foto1
foto1
foto1
foto1
foto1

God is Love...

Catechetical Center of Bangkok

YouTube CCBKK Channel

youtube ccbkk

Kamson BKK Update!!

หมวดปรีชาญาณ

wisdom books

Bible Diary 2020

img007 resize

บทอ่านและบทมิสซา

ordomissae

พันธสัญญาใหม่

spd 20110902115342 b

บทเพลงศักดิ์สิทธิ์

angels-5b

สถิติเยี่ยมชม (เริ่ม 22-02-2012)

วันนี้
เมื่อวาน
สัปดาห์นี้
เดือนนี้
เดือนที่แล้ว
ทั้งหมด
9196
9629
48509
83061
330048
18317303
Your IP: 3.228.21.204
2020-07-09 18:24

สถานะการเยี่ยมชม

มี 82 ผู้มาเยือน และ ไม่มีสมาชิกออนไลน์ ออนไลน์

199กิเลส
     เราต้องเข้าใจว่าหลายครั้งกิเลสบังความเข้าใจของมนุษย์และทำลายน้ำใจซึ่งทำให้บุคคลนั้นสามารถทำสิ่งที่ดี ความเห็นแก่ตัวมีเสมอ แต่ความรักของตนเองอย่างแท้จริง (เพื่อสร้างความสุขความดีของตน) หลายครั้งทีเดียวสูญหาย และทำตามความชอบใจชั่วคราวตามกิเลส แม้แต่รู้ตัวว่าการกระทำเช่นนั้นทำลายความสุขความดีของตนเอง นำความทุกข์ตรงการลงโทษและความพินาศ
     กิเลสของมนุษย์มาจากความรู้สึกตามธรรมชาติ ความรู้สึกตามธรรมชาตินั้นมีอยู่ในตัวของเราและเป็นความรู้สึกอย่างแรงกล้า ซึ่งก็เป็นหลักที่ดีเพื่อจะให้มีกำลังใจและกำลังกายในการกระทำสิ่งที่จำเป็นสำหรับชีวิตปัจจุบันหรือเพื่อหนีอันตราย แต่ถ้าความรู้สึกอันแรงกล้านี้ เป็นความรู้สึกฝ่ายเนื้อหนังปราศจากความคิด ก็เหมือนกับความรู้สึกของสัตว์ มนุษย์มีสติปัญญาเพื่อที่จะบังคับความรู้สึกอันแรงกล้านี้ไม่ให้เกินขนาดและไม่ทำลายความดี แทนที่จะช่วยรักษาความดีไว้เมื่อความรู้สึกแรงกล้านี้ได้เอาชนะใจมันไม่อนุญาตให้สติปัญญาบังคับบัญชาได้แล้ว และให้บุคคลปราศจากความคิดเห็นถูกต้อง เรียกว่า

กิเลสตัณหา
     กิเลสนั้นมีหลายอย่างตามปรัชญาตะวันตก รากของกิเลสต่าง ๆ มี 7 ประการ :
1. การตั้งตัวเป็นใหญ่กว่าสรรพสิ่ง
2. ความมักได้ (ความโลภ อยากได้)
3. ความปรารถนาฝ่ายเนื้อหนัง (หรือการไม่บังคับตัวในการแสวงหาสิ่งที่สนุกในเรื่องเพศ)
4. ความโกรธเคือง
5. ความโลภอาหาร
6. ความอิจฉา
7. ความเกียจคร้าน
       กิเลส 7 ประการนี้ เรียกว่าเป็นรากของความผิดทุกประการ เพราะการที่มนุษย์ทำผิดก็เป็นผลร้ายจากความรู้สึก 7 ประการนี้ เมื่อตั้งตัวเป็นใหญ่กว่าสรรพสิ่งความรักของตนเองก็เสียไปกลายเป็นความเห็นแก่ตัว เพื่อจะรักตนเองอย่างถูกต้องเราต้องยอมรับสภาพความเป็นอยู่ของตนเอง รู้ว่ามีขอบเขต ในเมื่อไม่ยอมรับขอบเขตของตนเองและเห็นแก่ตน สำคัญตัวเองว่าใหญ่กว่าทั้งหมด เท่ากับตั้งตนเองเป็นพระเจ้า ความคิดเช่นนี้ก็จะนำไปสู่ความผิดทุกประการ
     พระพุทธศาสนาอธิบายทางไปสู่ความพินาศ ซึ่งเป็นรากฐานแห่งความชั่วเหมือนกัน เรียกว่าอบายมุข 6 ประการ
1. ดื่มน้ำเมา (คู่กับข้อ 5 โลภอาหาร)
2. เที่ยวกลางคืนซึ่งเป็นเหตุให้เป็นนักเลงหญิงด้วย (คู่กับข้อ 3 ความปรารถนาฝ่ายเนื้อหนัง)
3. เที่ยวดูการเล่น (คู่กับข้อ 3 ความปรารถนาฝ่ายเนื้อหนัง)
4. เล่นการพนัน (คู่กับข้อ 2 ความมักได้, ความโลภอยากได้)
5. คบคนชั่วเป็นมิตร
6. เกียจคร้านการงาน (คู่กับข้อ 7 ความเกียจคร้าน)
      มนุษย์ทุกคนอยู่ในอันตรายที่จะให้อบายมุขชั่วเหล่านี้ครอบงำตนเอง จำเป็นอย่างยิ่งที่ทุกคนต้องรู้จักบังคับตัวเองเพื่อจะชนะความรู้สึกที่ไม่ดีเหล่านี้ “ใครมีสติปัญญาทำอะไรก็ต้องมีจุดประสงค์ พระเจ้าสร้างสิ่งนานาประการ พระองค์เป็นผู้มีสติปัญญาสูงสุด ทุกสิ่งที่พระองค์สร้างมาต้องมีจุดประสงค์”

ที่มา: หนังสือความสว่างที่แท้จริง ซึ่งนำไปสู่ความรอด เล่ม 3

 

แผนกคริสตศาสนธรรม อัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ
122/8 อาคารแม่พระรับเกียรติยกขึ้นสวรรค์ ซ.นนทรี 14 ถ.นนทรี แขวงช่องนนทรี เขตยานนาวา กรุงเทพฯ 10120
โทร. 095-953-3070,  02-681-3850   Email: ccbkk@catholic.or.th   Line_ID: kamsonbkk