foto1
foto1
foto1
foto1
foto1

Kamson BKK Update!!

หมวดปรีชาญาณ

wisdom books

Bible Diary 2019

IMG resize 2019

บทอ่านและบทมิสซา

ordomissae

พันธสัญญาใหม่

spd 20110902115342 b

บทเพลงศักดิ์สิทธิ์

angels-5b

เอกสารฉลอง 350 ปี

350

พระวาจาประจำวัน

word of God 2

เว็บไซต์คาทอลิก

bkk


sathukarnlogo


haab


becthailand


santikham


pope report-francis


bannerpope


cc_link2011


0002


thaicatholicbible


mass


bnbec


facebook

สถิติเยี่ยมชม (เริ่ม 22-02-2012)

วันนี้
เมื่อวาน
สัปดาห์นี้
เดือนนี้
เดือนที่แล้ว
ทั้งหมด
1455
18258
85389
369143
436281
14679932
Your IP: 3.234.210.89
2019-11-22 02:49

สถานะการเยี่ยมชม

มี 86 ผู้มาเยือน และ ไม่มีสมาชิกออนไลน์ ออนไลน์

ความเชื่อของอับราฮัม
ปฐมกาล 17:3-9
87b02a275da7e1bb85b66c51dc7a8237    พระคัมภีร์บอกเราว่า  อับราฮัมเป็นบิดาของความเชื่อ  ชีวิตของอับราฮัมช่วยเราให้เข้าใจได้ว่าความเชื่อเป็นอย่างไร  เมื่อพระเจ้าทรงเรียกอับราฮัมให้ออกจากบ้านเถิด  อับราฮัมไม่รู้เลยว่าพระเจ้าจะทรงนำท่านไปที่ไหน  เวลานั้นท่านดูเหมือนเดินอยู่ในความมืด  ถ้าถามว่า  ความเชื่อคืออะไร  ตรงนี้เองคือคำตอบ  ความเชื่อคือความไว้ใจในการทรงนำของพระเจ้า  เดินไปตามทางที่พระองค์ทรงนำแม้จะมองไม่เห็นอะไรเลย
    ความเชื่อไม่ใช่การยอมรับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า  ความเชื่อต่างจากความรู้  เรารู้ว่าพระอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันออกทุกวัน  เรารู้ว่าโลกหมุนรอบดวงอาทิตย์  สมมุติว่าใครสักคนหนึ่งบอกเราว่า  เขากำลังมีปัญหา  ต้องการความช่วยเหลือจากเรา  อยากให้เราไปพบเขา  เราไม่เคยรู้จักเขามาก่อน ไม่รู้ว่าเขาเป็นคนอย่างไร  ถ้าเราไปพบเขาเพราะเชื่อว่าพระเจ้าทรงนำเราและเราทูลฝากทุกสิ่งไว้ในพระทัยพระเจ้า  นี่คือความเชื่อ  การตัดสินใจทำหรือไม่ทำตรงนี้ต้องอาศัยความเชื่อ  ไม่ใช่ความรู้

    ความเชื่อเรียกร้องให้เราตัดสินใจ  พระเจ้าทรงถามเราว่าเราจะเชื่อพระองค์  จะติดตามพระองค์หรือไม่  เป็นความจริงที่ว่าพระเจ้าทรงให้มนุษย์มีอิสระในการตัดสินใจ  ทรงให้อิสรภาพแก่เรา  แต่ระหว่างเรากับพระองค์มีสายใยแห่งความผูกพันกันอยู่  ด้วยสายใยที่บางเบาและมองไม่เห็นด้วยตาเปล่านี้  พระองค์ทรงดึงเราเข้าหาพระองค์ด้วยความอ่อนโยนสุภาพ  เพราะความจริงแล้วเราเป็นของพระองค์  ทรงส่งเราเข้ามาในโลกและไม่ทรงปรารถนาจะละทิ้งเราให้เดินไปตามลำพังผู้เดียว  ดังนั้น อิสรภาพของมนุษย์จึงไม่ได้หมายความว่าเราขาดจากพระเจ้าโดยเด็ดขาด  พระเจ้าไม่ได้ทรงให้เราเลือกเอาเองว่าจะเชื่อก็ได้ไม่เชื่อก็ได้  จะไปสวรรค์ก็ได้  ไปนรกก็ได้ตามใจเรา  ความจริงดูเหมือนว่าเราไม่มีทางเลือกด้วยซ้ำ  เพราะถ้าเราไม่เชื่อ  ไม่ไปตามทางที่พระองค์ทรงนำชีวิตเราก็จะมีแต่พินาศ   และพระเจ้าไม่ทรงปรารถนาให้เป็นไปอย่างนั้น  ทรงปรารถนาให้ทุกคนได้รับความรอด  เมื่อไรที่เราขาดจากพระเจ้าตัวเราเองก็จะเป็นนรกสำหรับตัวเอง
    พระคัมภีร์บอกเราว่า  “อับราฮัมมีความเชื่อในพระเจ้า  และนี่ก็นับได้ว่าเป็นความชอบธรรมสำหรับเขา”  (ปฐก.15:6)  “แม้ดูเหมือนจะไม่มีความหวัง  แต่อับราฮัมก็หวังและเชื่อ”  (รม.4:18)  เมื่อเผชิญกับการทดลองครั้งสำคัญและยากที่สุด  ตอนที่พระเจ้าทรงสั่งให้นำอิสอัค บุตรคนเดียวของตนไปถวาย  เวลานั้นหัวใจของอับราฮัมคงเป็นทุกข์ที่สุด  แต่ท่านยอมทำตามคำตรัสสั่งของพระเจ้า  ด้วยความไว้วางใจในพระองค์  เมื่ออิสอัคถามว่า  “มีไฟและฝืน  แต่ลูกแกะสำหรับเครื่องเผาบูชาอยู่ที่ไหน”  อับราฮัมตอบว่า  “ลูกเอ๋ยพระเจ้าจะทรงจัดหาลูกแกะสำหรับพระองค์เองเป็นเครื่องเผาบูชา” (ปฐก.22:7-8)  นี่เองคือความเชื่อของอับราฮัมในยามเผชิญความทุกข์ทรมาน
    พระเจ้าจะทรงจัดหา  หมายความว่า ถึงแม้พระเจ้าจะทรงให้เราแบกรับการทดลอง  แต่ขณะเดียวกันเพระองค์ทรงจัดเตรียมกำลังให้เราเพื่อเราจะได้แบกรับการทดลองนั้นได้  ความเชื่อของเปาโลก็เช่นเดียวกัน ท่านบอกเราว่า  “ท่านทั้งหลายไม่เคยเผชิญกับการทดลองใดๆ  ที่เกินกำลังมนุษย์  พระเจ้าทรงซื่อสัตย์  พระองค์จะไม่ทรงอนุญาตให้ท่านถูกทดลองเกินกำลังของท่าน  แต่เมื่อถูกทดลองพระองค์จะประทานความสามารถให้ท่านยืนหยัดมั่นคงและหาทางออกได้”  (1 คร.10:13)
    สรุปได้ว่าการที่เรามีชีวิตอยู่มาจนถึงทุกวันนี้ได้  เป็นการพิสูจน์ให้เห็นว่าเราสามารถผ่านการทดลองทุกอย่างในชีวิตได้  ถ้าเราไม่ผ่านการทดลอง  หรือการทดลองต่างๆ  เกินกำลังเรา  เราก็คงจะมีชีวิตอยู่จนถึงเดี๋ยวนี้ไม่ได้  การที่เรายังมีชีวิตอยู่ได้  พิสูจน์ว่าพระเจ้าไม่ทรงทอดทิ้งเรา พระองค์ประทับอยู่กับเรา ไม่มีชีวิตใดประเสริฐไปกว่าชีวิตที่มีพระเจ้าผู้ทรงเชื่อมั่นในตัวเรา  ผู้ไม่เคยทรงลืมหรือทรงทอดทิ้งเรา  และทรงแสวงหาเรา  ประทับอยู่ด้วย  และนี่เองคือความเชื่อของพระศาสนจักร