช้เหตุผล ที่งมงายทางศาสนาและความเชื่อผิดๆ

o มีพระสังฆราชหลายองค์ในช่วงเวลาที่ผ่านมาสิ้นชีวิตเพราะการเบียดเบียนทางศาสนา ในประเทศที่พระศาสนจักรมีชีวิตอยู่ ณ ปัจจุบันจริงๆ
o มีคริสตชนจำนวนมาถูกขู่คุกคามให้ทิ้งศาสนาและความเชื่อ ถ้าไม่ละทิ้งหรือเปลี่ยนศาสนาก็ต้องสิ้นชีวิตอย่างทารุณ

o มีการขับไล่คริสตชนหรือคนที่ถือต่างศาสนา โดยใช้เหตุผลทางศาสนาให้ต้องออกเดินทางเข้าไปในถิ่นทุรกันดารที่ต้องขาด อาหาร ขาดน้ำ บังคับให้อพยพเข้าไปในหุบเขาแห่งความตาย ซึ่งร้อยละเจ็ดสิบจะต้องตายเพราะความร้อนและขาดน้ำ คนจำนวนนับหมื่นนับแสนคนต้องออกไปเผชิญความตายอย่างโหดร้าย

o มีการเบียดเบียนทางศาสนาอย่างรุนแรงและลงลึก... นี่คือสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นจริงๆ และเป็นความจริง

• พี่น้องที่รัก แต่พระวาจาของพระเจ้า ความจริงแห่งความรักของพระเจ้า ข่าวดีจะถูกจองจำไม่ได้เป็นอันขาด เราต้องเป็นประจักษ์พยานจริงๆ ต้องกล้าหาญที่จะประกาศข่าวดีต่อไปอย่างไม่เก่งกลัว... พ่อขอย้ำพระวาจาจากพระวรสารนักบุญยอห์นวันนี้ให้ชัดอีก “ชาวเยรูซาเล็มบางคนพูดว่า “คนนี้มิใช่หรือที่เขาพยายามจะฆ่า ดูซิ คนนี้กำลังพูดคุยอย่างเปิดเผย และไม่มีใครห้ามปรามเขา”


• พ่ออยากให้เราทบทวนจริงๆถึงตัวเรา บทบาทของเราครับ บทบาทในฐานะคริสตชน ซึ่งเรามี “พันธกิจประกาศข่าวดี” นี่คือกิจการอันเป็นพันธะแห่งศีลล้างบาป... หลีกเลี่ยงไม่ได้... ไม่ประกาศไม่ได้ ตรงนี้เราควรไตร่ตรองครับ พระเยซูเจ้าเองแม้ถูกขัดขวางและพยายามทำร้ายพระองค์ แต่พระองค์ไม่เคยหยุดยั้ง ไม่เคยกลัวที่จะประกาศข่าวดี... และทรงเป็นประจักษ์พยานยิ่งใหญ่ที่สุดด้วยชีวิตขอพระองค์ “พยานยิ่งใหญ่แห่งการสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน”


• พ่อขอเน้นเรื่องการเป็นประจักษ์พยานที่จำเป็น จำเป็นเพื่อการประกาศข่าวดีใหม่ตามคำสอนของสมัชชาฯของเราที่กำลังจะมาถึงนี้ ให้เราได้ไตร่ตรองเอกสารนี้กันหน่อยนะครับ... พ่อคัดมาจากสิ่งที่พ่อได้ยกร่างไว้ในเอกสารสมัชชาใหญ่ของพระศาสนจักรคาทอลิก ในประเทศไทย...

o “การประกาศข่าวดีใหม่ เป็นพันธกิจที่เป็นธรรมชาติแท้ของชีวิตคริสตชนคาทอลิกทุกคน” และแน่นอนที่สุดคือคริสตชนคาทอลิกในประเทศไทยทุกคน ทุกคนจริงๆ 

o โดยอาศัยศีลล้างบาป ทำให้ชีวิตติดสนิทกับพระคริสตเจ้าและได้พบปะกับพระองค์ในความเชื่อ (เทียบ รม 6) 

o ทุกคนจึงได้รับการเชื้อเชิญ ให้ร่วมประกาศความเชื่อทั้งด้วยวาจาและการกระทำเพื่อเป็นประจักษ์พยานแห่ง องค์พระเยซูคริสต์ และการประกาศตนเช่นนั้นทำให้พระศาสนจักรพบอัตลักษณ์ของตน ว่าเป็นพระวรกายขององค์พระคริสต์เจ้า (เทียบ 1คร 12 และเทียบ LG 7) 

o มีพระหรรษทานของพระจิตเจ้าช่วยนำทางไปสู่พระบิดา ดังนั้น ทุกคนจึงมีหน้าที่พิเศษอันจะต้องทำให้เห็นได้ว่าความเชื่อในพระคริสตเจ้า นั้นให้ความหมายและความหวังอะไรต่อชีวิตของตนและต่อชุมชน 

o ยิ่งเมื่อเราตระหนักมากขึ้นว่าพระคริสตเจ้าทรงสถิตในตัวเรา และในท่ามกลางเรา ยิ่งต้องปรารถนาจะแบ่งปันให้กับผู้อื่นด้วย

• ปัจจุบันนี้เราจะเป็นประจักษ์พยานกล้าหาญในการประกาศข่าวดีได้อย่างไร พ่อมีข้อคิดที่เขียนไว้ให้เราได้ไตร่ตรองกันและต้องกล้าเปลี่ยนแปลงจริงๆ 

o พระสันตะปาปาฟรังซิส ทรงเรียกร้องเราอย่างแรงว่า เราต้องเป็น “พระศาสนจักรที่ยากจนเพื่อคนยากจน ต้องเลือกอยู่ข้างคนจนเป็นอันดับแรก” คือเป้าหมายใหญ่สุดของการก้าวออกไปเป็นประจักษ์พยานถึงแสงสว่างของพระคริสต เจ้าผู้ทรงยากจน 

o เรื่องนี้จะต้องเป็น “เทววิทยาเรื่องชีวิต” (Theology of life) ของพระศาสนจักรมากกว่าเป็นเพียงความคิดหรืองานบริการสังคม เพราะในสถานการณ์โลกปัจจุบันคนยากจนและความยากจนคือสภาพของคนส่วนใหญ่ของ สังคมโลก คนที่ร่ำรวยมากมีเพียงร้อยละ 1 ของประชากร คือ ประมาณ 37,000,000 คน พวกเขาครอบครอบทรัพยากรถึงร้อยละ 48 ขอทรัพยากรโลกที่มีอยู่ ส่วนประชากรของโลกร้อยละ 99 คือประมาณ 7,000,000,000 คน (เจ็ดพันล้านคน) ครอบครองทรัพยากรส่วนที่เหลือ (ภาษาที่ง่ายขึ้นคือมีเค็กหนึ่งร้อยชิ้นสำหรับคนร้อยคน แต่หนึ่งคนรับประทานเค้กไป 48 ชิ้น ดังนั้นคนอีก 99 คน ต้อแย่งกันทานเค้ก 52 ชิ้นที่เหลือ และบางคนก็ทานไปเกินหนึ่งชิ้นไปอีก ทำให้หลายคนอดหรือต้องป้ายครีมชิมหรือได้เพียงเห็นและดมกลิ่นเท่านั้น) 

o ขณะเดียวกันสมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิสทรงเรียกร้องอย่างแข็งขันว่า พระองค์ทรงต้องการพระศาสนจักรที่ยากจนเพื่อคนยากจน เพราะคนจนและความยากจนมีบทสอนสำหรับเรามากเหลือเกิน (เทียบ EG 198) และอันที่จริงพระคริสตเจ้าองค์แสงสว่างแท้ทรงเป็นต้นแบบที่ล้ำค่าที่สุดใน เรื่องการถ่อมพระองค์ลงมา ทรงบังเกิดอย่างยากจน ทรงทิ้งความร่ำรวยสูงสุด ลงมารับสภาพดุจทาสเป็นมนุษย์เหมือนเรา และทรงรักมนุษย์จนกระทั่งยอมสิ้นพระชนม์ เป็นความตายบนไม้กางเขน (เทียบ ฟป 2) 

o โดยเหตุนี้ ถ้าพระศาสนจักร โดยเฉพาะอย่างยิ่งบรรดาพระสังฆราช พระสงฆ์และนักบวช ไม่เลือกที่จะดำเนินชีวิตอย่างมีเมตตากรุณา เรียบง่าย สมถะ รักและรับใช้ อยู่เคียงข้างคนจน เน้นความยุติธรรมในสังคม กล้าละทิ้งความสะดวกสบายและความมั่นคงส่วนตน พระศาสนจักรจะไม่สามารถเป็นประจักษ์พยานที่มีประสิทธิภาพและประกาศข่าวดี ใหม่ได้เลย

• พี่น้องที่รัก จริงๆ นะครับ พระวาจาของพระเจ้าจะถูกจองจำไม่ได้...และพ่อกำลังคิดจริงว่า การ เราต้องประกาศ และไม่จองจำพระวาจาไว้ในกรงทอง “ต้องไม่จองจำไว้ในกรงทอง” หรือกับดักของความร่ำรวยของพระศาสนจักรเองโดยเด็ดขาด เราต้องกล้าออกไป ไม่กลัวที่จะประกาศ ประกาศด้วยชีวิตที่เป็นประจักษ์พยาน เป็นประจักษ์พยานในความยากจนจริงๆ เพื่อเดินเคียงข้างคนยากจน พระศาสนจักรที่จนเพื่อคนจน...


• ครับ พ่อไตร่ตรองจริงๆ พ่อคิดว่า พระเยซูเจ้าถูกเบียดเบียนจนสิ้นพระชนม์... การเบียดเบียนอย่างรุนแรงต่อพระศาสนจักรและต่อคริสตชนก็มีความรุนแรงมาก เหลือเกิน ตามที่พ่อได้เล่าให้ฟังในช่วงต้น... พ่อจึงเชิญชวนและเรียกร้องให้พวกเรา “กล้าหาญประกาศข่าวดีด้วยชีวีเป็นประจักษ์พยาน”


• พ่อมั่นใจครับว่าการเบียดเบียนมีอยู่จริง... แต่การเบียดเบียนและเบียดบังที่น่าเป็นห่วงคือเซฟโซนของชีวิตพระศาสนจักรเอง ความสะดวกสบาย ความร่ำรวย ศาสนสถานและศาสนสมบัติ บ่อยครั้ง เราจองจำตัวเราเองไว้ในกรงทองไม่ยอมเป็นประจักษ์พยานอย่างแท้จริง... พ่อขอให้เราวิงวอนพระเจ้าให้เรากล้าหาญและเด็จเดี่ยวที่จะเป็น ประจักษ์พยานจนสุดแดนแผ่นดิน ประกาศความรักเมตตาของพระเจ้าให้โลกรู้ครับ...