foto1
foto1
foto1
foto1
foto1

Kamson BKK Update!!

หมวดปรีชาญาณ

wisdom books

Bible Diary 2019

IMG resize 2019

บทอ่านและบทมิสซา

ordomissae

พันธสัญญาใหม่

spd 20110902115342 b

บทเพลงศักดิ์สิทธิ์

angels-5b

เอกสารฉลอง 350 ปี

350

พระวาจาประจำวัน

word of God 2

เว็บไซต์คาทอลิก

bkk


sathukarnlogo


haab


becthailand


santikham


pope report-francis


bannerpope


cc_link2011


0002


thaicatholicbible


mass


bnbec


facebook

สถิติเยี่ยมชม (เริ่ม 22-02-2012)

วันนี้
เมื่อวาน
สัปดาห์นี้
เดือนนี้
เดือนที่แล้ว
ทั้งหมด
6450
13029
19479
139526
512389
14962704
Your IP: 3.229.122.219
2019-12-09 10:23

สถานะการเยี่ยมชม

มี 296 ผู้มาเยือน และ ไม่มีสมาชิกออนไลน์ ออนไลน์

010 主耶稣复活后与门徒在一起 背面 ZB 20180728

ความเชื่อ
    ความเชื่อของชาวคริสต์คือความสัมพันธ์ศรัทธาไว้วางใจในพระเจ้า “พระเจ้าของข้าพระองค์ ข้าพระองค์เชื่อพระองค์ ข้าพระองค์ขอมอบทั้งสิ้นที่พระองค์ประทานแก่ข้าพระองค์ ข้าพระองค์ขอฝากชีวิตไว้กับพระวาจาของพระองค์ไม่ว่าจะในยามทุกข์หรือยามสุข” ดังนี้แหละคือท่าทีที่เป็นพื้นฐานของผู้เชื่อในพระเจ้า พระคัมภีร์บอกเราว่า “เรารู้และเชื่อในความรักที่พระเจ้าทรงมีต่อเรา พระเจ้าทรงเป็นความรัก” (1ยอห์น 4:16)
    พระเจ้าทรงสอนเราด้วยพระองค์เองถึงเรื่องชีวิต ความตาย และการกลับคืนชีพของพระเยซูว่า “จงเชื่อว่า เราอยู่กับท่านทั้งหลาย สำหรับเรา ถ้าท่านทั้งหลายเสี่ยงชีวิตเพื่อเรา การนี้จะไม่เป็นที่ว่างเปล่าเลย เราเป็นความรักนิรันดร” ผู้ที่สนองตอบว่า “พระเจ้าข้า ข้าพระองค์เชื่ออย่างนั้น” นั่นแหละคือผู้มีความเชื่อแท้จริง และเขาจะยึดมั่นในความเชื่อต่อพระเจ้าเช่นนี้ นับแต่วันเริ่มแรกไปจนตลอดชีวิต แม้เวลาตายก็จะมอบชีวิตไว้ในพระหัตถ์ของพระเจ้า ท่าทีเช่นนี้ คือท่าทีของลูกที่เชื่อมั่นในความรักของพ่อแม่โดยไม่สงสัยหรือหวาดระแวง เพราะฉะนั้นพระเยซูจึงตรัสว่า “ผู้ใดไม่รับอาณาจักรของพระเจ้าอย่างเด็กเล็กๆ เขาจะไม่เข้าสู่อาณาจักรนั้นเลย” (มาระโก 10:15)

และความเชื่อเช่นนี้ไม่ใช่ความเชื่ออย่างที่เป็นแค่ทฤษฎีนามธรรม แต่เป็นการตัดสินใจแล้วว่าจะเชื่อจริง ๆ เป็นการตัดสินใจครั้งใหญ่ในชีวิต ผู้ที่ตัดสินใจเชื่อเช่นนี้คือผู้ที่ได้รับแสงสว่างของพระจิต และพระจิตนี่แหละที่จะทรงส่องสว่างให้เราเห็นถึงพระสิริของพระเจ้า ซึ่งปรากฏอยู่ในพระพักตร์อันเต็มด้วยบาดแผลของพระเยซู เมื่อทรงอยู่บนไม้กางเขน (2 โครินท์ 4:6) และการที่ข่าวประเสริฐจะเข้าส่วนลึกลงไปในใจมนุษย์นั้น เป็นพระราชกิจของพระเจ้า พระเจ้าทรงเป็นผู้เปิดใจมนุษย์ การงานอย่างนี้ไม่ใช่งานของมนุษย์ (กิจการอัครสาวก 16:14) แต่อย่างไรก็ตาม แสงสว่างของพระจิตยากจะส่องเข้าในใจคนเย่อหยิ่งจองหอง คนอวดตัวเห่อเหิม หรือคนเอาแต่ได้ แต่สำหรับคนที่แสวงหาความจริงและหิวกระหายความชอบธรรมจะไม่เป็นเช่นนั้น (มัทธิว 5:6)
พระเยซูตรัสว่า “ไม่มีใครมาหาเราได้นอกจากพระบิดาผู้ทรงส่งเรามาจะทรงชักนำเขา...ทุกคนที่ได้รับฟังพระบิดาและเรียนรู้จากพระองค์ก็มาหาเรา” (ยอห์น 6:44-45)
    สรุปก็คือความเชื่อเกิดขึ้นจากพระคุณของพระบิดา แต่ความเชื่อนี้ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของมนุษย์เองด้วย แม้จะได้ฟังพระวาจาของพระเยซูได้เห็นการอัศจรรย์ รวมทั้งได้รับแสงสว่างของพระจิต ถ้าเราไม่ตัดสินใจตอบสนองว่า “ข้าพเจ้าเชื่อ” ความเชื่อ จึงเปรียบได้กับคนที่วิ่งเข้าสู่อ้อมกอดของพระเจ้าผู้ทรงอ้าแขนรออยู่ คนที่จับพระหัตถ์พระเยซู และพระองค์ทรงฉวยเขาไว้แล้วนั้น ไม่มีอำนาจใดในโลกสามารถทำให้เขาขาดจากความรักของพระองค์ได้ ไม่ว่าเขาจะต้องเผชิญอันตราย หรือเรื่องร้ายที่มีอยู่มากมายนับไม่ถ้วนในโลกนี้อย่างไรหรือแค่ไหนก็ตาม (ฟิลิปปี 3:12) “ข้าพเจ้าเชื่อในพระทัยของพระเยซู ข้าพเจ้าเชื่อในความรักของพระเจ้าพระบิดา ข้าพเจ้าเชื่อในชัยชนะนิรันดรของความรัก” นั่นเองคือ คำประกาศความเชื่อของชาวคริสต์ทุกยุคทุกสมัย “ข้าพเจ้าเชื่อ” ไม่ใช่เพียงแต่ “ข้าพเจ้า” เท่านั้น “ข้าพเจ้า” รวมถึงพวกศิษย์และบรรดาชาวคริสต์อีกนับไม่ถ้วนที่มีชีวิตอยู่จนถึงสุดปลายแผ่นดินโลก ต่างก็ร่วมอยู่ในความเชื่อนี้ “ข้าพเจ้าทั้งหลายเชื่อ” คำว่า “ข้าพเจ้า” จึงหมายรวมถึงชาวคริสต์มากกว่าพันล้านคนที่มีชีวิตอยู่ในทวีปทั้งห้านี้ เราทั้งหลายเชื่อในพระเจ้าหนึ่งเดียวกัน มีพระคริสต์องค์เดียวกัน มีพระจิตเจ้าองค์เดียวกัน เรายืนอยู่บนศิลาก้อนเดียวกัน ศิลานี้คือพระเจ้าผู้ทรงรักและรับโลกนี้ไว้ทางพระเยซู และสิ่งที่พระเจ้าทรงเผยแสดงก็ไม่ใช่สิ่งที่จะแยกแยะตัดตอนเป็นหัวข้อเป็นส่วนๆได้ แต่เป็นสิ่งที่รวมกันอยู่เป็นเนื้อเดียวกัน มีหัวใจหรือจุดรวมที่ชัดเจน หัวใจหรือจุดรวมนี้เองที่เป็นศูนย์กลางของความเชื่อที่แสดงออกมาเป็นถ้อยคำต่าง ๆ พระเยซูเองทรงเผยแสดงเรื่องนี้ด้วยข้อความว่า “การมาถึงของแผ่นดินของพระเจ้า” เปาโลเผยแสดงเรื่องนี้ว่า “พระเยซูคริสตเจ้าทรงยอมสละพระชนมชีพเพราะบาปของเรา และทรงกลับคืนพระชนมชีพเพื่อให้เราเป็นคนชอบธรรม” (โรม 4:25) เช่นเดียวกับยอห์นที่กล่าวสำแดงความจริงว่า “พระเจ้าทรงเป็นความรัก ผู้ใดดำรงอยู่ในพระเจ้า และพระเจ้าย่อมทรงดำรงอยู่ในเขา” (ยอห์น 4:16) ในที่ประชุมสังคายนาวาติกันครั้งที่ 2 ของพระสังฆราชทั่วโลกก็ได้ประกาศเรื่องเดียวกันนี้ว่า “พระเจ้าทรงให้เรารอดพ้นจากความมืดของบาปและความตาย และทรงอยู่กับเรา เพื่อให้เรากลับคืนชีพสู่ชีวิตนิรันดร” บทภาวนา “ข้าพเจ้าเชื่อ” ที่พระศาสนจักรในยุคแรกประกาศไว้ มีใจความว่า “ข้าพเจ้าเชื่อในพระเจ้าหนึ่งเดียว พระบิดาผู้ทรงสรรพานุภาพเนรมิตฟ้าดิน ข้าพเจ้าเชื่อในพระเยซูคริสตเจ้าพระบุตรหนึ่งเดียวของพระเจ้า พระองค์ทรงรับสภาพมนุษย์เพื่อเรา ทรงสิ้นพระชนม์และทรงกลับคืนชีพ ข้าพเจ้าเชื่อในพระจิต ข้าพเจ้าเชื่อว่ามีพระศาสนจักรหนึ่งเดียว ศักดิ์สิทธิ์ อภัยบาป การกลับคืนชีพของกายและชีวิตนิรันดร” หรือเราสามารถแสดงความเชื่ออย่างนี้ก็ได้ว่า “พระเจ้าพระบิดาประทานพระองค์เองแก่เราโดยการทรงใช้พระเยซูและพระจิตมาในโลกนี้ เพื่อให้เราเชื่อในความรักของพระเจ้า และรักเหมือนพระเจ้าทรงรัก ในที่สุดเราจะไปถึงชีวิตนิรันดรนั้นได้ โดยพระจิตทรงนำและโดยทางของพระเยซู”

ที่มา: หนังสือชีวิตและคำสอนของพระเยซู