foto1
foto1
foto1
foto1
foto1

God is Love...

Catechetical Center of Bangkok

“พระเยซูเจ้าสำหรับชาวเกาหลี...
ทางแห่งความรอด หรือเครื่องมือหากิน(ของใครบางคน)?”

เป็นที่ทราบกันดีโดยทั่วไปเกี่ยวกับประเทศเกาหลีว่า หลังจากสงครามเกาหลีสงบลง ประเทศที่พุทธศาสนาเคยเจริญรุ่งเรื่องแต่เมื่อครั้งก่อนสงครามญี่ปุ่น หรือหากพลิกย้อนกลับไปมองอดีตของเกาหลี กษัตริย์เกือบทุกพระองค์ทรงให้การอุปถัมภ์ศาสนาพุทธเป็นอย่างมาก จนถึงขั้นศาสนาได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการเมือง เช่นเดียวกับพระศาสนจักรคาทอลิกในยุคสมัยกลางก็ไม่ปานn01

แต่ทว่าตอนนี้ วันเวลาผ่านไป ชาวเกาหลีจำนวนมากกลับวางความเชื่อดั่งเดิมซึ่งเป็นรากเหง้าความเชื่อในประเทศของตน มาเชื่อในพระเยซูเจ้า พระผู้ไถ่ และกลับใจกันเป็นจำนวนมากจนน่าแปลกใจ ส่วนเหตุผลนั่น จากที่ผมได้ถามคริสเตียนเกาหลีหลายๆคนก็ต่างบอกว่า “พวกเขาเชื่อว่าพระเยซูทรงมีอยู่จริง เมื่อได้ศึกษาจากประวัติของพระองค์ และประวัติศาสตร์ของโลก ดังนั้นเมื่อทุกอย่างยินยันว่าพระเยซูทรงมีอยู่จริง คำสอนของพระองค์ทุกๆข้อก็ต้องเป็นเรื่องจริงด้วย โดยเฉพาะการกลับใจ ความรอด และความรัก...”


เนื้อหาข้อความต่อจากนี้ เป็นประสบการณ์ของผม ซึ่งได้รับทุนมาเรียนต่อที่ประเทศเกาหลี อีกทั้งในฐานะที่ตัวผมเองก็เชื่อในพระเยซูเจ้า และรับศิลล้างบาป เป็นคริสตัง(คาทอลิก) อย่างสมบูรณ์เรียบร้อยแล้ว     เมื่อได้อยู่ที่นี่ยิ่งนาน ก็ยิ่งได้พบเจอข้อสังเกตบางอย่าง ที่ทำให้ผมคิดว่า “คนเรา เดี๋ยวนี้มันไม่กลัวนรกกันแล้วหรือยังไง” ??? ทำไมผมจึงคิดแบบนั้น และเพราะเรื่องอะไร ก่อนอื่นขอเริ่มด้วยการแนะนำก่อนนะครับว่า บทความนี้ ไม่ได้มีเจตนาให้ร้าย หรือต้องการสร้างกระแสไม่ว่าในแง่บวกหรือแง่ลบ ผมเพียงแค่เสนอประสบการณ์ตรงที่เห็นจริง และพบเจอ ซึ่งก็คิดว่า หากพี่น้องชาวไทยได้รับรู้แล้ว เราจะได้เตรียมตัวทันในการรับมือกับ “ความเชื่อทางศาสนาผสมหลักการตลาด” ได้เป็นอย่างดี

n02ผมมาเกาหลีครั้งแรกเมื่อสองปีก่อน(2010) ตอนนั้นมาในฐานะผู้ร่วมค่ายสันติภาพของสหประชาชาติ ร่วมกิจกรรมของค่ายเจ็ดวันครับ  ครั้งนั้นที่มาก็ไม่ได้มีข้อสังเกตอะไรมากครับ รู้อย่างเดียวแค่ว่า ที่ผมเคยอ่านเจอในหนังสือท่องเที่ยวที่ว่า ชาวเกาหลี นับถือศาสนาคริสต์กว่าหกสิบเปอร์เซ็นต์นั้น ท่าจะไม่จริงซะแล้ว น่าจะมากกว่านั้น อาจจะซักแปดสิบห้าเปอร์เซ็นต์เห็นจะได้ เพราะสองข้างทางบรรดาตึกที่เรียงรายอยู่ริมถนนในกรุงโซล แทบจะกล่าวได้ว่า ทุกๆหนึ่งกิโลเมตร จะมีโบสถ์ที่มียอดโดมหกเหลี่ยมสูงตระหง่าน สองถึงสามหลัง เช่นที่เขานัมซัน       โซลทาวเวอร์ยามค่ำคืน เมื่อมองลงมาข้างล่าง ไม่ว่าจะหมุนตัวมองไปทางไหน ก็ตระการตาด้วยไม้กางเขนประดับไฟสีแดงเป็นสัญลักษณ์อยู่ทั่วไป และนั้นก็ทำให้ผมรู้ว่า “อืม...ชาวเกาหลีนี่กลับใจเยอะจริงๆ”
แต่การกลับมาเกาหลีครั้งที่สองของผม เป็นการกลับมาเรียนในฐานะนักศึกษาทุนทหารผ่านศึกเกาหลี จึงมีโอกาสได้อยู่เกาหลีนานหน่อย และเพราะได้อยู่นานนี่แหละครับ ทำให้ผมได้รู้อะไรเกี่ยวกับความจริงของศาสนาคริสต์ในเกาหลีมากขึ้น


n03 มหาวิทยาลัยที่ผมเรียน อยู่ในกรุงโซลครับ แต่ไม่ได้อยู่ในใจกลาง หากเทียบกับกรุงเทพฯของเราแล้ว ก็จะอยู่โซนประมาณ บางเขน หรือไม่ก็ บางซื่อครับ แม้จะอยู่ชานกรุง แต่โบสถ์ก็มากไม่แพ้กลางกรุงเลยละครับ


โบสถ์บางแห่งก็สร้างไว้อยู่บนพื้นที่ส่วนตัวที่ทางโบสถ์เป็นเจ้าของเอง หรือบางโบสถ์ก็อยู่ในอาคารพาณิชย์ธรรมดา เช่ารวมกับร้านเกมส์บ้าง ร้านอาหารบ้าง ซึ่งก็จะแบ่งชั้นกันไปครับ...

หากมาที่นี่แล้วสังเกตได้ไม่ยากว่าโบสถ์อยู่ตรงไหนบ้าง เพราะทุกโบสถ์จะมีไม้กางเขนเป็นสัญลักษณ์ติดไว้ครับ โบสถ์ไหนมีทุนหน่อยก็จะสร้างยอดโดมหกเหลี่ยมติดยอดด้วยกางเขนประดับไฟสีแดง...
มาถึงจุดนี้ท่านผู้อ่านคงเริ่มสงสัยแล้วว่า สิ่งที่ผมเล่ามาทั้งหมดกับหัวข้อเรื่องมันสัมพันธ์กันยังไง ตรงนี้ละครับที่ผมกำลังจะเข้าประเด็นร้อนของบทความนี้แล้ว...
“เกาหลีมีโบสถ์เยอะจริง แต่มั่นใจได้ยังไงว่านั่น ไม่ใช่โบสถ์เก๊

"ท่านทั้งหลาย จงระวังผู้เผยพระวจนะเท็จ ที่มาหาท่านนุ่งห่มดุจแกะ  แต่ภายในเขาร้ายกาจดุจหมาป่า”มัทธิว [7:15]

n04